<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>41710</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/07/2019 13:52</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/07/2019 13:52</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กทท.มั่นใจปี62มีตู้สินค้าผ่านท่ากว่า9 ล้านTEUเพิ่มขึ้น 3%  </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กทท.ชี้จัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ชัด การเมืองมีเสถียรภาพ สร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุนทั้งในและต่างประเทศคาดปีงบประมาณ 2562 &amp;nbsp;จะมีปริมาณตู้สินค้าผ่านท่ารวมที่ 9.790 ล้าน ที.อี.ยู. เพิ่มขึ้น 3% &amp;nbsp;ประกาศเตรียมพร้อมเข้าบริหารท่าเรืออค์คลองใหญ่ หวังช่วยพัฒนาระบบการขนส่งทางน้ำชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก เชื่อมโยง ทลฉ. - กัมพูชา - เวียดนาม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
23 ก.ค.62 - เรือโทกมลศักดิ์ &amp;nbsp;พรหมประยูร &amp;nbsp;ผู้อำนวยการการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) เปิดเผยถึงผลการดำเนินงานให้บริการเรือ สินค้า และตู้สินค้าผ่านท่าเรือกรุงเทพ (ทกท.) ท่าเรือแหลมฉบัง (ทลฉ.) ท่าเรือพาณิชย์เชียงแสน (ทชส.) ท่าเรือเชียงของ (ทชข.) และท่าเรือระนอง (ทรน.) ในช่วงระยะเวลา 7 เดือนประจำปีงบประมาณ 2562 (ตุลาคม 2561 &amp;ndash; เมษายน 2562) โดยเปรียบเทียบกับปีก่อน มีแนวโน้มขยายตัวไม่มาก เนื่องจากสภาวะเศรษฐกิจที่เริ่ม &amp;nbsp;ชะลอตัวมาตั้งแต่ไตรมาสที่ 1 เนื่องจากการชะลอตัวของภาคการส่งออกของประเทศ ในภาวะที่เศรษฐกิจโลกยังไม่ฟื้นตัว รวมทั้งสงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกากับสาธารณรัฐประชาชนจีนที่ยังคงยืดเยื้ออยู่ในปัจจุบัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;การจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่อาจส่งผลดีต่อการเกิดเสถียรภาพ ทางการเมืองเพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะสามารถสร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุนทั้งในและต่างประเทศมากยิ่งขึ้น &amp;nbsp;ในการผลักดันนโยบายเศรษฐกิจ คาดในปีงบประมาณ 2562 &amp;nbsp;จะมีปริมาณตู้สินค้าผ่านท่ารวมที่ 9.790 ล้าน ที.อี.ยู. เพิ่มขึ้น 3% &amp;nbsp;จากปีที่ผ่านมา&amp;quot; เรือโทกมลศักดิ์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เรือโทกมลศักดิ์ กล่าว &amp;nbsp;ตามแผนยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี (พ.ศ. 2560 &amp;ndash; 2579) ได้กำหนดทิศทางและยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศที่เกี่ยวกับด้านคมนาคมขนส่งไว้ในยุทธศาสตร์ที่ 7 คือ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบโลจิสติกส์โดยมุ่งเน้นการขยายขีดความสามารถ สนับสนุนให้เกิดความเชื่อมโยงในอนุภูมิภาคและในอาเซียนอย่างเป็นระบบ มีโครงข่ายเชื่อมโยงภายในประเทศที่สามารถสนับสนุนการพัฒนาพื้นที่ตามแนวระเบียงเศรษฐกิจต่างๆ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ กระทรวงคมนาคมในฐานะหน่วยงานรับผิดชอบหลักในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบโลจิสติกส์ จึงได้จัดทำแนวทางเพื่อใช้ประโยชน์โครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยท่าเรืออเนกประสงค์คลองใหญ่ จังหวัดตราด เป็นท่าเรือที่กระทรวงคมนาคมวางยุทธศาสตร์ เพื่อพัฒนาระบบการขนส่งทางน้ำชายฝั่งทะเลในภาคตะวันออก เชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้านรองรับสินค้าระหว่าง ไทย กัมพูชาและเวียดนามตอนใต้ ก่อสร้างแล้วเสร็จในปี 2559เพื่อให้สอดรับกับนโยบายของรัฐที่ต้องการใช้ประโยชน์สูงสุดจากโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่ และ มติคณะกรรมการพัฒนาระบบการบริหารจัดการขนส่งสินค้าและบริการของประเทศ(กบส.) มอบหมายให้กระทรวงคมนาคมพิจารณาให้ กทท. เป็นผู้บริหารท่าเรืออเนกประสงค์คลองใหญ่ จังหวัดตราด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot; กทท. ในฐานะหน่วยงานรัฐที่มีความเชี่ยวชาญในการบริหารจัดการท่าเรือ และต้องดำเนินการภายใต้นโยบายรัฐบาล จึงได้ดำเนินการศึกษาความเหมาะสมและการเตรียมความพร้อมในการเข้าบริหาร พร้อมทั้งจัดทำแนวทางการขอรับการสนับสนุนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้แก่ กรมธนารักษ์ กรมเจ้าท่า กรมศุลกากร ซึ่งเป็นหน่วยงานที่สำคัญที่ช่วยสนับสนุนและอำนวยความสะดวกในการเดินเรือและขนส่งสินค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ&amp;quot;เรือโทกมลศักดิ์ กล่าว &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ทกท. ยังได้ดำเนินการปรับปรุงพื้นถนนในพื้นที่ ทกท. เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ใช้บริการให้เกิดความคล่องตัวในการขนส่งสินค้า ลดความแออัดของการจราจรที่ติดขัดในเส้นทางขาออก สร้างความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน อีกทั้งลดค่าใช้จ่ายในการขนส่ง และลดการเกิดฝุ่นละอองภายในท่าเรือ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/41710</URL_LINK>
                <HASHTAG>การท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.), ตู้สินค้า, ท่าเรือกรุงเทพ, ท่าเรือพาณิชย์เชียงแสน, ท่าเรือระนอง, ท่าเรือแหลมฉบัง, ท่าเรือ้ชียงของ, เรือโทกมลศักดิ์  พรหมประยูร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190723/image_big_5d36ae56a102f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>11645</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/06/2018 09:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/06/2018 09:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กทท.โชว์ตัวเลขขนส่งตู้สินค้าโต 4.717%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กทท.เผยผลดำเนินงาน 5 ท่าเรือหลัก ในรอบ 6 เดือน ขนตู้สินค้า โต 4.717% เมื่อเทียบกับปีก่อน หลังได้รับอนิสงค์จากปัจจัยเชิงบวกต่างๆ ที่เกิดขึ้นทั่วโลกนั้น ส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยที่เริ่มฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เรือตรีทรงธรรม จันทประสิทธิ์ รองผอ.การท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) สายวิศวกรรม รักษาการแทนผู้อำนวยการ กทท. เปิดเผยถึงผลการดำเนินงานให้บริการเรือ สินค้า และตู้สินค้า ผ่านท่าเรือกรุงเทพ (ทกท.) ท่าเรือแหลมฉบัง (ทลฉ.) ท่าเรือพาณิชย์เชียงแสน (ทชส.) ท่าเรือเชียงของ (ทชข.) และท่าเรือระนอง (ทรน.) ในช่วงระยะ 6 เดือนประจำปีงบประมาณ 2561 (ต.ค. 2560 &amp;ndash; มี.ค. 2561) ทั้งนี้ หากเปรียบเทียบเฉพาะท่าเรือสำคัญ 2 ท่า คือ ทกท. และ ทลฉ.พบว่า มีอัตราเติบโตเพิ่มสูงขึ้นทั้งด้านปริมาณตู้สินค้าและสินค้าผ่านท่าที่ 4.717% และ 4.634% ตามลำดับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามหากมีการเปรียบเทียบรายท่ากับปีก่อนจะเห็นว่าทกท. เรือเทียบท่า 1,550 เที่ยว เพิ่มขึ้น 5.370% สินค้าผ่านท่า 10.934 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 6.474% ตู้สินค้าผ่านท่า 0.750 ล้าน ที.อี.ยู. เพิ่มขึ้น 1.426%,ทลฉ. เรือเทียบท่า 6,598 เที่ยว ลดลง 1.990% สินค้าผ่านท่า 40.733 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 4.151% ตู้สินค้าผ่านท่า 3.972 ล้าน ที.อี.ยู. เพิ่มขึ้น 5.363%ทชส. เรือเทียบท่า 2,166 เที่ยว เพิ่มขึ้น 6.752% สินค้าผ่านท่า 150,850 ตัน เพิ่มขึ้น 71.368%, ทชข. เรือเทียบท่า 247 เที่ยว ลดลง 31.198% สินค้าผ่านท่า 38,546 ตัน ลดลง 3.214% และทรน. เรือเทียบท่า 156 เที่ยว เพิ่มขึ้น 22.835% สินค้าผ่านท่า 40,712 ตัน เพิ่มขึ้น 55.728%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับในช่วงต้นปี 2561 ที่ผ่านมา ทั่วโลกประสบกับความผันผวนและความไม่แน่นอนทางด้านการเมือง โดยเฉพาะสองประเทศอย่างเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ อีกทั้งความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐและจีน แต่ในรอบเดือนที่ผ่านมา สถานการณ์ต่างๆ เริ่มคลี่คลาย ปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ลดลง ส่งผลให้เศรษฐกิจโลก คาดว่าจะฟื้นตัวดีขึ้นเป็นลำดับและต่อเนื่อง ซึ่งจะเห็นได้จากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางของประเทศต่างๆ รวมถึงราคาสินค้า ราคาน้ำมัน ราคาทองคำ ทั่วโลกที่ปรับตัวสูงขึ้น ถือเป็นสัญญาณที่ส่งผลต่อการค้าขายระหว่างประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เรือตรี ทรงธรรม กล่าวว่าองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ได้คาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจโลกในปีนี้เท่ากับ 3.8% ลดลงจากที่คาดการณ์ไว้ที่ระดับ 3.9% เนื่องจากยังคงมีความเสี่ยงจากความขัดแย้งทางการค้าและราคาน้ำมันที่พุ่งตัวสูงขึ้น จากปัจจัยเชิงบวกต่างๆ ที่เกิดขึ้นทั่วโลกนั้น ส่งผล เชิงบวกต่อเศรษฐกิจไทยที่เริ่มฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง ทำให้ค่าเงินบาทเริ่มอ่อนค่าลง รวมทั้งคาดว่าจะได้รับ แรงส่งจากภาคส่งออกสินค้าและบริการ รวมถึงการขยายตัวอย่างต่อเนื่องของการใช้จ่ายภายในประเทศ โดยเฉพาะภาคการลงทุนขนาดใหญ่ของภาครัฐที่ถือเป็นแรงสนับสนุนหลักให้เศรษฐกิจไทยมีโอกาสเติบโต ได้สูงกว่าที่คาดการณ์ไว้เดิมที่ระดับ 4%&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/11645</URL_LINK>
                <HASHTAG>กทท., การท่าเรือแห่งประเทศไทย, ท่าเรือกรุงเทพ, ท่าเรือพาณิชย์เชียงแสน, ท่าเรือเชียงของ, ท่าเรือแหลมฉบัง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180619/image_big_5b2863ad3fbaf.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
