<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>104336</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/05/2021 10:55</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/05/2021 10:20</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;จุรินทร์&#039; ตรวจแหลมฉบัง แก้ปัญหาตู้สินค้าส่งออก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;วันที่ 26 พฤษภาคม 2564 นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ตรวจเยี่ยมเรือสินค้า MSC Amsterdam และให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนตู้สินค้า ณ ท่าเรือแหลมฉบัง อําเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายจุรินทร์ กล่าวว่าสถานการการส่งออกของไทย โดยเฉพาะในปี 2564 ตัวขับเคลื่อนสำคัญคือการส่งออกและต้นปีนี้การส่งออกก็เป็นบวก เดือนมีนาคมเป็นบวกถึง 8.47% และเดือนเมษายนบวกถึง 13.09% และยังมีแนวโน้มที่ดีขึ้น การส่งออกเป็นตัวจักรสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ การแก้ปัญหาการส่งออกจึงเป็นเรื่องที่มีความสำคัญ การส่งออกประกอบด้วยการขนสินค้าทางบก ทางอากาศและทางเรือ การขนส่งสินค้าทางเรือมีประเด็นปัญหาคือตู้คอนเทนเนอร์ที่บรรจุสินค้าเพื่อลงเรือส่งออกขาดแคลนเนื่องจากก่อนเกิดสถานการณ์โควิดมีการส่งสินค้าไปสหรัฐและสหภาพยุโรปจำนวนมากแต่ส่งสินค้ากลับมาน้อย ตู้ไปค้างอยู่ที่สหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรป แต่ประเทศจีนมีศักยภาพสามารถนำตู้ไปใช้ในการส่งออกได้มาก สำหรับประเทศไทยเมื่อผมได้ประชุม กรอ.พาณิชย์ การท่าเรือร่วมกับภาคเอกชนมาโดยใกล้ชิดได้ข้อสรุปว่าจากนี้ไปเราจะแก้ปัญหาโดย 1.จะเปิดโอกาสให้เรือขนาดใหญ่เข้ามาแหลมฉบังให้เรือขนาด 300-400 เมตรเข้ามาเทียบท่าได้จะช่วยให้ เราสามารถไปปลายทางได้เลยช่วยลดต้นทุนสามารถขนตู้เปล่าและตู้ที่มีสินค้าเข้ามา จะมีตู้เปล่าที่ส่งสินค้าออกได้มากขึ้น หลังจากที่ตนเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้การท่าเรือแก้ประกาศ และประกาศใหม่อนุญาตให้เรือ 300-400 เมตรเข้าเทียบท่าได้ มีมาหลายลำแล้วตั้งแต่ วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2564 และ 17 เมษายน 2564 20 เมษายน 2564 และวันที่ 5 พฤษภาคม เป็นลำใหญ่ขนาด 399 เมตร สามารถบรรทุกตู้เข้ามาได้ประมาณ 12,000 ตู้ และวันนี้เรือสินค้า MSC Amsterdam ขนาด 399 เมตรสามารถบรรทุกตู้เปล่าเข้ามาได้ประมาณ 4,000 ตู้ สามารถบรรจุสินค้าลงไปได้ประมาณ 80,000 ตัน คิดเป็นมูลค่าสินค้าที่ส่งออกประมาณ 6,000 ล้านบาท และยังมีอีกสองลำที่จะเข้ามาวันที่ 2 มิถุนายน 395 เมตรและ 19 มิถุนายน 398 เมตร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot; รวมแล้วทั้งหมดจะเป็น 7 ลำ สามารถบรรทุกตู้เปล่าเข้ามาประมาณ 23,000 ตู้ สามารถขนสินค้าออกไปได้ประมาณ 458,000 ตันรวมมูลค่าให้การส่งออกเพิ่มขึ้นจากการได้ตู้เปล่าประมาณ 35,000 ล้านบาท คือผลที่เป็นรูปธรรมจากการร่วมกันแก้ปัญหาระหว่างกระทรวงพาณิชย์ ภาคเอกชนและกรมเจ้าท่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะนี้ตู้เริ่มเข้าสู่สภาวะสมดุลความต้องการใช้ตู้เปล่าเดือนหนึ่งประมาณ 128,000 ตู้ เรามีตู้ประมาณ 130,000 ตู้ เริ่มเข้าสู่สภาวะสมดุลแล้ว แต่ต้องติดตามสถานการณ์และกรมเจ้าท่าต้องอำนวยความสะดวกโดยเร็วที่สุด เปิดโอกาสให้เรือขนาดใหญ่เอาตู้เปล่าเข้ามาและเราส่งสินค้าออกไปได้มากขึ้นจะช่วยให้ตัวเลขส่งออกของเราเป็นบวกได้ต่อและจะเป็นตัวจักรสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศได้ต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมเชื่อว่าศักยภาพการส่งออกสินค้าไทยไปต่างประเทศยังมีเพิ่มขึ้น ภาคเอกชนสายการเดินเรือต้องเข้ามาช่วยในการจัดหาตู้และกรมเจ้าท่าต้องอนุญาตโดยเร็วในการดำเนินการ และได้มีประกาศใหม่ให้ใบอนุญาตสำหรับเรือขนตู้ขนาด 300-400 เมตรภายในเวลา 2 ปี แต่ตนจะไปเจรจาว่าทำไมไม่เป็นตลอดไปเพราะการส่งออกยังเป็นกลไกขับเคลื่อนสำคัญ หากจำเป็นต้องปรับปรุงร่องน้ำหรือปรับปรุงอุปกรณ์อำนวยความสะดวก ก็จะต้องลงทุนเพิ่มเติมเพื่อแลกกับตัวเลขการส่งออกที่นำรายได้เข้าประเทศตนเชื่อว่าคุ้มแน่นอน &amp;quot; รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/104336</URL_LINK>
                <HASHTAG>MSC Amsterdam, กรมเจ้าท่า, กระทรวงพาณิชย์, การส่งออก, ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ, ตู้คอนเทนเนอร์, ท่าเรือแหลมฉบัง, นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์, พรรคประชาธิปัตย์, ภาคเอกชน, สินค้าไทย, เรือสินค้า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210527/image_big_60af11519a791.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>103107</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/05/2021 17:55</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/05/2021 08:54</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กทท.มุ่งสู่ฮับโลจิสติกส์ภูมิภาค เดินหน้าแหลมฉบังเฟส3รับอีอีซีเชื่อมอาเซียน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รัฐฐบาลเร่งเดินหน้ายกระดับและผลักดันประเทศไทยให้หลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง มุ่งสู่ไทยแลนด์ 4.0 ด้วยการเร่งก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานเพื่อสนับสนุนโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรืออีอีซี ที่รัฐบาลหวังจะใช้ดึงดูดการลงทุนอุตสาหกรรมและการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ แต่ต้องเผชิญกับการระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่ส่งผลกระทบไปทั่วโลก เช่นเดียวกับประเทศไทยที่ได้รับผลกระทบไปทุกภาคส่วน แต่การก่อสร้างเมกะโปรเจ็กต์ของรัฐบาลก็ยังคงเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง เช่นเดียวกับ การท่าเรือแห่งประเทศไทย หรือ กทท. ก็ยังมีแผนเดินหน้าพัฒนาโครงการต่างๆ อย่างต่อเนื่อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เรือโทกมลศักดิ์ พรหมประยูร ผู้อำนวยการการท่าเรือแห่งประเทศไทย หรือ กทท. เปิดเผยว่า การท่าเรือฯ มีแผนจะยกระดับเป็นท่าเรือชั้นนำที่ได้มาตรฐานสากล โดยมียุทธศาสตร์ในการขับเคลื่อนการพัฒนาบริการและโครงสร้างพื้นฐานให้มีมาตรฐานในระดับโลก การพัฒนาสู่การเป็นประตูการค้าหลักและศูนย์กลางการเปลี่ยนถ่ายรูปแบบการขนส่งการพัฒนาสินทรัพย์ในเชิงธุรกิจให้มีมูลค่าเพิ่ม การพัฒนาการให้บริการและยกระดับการทำงานมุ่งสู่การเป็นองค์กรสมรรถนะสูง ด้วยการนำระบบ Port Community System (PCS) หรือระบบศูนย์กลางเชื่อมโยงข้อมูลด้านขนส่งทางน้ำและโลจิสติกส์แบบไร้รอยต่อ ทั้งของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านโลจิสติกส์ทั้งภาครัฐและเอกชนมาใช้เพื่อการทำงานที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นการรองรับโครงข่ายการเชื่อมโยงด้าน Logistics ในระดับนานาชาติ&amp;rdquo;
เร่งพัฒนาท่าเรือ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยการท่าเรือฯ จะเดินหน้าเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานท่าเรือของประเทศ ได้แก่ ท่าเรือแหลมฉบัง ท่าเรือกรุงเทพ และท่าเรือภูมิภาค โดยเฉพาะการพัฒนาโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบังระยะที่ 3 ที่การท่าเรือฯ ต้องการผลักดันให้เป็นท่าเรือน้ำลึกหลักของไทย มีเนื้อที่รวมทั้งหมด 6,340 ไร่ และเป็นส่วนหนึ่งของโครงการอีอีซี ดังนั้นการยกระดับให้ท่าเรือแหลมฉบังกลายเป็นท่าเรือหลักของภูมิภาคและเป็นเมืองท่าแห่งอนาคต และมีส่วนสำคัญในการอำนวยความสะดวกเรื่องของการนำเข้า-ส่งออกสินค้าระหว่างประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;quot;การพัฒนาท่าเรือแหลมฉบังระยะที่ 3 ในส่วนของท่าเทียบเรือ F วงเงิน 84,361 ล้านบาท ระยะเวลาสัมปทาน 35 ปี ตามแผนงานโครงการอีอีซี จะก่อสร้างแล้วเสร็จในปี 2568 และสอดคล้องกับโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา) โครงการเมืองการบินอู่ตะเภาที่จะแล้วเสร็จในปี 2568&amp;quot; เรือโทกมลศักดิ์กล่าว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อีกหนึ่งโครงการคือ การพัฒนาศูนย์การขนส่งสินค้าทางรถไฟ เพื่อก่อสร้างลานขนถ่ายตู้สินค้าทางรถไฟบนพื้นที่ 600 ไร่ ให้สามารถรองรับรถไฟได้ 12 ขบวน พร้อมติดตั้งเครื่องมือยกขนตู้สินค้าชนิดเดินบนราง (Rail Mounted Gantry Crane : RMG) ซึ่งจะรองรับตู้สินค้าได้ 2 ล้าน ที.อี.ยู.ต่อปี รวมทั้งโครงการพัฒนาท่าเทียบเรือชายฝั่ง (ท่าเทียบเรือ) ที่จะเชื่อมโยงการขนส่งภายในประเทศ และระบบโลจิสติกส์ได้อย่างครบวงจร
สำหรับท่าเรือกรุงเทพ ได้มีการพัฒนาปรับปรุงประสิทธิภาพโครงสร้างพื้นฐาน สิ่งอำนวยความสะดวก เครื่องมือทุ่นแรง รวมถึงกระบวนการทำงานภายในองค์กรและการให้บริการ รวมถึงธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง โดยมีโครงการปรับปรุงและพัฒนาท่าเทียบเรือชายฝั่ง 20G ส่งเสริมระบบการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ (Multimodal Transport) และพัฒนาระบบขนส่งและการขนถ่ายสินค้าให้มีโครงข่ายเชื่อมโยง (Logistics Chain) ภายในประเทศ ให้สามารถรองรับปริมาณตู้สินค้าได้ 240,000 ที.อี.ยู.ต่อปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ได้ปรับปรุงท่าเทียบเรืออเนกประสงค์ระนอง (ท่าเรือระนอง) จังหวัดระนอง เพื่อรองรับ โครงการพัฒนาพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้อย่างยั่งยืน และผลักดันให้ท่าเรือระนองเป็นประตูการค้าฝั่งตะวันตก ล่าสุด กทท.ได้ดำเนินการให้กลุ่มบริษัทที่ปรึกษา ประกอบด้วย บริษัท โชติจินดา คอนซัลแตนท์ จำกัด และบริษัท กรีนเนอร์ คอนซัลแทนท์ จำกัด ศึกษาและสำรวจออกแบบ (Detail Design) และศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมในการพัฒนาศักยภาพท่าเรือระนอง และจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม พร้อมนำข้อเสนอต่างๆ ของภาคประชาชนไปประกอบการดำเนินโครงการปรับปรุงท่าเรือระนองให้มีประสิทธิภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เดินหน้าแหลมฉบังเฟส 3&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เรือโทกมลศักดิ์ กล่าวว่า ความคืบหน้าโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบังระยะที่ 3 นั้น ล่าสุดหลังจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบผลประโยชน์ตอบแทนภาครัฐของโครงการฯ ค่าสัมปทานคงที่มูลค่าสุทธิที่ 29,050 ล้านบาท และให้คณะกรรมการการคัดเลือกเอกชนร่วมลงทุนโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบังระยะที่ 3&amp;nbsp;ดำเนินการให้เป็นไปตามประกาศฯ กฎหมายที่เกี่ยวข้องโดยเคร่งครัด ซึ่งที่ประชุมได้พิจารณาซองที่ 4 ผลประโยชน์ตอบแทนด้านการเงินและมีมติเห็นชอบกลุ่มกิจการร่วมค้า GPC ประกอบด้วย บมจ.กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์, บริษัท พีทีที แทงค์ เทอร์มินัล จำกัด และบริษัท ไชน่า ฮาร์เบอร์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด จากประเทศจีน ผ่านการประเมินซองที่ 4 และได้ทำการเปิดเอกสารข้อเสนอซองที่ 5 ซองข้อเสนอแนะในการเพิ่มประสิทธิภาพของโครงการฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ส่วนการพิจารณาซองที่ 5 นั้นคณะกรรมการคัดเลือกฯ ได้มีมติตั้งคณะทำงานช่วยพิจารณาข้อมูลที่เป็นประโยชน์ และพิจารณาร่างสัญญาร่วมทุนฯ โดยมีผู้แทนของกรรมการคัดเลือกฯ จากสำนักงานอัยการสูงสุดเป็นหัวหน้าคณะทำงาน จากนั้นคณะกรรมการคัดเลือกฯ จะพิจารณาร่างสัญญาฯ และสรุปเสนอต่ออัยการสูงสุดพิจารณาได้ประมาณกลางเดือน พ.ค. หลังจากนั้นจะเสนอให้ ครม.พิจารณาต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ตามขั้นตอน คาดว่าในส่วนของคณะกรรมการคัดเลือกฯ และ กทท. จะดำเนินการตามกระบวนการเสร็จภายในเดือน มิ.ย. จากนั้นจะเสนอคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ กพอ. เพื่ออนุมัติการลงนาม ซึ่งในขณะนี้ได้มีการเตรียมพร้อมเรื่องการลงนามคู่ขนานไปด้วยแล้ว&amp;rdquo; เรือโทกมลศักดิ์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผุดสมาร์ทพอร์ต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เรือโทกมลศักดิ์ กล่าวว่า นอกจากแผนการพัฒนาท่าเรือแล้ว ทาง กทท.ยังมีแผนที่จะพัฒนาที่ดินในเชิงธุรกิจให้มีมูลค่าเพิ่ม โดยเฉพาะจะพัฒนาท่าเรือกรุงเทพ ตั้งอยู่กลางเมือง มีพื้นที่ 2,353 ไร่ ให้เป็น สมาร์ทพอร์ต ซึ่งในส่วนนี้มีพื้นที่ประมาณ 400 ไร่ที่ติดริมแม่น้ำเจ้าพระยา มีแผนที่จะพัฒนาเป็นโครงการสมาร์ทพอร์ต (Smart Port) แบบมิกซ์ยูส ประกอบด้วย ศูนย์การค้า ศูนย์ประชุม ศูนย์กลางการแพทย์ โรงแรม สปอร์ตคอมเพล็กซ์ และท่าเรือท่องเที่ยวขนาดใหญ่ โดยเปิดให้เอกชนร่วมลงทุน PPP ระยะเวลา 30-35 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ศักยภาพที่ดินปัจจุบันมีราคาประเมินประมาณ 200,000 บาทต่อตารางวา ให้การพัฒนาให้เกิดความคุ้มค่า ทำให้เป็นแลนด์มาร์คใหม่ของกรุงเทพฯ ดังนั้นแผนพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์ท่าเรือกรุงเทพ พื้นที่ทั้งหมด 2,353 ไร่ ซึ่งมีพื้นที่ 4 แปลง โดยจะเริ่มจากที่ดิน 17 ไร่ ติดอาคารสำนักงานของ กทท. ส่วนแนวทางการจัดตั้งบริษัทลูกขึ้นมาบริหารทรัพย์สินนั้นจะดำเนินการคู่ขนานกับการแก้กฎหมาย พ.ร.บ.การท่าเรือแห่งประเทศไทย พ.ศ.2494 ก่อน อย่างไรก็ตามพื้นที่ 17 ไร่เป็นพื้นที่ว่าง มีความพร้อมในการดำเนินการ จะมีการทบทวนผลการศึกษาให้เป็นปัจจุบัน จากนั้นจะเสนอบอร์ด กทท.ขอดำเนินการ โดยจะพัฒนาเชิงพาณิชย์แบบ Mixed use เป็น สำนักงาน ศูนย์ฝึกอบรม ศูนย์แสดงสินค้า นิทรรศการ ศูนย์การประชุม พื้นที่ค้าปลีก เป็นต้น ขณะที่ประเมินมูลค่าที่ดินประมาณ 200,000 บาทต่อตารางวา&amp;quot; เรือโทกมลศักดิ์กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัดฝุ่นท่าเรือบกขนส่งสินค้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เรือโทกมลศักดิ์ กล่าวว่า กทท.มีแผนยกระดับให้มีมาตรฐานในระดับโลก นำระบบ Port Community System (PCS) มาบริหารจัดการข้อมูลจำนวนมาก หรือ Big Data ที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานด้านการขนส่งทางน้ำทั้งภาครัฐและเอกชน หรือระบบศูนย์กลางเชื่อมโยงข้อมูลด้านขนส่งทางน้ำและโลจิสติกส์แบบไร้รอยต่อมาให้บริการ รวมถึงพัฒนาท่าเรือบก (Dry Port) ซึ่งร่วมศึกษากับสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ในพื้นที่จังหวัดขอนแก่น นครราชสีมา นครสวรรค์ และฉะเชิงเทรา (อีอีซี) รวมถึงลงนามความร่วมมือกับกลุ่มอมตะ ที่ได้เข้าไปลงทุน Dry Port ที่ สปป.ลาว เพื่อรับสินค้าจากจีนและลาวไปยังท่าเรือแหลมฉบัง (ทลฉ.) เป็นการต่อยอดในการเพิ่มปริมาณตู้สินค้าอีกทาง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ผลการดำเนินงานของการท่าเรือฯ ในไตรมาสแรกปี 2564 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน มีปริมาณสินค้าผ่านท่า ลดลง 6.24% หรือคิดเป็น 25.762 ล้านตัน และตู้สินค้าผ่านท่า ลดลง 2.81% หรือ 2.311 ล้าน ที.อี.ยู. ซึ่งเป็นผลมาจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 และเชื่อว่าหลังจากที่ประเทศไทยและหลายประเทศมีวัคซีนป้องกัน ส่งผลให้ปริมาณสินค้าและตู้สินค้าผ่านท่ามีทิศทางฟื้นตัว อย่างค่อยเป็นค่อยไป ประกอบกับการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าสำคัญที่เป็นปัจจัยหลักสะท้อนการเติบโตของปริมาณสินค้า.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/103107</URL_LINK>
                <HASHTAG>การท่าเรือแห่งประเทศไทย หรือ กทท., ท่าเรือกรุงเทพ, ท่าเรือภูมิภาค, ท่าเรือแหลมฉบัง, ท่าเรือแหลมฉบังระยะที่ 3, สมาร์ทพอร์ต, เรือโทกมลศักดิ์ พรหมประยูร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210516/image_big_60a0f6a2da7c4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>97160</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/03/2021 17:45</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/03/2021 17:45</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>การท่าเรือฯจ่อชงครม.เคาะลงทุนแหลมฉบังเฟส3มี.ค.นี้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24 มี.ค. 2564 นายอธิรัฐ รัตนเศรษฐ รมช.คมนาคม&amp;nbsp;เปิดเผยภายหลังเป็นประธาน งานแถลงผลดำการด้านนโยบายและทิศทางการดำเนินงานของการท่าเรือแห่งประเทศไทย(กทท.) ประจำปี 2564 ว่า ภาพรวมนโยบายของรัฐบาล กทท. ถือเป็นอีกหนึ่งยุทธศาสตร์ที่จะตัวขับเคลื่อนสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทย โดยเฉพาะโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 ที่นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม ได้เน้นยํ้าให้ความสำคัญ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับความคืบหน้าของโครงการฯขณะนี้ได้ผู้ชนะการประมูลแล้วคือ กลุ่มกิจการร่วมค้า จีพีซี ประกอบด้วย บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) บริษัท พีทีที แทงค์ เทอร์มินัล จำกัด และบริษัท ไชน่า ฮาร์เบอร์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด จากประเทศจีน ซึ่งจะต้องสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)&amp;nbsp;เสนอเรื่องเข้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบอีกครั้งเนื่องจากราคากลางมีการปรับลดจากราคากลางที่กำหนดไว้ที่ 32,225 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามก่อนหน้านี้กลุ่มกิจการร่วมค้า จีพีซี เสนอราคาประมาณ 10,000 ล้านบาท ที่หลังจากมีการหารือร่วมกันได้ข้อสรุปราคาที่ประมาณ 29,050 ล้านบาท หรือต่ำกว่าราคากลางประมาณ 10% ซึ่งถือว่าใกล้เคียงกับราคากลาง อย่างไรก็ตามคาดว่าหากสามารถเข้า ครม.ภายในเดือน มี.ค.นี้ ก็จะใช้เวลาไม่เกิน 2 เดือน น่าจะสิ้นสุดการดำเนินการ และคาดว่าน่าจะสามารถลงนามสัญญาได้ภายในปีนี้ รวมถึงจะมีการหารือกับผู้ประกอบการที่รับสัมปทานอีกครั้งเกี่ยวกับสิ่งที่ กทท.กำหนดกับผู้ประกอบการตกลงร่วมกันได้ก็จะเป็นไปตามข้อกำหนด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านเรือโทกมลศักดิ์ พรหมประยูร ผู้อำนวยการท่าเรือแห่งประเทศไทย(กทท.) กล่าวว่าภายหลังจากที่ทาง ครม.มีมติเห็นชอบราคาที่คณะกรรมการคัดเลือกโครงการแหลมฉบังระยะที่ 3 ได้เจรจากับผู้ชนะการประมูลแล้ว โดยขั้นตอนต่อไปคณะกรรมการฯ ต้องไปเปิดดูร่างสัญญาเพื่อเปิดดูซองข้อเสนอแนะในการเพิ่มประสิทธิภาพโครงการฯควบคู่กันไป ซึ่งหลังจากตรวจร่างสัญญาผ่านอัยการเรียบร้อยแล้วจะมีการนำเสนอต่อคณะกรรมการ&amp;nbsp;EEC&amp;nbsp;เพื่อพิจารณาอนุมัติผู้ชนะและเข้าสู่กระบวนการลงนามในสัญญาต่อไป และคาดว่าจะลงนามในสัญญาได้หลังจากนั้นไม่เกินเดือน พ.ค.นี้ และเตรียมออกหนังสืออนุญาตเข้าพื้นที่ (NTP)&amp;nbsp;ช่วงวันที่ 1 พ.ค.นี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ กทท. มีแผนจะยกระดับเป็นท่าเรือชั้นนำที่ได้มาตรฐานสากล โดยการเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานท่าเรือของประเทศ นอกจากเหนือจากโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 แล้ว ยังมีในส่วนของการพัฒนาศูนย์การขนส่งสินค้าทางรถไฟเพื่อก่อสร้างลานขนถ่ายตู้สินค้าทางรถไฟบนพื้นที่ 600 ไร่ ให้สามารถรองรับรถไฟได้ 12 ขบวน พร้อมติดตั้งเครื่องมือยกขนตู้สินค้าชนิดเดินบนราง (Rail Mounted Gantry Crane : RMG)&amp;nbsp;ซึ่งจะรองรับตู้สินค้าได้ 2 ล้าน&amp;nbsp;T.E.U.ต่อปี รวมทั้งโครงการพัฒนาท่าเทียบเรือชายฝั่ง (ท่าเทียบเรือ) ที่จะเชื่อมโยงการขนส่งภายในประเทศ และระบบโลจิสติกส์ได้อย่างครบวงจร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;กทท.มีแผนยกระดับให้มีมาตรฐานในระดับโลก เพื่อเป็นประตูการค้าหลักและศูนย์กลางการเปลี่ยนถ่ายรูปแบบการขนส่ง นำระบบ&amp;nbsp;Port Community System (PCS)&amp;nbsp;นำระบบศูนย์กลางเชื่อมโยงข้อมูลด้านขนส่งทางน้ำและโลจิสติกส์แบบไร้รอยต่อ มาให้บริการ รวมถึงพัฒนาท่าเรือบก (Dry Port)&amp;nbsp;ซึ่งร่วมศึกษากับสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ในพื้นที่จังหวัดขอนแก่น นครราชสีมา นครสวรรค์ และฉะเชิงเทรา (อีอีซี) รวมถึงลงนามความร่วมมือกับกลุ่มอมตะ ที่ได้เข้าไปลงทุน&amp;nbsp;Dry Port&amp;nbsp;ที่ สปป.ลาว เพื่อรับสินค้าจากจีนและลาว ไปยัง ทลฉ. เป็นการต่อยอดในการเพิ่มปริมาณตู้สินค้าอีกทาง&amp;rdquo;เรือโทกมลศักดิ์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับท่าเรือกรุงเทพได้มีการพัฒนาปรับปรุงประสิทธิภาพโครงสร้างพื้นฐาน สิ่งอำนวยความสะดวก เครื่องมือทุ่นแรง พัฒนารูปแบบการให้บริการและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง โดยมีโครงการปรับปรุงและพัฒนาท่าเทียบเรือชายฝั่ง 20G&amp;nbsp;ส่งเสริมระบบการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ (Multimodal Transport)&amp;nbsp;และพัฒนาระบบขนส่ง และการขนถ่ายสินค้าให้มีโครงข่ายเชื่อมโยง (Logistics Chain)&amp;nbsp;ภายในประเทศ ให้สามารถรองรับปริมาณตู้สินค้า ได้ 240,000&amp;nbsp;T.E.U.ต่อปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ในส่วนของผลการดำเนินงานของ กทท.ในปี 2564 พบปริมาณสินค้าและตู้สินค้าผ่านท่าในช่วงไตรมาสแรกของปีงบประมาณ64 โดยเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนลดลงอยู่ที่ 6.24% หรือคิดเป็น 25.762 ล้านตัน และตู้สินค้าผ่านท่า ลดลง 2.81% หรือ 2.311 ล้าน&amp;nbsp;T.E.U.&amp;nbsp;ซึ่งเป็นผลมาจากเชื้อไวรัสโควิด-19 แต่อย่างไรก็ตามหลังจากที่ประเทศไทยและหลายประเทศมีวัคซีนป้องกันจึงส่งผลให้ปริมาณสินค้าและตู้สินค้าผ่านท่า มีทิศทางฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป ประกอบกับการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าสำคัญที่เป็นปัจจัยหลักสะท้อนการเติบโตของปริมาณสินค้า ซึ่งส่งผลให้ในเดือนมกราคม64 ปริมาณสินค้าผ่านท่าเพิ่มขึ้น 3.57% อยู่ที่ 9.253 ล้านตัน จาก 8.934 ล้านตัน และตู้สินค้าผ่านท่าเพิ่มขึ้น 2.66% อยู่ที่ 773,055&amp;nbsp;T.E.U.&amp;nbsp;จาก 753,042&amp;nbsp;T.E.U.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/97160</URL_LINK>
                <HASHTAG>ท่าเรือแหลมฉบัง, ท่าเรือแหลมฉบังเฟส 3</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210324/image_big_605b1806690a5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>91272</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/01/2021 12:22</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/01/2021 12:22</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กทท.เตรียมประกวดราคาจ้างขุดลอกร่องน้ำทางเดินเรือที่ท่าเรือแหลมฉบัง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;28 ม.ค.64-เรือโท กมลศักดิ์ พรหมประยูร ผู้อำนวยการการท่าเรือแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า การท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) เตรียมประกวดราคาจ้างเหมาขุดลอกร่องน้ำทางเดินเรือและแอ่งจอดเรือที่ท่าเรือแหลมฉบัง (ทลฉ.) บริเวณแอ่งจอดเรือที่ 1 (Basin 1) แอ่งจอดเรือที่ 2 (Basin 2) และร่องน้ำทางเดินเรือ (Fairway) เพื่อให้เรือสินค้าสามารถแล่นผ่านเข้า-ออก และเทียบท่าเรือได้อย่างสะดวกและปลอดภัย อีกทั้งเป็นการบำรุงรักษาระดับความลึกของร่องน้ำให้ได้ตามเกณฑ์ที่กำหนด สร้างความเชื่อมั่นและมั่นใจในการให้บริการ พร้อมทั้งใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อม

สำหรับแผนการจัดจ้างดังกล่าว แบ่งเป็น 2 งาน ได้แก่ แผนการก่อสร้างขุดลอกร่องน้ำบริเวณแอ่งจอดเรือที่ 1 (Basin 1) แอ่งจอดเรือที่ 2 (Basin 2) และแผนการก่อสร้างขุดลอกร่องน้ำทางเดินเรือ (Fairway) จากการคำนวณปริมาณดินพื้นที่ที่จะขุดลอกบริเวณแอ่งจอดเรือที่ 1 พบว่ามีปริมาณดินเหนือเกณฑ์ประมาณ 401,921 ลูกบาศก์เมตร และบริเวณแอ่งจอดเรือที่ 2 มีปริมาณดินเหนือเกณฑ์ประมาณ 568,139 ลูกบาศก์เมตร บริเวณปากร่องน้ำทางเดินเรือถึงหน้าท่า A5 มีปริมาณดินเหนือเกณฑ์ประมาณ 828,380 ลูกบาศก์เมตร

นอกจากนี้ได้จัดทำแผนที่ร่องน้ำทางเดินเรือ และแอ่งจอดเรือก่อนดำเนินการขุดลอก และสำรวจแผนที่แหล่งทิ้งวัสดุขุดลอก เนื่องจากต้องคำนึงถึงผลกระทบจากการทิ้งตะกอนดิน เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมตามที่กรมเจ้าท่ากำหนดไว้ ซึ่งเป็นพื้นที่กว้างเพียงพอสำหรับตะกอนดินที่จมลงสู่พื้นท้องทะเลได้อย่างปลอดภัยการขุดลอกร่องน้ำทางเดินเรือและแอ่งจอดเรือที่ ทลฉ. เป็นการบำรุงรักษาระดับความลึกของร่องน้ำ&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ให้เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนดไว้ เพื่อให้เกิดความสะดวก ปลอดภัยในการเดินเรือต่อผู้ใช้บริการ สร้างความเชื่อมั่น&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในการให้บริการที่เป็นไปตามมาตรฐานสากล

ทั้งนี้เพื่อเป็นการจูงใจให้สายการเดินเรือนำเรือสินค้าขนาดใหญ่เข้ามาใช้บริการที่ ทลฉ. มากขึ้น โดยจะใช้ระยะเวลาในการดำเนินการประมาณ 360 วัน และในระหว่าง&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การดำเนินการจะมีการติดตั้งเครื่องมือและสัญญาณต่าง ๆ เช่น ไฟสัญญาณอันตราย ป้ายเตือน ฯลฯ เพื่อให้&amp;nbsp;&amp;nbsp; เกิดความปลอดภัยต่อการสัญจรทางน้ำหรือกิจกรรมอื่น ๆ ในบริเวณพื้นที่โครงการด้วย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/91272</URL_LINK>
                <HASHTAG>การท่าเรือ, ท่าเรือแหลมฉบัง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210128/image_big_601249e5d7797.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>85466</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/11/2020 09:53</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/11/2020 09:53</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กทท.ศึกษาผลกระทบการรับตู้ขาเข้าที่ท่าเรือชายฝั่ง ทลฉ. </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30 พ.ย. 2563 เรือโท กมลศักดิ์ พรหมประยูร ผู้อำนวยการการท่าเรือแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า การท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) โดยนายสมศักดิ์ ห่มม่วง กรรมการ กทท. ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานศึกษาผลกระทบที่เกิดจากการที่ กทท. บังคับใช้ประกาศ กทท. เรื่อง กำหนดให้เรือชายฝั่งที่รับตู้สินค้าขาเข้าที่ท่าเรือแหลมฉบัง (ทลฉ.) ดำเนินการบรรทุกตู้สินค้าลงเรือ (Loading Container) ท่าเทียบเรือชายฝั่ง (ท่าเทียบเรือ A) ร่วมกับสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (Thailand Development Research Institute : TDRI) ดำเนินการเปิดรับฟังความคิดเห็นผู้ใช้บริการ พร้อมทั้งร่วมกันศึกษาผลกระทบฯ เพื่อทำความเข้าใจและนำเสนอการปรับอัตราค่าภาระที่เหมาะสม เพื่อส่งเสริมสนับสนุนการขนส่งสินค้าผ่านท่าเรือชายฝั่งอย่างยั่งยืน
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;
การศึกษาผลกระทบดังกล่าว เป็นการศึกษาเรื่องต้นทุนการขนส่งสินค้าทางเรือชายฝั่ง เพื่อนำข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย พร้อมทั้งกำหนดกรอบในการดำเนินงานที่ครอบคลุมยุทธศาสตร์ของประเทศ เพื่อทำการวิเคราะห์หาอัตราค่าภาระที่เหมาะสม เป็นธรรม สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงในสถานการณ์ปัจจุบัน ตลอดจนสร้างความเข้าใจ ความเชื่อมั่น การยอมรับ และความร่วมมืออันดี เพื่อผลักดันและพัฒนาเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศให้เติบโต พร้อมทั้งช่วยสนับสนุนส่งเสริมกิจกรรมการขนส่งสินค้าทางเรือชายฝั่งอย่างยั่งยืนต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;
สำหรับการเปิดดำเนินการท่าเทียบเรือชายฝั่ง (ท่าเทียบเรือ A) ทลฉ. นั้น มีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนการขนส่งสินค้าขาเข้า-ออกที่มาจากต่างประเทศ ช่วยอำนวยความสะดวกให้กับผู้ประกอบการเรือชายฝั่งในการลดระยะเวลาการรอคอยของเรือสินค้าชายฝั่งที่ต้องใช้ท่าเรือระหว่างประเทศร่วมกับเรือสินค้าระหว่างประเทศ รวมถึงลดการใช้พลังงาน ลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์ และลดปัญหาการจราจร ส่งผลดีในการพัฒนาเส้นทางการเชื่อมโยงโครงข่ายการขนส่งทางน้ำให้ประเทศมากยิ่งขึ้น&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/85466</URL_LINK>
                <HASHTAG>การท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท), ท่าเรือแหลมฉบัง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201130/image_big_5fc45e6707b75.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>79203</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/10/2020 14:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/10/2020 14:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นายกฯหนุนพัฒนาพื้นที่ EEC สั่งวางแผนเชื่อมโยงท่าเรือแหลมฉบังกับนานาชาติ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1 ต.ค. 2563 ผู้สื่อข่าวรายงานข่าวว่า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมแนวทางการเชื่อมโยงท่าเรือแหลมฉบังกับนานาชาติ ในวันที่ 1 ตุลาคม 2563 โดยมี นายสุพัฒน์พงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายอธิรัฐ รัตนเศรษฐ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม นายชยธรรม์ พรหมศร ปลัดกระทรวงคมนาคม นายคณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก นายดิสทัต โหตระกิตย์ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมประชุม ณ สำนักงานศุลกากรท่าเรือแหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี

อย่างไรก็ตามโดยที่ประชุมได้รายงานแผนงานเชื่อมโยงท่าเรือแหลมฉบังกับนานาชาติ ประกอบด้วย โครงการท่าเรือบก (Dry Port) ที่จะช่วยบรรเทาปัญหาการจราจรทางถนน ลดความคับคั่งของท่าเรือด้วยการขนส่ง 2 ระบบ โดยเฉพาะการขนส่งทางราง และโครงการเชื่อมโยงอ่าวไทย-อันดามัน (Land Bridge) ด้วยท่าเรือน้ำลึก 2 ฝั่งไทยเชื่อมด้วยถนน มอเตอร์เวย์ ราง และรถไฟ เพื่อลดต้นทุนโลจิสติกส์การขนส่งของประเทศ และขยายสักยภาพเชื่อมมหาสมุทรอินเดียและเอเชียใต้&amp;nbsp; และโครงการสะพานไทย

ทั้งนี้ พลเอก ประยุทธ์ ได้เน้นย้ำการเดินหน้าตามแผนยุทธศาสตร์ชาติเพื่อให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางเครือข่ายโลจิสติกส์ของภูมิภาคทั้งการขนส่งสินค้าและการสัญจร โดยการศึกษาโครงการจะต้องสร้างความเชื่อมโยงให้เกิดความคุ้มค่าในการลงทุน และเกิดผลประโยชน์เชิงเศรษฐกิจ ซึ่งจะใช้รูปแบบการลงทุนแบบ PPP โดยจะต้องดำเนินการอย่างโปร่งใส ไม่ให้เกิดผลประโยชน์ทับซ้อน ยึดประโยชน์ของประเทศและประชาชนเป็นสำคัญ

นอกจากนี้นายกรัฐมนตรีได้ร่วมประชุมกับผู้บริหารระดับสูงจากบริษัทชั้นนำของไทยและต่างประเทศ และได้กล่าวขอบคุณนักลงทุนที่มีความเชื่อมั่นและมีการขยายการลงทุนในประเทศไทย โดยเฉพาะในพื้นที่โครงการพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ที่มีการขยายตัวอย่างต่อเนื่องในช่วง COVID-19 พร้อมยืนยันว่ารัฐบาลจะทำงานอย่างเต็มที่ในการส่งเสริมการลงทุนของนักลงทุนทั้งไทยและต่างประเทศ ด้วยความโปร่งใส เป็นธรรมทุกการลงทุนในทุกพื้นที่ทั้ง EEC และระเบียงเศรษฐกิจพิเศษที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

ทั้งนี้ในปัจจุบันมีนักลงทุนทั่วโลกให้ความสนใจลงทุนในพื้นที่&amp;nbsp; EEC โดยมีคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้ในช่วง COVID-19 การลงทุนใน EEC ยังอยู่ในระดับสูง โดยในช่วง 8 เดือนที่ผ่านมา มีคำขอรับการส่งเสริมใน EEC จำนวน 277 โครงการ และมีมูลค่าเงินลงทุนกว่า 85,000 ล้านบาท โดยคิดเป็นร้อยละ 54 ของคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนทั้งประเทศ ทั้งนี้ โครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ต่าง ๆ ใน EEC ทั้งโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน โครงการเมืองการบินอู่ตะเภา โครงการขยายท่าเรือแหลมฉบังและมาบตาพุด รวมทั้งโครงการพัฒนาเขตนวัตกรรม EECi ที่จังหวัดระยอง ได้ผู้ชนะการประมูลครบถ้วนแล้ว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/79203</URL_LINK>
                <HASHTAG>(อีอีซี, ท่าเรือแหลมฉบัง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201001/image_big_5f757e73f38e9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>78568</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/09/2020 10:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/09/2020 10:02</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กทท. ต่อสัญญาร่วมลงทุนเอกชนท่าเทียบเรือตู้สินค้าบี3แหลมฉบัง </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25 ก.ย. 2563 เรือโทกมลศักดิ์ พรหมประยูร ผู้อำนวยการการท่าเรือแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า การท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) ดำเนินการต่อสัญญาร่วมลงทุน โดยวิธีการแก้ไขสัญญาร่วมลงทุนตามพระราชบัญญัติการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ. 2562 โครงการท่าเทียบเรือตู้สินค้า บี 3 ท่าเรือแหลมฉบัง (ทลฉ.) ซึ่งจะสิ้นสุดสัญญาในวันที่ 31 ธันวาคม 2563 ทั้งนี้ คณะกรรมการ กทท. ได้มีมติเห็นชอบแนวทางการต่อสัญญาร่วมลงทุนฯ ไปจนถึงวันที่ 31 มีนาคม 2568&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับผลการเจรจาได้กำหนดอัตราผลประโยชน์ตอบแทนการต่ออายุสัญญาร่วมลงทุนท่าเทียบเรือตู้สินค้า บี 3 ทลฉ. ประกอบด้วย ผลประโยชน์ตอบแทนคงที่รายปี (Fixed Fee) รวมจำนวน 680 ล้านบาท และผลประโยชน์ตอบแทนเพิ่มเติม (Additional Fee) ปีที่ 1-5 จำนวน 325 บาทต่อทีอียู. (จากเดิม 275 บาทต่อทีอียู.) โดยผลประโยชน์ตอบแทนรวม (ผลประโยชน์ตอบแทนคงที่รายปี (Fixed Fee) บวกผลประโยชน์ตอบแทนเพิ่มเติม (Additional Fee)) ตลอดอายุสัญญา คิดเป็นมูลค่าปัจจุบันสุทธิ (NPV) จำนวน 677.16 ล้านบาท ที่ Discount Rate ร้อยละ 10 โดยมีการประกันรายได้ขั้นต่ำ/ปริมาณตู้สินค้าผ่านท่าขั้นต่ำ (Minimum Guarantee) เป็นจำนวน 420,000 ทีอียู.ต่อปี (จากเดิม 300,000 ทีอียู.ต่อปี) และในช่วงตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 &amp;ndash; 31 มีนาคม 2568 เป็นจำนวน 105,000 ทีอียู. ทั้งนี้ ปัจจุบันอยู่ระหว่างขั้นตอนการแก้ไขสัญญาร่วมลงทุนฯ ตามมาตรา 46 แห่งพระราชบัญญัติการร่วมลงทุนฯ พ.ศ. 2562&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทลฉ. เปิดดำเนินการโครงการ ทลฉ. ขั้นที่ 1 และ 2 โดยให้เอกชนเข้าร่วมลงทุนตั้งแต่ปี 2534 เป็นต้นมา และ กทท. จะเร่งดำเนินการบริหารสัญญาสัมปทานของผู้ประกอบการท่าเทียบเรือเอกชนให้แล้วเสร็จ เพื่อดำเนินการให้การพัฒนา ทลฉ. สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของการขนส่งทางทะเลในปัจจุบันต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/78568</URL_LINK>
                <HASHTAG>การท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.), ท่าเรือแหลมฉบัง, เรือโทกมลศักดิ์ พรหมประยูร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200925/image_big_5f6d5d10a17ab.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
