<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>117984</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/09/2021 13:54</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/09/2021 13:54</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ฟิทช์ยัน&#039;SCB&#039;ปรับโครงสร้างไม่กระทบเครดิต</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 27 ก.ย. 2564 ฟิทช์ เรทติ้งส์ ระบุว่า การประกาศปรับโครงสร้างธุรกิจของธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCBเมื่อวันที่ 22 ก.ย. 2564 สอดคล้องกับแนวโน้มของอุตสาหกรรมธนาคารไทยที่จะมีการปรับเปลี่ยนไปเป็นกลุ่มธุรกิจทางการเงินที่มีการดำเนินธุรกิจซับซ้อนมากยิ่งขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดย SCB มีแผนที่จะจัดตั้งบริษัทโฮลดิ้ง ซึ่งจะเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทลูกที่อยู่ในกลุ่ม (ซึ่งจะรวมถึง SCB) ทั้งนี้คาดว่ากระบวนการปรับโครงสร้างดังกล่าวจะเสร็จสิ้นในไตรมาสที่ 2 ปี 2565 หลังจากที่ได้รับการอนุมัติจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ฟิทช์ไม่คาดว่าการปรับโครงสร้างธุรกิจจะส่งผลกระทบต่ออันดับเครดิตของธนาคาร โดยปัจจุบัน SCB มีเครดิตอยู่ที่ระดับBBB/แนวโน้มอันดับเครดิตมีเสถียรภาพ/bbb&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ฟิทช์ คาดว่ารายละเอียดเรื่องแผนการบริหารจัดการเงินกองทุนของบริษัทโฮลดิ้ง ของ SCB และของบริษัทลูกในกลุ่ม น่าจะมีการทยอยเปิดเผยเพิ่มเติม ซึ่งจะมีการจ่ายเงินปันผลพิเศษจำนวน 7 หมื่นล้านบาทจาก SCB ให้กับบริษัทโฮลดิ้งเพื่อใช้ในการโอนธุรกิจและสินทรัพย์ รวมทั้งเพื่อการลงทุนใหม่ อัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่ 1 ที่เป็นส่วนของเจ้าของ (common equity tier 1; 16.8% ณ สิ้นครึ่งปีแรกปี 2564) ของ SCB อาจปรับตัวลดลงอย่างมากจากการจ่ายเงินปันผลดังกล่าว ซึ่งอาจส่งผลให้ฟิทช์ต้องทบทวนคะแนนด้านเงินกองทุน (capitalisation score) ของธนาคาร และอันดับความแข็งแกร่งทางการเงินของตัวธนาคารเอง อีกทั้งฟิทช์จะทำการประเมินโครงสร้างความเสี่ยงโดยรวมของกลุ่ม รวมทั้งโอกาสที่จะเกิดผลกระทบต่อธนาคาร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม อันดับเครดิตสากลสกุลเงินต่างประเทศระยะยาวของ SCB มีปัจจัยสนับสนุนจากอันดับเครดิตสนับสนุนขั้นต่ำที่ &amp;#39;BBB&amp;#39; ด้วยเช่นกัน ซึ่งสะท้อนว่ามีความเป็นไปได้ว่าธนาคารจะได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล เนื่องจาก SCB เป็นธนาคารที่มีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจและการเงินในประเทศและ ฟิทช์ ไม่เชื่อว่าสถานะดังกล่าวของธนาคารจะได้รับผลกระทบจากแผนการปรับโครงสร้าง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ฟิทช์ เชื่อว่าแผนการปรับโครงสร้างธุรกิจดังกล่าวจะช่วยให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สามารถกำกับดูแลการดำเนินกิจการของ SCB ได้ดีขึ้น เนื่องจากบริษัทลูกที่ไม่ได้ดำเนินธุรกิจทางการเงินแบบดั้งเดิมและบริษัทลูกที่ไม่ได้ดำเนินธุรกิจการเงินจะถูกโอนเข้าไปอยู่ภายใต้บริษัทโฮลดิ้ง รูปแบบของโครงสร้างธุรกิจในลักษณะดังกล่าวน่าจะสามารถนำไปใช้กับสถาบันการเงินรายใหญ่อื่นได้เช่นกันเมื่อโครงสร้างธุรกิจปรับตัวมีความซับซ้อนมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;อุตสาหกรรมธนาคารพาณิชย์ไทยได้เผชิญกับการเติบโตของธุรกิจในอัตราต่ำและภาวะอัตราดอกเบี้ยต่ำมาอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมาส่งผลให้มีการปรับตัวผ่านการควบรวมและเข้าซื้อกิจการ (M&amp;amp;A)ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา แผนการปรับโครงสร้างธุรกิจของ SCB เกิดขึ้นในช่วงที่กลุ่มจะมีการลงทุนเพิ่มมากขึ้นในธุรกิจเทคโนโลยีการเงิน (fintech) ผ่านบริษัทลูกของกลุ่มและการเป็นหุ้นส่วนทางธุรกิจกับบริษัทที่ไม่ใช่ธนาคาร&amp;rdquo; ฟิทช์ ระบุ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117984</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธ.ไทยพาณิชย์, บริษัท ฟิทช์ เรทติ้งส์ (ประเทศไทย)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210901/image_big_612eedbe7eab8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>117558</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/09/2021 19:18</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/09/2021 19:18</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ไทยพาณิชย์ปรับโครงสร้าง ตั้งบริษัทโฮลดิ้งส์ &#039;SCBX&#039; ลุยกลุ่มเทคโนโลยีการเงิน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 ก.ย. 2564 รายงานข่าวจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) (SCB) แจ้งว่า ในการประชุมคณะกรรมการธนาคาร ครั้งที่ 11/2564 วันที่ 22 กันยายน 2564 คณะกรรมการธนาคารได้มีมติเสนอให้ที่ประชุมผู้ถือหุ้นที่กำหนดจัดขึ้นในวันที่ 15 พฤศจิกายน 2564 พิจารณาอนุมัติแผนการปรับโครงสร้างกลุ่มธุรกิจทางการเงินไทยพาณิชย์ และการดำเนินการที่เกี่ยวข้อง (แผนการปรับโครงสร้างการถือหุ้น) โดยธนาคารได้ดำเนินการให้มีการจัดตั้งบริษัทมหาชนจำกัด คือ บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) (SCB X Public Company Limited) (SCBX) ซึ่งปัจจุบันใช้ชื่อว่า บริษัท ไทยพาณิชย์ โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) (SCB Holdings Public Company Limited) ทั้งนี้ อยู่ในระหว่างการขออนุมัติจากที่ประชุมผู้ถือหุ้นเพื่อเปลี่ยนชื่อบริษัทเป็น SCBX เพื่อประกอบธุรกิจเป็นบริษัทลงทุน (Holding Company)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ภายหลังจากที่แผนการปรับโครงสร้างการถือหุ้นได้รับการอนุญาตเบื้องต้นจากตลท. และ SCBX ได้รับอนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งรวมถึงการได้รับอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ให้เสนอขายหุ้นที่ออกใหม่แล้ว SCBX จะทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ทั้งหมดของธนาคารจากผู้ถือหุ้นของธนาคาร โดยการออกและเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนเพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนกับหุ้นสามัญและหุ้นบุริมสิทธิของธนาคาร ในอัตราการแลกหลักทรัพย์เท่ากับ 1 หุ้นสามัญของธนาคาร ต่อ 1 หุ้นสามัญของ SCBX และ 1 หุ้นบุริมสิทธิของธนาคาร ต่อ 1 หุ้นสามัญของ SCBX&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ในการทำคำเสนอซื้อดังกล่าว SCBX จะยกเลิกคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ หากจำนวนหุ้นที่มีผู้แสดงเจตนาขายมีจำนวนน้อยกว่า 90% ของจำนวนสิทธิออกเสียงทั้งหมดของธนาคาร และภายหลังการทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ของธนาคารเสร็จสิ้น หลักทรัพย์ของ SCBX จะเข้าเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลท. แทนหลักทรัพย์ของธนาคาร ซึ่งจะถูกเพิกถอนออกจากการเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนในวันเดียวกัน ทั้งนี้ ธนาคารจะดำเนินการให้ SCBX ใช้ชื่อย่อหลักทรัพย์เดียวกันกับธนาคาร (คือ SCB) ในการนำหลักทรัพย์เข้าจดทะเบียน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ยังพิจารณาอนุมัติการโอนย้ายบริษัทย่อยในกลุ่มของธนาคารให้แก่ SCBX หรือบริษัทย่อยของ SCBX โดยธนาคารประมาณการว่ามูลค่ารวมของการโอนย้ายบริษัทย่อยจะอยู่ที่ประมาณ 19,504 ล้านบาท ซึ่งการโอนย้ายบริษัทดังกล่าว เป็นส่วนหนึ่งของแผนการปรับโครงสร้างการถือหุ้นของธนาคาร&amp;nbsp;ขณะเดียวกัน จะโอนทรัพย์สิน หนี้สิน และสิทธิเรียกร้องใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจบัตรเครดิตและธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลที่ไม่มีหลักประกัน ให้แก่บริษัทย่อยที่จะจัดตั้งขึ้นใหม่ของ SCBX ซึ่งจะถือหุ้นในบริษัทย่อยดังกล่าวเกือบทั้งสิ้น 99.99% (Card X) เพื่อมุ่งเน้นการดำเนินธุรกิจบัตรเครดิตและธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลที่ไม่มีหลักประกัน โดยในส่วนของสิทธิเรียกร้องที่เป็นคดีความ และสิทธิเรียกร้องที่ค้างชำระที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจบัตรเครดิตและธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลที่ไม่มีหลักประกันนั้น ธนาคารจะโอนให้แก่ บริษัทบริหารสินทรัพย์ ซึ่งจะถูกจัดตั้งขึ้นเป็นบริษัทย่อยของ Card X&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ เพื่อให้เป็นตามแผนการปรับโครงสร้างการถือหุ้น จะเสนอให้มีการพิจารณาอนุมัติการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลจากกำไรสุทธิประจำปี และกำไรสะสมตามงบการเงินเฉพาะล่าสุดของธนาคารจำนวนประมาณ 70,000 ล้านบาท ให้แก่ SCBX และผู้ถือหุ้นรายอื่นๆ ในขณะนั้นของธนาคาร ซึ่งรวมถึงการกำหนดจำนวนเงินปันผลที่จะจ่าย การกำหนดวันกำหนด รายชื่อผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิได้รับเงินปันผล ภายใต้ข้อบังคับของธนาคารและกฎหมายที่ได้กำหนดไว้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ คาดว่าเงินปันผลส่วนใหญ่ที่ธนาคารจะจ่ายให้กับ SCBX ดังกล่าวจะถูกใช้เพื่อเป็นค่าตอบแทนสำหรับการรับโอนบริษัทย่อยและธุรกิจบัตรเครดิตและธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลที่ไม่มีหลักประกัน และเป็นเงินลงทุนสำหรับ SCBX ในการลงทุนขยายธุรกิจในอนาคตเป็นหลัก รวมทั้งเพื่อเป็นเงินปันผลที่ SCBX จะพิจารณาจ่ายให้แก่ผู้ถือหุ้นในขณะนั้นของ SCBX ภายหลังจากการแลกหุ้นระหว่างธนาคารและ SCBX เสร็จสิ้น&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117558</URL_LINK>
                <HASHTAG>SCBX, ธ.ไทยพาณิชย์, บริษัทโฮลดิ้งส์, ปรับโครงสร้างธุรกิจ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210901/image_big_612eedbe7eab8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>110796</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/07/2021 09:12</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/07/2021 09:12</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>EIC หั่นจีดีพีไทยเหลือโต 0.9% การบริโภคภาคเอกชนวูบ 7.7 แสนล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;EIC ปรับประมาณการเศรษฐกิจปี 2021 ลงจากเดิม 1.9% มาอยู่ที่ 0.9% เป็นผลจากการระบาดของ COVID-19 ในประเทศที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและขยายตัวในวงกว้าง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการอุปโภคบริโภคค่อนข้างมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ทั้งจากมาตรการควบคุมโรคที่เข้มงวดขึ้น (ล็อกดาวน์) ความกังวลของประชาชนในการใช้จ่ายภายใต้ความไม่แน่นอนที่สูงขึ้น (Fear Factor) และแผลเป็นเศรษฐกิจที่ลึกขึ้น (Scarring) ขณะที่เม็ดเงินช่วยเหลือจากภาครัฐที่ออกมายังไม่เพียงพอและทั่วถึง จึงช่วยบรรเทาผลกระทบได้เพียงบางส่วนเท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
การบริโภคภาคเอกชนจะถูกกระทบค่อนข้างรุนแรงในช่วงไตรมาสที่ 3 ก่อนฟื้นตัวอย่างช้า ๆ ในช่วงปลายปี โดยการระบาดในประเทศที่อยู่ในภาวะวิกฤติ สะท้อนจากจำนวนผู้ติดเชื้อรายวัน ผู้ป่วยอาการหนัก และผู้เสียชีวิตที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนการฉีดวัคซีนที่มีความล่าช้ากว่าแผน และมีประสิทธิภาพน้อยลงในการป้องกันการติดเชื้อสายพันธุ์ Delta ที่มีอัตราการแพร่ระบาดสูง จึงทำให้ EIC คาดว่าจะต้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ใช้เวลาถึงช่วงสิ้นเดือนพฤศจิกายนที่จำนวนผู้ติดเชื้อจะปรับลดลงต่ำกว่า 100 ราย/วัน ซึ่งใช้เวลากว่า 8 เดือนตั้งแต่มีการระบาดในเดือนเมษายน (คาดการณ์เดิมใช้เวลาแค่ 4 เดือนในควบคุมโรค) โดยมีแนวโน้มสร้างความเสียหายต่อการบริโภคภาคเอกชนกว่า 7.7 แสนล้านบาท (ราว 4.8% ของ GDP) ซึ่งมีสาเหตุหลักทั้งจากผลของมาตรการล็อกดาวน์ ความกังวลของประชาชนต่อการติดเชื้อ และความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจที่สูงขึ้นมาก ตลอดจนรายได้ของผู้ประกอบการและแรงงานในหลายภาคธุรกิจที่จะปรับลดลงมาก แม้ภาคธุรกิจและผู้บริโภคบางส่วนจะหันไปใช้ธุรกรรมออนไลน์มากขึ้น ซึ่งจะช่วยบรรเทาผลกระทบได้บางส่วน ทั้งนี้ผลกระทบของการระบาดที่ลากยาวจะทำให้แผลเป็นเศรษฐกิจมีโอกาสปรับลึกขึ้นอีก ทั้งในส่วนของการเปิดปิดกิจการที่แย่ลง ภาวะตลาดแรงงานที่เปราะบางมากขึ้น รวมถึงภาคครัวเรือนจะต้องแบกหนี้ครัวเรือนในระดับสูงและเผชิญกับภาวะของการมีหนี้สูงจนเป็นปัญหาต่อการใช้จ่ายในอนาคต หรือ Debt overhang เป็นเวลานานขึ้น ซึ่งแผลเป็นที่ลึกขึ้นจะเป็นอุปสรรคหลักต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในระยะต่อไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
แรงขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ ยังเป็นการส่งออกสินค้าที่ขยายตัวดีต่อเนื่อง แต่กำลังเผชิญกับความเสี่ยงจากการระบาดของ COVID-19 ที่อาจทำให้เกิด supply disruption ในการผลิตภาคอุตสาหกรรม ในภาพรวม แม้การค้าโลกจะปรับชะลอลงบ้าง แต่ยังขยายตัวได้ในเกณฑ์ดีตามการฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งของเศรษฐกิจกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว สอดคล้องกับดัชนี Global PMI: Export orders และมูลค่าการส่งออกของประเทศในภูมิภาคที่ยังอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง ทำให้ EIC ยังคงคาดการณ์ส่งออกไทยที่ 15.0% ในปีนี้ แต่ต้องจับตาความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้โดยเฉพาะปัญหา supply disruption ที่เกิดจากการปิดโรงงานจากการระบาดทั้งในไทยและประเทศอื่น ๆ ที่อยู่ในห่วงโซ่การผลิตเดียวกับไทย ผลกระทบด้านอุปสงค์จากการระบาดในเศรษฐกิจประเทศอาเซียนที่เป็นคู่ค้าสำคัญของไทย ตลอดจนการขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์ที่ทำให้ค่าระวางเรือยังอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องและการขาดแคลนชิปที่อาจกระทบต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ และอิเล็กทรอนิกส์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
การเปิดประเทศให้กับนักท่องเที่ยวต่างประเทศจะยังไม่สามารถช่วยฟื้นธุรกิจท่องเที่ยวได้มากนักในปีนี้ภายใต้ภาวะการระบาดที่รุนแรงขึ้น โดยการเริ่มเปิดรับนักท่องเที่ยวในโครงการนำร่องอย่าง Phuket Sandbox และ Samui plus จะมีข้อดีด้านการวางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ เพื่อรองรับการฟื้นตัว ของการท่องเที่ยวในระยะต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งในเรื่องของกระบวนการตรวจคัดกรองนักท่องเที่ยว การจัดทำ vaccine passport และการสร้างความพร้อมของภาคธุรกิจในการฟื้นฟูเปิดกิจการรองรับนักท่องเที่ยว อย่างไรก็ดี การเปิดรับนักท่องเที่ยวอาจจะยังไม่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เข้ามาได้มากนักในปีนี้ เนื่องจากประเทศส่วนใหญ่ที่เป็นแหล่งนักท่องเที่ยวต่างชาติหลักของไทยยังมีนโยบายการเปิดเดินทางเข้าออกประเทศที่ค่อนข้างระมัดระวังจากความกังวลของการระบาดสายพันธุ์ใหม่ ประกอบกับสถานการณ์ระบาดในไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ที่ปรับแย่ลง ก็มีส่วนทำให้นักท่องเที่ยวกังวลที่จะเดินทางเข้าไทย จึงทำให้ EIC จึงปรับลดจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในปีนี้เหลือ 3 แสนคน (เดิมคาด 4 แสนคน)&amp;nbsp; ด้านมาตรการช่วยเหลือจากภาครัฐที่เพียงพอและมีประสิทธิภาพจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการประคับประคองเศรษฐกิจและลดแผลเป็นทางเศรษฐกิจ แม้ภาครัฐจะพยายามออกมาตรการเยียวยาควบคู่ไปกับมาตรการล็อกดาวน์&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
อย่างไรก็ดี มาตรการภาครัฐที่ออกมาจนถึงปัจจุบันยังไม่เพียงพอทั้งในเชิงพื้นที่ ระยะเวลา และปริมาณเงินรวม กล่าวคือ ผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นกระจายไปยังทุกจังหวัดทั่วประเทศ สะท้อนจาก Facebook Movement Range ที่บ่งชี้ว่า การเดินทางและกิจกรรมทางเศรษฐกิจปรับลงทุกจังหวัด แม้ไม่โดนล็อกดาวน์ เนื่องจากประชาชนมีความกังวลกับการติดเชื้อจึงลดกิจกรรมทางเศรษฐกิจลง ขณะที่ระยะเวลาที่ได้รับผลกระทบก็มีแนวโน้มยาวนานอย่างน้อยในช่วงไตรมาสที่ 3 ดังนั้น มาตรการชดเชยรายได้แรงงานและผู้ประกอบการล่าสุดที่ครอบคลุมแค่จังหวัดที่โดนล็อกดาวน์และชดเชยเพียง 1 เดือน จึงไม่น่าเพียงพอที่จะชดเชยผลกระทบทางเศรษฐกิจในภาพรวมได้ โดย EIC คาดว่า ในกรณีฐาน ภาครัฐจะออกมาตรการพยุงเศรษฐกิจเพิ่มเติมจากปัจจุบันอย่างน้อยอีกราว 1.5 แสนล้านบาท รวมเป็นใช้เม็ดเงินจาก พรก. กู้เงิน 5 แสนล้านบาท ราว 2 แสนล้านบาทในปีนี้ และภาครัฐอาจพิจารณาการใช้จ่ายเพิ่มเติมหากการระบาดยืดเยื้อกว่าที่คาด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ทั้งนี้มาตรการที่ภาครัฐควรเร่งรัด ได้แก่ 1. มาตรการด้านสาธารณสุข โดยเฉพาะการเร่งจัดหาและฉีดวัคซีนที่มีประสิทธิภาพอย่างรวดเร็วและทั่วถึง การเพิ่มการเข้าถึงการตรวจหาเชื้อเพื่อแยกผู้ป่วยออกจากคนปกติ ตลอดจนการจัดหายา อุปกรณ์การแพทย์ &amp;nbsp;สถานพยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์เพื่อรองรับความต้องการที่สูงขึ้น ในประเด็นการกระจายวัคซีน นอกเหนือจากกลุ่มบุคลากรทางการแพทย์และกลุ่มเปราะบางต่าง ๆ แล้ว ภาครัฐควรจัดสรรวัคซีนให้กับกลุ่มแรงงานในคลัสเตอร์โรงงานอุตสาหกรรมให้เพียงพอด้วย เพื่อป้องกันปัญหาการระบาดที่จะกลายเป็น supply disruption กระทบต่อห่วงโซ่การผลิตสำคัญทั้งการส่งออกและการอุปโภคในประเทศด้วย &amp;nbsp;และ&amp;nbsp;2. มาตรการเยียวยาและฟื้นฟูทางเศรษฐกิจ นอกจากเม็ดเงินเยียวยาที่ตรงจุด เพียงพอ และขยายเวลาออกไปอย่างน้อยในช่วงไตรมาสที่ 3 ซึ่งการระบาดน่าจะยังอยู่ในระดับสูง เพื่อช่วยประคับประคองการใช้จ่ายของประชาชนที่ได้รับผลกระทบ ภาครัฐควรมีมาตรการสนับสนุนสภาพคล่องและการจ้างงานของภาคธุรกิจโดยเฉพาะ SMEs อย่างมีประสิทธิภาพเพื่อป้องกันการว่างงาน และการทำงานที่ต่ำกว่าศักยภาพในภาคนอกระบบที่อาจเพิ่มขึ้นในวงกว้าง ควบคู่กับการปรับทักษะแรงงาน (Up/Re-skill) และการส่งเสริม SMEs ให้สามารถปรับใช้เทคโนโลยีดิจิทัลทั้งด้านการผลิตและช่องทางการขาย (online platform) ได้อย่างมีประสิทธิภาพซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญของการแข่งขันของแรงงานและธุรกิจในโลก New normal อีกด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/110796</URL_LINK>
                <HASHTAG>EIC, ธ.ไทยพาณิชย์, หั่นเป้าจีดีพี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210723/image_big_60fa252d9dd79.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>85126</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/11/2020 16:30</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/11/2020 15:56</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คับแคบ!&#039;สุชาติ&#039;ข้องใจ&#039;ส.ศิวรักษ์&#039;ใส่หมวกไอริชร่วมม็อบ3นิ้วทำไม เพราะตัวเองเลิกใส่ตั้งแต่&#039;พิภพ&#039;สวมขึ้นเวทีพธม.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;26 พ.ย.63 -สุชาติ สวัสดิ์ศรี ศิลปินแห่งชาติ แนวร่วมม็อบคณะราษฎร 63 โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่าเรื่อง &amp;quot;ไล่ประยุทธ๋&amp;quot; เราไล่กันมานานเต็มทีแล้ว และไม่เคยเขียนเป็นจดหมายรักให้ คสช.และ &amp;quot;ประยุทธ&amp;quot; ด้วย ถ้า &amp;quot;ประยุทธ&amp;quot; มีความชั่วร้าย จะไล่ทั้งที ทำไมต้องไปเคารพมันด้วยครับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หมวกไอริชแบบที่อาจารย์ ส.ใส่ ผมเคยใส่มานานแล้ว และเลิกใส่หมวกแบบนี้นานแล้วด้วยเช่นกัน อย่างน้อยก็ตั้งแต่เพื่อนเก่า พิภพ ธงไชย ใส่หมวกแบบนี้ขึ้นเวทีพันธมิตรฯ อาจารย์ ส.เคยมีหมวกหลายใบในแบบของอาจารย์ แต่ทำไมอาจารย์ไปเอาหมวกแบบพิภพมาใส่เมื่อคืนวานครับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อคืนวานที่หน้า SCB หลายคนชื่นชมอาจารย์ ส. ผมก็ชื่นชมในความชัดเจนของอาจารย์ แต่หลายคนก็ผิดหวังที่อาจารย์กลับไม่พูดถึงเรื่อง &amp;quot;หุ้น&amp;quot; ที่ &amp;quot;K&amp;quot; เอาไปจาก SCB และที่ใครต่อใครอยากฟังความเห็นของอาจารย์ ก็คือเรื่องหัวใจสำคัญอันเนื่องมาจาก &amp;quot;พ.ร.บ.จัดระเบียบทรัพย์สินพระมหากษัตริย์&amp;quot; ที่ คสช+สนช.+รัฐบาลประยุทธ ร่วมกันสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.2561 เพื่อให้ประโยชน์กับ &amp;quot;K&amp;quot; และการร่วมมือกันอย่างจงใจในการเปลี่ยนชื่อจาก &amp;quot;สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์&amp;quot; มาเป็น &amp;quot;สำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์&amp;quot;.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/85126</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธ.ไทยพาณิชย์, ส.ศิวรักษ์, สุชาติ สวัสดิ์ศรี, หมวกไอริช</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200915/image_big_5f60d52bbf7e0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>68669</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/06/2020 16:41</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/06/2020 16:41</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ตร.เตือนคนกดเงินเอทีเอ็มรวนได้เงิน10เท่าไม่คืนเจอคุก3ปี </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;14 มิ.ย.63- &amp;nbsp;พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รอง โฆษก ตร. กล่าวถึงตามที่สื่อได้นำเสนอข่าว &amp;ldquo;ได้เงิน 10 เท่า! ATM เออเร่อ กดพันได้หมื่น &amp;ndash; ไม่คืนเจอยักยอกทรัพย์&amp;rdquo; ในเขตพื้นที่ สภ.เมืองระนอง ว่าได้รับรายงานจาก สภ.เมืองระนอง ว่า เมื่อวันที่ 13 มิ.ย.63 ระบบตู้เอทีเอ็มธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาระนอง ถนนท่าเมือง ตำบลเขานิเวศน์ อำเภอเมืองระนอง เกิดปัญหาขัดข้องระบบอ่านค่ากล่อง จึงส่งผลให้เมื่อมีประชาชนบางคนมากดเงินได้รับเงินเกิน อาทิ กดเงิน 1,200 บาท ได้มา 12,000 บาท กด 1,900 บาท ได้มา 19,000 บาท กดมา 6,000 บาม เงินออกมา 60,000 บาท เป็นต้น โดยทางธนาคารฯ ได้ระงับการให้บริการตู้เอทีเอ็มที่เกิดปัญหาขัดข้องแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ในเบื้องต้นนั้น เมื่อคืนวันที่ 13 มิ.ย.63 ได้มีประชาชนจำนวนหนึ่ง เดินทางมาพบพนักงานสอบสวน เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ ลงบันทึงประจำวันถึงสาเหตุที่เกิดขึ้น และนำเงินที่ได้รับเกินมาคืน โดยมีผู้จัดการของธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาระนองเดินทางมารับเงินจำนวนดังกล่าวคืน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รอง โฆษก ตร. กล่าวต่ออีกว่า ขอฝากประชาสัมพันธ์และฝากเตือนประชาชนที่กดเงินแล้วได้เงินไปในจำนวนที่เกินกว่าจำนวนเงินของตนเองจากตู้ ATM จุดเกิดเหตุ ให้ไปติดต่อ กับทางธนาคารไทยพาณิชย์สาขาระนองหรือ สภ.เมืองระนอง เพื่อดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง โดยหากท่านไม่ติดต่อและนำเงินส่วนเกินมาคืน ท่านอาจจะถูกธนาคารแจ้งความร้องทุกข์ในข้อหาความผิดฐาน ยักยอกทรัพย์ ซึ่งมีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือ ปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้หากประชาชนมีข้อสงสัยหรือข้อมูลเบาะแส สามารถโทรสอบถามหรือแจ้งได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 077811473 สภ.เมืองระนอง หรือสายด่วน 191 หรือ 1599 ตลอด 24 ชม.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/68669</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธ.ไทยพาณิชย์, สภ.ระนอง, เอทีเอ็มรวน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200614/image_big_5ee5f00459e3a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>25711</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/01/2019 21:33</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/01/2019 21:33</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กสิกรไทย-ไทยพาณิชย์ ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำทุกประเภท 0.25% </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3 ม.ค. 2562 - นายปรีดี ดาวฉาย กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ธนาคารได้พิจารณาปรับอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 3 เดือน 6 เดือน 12 เดือน 24 เดือน และ 36 เดือน สำหรับวงเงินไม่เกิน 5 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.25% ต่อปี ทำให้อัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำของธนาคารกสิกรไทย อยู่ที่ 1.15% ถึง 1.85% ต่อปี โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 5 มกราคม 2562 เป็นต้นไป เพื่อตอบสนองนโยบายภาครัฐในการเพิ่มรายได้ให้กับประชาชนโดยเฉพาะผู้ฝากเงินรายย่อย รวมทั้งเป็นการสนับสนุนให้ภาพรวมเศรษฐกิจไทยเป็นไปตามเป้าหมาย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ธนาคารยังไม่มีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ในช่วงนี้ เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการรายย่อยและลูกค้าบุคคลไม่ต้องแบกรับภาระหนี้และบรรเทาภาระค่าใช้จ่าย รวมถึงสนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนในระยะยาว ถึงแม้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทยได้มีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายไปเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2561 ที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายอาทิตย์ นันทวิทยา กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์ เปิดเผยว่า ตามที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ครั้งที่ 8/2561 เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2561 ที่ผ่านมา มีมติปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ร้อยละ 0.25 ต่อปี ธนาคารไทยพาณิชย์พิจารณาแล้วเห็นว่า เพื่อเป็นการส่งเสริมการออมให้กับผู้ฝากเงินรายย่อย ธนาคารจึงได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 3 เดือน 6 เดือน 12 เดือน &amp;nbsp;24 เดือน และ 36 เดือน ในอัตราร้อยละ 0.25 ต่อปี สำหรับบุคคลธรรมดาที่มียอดเงินฝากไม่เกิน 5 ล้านบาท ทำให้มีอัตราดอกเบี้ยเงินฝากตั้งแต่ 1.15 -1.85% ต่อปี ซึ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำสำหรับบุคคลธรรมดาที่สูงที่สุดในระบบ โดยอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำใหม่จะมีผลตั้งแต่วันที่ 4 มกราคม 2562 เป็นต้นไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/25711</URL_LINK>
                <HASHTAG>กสิกรไทย, ขึ้นดอกเบี้ยเงินฝาก 0.25%, ธ.ไทยพาณิชย์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180423/image_big_5adda8c6bfc3f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>21648</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/11/2018 09:30</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/11/2018 09:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ธ.ไทยพาณิชย์ ผนึก สสว. ดัน SME จดทะเบียนใน MAI  30 ราย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ธ.ไทยพาณิชย์ ผนึก สสว. ยกระดับศักยภาพเอสเอ็มอีไทย ร่วมลงนามความร่วมมือหวังส่งเสริมสิทธิประโยชน์ให้กับผู้ประกอบการ คาดในปีแรกมีผู้ประกอบการเข้าร่วมแตะ 100,000 ราย &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางพิกุล ศรีมหันต์ รองผู้จัดการใหญ่อาวุโส ผู้บริหารสูงสุด SME Segment ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด(มหาชน) หรือ SCB เปิดเผยว่า ธนาคารมีแผนให้การสนับสนุนกลุ่มผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจเอสเอ็มอีที่บางส่วนยังมีความแข็งแกร่งไม่เพียงพอที่จะรับความเสี่ยงในการประกอบธุรกิจ ดังนั้นธนาคารจึงได้เล็งเห็นถึงปัญหาของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีและมุ่งมั่นในการช่วยแก้ไขปัญหาให้กับเอสเอ็มอี เพื่อให้ประกอบธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ล่าสุดธนาคารได้ร่วมมือกับสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.)ร่วมลงนามความร่วมมือในการส่งเสริมสิทธิประโยชน์ให้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี เพื่อเป็นการยกระดับศักยภาพของผู้ประกอบการ มุ่งกระจายการเจริญเติบโตสู่ฐานราก สำหรับความร่วมมือในครั้งนี้เป็นการจัดกิจกรรมมเพื่อสนับสนุนและพัฒนาผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในการเสริมสร้างโอกาส การเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงแหล่งทุนแก่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่เป็นสมาชิกของ สสว.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากจากนี้ยังเป็นการพัฒนาขีดความสามารถในการดำเนินธุรกิจให้แก่ผู้ประกอบการโดยจัดให้มีที่ปรึกษาธุรกิจให้คำแนะนำให้แก่ผู้ประกอบการรวมทั้งส่งเสริมให้เอสเอ็มอีได้รับองค์ความรู้ในการทำธุรกิจ มีระบบการบริหารการจัดการและใช้เทคโนโลยีมาช่วยในการทำธุรกิจให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งจะครอบคลุมไปถึงการพัฒนาวิสาหกิจฐานรากให้เข้มแข็งและส่งเสริมผู้ประกอบการระดับชุมชน หรือรายย่อย อีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในส่วนของสมาชิก สสว. ปัจจุบันมีจำนวนรวมทั้งสิ้น 3 ล้านราย แบ่งเป็น ผู้ประกอบการรายย่อยประมาณ 2.2-2.3 ล้านราย และ บริษัทจดทะเบียนประมาณ 7-8 แสนราย โดยการจัดกิจกรรมในครั้งนี้ตั้งเป้าใน 3 เดือนแรกมีผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเข้าร่วมประมาณ 50,000 ราย และภายในปีแรกคาดว่าจะมีผู้ประกอบการเข้าร่วมประมาณ 100,000 ราย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ธนาคารได้ร่วมมือกับ สสว.มีแผนในการสนับสนุนให้เอสเอ็มอีไทยเข้าระดมทุนตลาดหลักทรัพย์ mai โดยตั้งเป้าดันเอสเอ็มอีในเครือข่ายสสว.เข้าตลาด mai จำนวน 30 ราย ซึ่งสสว. มีการนำผู้ประกอบการที่ได้รับรางวัลสุดยอด SME แห่งชาติที่มีความสนใจ และ มีความพร้อมจำนวน 19 กิจการ เช่น ธุรกิจเครื่องจักรกลและอุปกรณ์ธุรกิจไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ธุรกิจซอฟต์แวร์และแอพพลิเคชั่น ธุรกิจก่อสร้าง ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/21648</URL_LINK>
                <HASHTAG>MAI, จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์, ธ.ไทยพาณิชย์, พิกุล ศรีมหันต์, สสว., เอสเอ็มอีไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181109/image_big_5be4f116deed3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
