<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>97160</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/03/2021 17:45</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/03/2021 17:45</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>การท่าเรือฯจ่อชงครม.เคาะลงทุนแหลมฉบังเฟส3มี.ค.นี้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24 มี.ค. 2564 นายอธิรัฐ รัตนเศรษฐ รมช.คมนาคม&amp;nbsp;เปิดเผยภายหลังเป็นประธาน งานแถลงผลดำการด้านนโยบายและทิศทางการดำเนินงานของการท่าเรือแห่งประเทศไทย(กทท.) ประจำปี 2564 ว่า ภาพรวมนโยบายของรัฐบาล กทท. ถือเป็นอีกหนึ่งยุทธศาสตร์ที่จะตัวขับเคลื่อนสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทย โดยเฉพาะโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 ที่นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม ได้เน้นยํ้าให้ความสำคัญ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับความคืบหน้าของโครงการฯขณะนี้ได้ผู้ชนะการประมูลแล้วคือ กลุ่มกิจการร่วมค้า จีพีซี ประกอบด้วย บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) บริษัท พีทีที แทงค์ เทอร์มินัล จำกัด และบริษัท ไชน่า ฮาร์เบอร์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด จากประเทศจีน ซึ่งจะต้องสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)&amp;nbsp;เสนอเรื่องเข้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบอีกครั้งเนื่องจากราคากลางมีการปรับลดจากราคากลางที่กำหนดไว้ที่ 32,225 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามก่อนหน้านี้กลุ่มกิจการร่วมค้า จีพีซี เสนอราคาประมาณ 10,000 ล้านบาท ที่หลังจากมีการหารือร่วมกันได้ข้อสรุปราคาที่ประมาณ 29,050 ล้านบาท หรือต่ำกว่าราคากลางประมาณ 10% ซึ่งถือว่าใกล้เคียงกับราคากลาง อย่างไรก็ตามคาดว่าหากสามารถเข้า ครม.ภายในเดือน มี.ค.นี้ ก็จะใช้เวลาไม่เกิน 2 เดือน น่าจะสิ้นสุดการดำเนินการ และคาดว่าน่าจะสามารถลงนามสัญญาได้ภายในปีนี้ รวมถึงจะมีการหารือกับผู้ประกอบการที่รับสัมปทานอีกครั้งเกี่ยวกับสิ่งที่ กทท.กำหนดกับผู้ประกอบการตกลงร่วมกันได้ก็จะเป็นไปตามข้อกำหนด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านเรือโทกมลศักดิ์ พรหมประยูร ผู้อำนวยการท่าเรือแห่งประเทศไทย(กทท.) กล่าวว่าภายหลังจากที่ทาง ครม.มีมติเห็นชอบราคาที่คณะกรรมการคัดเลือกโครงการแหลมฉบังระยะที่ 3 ได้เจรจากับผู้ชนะการประมูลแล้ว โดยขั้นตอนต่อไปคณะกรรมการฯ ต้องไปเปิดดูร่างสัญญาเพื่อเปิดดูซองข้อเสนอแนะในการเพิ่มประสิทธิภาพโครงการฯควบคู่กันไป ซึ่งหลังจากตรวจร่างสัญญาผ่านอัยการเรียบร้อยแล้วจะมีการนำเสนอต่อคณะกรรมการ&amp;nbsp;EEC&amp;nbsp;เพื่อพิจารณาอนุมัติผู้ชนะและเข้าสู่กระบวนการลงนามในสัญญาต่อไป และคาดว่าจะลงนามในสัญญาได้หลังจากนั้นไม่เกินเดือน พ.ค.นี้ และเตรียมออกหนังสืออนุญาตเข้าพื้นที่ (NTP)&amp;nbsp;ช่วงวันที่ 1 พ.ค.นี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ กทท. มีแผนจะยกระดับเป็นท่าเรือชั้นนำที่ได้มาตรฐานสากล โดยการเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานท่าเรือของประเทศ นอกจากเหนือจากโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 แล้ว ยังมีในส่วนของการพัฒนาศูนย์การขนส่งสินค้าทางรถไฟเพื่อก่อสร้างลานขนถ่ายตู้สินค้าทางรถไฟบนพื้นที่ 600 ไร่ ให้สามารถรองรับรถไฟได้ 12 ขบวน พร้อมติดตั้งเครื่องมือยกขนตู้สินค้าชนิดเดินบนราง (Rail Mounted Gantry Crane : RMG)&amp;nbsp;ซึ่งจะรองรับตู้สินค้าได้ 2 ล้าน&amp;nbsp;T.E.U.ต่อปี รวมทั้งโครงการพัฒนาท่าเทียบเรือชายฝั่ง (ท่าเทียบเรือ) ที่จะเชื่อมโยงการขนส่งภายในประเทศ และระบบโลจิสติกส์ได้อย่างครบวงจร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;กทท.มีแผนยกระดับให้มีมาตรฐานในระดับโลก เพื่อเป็นประตูการค้าหลักและศูนย์กลางการเปลี่ยนถ่ายรูปแบบการขนส่ง นำระบบ&amp;nbsp;Port Community System (PCS)&amp;nbsp;นำระบบศูนย์กลางเชื่อมโยงข้อมูลด้านขนส่งทางน้ำและโลจิสติกส์แบบไร้รอยต่อ มาให้บริการ รวมถึงพัฒนาท่าเรือบก (Dry Port)&amp;nbsp;ซึ่งร่วมศึกษากับสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ในพื้นที่จังหวัดขอนแก่น นครราชสีมา นครสวรรค์ และฉะเชิงเทรา (อีอีซี) รวมถึงลงนามความร่วมมือกับกลุ่มอมตะ ที่ได้เข้าไปลงทุน&amp;nbsp;Dry Port&amp;nbsp;ที่ สปป.ลาว เพื่อรับสินค้าจากจีนและลาว ไปยัง ทลฉ. เป็นการต่อยอดในการเพิ่มปริมาณตู้สินค้าอีกทาง&amp;rdquo;เรือโทกมลศักดิ์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับท่าเรือกรุงเทพได้มีการพัฒนาปรับปรุงประสิทธิภาพโครงสร้างพื้นฐาน สิ่งอำนวยความสะดวก เครื่องมือทุ่นแรง พัฒนารูปแบบการให้บริการและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง โดยมีโครงการปรับปรุงและพัฒนาท่าเทียบเรือชายฝั่ง 20G&amp;nbsp;ส่งเสริมระบบการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ (Multimodal Transport)&amp;nbsp;และพัฒนาระบบขนส่ง และการขนถ่ายสินค้าให้มีโครงข่ายเชื่อมโยง (Logistics Chain)&amp;nbsp;ภายในประเทศ ให้สามารถรองรับปริมาณตู้สินค้า ได้ 240,000&amp;nbsp;T.E.U.ต่อปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ในส่วนของผลการดำเนินงานของ กทท.ในปี 2564 พบปริมาณสินค้าและตู้สินค้าผ่านท่าในช่วงไตรมาสแรกของปีงบประมาณ64 โดยเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนลดลงอยู่ที่ 6.24% หรือคิดเป็น 25.762 ล้านตัน และตู้สินค้าผ่านท่า ลดลง 2.81% หรือ 2.311 ล้าน&amp;nbsp;T.E.U.&amp;nbsp;ซึ่งเป็นผลมาจากเชื้อไวรัสโควิด-19 แต่อย่างไรก็ตามหลังจากที่ประเทศไทยและหลายประเทศมีวัคซีนป้องกันจึงส่งผลให้ปริมาณสินค้าและตู้สินค้าผ่านท่า มีทิศทางฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป ประกอบกับการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าสำคัญที่เป็นปัจจัยหลักสะท้อนการเติบโตของปริมาณสินค้า ซึ่งส่งผลให้ในเดือนมกราคม64 ปริมาณสินค้าผ่านท่าเพิ่มขึ้น 3.57% อยู่ที่ 9.253 ล้านตัน จาก 8.934 ล้านตัน และตู้สินค้าผ่านท่าเพิ่มขึ้น 2.66% อยู่ที่ 773,055&amp;nbsp;T.E.U.&amp;nbsp;จาก 753,042&amp;nbsp;T.E.U.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/97160</URL_LINK>
                <HASHTAG>ท่าเรือแหลมฉบัง, ท่าเรือแหลมฉบังเฟส 3</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210324/image_big_605b1806690a5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>62112</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/04/2020 09:51</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/04/2020 09:51</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศรีสุวรรณค้าน กทท. เร่งเดินหน้าโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง เฟส 3 หวั่นเกิดค่าโง่ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
5 เม.ย. นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย เปิดเผยว่า ตามที่ ผู้อำนวยการการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) ในฐานะประธานคณะกรรมการคัดเลือกเอกชนร่วมลงทุนโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 พร้อมด้วย ผู้อำนวยการท่าเรือแหลมฉบัง (ทลฉ.) และผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ร่วมกันแถลงข่าวความคืบหน้าการดำเนินการคัดเลือกเอกชนร่วมลงทุนโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 ในส่วนของท่าเทียบเรือ F โดยพยายามที่จะผลักดันให้มีการดำเนินการเจรจาผลตอบแทนและร่างสัญญากับ กลุ่มกิจการร่วมค้า GPC (ประกอบด้วย บริษัท พีทีที แทงค์ เทอร์มินัล จำกัด บมจ. กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ และ China Harbour Engineering Commpany Limited) ทั้ง ๆ ที่ข้อพิพาทในศาลปกครองยังไม่ถึงที่สุดนั้น เป็นประเด็นที่ กทท.ต้องตอบคำถามต่อสังคมให้ได้ก่อนว่า เร่งเดินหน้าโครงการเพื่อเอื้อประโยชน์ให้ใครเป็นการเฉพาะหรือไม่ และอาจทำให้ประเทศชาติเสียหายหรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้แม้ข้ออ้างของ กทท.ที่ว่าศาลปกครองสูงสุดกลับคำสั่งศาลปกครองชั้นต้นตัดสินให้คำสั่งทางปกครองของคณะกรรมการคัดเลือกฯชอบด้วยกฎหมายนั้น เป็นเพียงคำสั่งตามคำขอให้ระงับคำสั่งทุเลาการบังคับตามคำสั่งทางปกครองของศาลปกครองชั้นต้นไว้เป็นการชั่วคราวก่อนการวินิจฉัยอุทธรณ์ของศาลปกครองสูงสุดเท่านั้น หาใช่คำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดแต่อย่างใดไม่ ซึ่งข้อพิพาทดังกล่าวยังอยู่ในการพิจารณาวินิจฉัยของศาลปกครองสูงสุด ยังไม่มีคำพิพากษาออกมาแต่อย่างใด ซึ่ง กทท.ต้องพึงสังวรณ์ไว้ว่าคำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้นในคดีหมายเลขแดงที่ 1737/2562 เมื่อ 27 ก.ย. 2562 นั้นคณะกรรมการคัดเลือกเอกชนร่วมลงทุนโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 แพ้คดีต่อกลุ่มกิจการร่วมค้า NCP ที่พิพากษาว่า มติของคณะกรรมการฯที่ให้กลุ่มกิจการร่วมค้า NCP เป็นผู้ไม่ผ่านการประเมินเอกสารข้อเสนอซองที่ 2 นั้น เป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้นการที่คณะกรรมการคัดเลือกฯ จะดำเนินการเจรจาผลตอบแทนและร่างสัญญากับ กลุ่มกิจการร่วมค้า GPC ที่เป็นผู้ยื่นข้อเสนออีกหนึ่งรายที่เหลืออยู่โดยไม่รอฟังคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดนั้น เป็นความเสี่ยงที่อาจก่อความเสียหายอันอาจกลายเป็น &amp;ldquo;ค่าโง่&amp;rdquo; ขึ้นมาได้และจะทำให้มีการฟ้องร้องกันต่อไปไม่มีที่สิ้นสุด ประเทศชาติจะเสียหาย เหมือนหลายๆโครงการของรัฐที่ผ่านมา และเป็นที่น่าแปลกใจเป็นอย่างยิ่งว่าข้อเสนอผลตอบแทนให้กับรัฐของทั้ง 2 กลุ่มกิจการร่วมค้ามีผลแตกต่างกันกว่า 1.6 หมื่นล้านบาท แต่ทำไมคณะกรรมการคัดเลือกฯจึงพยายามที่จะเลือกกลุ่มกิจการร่วมค้าที่ให้ผลตอบแทนรัฐที่ต่ำกว่าราคากลางอย่างมาก ทั้งๆที่คณะกรรมการฯมีอำนาจยกเลิกการประมูลได้หากไม่มีการแข่งขันกันอย่างเป็นธรรม ซึ่งเรื่องนี้หากคณะกรรมการคัดเลือกยังเดินหน้าทำสัญญากับเอกชนโดยไม่รอฟังคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด สมาคมฯจะนำความไปร้องเรียนต่อ ป.ป.ช.และฟ้องคดีต่อศาลทุจริตและประพฤติมิชอบต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/62112</URL_LINK>
                <HASHTAG>ท่าเรือแหลมฉบังเฟส 3, นายศรีสุวรรณ จรรยา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200312/image_big_5e69a56ea24e9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>59336</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/03/2020 11:49</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/03/2020 11:49</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กทท.ลุยสร้างท่าเรือFหนุนอีอีซีพร้อมปั้นเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ภูมิภาค</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 มี.ค.63-เรือโท กมลศักดิ์ พรหมประยูร ผู้อำนวยการการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) เปิดเผยว่า กทท. เดินหน้าโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 ยกระดับประเทศเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ของภูมิภาค เพื่อเพิ่มขีดความสามารถรองรับการขยายตัวของตู้สินค้า ส่งเสริมการพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) โดยเตรียมก่อสร้างในส่วนของท่าเทียบเรือ F เป็นลำดับแรกภายใต้กรอบการร่วมทุนกับเอกชน หรือให้เอกชนลงทุนออกแบบ ก่อสร้าง ให้บริการ และซ่อมบำรุงรักษา โดยเอกชนรายเดียว

ทั้งนี้เพื่อให้ท่าเทียบเรือ F แล้วเสร็จทันภายในปี 2566 โดยมีหลักเกณฑ์การคัดเลือกเอกชนที่มีคุณสมบัติและมีความสามารถในการบริหารจัดการท่าเทียบเรือที่มีชื่อเสียงระดับโลก และมีแผนการดำเนินการบริหารจัดการท่าเทียบเรือที่ก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศโดยรวม

สำหรับการก่อสร้างท่าเรือแหลมฉบัง (ทลฉ.) ระยะที่ 3 คณะกรรมการ กทท. มีมติอนุมัติให้จ้างบริษัท เอเชี่ยน เอ็นจิเนียริ่ง คอนซัลแต้นส์ จำกัด และบริษัท โชติจินดา คอนซัลแตนท์ จำกัด เป็นผู้ควบคุมงานก่อสร้างโครงการพัฒนา ทลฉ. ระยะที่ 3 (ส่วนที่ 1-4) โดยวิธีคัดเลือก และ ทลฉ. ได้ประกาศผู้ชนะการเสนอราคาเรียบร้อยแล้ว เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2563 ที่ผ่านมา สำหรับงานก่อสร้าง จะแบ่งงานออกเป็น 4 ส่วน ประกอบด้วย ส่วนที่ 1 งานก่อสร้างทางทะเล ส่วนที่ 2 งานก่อสร้างอาคาร ท่าเทียบเรือ ระบบถนน และระบบสาธารณูปโภค ส่วนที่ 3 งานก่อสร้างระบบรถไฟ และส่วนที่ 4 งานจัดหา ประกอบและติดตั้งเครื่องจักรและระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ รวมระยะเวลาในการก่อสร้างไม่น้อยกว่า 52 เดือน

ทั้งนี้ กทท. เริ่มดำเนินการประกวดราคาจ้างงานในส่วนที่ 1 งานก่อสร้างทางทะเล ด้วยวิธีประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (e-bidding) โดยประกาศขายเอกสารตั้งแต่วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2563 ถึงวันที่ 5 พฤษภาคม 2563 และกำหนดยื่นข้อเสนอในวันที่ 7 พฤษภาคม 2563 สำหรับงานก่อสร้างส่วนที่ 2 (งานก่อสร้างอาคาร ท่าเทียบเรือฯ) อยู่ระหว่างการขอความเห็นชอบประกาศร่างขอบเขตของงาน (TOR) ครั้งที่ 2

สำหรับ ทลฉ. เปิดดำเนินการตั้งแต่ปี 2534 ปัจจุบันมีปริมาณการขนถ่ายตู้สินค้าผ่านท่าเรือเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงมีนโยบายเร่งพัฒนาโครงการ ทลฉ. ระยะที่ 3 เพื่อเพิ่มศักยภาพในการรองรับตู้สินค้าจาก 11 ล้าน ทีอียู.ต่อปี เป็น 18 ล้าน ทีอียู.ต่อปี โดยจะดำเนินการก่อสร้างท่าเทียบเรือสำหรับรองรับเรือขนาดใหญ่ และสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆ รวมทั้งการพัฒนาศูนย์การขนส่งตู้สินค้าทางรถไฟ (SRTO) เพิ่มสัดส่วนการขนส่งตู้สินค้าทางรถไฟจากร้อยละ 7 เป็นร้อยละ 30 อีกทั้งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการดำเนินงานและการบริหารจัดการของ ทลฉ. ระยะที่ 3 ให้เป็นโครงสร้างพื้นฐานหลักในการพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ในการเป็นประตูการค้าเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/59336</URL_LINK>
                <HASHTAG>กทท., ท่าเรือแหลมฉบังเฟส 3</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190219/image_big_5c6b62afdcace.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>55108</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/01/2020 12:18</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/01/2020 12:18</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กทท.เดินหน้าพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 ม.ค. 2563 เรือโทกมลศักดิ์ พรหมประยูร ผู้อำนวยการการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) เปิดเผยว่า ตามที่ กทท. ได้ดำเนินการคัดเลือกเอกชนร่วมทุนโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 และมีกลุ่มบริษัทที่สนใจร่วมลงทุนยื่นซองเสนอราคารวม 2 ราย ได้แก่ กลุ่มกิจการร่วมค้า NCP และกลุ่มกิจการร่วมค้า GPC คณะกรรมการคัดเลือกฯ ได้พิจารณาหลักฐานคุณสมบัติ (ซองที่ 1) ไปเมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2562 และพิจารณาคุณสมบัติของผู้ยื่นข้อเสนอ (ซองที่ 2) คือ คุณสมบัติทั่วไปของนักลงทุน คุณสมบัติทางการเงิน และประสบการณ์ของผู้ยื่นข้อเสนอ ในลำดับต่อมา ปรากฏว่ากลุ่มกิจการร่วมค้า NCP มิได้ลงนามในแบบฟอร์มสัญญากิจการร่วมค้า เพื่อแสดงเจตจำนงในความรับผิดชอบร่วมในการยื่นข้อเสนอตามที่กำหนด ทำให้ไม่ผ่านคุณสมบัติ ต่อมากลุ่ม NCP และได้ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองกลาง ซึ่งศาลปกครองกลางได้มีคำพิพากษาพร้อมทั้งมีคำสั่งเกี่ยวกับวิธีคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษา คณะกรรมการคัดเลือกฯ ได้ยื่นคำอุทธรณ์คำพิพากษา พร้อมทั้งได้ยื่นคำร้องขอให้ระงับคำสั่งเกี่ยวกับวิธีคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษา และขอให้ศาลมีคำสั่งเกี่ยวกับวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษา ซึ่งในระหว่างนั้นทำให้การดำเนินการต้องหยุดชะงักลง

ต่อมาเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2562 ศาลปกครองสูงสุดได้มีหนังสือและคำสั่งศาลสั่งเพิกถอนเกี่ยวกับวิธีคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาของศาลปกครองกลาง และในวันที่ 16 มกราคม 2563 ศาลปกครองสูงสุดได้ชี้ขาดคำร้องอุทธรณ์คำสั่งขอให้ระงับคำสั่งเกี่ยวกับวิธีการคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษา โดยมีคำสั่งกลับคำสั่งของศาลปกครองชั้นต้น เป็นยกคำขอทุเลาการบังคับตามคำสั่งทางปกครองตามคำขอของกลุ่ม NCP ซึ่งทำให้คำตัดสินของคณะกรรมการคัดเลือกฯ เป็นอันถูกต้องและสามารถดำเนินการต่อไปได้

สำหรับการดำเนินโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 นั้น เป็นไปตามนโยบายรัฐบาลในการให้ความสำคัญในการรองรับยุทธศาสตร์ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC ซึ่งเป็นแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมของไทย พ.ศ.2558 - 2565 โดยมีเป้าหมายให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของอุตสาหกรรมขั้นสูง ด้วยเครือข่ายคมนาคมที่ครบวงจร

ด้านระบบการขนส่งแบบอัตโนมัติ Automation แบบไร้รอยต่อ ทั้งนี้ โครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 จะมีขีดความสามารถในการรองรับตู้สินค้าเพิ่ม 7 ล้าน ทีอียู. ต่อปี หากเมื่อโครงการฯ ดังกล่าว เปิดให้บริการครบทุกท่าจะมีขีดความสามารถรองรับตู้สินค้าได้ประมาณปีละ 18 ล้าน ทีอียู. และจะช่วยลดต้นทุนค่าขนส่งรวมของประเทศ (Logistics Cost) เพื่อเป็นปัจจัยเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างยั่งยืน และผลักดันให้ท่าเรือแหลมฉบังเป็นท่าเรือหลักในการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ และเป็นประตูการค้าของประเทศในภูมิภาค
&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/55108</URL_LINK>
                <HASHTAG>กทท., ท่าเรือแหลมฉบังเฟส 3</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200121/image_big_5e268950a7bb4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>36159</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/05/2019 11:26</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/05/2019 11:26</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ลั่นดึงเอกชนร่วมทุน5โครงการอีอีซีเสร็จมิ.ย.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 พ.ค.2562 นายคณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก(สกพอ.) เปิดเผยถึงหลังการประชุมเชิงปฏิบัติการ เรื่องแนวทางการขับเคลื่อนนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก(อีอีซี)แบบบูรณาการ ว่า การดำเนินงานของ สกพอ.วางไว้ 4 ระยะ โดยระยะแรกเป็นการออกกฎหมายและวางแผนทำงานร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ แล้วเสร็จ ขณะนี้อยู่ในระยะที่ 2 คือการผลักดันลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 5 โครงการ ลงทุนรวม 650,000 ล้านบาท ได้แก่ รถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุดเฟส 3 &amp;nbsp;ท่าเรือแหลมฉบังเฟส 3 สนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก และศูนย์ซ่อมอากาศยานอู่ตะเภา (เอ็มอาร์โอ) คาดว่าจะสามารถสรุปในร่างสัญญาเงื่อนไขการร่วมลงทุนกับรัฐทั้งหมดได้ภายในมิ.ย.นี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ขณะนี้ได้หารือกับอัยการในการเร่งดูสัญญาที่เหลือให้เร็ว แต่การลงนามในสัญญานั้นบางส่วนอาจจะต้องไปรอรัฐบาลหน้าก็ไม่เป็นไรเพราะถึงอย่างไรก็ต้องเป็นไปตามนี้อยู่แล้ว ส่วนแหลมฉบังที่มีเอกชนยื่นฟ้องศาลปกครองก็คงต้องดูไม่รับฟ้องก็เดินไปตามปกติ ถ้ารับฟ้องก็ต้องดูว่าเป็นประเด็นไหน &amp;nbsp;แต่จะขอศาลฯให้ช่วยพิจารณาเร็วเพื่อไม่มีผลกระทบให้ล่าช้าได้ ส่วนสนามบินที่เขาฟ้องนั้นขอให้เอาข้อมูลมาทำงานก่อนถ้าศาลฯบอกอย่างนี้กระบวนการก็ทำได้ไม่ได้ยากอะไร เดือนมิ.ย.ก็น่าจะเสร็จแต่ก็คงต้องรอศาลฯ โดยการลงทุน 5 โครงสร้างพื้นฐานเม็ดเงินน่าจะทยอยเข้ามาช่วงปลายปีนี้และจะพีคสุดในช่วงปี 2563-64 ซึ่งจะมีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอย่างมาก&amp;rdquo;นายคณิศ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการขับเคลื่อนในระยะที่ 3 จะเร่งรัดการลงทุนใน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายและเพิ่มเติมอีก 2 อุตสาหกรรม(10+2) ได้แก่อุตสาหกรรมการป้องกันประเทศและอุตสาหกรรมพัฒนาคนและการศึกษา เพื่อให้สอดรับกับกำลังแรงงานในอีอีซีภาพรวมโดยจะเน้นหนักในปีนี้และครึ่งปีหลัง &amp;nbsp; และระยะที่ 4 เป็นการพัฒนาเมืองใหม่ที่ขณะนี้กำลังหารือในการวางผังเมืองที่จะอยู่บริเวณ 30 กิโลเมตรรอบสนามบิน อู่ตะเภา ทั้งนี้ก็เพื่อให้การพัฒนามีรูปแบบที่ชัดเจนเป็นระเบียบไม่ให้เกิดปัญหาเช่นกรุงเทพมหานครโดยจะเริ่มในไตรมาส 4&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายคณิศ กล่าวถึงการหารือครั้งนี้ว่า การทำงานนั้นมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการพัฒนาหลายกลุ่มและแบ่งแยกงบประมาณเป็นหลายก้อนเช่น งบประมาณปกติ งบบูรณาการตามยุทธศาสตร์อีอีซี และงบท้องถิ่นขององค์การบริหารส่วนตำบล(อบต.)และองค์การบริหารส่วนจังหวัด(อบจ.)ด้วย และที่สนใจคือการลงทุนของเอกชนและรัฐควรจะเดินไปพร้อมกันที่ประชุมจึงวางแผนที่จะทำอย่างไรให้การใช้งบประมาณหลายๆส่วนให้เห็นภาพด้วยกันเพื่อไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ก่อนหน้านี้ได้มีการหารือถึงรายได้ที่จะเข้ามาพัฒนาท้องที่เพิ่มเติมในอนาคตซึ่งมีแนวคิดในเรื่องของการเก็บภาษีลาภลอย ซึ่งเป็นการเก็บจากของเจ้าของที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ได้รับประโยชน์จากการลงทุนโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของรัฐโดยเฉพาะในส่วนของรถไฟฟ้าความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน หลักการได้หารือกับคลังแต่ก็ยังเป็นแนวคิดและต้องมาดูว่าภาษีลาภลอยนี้จะเข้าไปท้องถิ่นอย่างไร และส่วนกลางเท่าใด มันยังต้องมีกระบวนการอีกมากและต้องไปดูร่างพ.ร.บ.ภาษีลาภลอยด้วยเพราะขณะนี้ยังไม่ได้ผ่านการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)&amp;rdquo;นายคณิศ กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/36159</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณิศ แสงสุพรรณ, ท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุดเฟส 3, ท่าเรือแหลมฉบังเฟส 3, ประมูลรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน, ลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 5 โครงการ, ศูนย์ซ่อมอากาศยานอู่ตะเภา, สนามบินอู่ตะเภา, อีอีซี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180219/image_big_5a8af46db0be8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>21136</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/11/2018 08:52</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/11/2018 08:52</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กทท.แจมเปิดระดมทุนTFFแหลมฉบังเฟส3</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กทท.เล็งเปิดระดมทุนทีเอฟเอฟพัฒนาท่าเรือแหลมฉบังเฟส 3 พร้อมสั่งลุยเปิดขายซอง 5 พ.ย.นี้ ก่อนเร่งปิดจ็อบประมูลกลางเดือนธ.ค. เผย บิ๊กทุน 21 บริษัทจาก 8 ประเทศสนใจชิงเค้ก เร่งEHIA-เงินกู้ก่อนลงนามสัญญา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายมนตรี ฤกษ์จำเนียร ผู้อำนวยการท่าเรือแหลมฉบัง การท่าเรือแห่งประเทศไทย(กทท.) เปิดเผยว่าความคืบหน้าโครงการท่าเรือแหลมฉบังเฟส 3 วงเงิน 1.4 แสนล้านบาทหลังจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)ได้มีมติเห็นชอบให้ดำเนินการประกวดราคา ดังนั้นกทท.จะนำร่างเอกสารขอบเขตการประกวดราคา(ทีโออาร์)ขึ้นเว็บไซต์เป็นเวลา 5 วันตั้งแต่วันที่ 31 ต.ค.-4พ.ย. เพื่อเปิดให้ผู้สนใจเข้ามาศึกษาก่อนเปิดขายซองทีโออาร์วันจันทร์ที่ 5 พ.ย.นี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้คาดว่าจะให้เวลาเอกชนพิจารณาศึกษาโครงการเป็นระยะเวลา 1 เดือน ก่อนเปิดให้ยื่นข้อเสนอและประมูลโครงการแบบสากล (International bidding) ในช่วงกลางเดือนธ.ค.นี้ เพื่อเข้าสู่ขั้นตอนการลงนามสัญญาโครงการ ในช่วงต้นปี 2562 และเริ่มงานก่อสร้างต่อไป สำหรับการเปิดขายซองทีโออาร์นั้นเอกชนที่สนใจสามารถเข้ายื่นซื้อซองได้ที่ท่าเรือแหลมฉบัง โดยมีราคาซองละ 5 แสนบาท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายมนตรี กล่าวว่าส่วนเรื่องความคืบหน้าการจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) นั้นขณะนี้อยู่ระหว่างเตรียมนำเสนอประชุมคณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (คชก.) สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) เป็นครั้งที่ 3 เพื่อขอความเห็นชอบโดยจะต้องเร่งให้เรื่องนี้จบลงทั้งหมดก่อนลงนามสัญญาโครงการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายมนตรีกล่าวต่อว่าสำหรับเอกชนที่สนใจเข้าร่วมประมูลโครงการดังกล่าวนั้นส่วนใหญ่เป็นกลุ่มทุนขนาดใหญ่จากหลายทวีปทั่วโลก รวมทั้งหมด 21 บริษัท ใน 8 ประเทศ ดังนั้นจึงมั่นใจว่าการประมูลครั้งนี้จะมีการแข่งขันยื่นข้อเสนออย่างเข้มข้นเพื่อเอาชนะคู่แข่ง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามโครงการดังกล่าววงเงิน 1.4 แสนล้านบาทนั้นแบ่งเป็นเปิดให้เอกชนเข้ามาร่วมทุนพีพีพีงานบริหารและงานระบบของท่าเรือวงเงิน 8 หมื่นล้านบาท และงานก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน 4 หมื่นล้านบาท ซึ่งงานก่อสร้างนั้นเป็นหนี้ที่ของกทท.ต้องหาเงินทุนเข้ามาเพื่อเปิดประมูล ส่งผลให้กทท.ต้องรีบสรุปแนวทางกู้เงิน 4 หมื่นล้านบาทเพื่อให้สามารถลงนามสัญญาโครงการได้เรียบร้อย โดยแนวทางที่มองไว้มีหลายรูปแบบ เริ่มจากการเปิดระดมทุนไทยแลนด์ฟิวเจอร์ฟันด์ (ทีเอฟเอฟ)ซึ่งเป็นอีกหนึ่งแนวทางที่ดีในการจัดหาแหล่งทุนโดยแลกกับการจัดสรรรายได้ของกทท.ในแต่ละปีให้กับกองทุนดังกล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ยังพิจารณาแนวทางการออกหุ้นกู้ระยะสั้น (บอนด์)ตลอดจนแนวทางการยื่นขอกู้เงินจากสถาบันการเงินทั้งในและนอกประเทศ สำหรับขั้นตอนการใช้เงินก้อนดังกล่าวนั้นจะต้องใช้งบลงทุนในปี 2562 ราว 1.7 หมื่นล้านบาทก่อนทยอยเบิกจ่ายงบต่อเนื่องอีกปีละ 8-9 พันล้านบาทจนโครงการแล้วเสร็จ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;รายงานข่าวจากกทท.ระบุว่าบริษัทเอกชนต่างชาติที่สนใจนั้นพบว่าเป็นบริษัทจากประเทศจีนมากที่สุดมี 3-4 ราย อาทิ กลุ่ม เซี่ยงไฮ้ อินเตอร์เนชั่นแนล พอร์ท กรุ๊ป Shanghai International Port Group (SIGP) กลุ่ม ไชน่า เมอร์แชนท์ กรุ๊ป China Merchants Group เป็นต้น ขณะที่กลุ่มทุนอื่นๆที่ยื่นข้อเสนอเข้ามานั้น อาทิ กลุ่มทุนสิงคโปร์ Port of Singapore Authority (PSA) กลุ่มทุนฮ่องกง Hutchison Port Holding กลุ่มทุนยักษ์ใหญ่10อันดับแรกของโลกอย่าง Dubai Ports World และกลุ่ม Evergreen นอกจากนี้ยังมีกลุ่มทุนบริษัทในเอเชียจากประเทศเกาหลีใต้และญี่ปุ่นอย่างละ 1 บริษัทอีกด้วย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/21136</URL_LINK>
                <HASHTAG>กทท., ท่าเรือแหลมฉบังเฟส 3, ไทยแลนด์ฟิวเจอร์ฟันด์ (ทีเอฟเอฟ)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180216/image_big_5a86f64187a2d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
