<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>119505</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/10/2021 11:54</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/10/2021 11:53</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โฆษกรัฐบาลชี้นายกฯแถลงเปิดประเทศ ถือเป็นการส่งสัญญาณไปทั่วโลกมาไทยไม่ต้องกักตัว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12 ต.ค.64- นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า สืบเนื่องจากการแถลงผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจฯ ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2564 วางเป้าหมาย ประเทศไทยจะเริ่มเปิดรับการเดินทางเข้าประเทศไทย ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2564 เป็นต้นไป โดยไม่ต้องกักตัว ภายใต้ข้อกำหนดเงื่อนไขที่คำนึงถึงความปลอดภัยสาธารณสุขคนไทยและชาวต่างชาติ อาทิ ผู้ที่ฉีดวัคซีนครบโดสแล้ว และเดินทางเข้าประเทศไทยโดยทางอากาศจากประเทศที่กำหนดว่า เป็นประเทศความเสี่ยงต่ำ เป็นต้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การเปิดประเทศที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้เป็นการสร้างบรรยากาศและส่งสัญญาณให้นานาชาติตลอดจนนักท่องเที่ยวทั่วโลกได้เห็นถึงความพร้อมและศักยภาพของประเทศไทย อย่างไรก็ตามขอเน้นย้ำกับประชาชนคนไทยทุกคนซึ่งแม้ว่ารัฐบาลจะมีการเตรียมเปิดประเทศ แต่ก็ขอให้ยังคงระมัดระวังและป้องกันตนเอง &amp;quot;การ์ดอย่าตก&amp;quot; ยังต้องยึดหลักอนามัยส่วนบุคคล ดูแลตัวเองแบบครอบจักรวาล รวมทั้งผู้ประกอบการ ชุมชน ตลาด ต้องปฏิบัติตามมาตรการ COVID-Free Setting อย่างเคร่งครัด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายธนกร กล่าวว่า รัฐบาลกำลังเร่งทำงานโดยเร่งการฉีดวัคซีนให้ประชาชน การจัดหาวัคซีนตลอดจนการรับส่งมอบวัคซีนของไทยที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งในสิ้นปีนี้ ไทยจะได้รับมอบวัคซีนถึง 178.2 ล้านโดส อีกทั้ง ยอดการฉีดวัคซีนสะสมของไทยวันนี้ ยังมากกว่า 61 ล้านโดส มั่นใจไทยบรรลุเป้าหมายการฉีดวัคซีนครอบคลุมร้อยละ 70 ของกลุ่มเป้าหมาย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ท่านนายกฯ ฝากเน้นย้ำให้คนไทยทุกภาคส่วนเป็นส่วนหนึ่งในการเตรียมความพร้อม รับผิดชอบร่วมกัน ช่วยกันสร้างความมั่นใจในการเปิดประเทศ ในฐานะเจ้าของบ้านร่วมกัน ด้วยการที่ประชาชนทั่วไปต้องปฏิบัติตามมาตรการป้องกันส่วนบุคคล อาทิ Universal Prevention ผู้ประกอบการ โรงงานภาคอุตสาหกรรม ดำเนินการตามมาตรการ COVID-Free Setting อย่างเคร่งครัด เพื่อร่วมกันผลักดันเศรษฐกิจสู่การเปิดประเทศที่ปลอดภัยสำหรับทุกคน รวมทั้งยังสอดคล้องกับมาตรการผ่อนคลายกิจการ/กิจกรรม ในปลายปีนี้ด้วย.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119505</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธนกร, เปิดประเทศ, โฆษกรัฐบาล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210830/image_big_612c988af3b8b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>117366</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/09/2021 10:11</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/09/2021 10:11</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โฆษกรัฐบาลแจงเหตุ&#039;บิ๊กตู่-บิ๊กป้อม&#039;กระหน่ำลงพื้นที่ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 ก.ย.64 - นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงการลงพื้นที่ตรวจราชการของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ว่า การลงพื้นที่ของนายกรัฐมนตรีเป็นการลงพื้นที่ตามภารกิจปกติที่กำหนดไว้อยู่แล้ว ขณะที่ทาง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ก็แบ่งกันตรวจราชการเพื่อติดตามการแก้ไขปัญหาให้ประชาชนอยู่แล้วตามปกติ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยเฉพาะการแก้ปัญหาสถานการณ์น้ำท่วม ซึ่งการลงพื้นที่ของท่านนายกฯ และท่านรองนายกฯ นั้น เป็นการลงพื้นที่เพื่อต้องการที่จะช่วยเหลือประชาชนแบบเข้าถึงปัญหา รับรู้สถานการณ์ล่าสุดในพื้นที่ด้วยตัวท่านเอง และเพื่อความรวดเร็วในการเร่งช่วยเหลือประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ทั้ง 2 ท่านรักกันดีและช่วยกันทำงานเพื่อดูแล ทุกข์สุขของคนไทยทั้งประเทศ ทุกอย่างเพื่อประเทศชาติและประชาชนอย่างเต็มที่ ซึ่งหลังจากนี้ &amp;nbsp;ยังจะได้เห็น รัฐมนตรีและ สส. ท่านอื่นๆ ช่วยกันลงพี้นที่ ติดตามความคืบหน้าการทำงานตามนโยบาย รัฐบาลตามข้อสั่งการของท่านนายกรัฐมนตรีเพื่อพลิกโฉมประเทศ ด้วย &amp;quot; &amp;nbsp;นายธนกร กล่าว.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117366</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธนกร, บิ๊กตู่-บิ๊กป้อม, ลงพื้นที่</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210830/image_big_612c988af3b8b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>115782</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/09/2021 13:45</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/09/2021 13:45</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นายกฯหัวโต๊ะบอร์ดบีโอไอไฟเขียวมาตรการเยียวยาโควิด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6 ก.ย. 64 - ที่ห้อง PMOC ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล เวลา 09.30 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บอร์ดบีโอไอ) ครั้งที่ 3/2564 ผ่านระบบออนไลน์ โดยมีนายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และผู้ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมการประชุม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภายหลังการประชุม นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีกล่าวว่ารัฐบาลได้เร่งหาแนวทางช่วยเหลือเอสเอ็มอีและภาคธุรกิจผ่านมาตรการส่งเสริมการลงทุนและการให้สิทธิพิเศษต่าง ๆ ของบีโอไอ ที่จะต้องเร่งดำเนินการให้เร็วที่สุด เพราะไม่อาจคาดได้ว่าโควิด-19 จะอยู่ไปอีกถึงเมื่อไร โดยต้องทำทุกอย่างให้เกิดผลสัมฤทธิ์ เป็นรูปธรรม โปร่งใส เป็นธรรม ดำเนินการอย่างสุจริต สามารถตรวจสอบได้ทุกประการ ทุกหน่วยงานต้องบูรณาการการทำงานให้มีผลสัมฤทธิ์ ตามเป้าหมาย สิ่งที่ทำได้ขอให้ทำทันที ที่สำคัญ คือ การระวังไม่ทำให้คนตกงาน พร้อมหาแนวทางให้คนมาทำงานร่วมกับเครื่องจักรได้มากขึ้น เพื่อคนไทย มีอาชีพสุจริต มีความมั่นคง นายกรัฐมนตรีย้ำด้วยว่าเราต้องเดินหน้าประเทศไปด้วยกัน ทั้งการพัฒนาคน 4.0 อุตสาหกรรม 4.0 ซึ่งความคิดก็ต้อง 4.0 ด้วย หากยังปฏิบัติแบบเดิม ๆ ก็จะเดินหน้าไปไม่ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับผลการประชุมบอร์ดบีโอไอที่สำคัญ คือ บอร์ดบีโอไอเห็นชอบมาตรการบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) และสนับสนุนการพัฒนาวัคซีนและ/หรือยาในประเทศ ตามที่ฝ่ายเลขานุการเสนอ ดังนี้ 1.การผ่อนผันขยายเวลาดำเนินการให้ได้รับการรับรองมาตรฐานสากล เช่น ISO 9002, CMMI หรือมาตรฐานอื่นที่เทียบเท่า 2.การผ่อนผันการขออนุญาตหยุดดำเนินกิจการชั่วคราวเป็นระยะเวลาเกินกว่า 2 เดือน ขณะเดียวกันที่ประชุมเห็นชอบมาตรการส่งเสริมการลงทุนเพื่อการจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน อนุมัติปรับปรุงประเภทกิจการการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ รถสามล้อไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ และรถโดยสารไฟฟ้าและรถบรรทุกไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ และอนุมัติเปิดให้การส่งเสริมการลงทุนกิจการผลิตรถจักรยานไฟฟ้า (ELECTRIC BICYCLE/ E-BIKE)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ บอร์ดบีโอไออนุมัติการขอรับการส่งเสริม (ขยายกิจการ) ผลิตไฟฟ้าและไอน้ำระบบ COGENERATION ของบริษัท โกลว์ พลังงาน จำกัด (มหาชน) มูลค่าเงินลงทุนทั้งสิ้น 6,046 ล้านบาท (ไม่รวมที่ดินและทุนหมุนเวียน 5,568.0 ล้านบาท) เป็นหุ้นไทยทั้งสิ้น ที่ตั้งนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จังหวัดระยอง และรับทราบภาวะการส่งเสริมการลงทุนใน 6 เดือนแรกของปี 2564 จำนวนโครงการ เพิ่มขึ้น 14% การขอรับส่งเสริมการลงทุนจำนวน 801 โครงการ อยู่ในพื้นที่ EEC 232 โครงการ คิดเป็นร้อยละ 29 ของโครงการทั้งหมด เงินลงทุน เพิ่มขึ้น 158% เงินลงทุนทั้งสิ้น 386,200 ล้านบาท อยู่ในพื้นที่ EEC 126,640 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 33 ของเงินลงทุนทั้งหมด&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115782</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธนกร, นายกฯ, บอร์ดบีโอไอ, บิ๊กตู่, เอกชน, เอสเอ็มอี, โควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210906/image_big_6135b72f2ed5c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>109216</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/07/2021 09:59</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/07/2021 09:59</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แรมโบ้-ธนกร ประสานเสียงเชียร์ลุง ล็อกดาวน์เอาอยู่-ตอบรับยิ่งใช้ยิ่งได้เพียบ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 ก.ค.64 - นายเสกสกล อัตถาวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรีกล่าวถึงการที่ ศบค.ออกประกาศยกระดับมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยมั่นใจว่าจากสถานการณ์การแพร่ระบาดเชื้อโควิด-19 ที่มียอดตัวเลขผู้ติดเชื้อ และเสียชีวิตเพิ่มมากขึ้นนั้น การที่ยกระดับมาตรการควบคุมที่เข้มข้น จะสามารถลดจำนวนผู้ติดเชื้อลงได้ &amp;nbsp;เพราะจากที่เคยดำเนินการมาแล้วก่อนหน้านี้ยังสามารถทำให้ผู้ติดเชื้อลดลงได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และที่มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงการที่ให้เลี่ยงใช้คำว่าล็อกดาวน์นั้นเนื่องจากเพราะไม่อยากจ่ายค่าเยียวยาประชาชนนายเสกสกล ยืนยันว่าไม่เป็นความจริง เพราะแม้จะใช้หรือไม่ใช้คำว่าล็อกดาวน์หรือไม่นั้น นายกฯ รัฐบาล ก็ต้องเยียวยา มีมาตรการต่างๆออกมาช่วยเหลือประชาชนอยู่แล้ว เพราะนายกฯให้ความสำคัญกับความเป็นอยู่ ปากท้องของประชาชนเป็นอย่างมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนการดูแลแรงงานในแคมป์คนงานที่ผ่านมา ครม.ได้อนุมัติโครงการเยียวยานายจ้างและผู้ประกันตนมาตรา 33 ที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการของรัฐในพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด ในกิจการก่อสร้าง และอีกหลายกิจกรรม เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พร้อมกับย้ำถึงความจำเป็นที่นายกฯจะต้องออกประกาศปิดแคมป์คนงานเนื่องจากเป็นสถานที่ที่มีการติดเชื้อเป็นจำนวนมาก ซึ่งภายหลังมีการประกาศนายกฯ ได้สั่งการจัดกำลังเร่งด่วนเข้าไปควบคุมจำกัดพื้นที่เพื่อไม่ให้แรงงานออกนอกพื้นที่ และให้เร่งตรวจคัดกรองเชิงรุก นำเข้าสู่ระบบการรักษาควบคุมโรคโดยเร็ว &amp;nbsp;สำหรับแรงงานที่เดินทางกลับภูมิลำเนา หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ชี้แจงไปแล้วว่าเป็นจำนวนน้อย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายเสกสกล ยังกล่าวถึงการที่ประชาชนต่อแถวตรวจหาเชื้อโควิดจำนวนมากนั้น ยอมรับว่าประชาชนอาจไม่ได้รับความสะดวกสบาย แต่ศบค.ได้ยืนยันที่จะเร่งเปิดจุดตรวจหาเชื้อให้มากขึ้น &amp;nbsp;และทางกระทรวงสาธารณสุข ยังได้มีมติให้มีการกำหนดแนวทางการใช้การตรวจหาแอนติเจนโดยใช้ ชุดตรวจโควิด Rapid Antigen Test &amp;nbsp;ใช้โดยสถานพยาบาลของรัฐและเอกชนที่ผ่านการรับรองทางห้องปฏิบัติการเครือข่ายตรวจ SARS-CoV-2 โดยกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เพื่อแก้ปัญหาประชาชน เข้าไม่ถึงบริการตรวจโควิด ที่มีคนรอคิวจำนวนมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกันได้เพิ่มขีดความสามารถการรักษาผู้ป่วยโควิดด้วยการจัดตั้ง รพ.สนาม ไอซียูสนาม การแยกกักในชุมชน และการแยกกักที่บ้าน รวมถึงสาธารณสุขยังได้ปรับแผนการกระจายวัคซีน โดยจะเร่งฉีดผู้สูงวัยที่อายุมากกว่า 60 ปี และกลุ่มผู้มีโรคประจำตัว 7 กลุ่มโรค ตั้งเป้าหมายฉีดให้ได้ 1 ล้านโดส ภายใน 2 สัปดาห์ จัดสรรวัคซีนไฟเซอร์ให้กลุ่มบุคลากรทางการแพทย์ต้องได้รับการฉีดวัคซีนเข็มที่ 3 เพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกัน อีกทั้งยังไม่หยุดนิ่งที่จะจัดหาวัคซีนที่ประชาชนมีความต้องการเข้ามาฉีดให้กับประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แม้ว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดเชื้อโควิด -19 &amp;nbsp;อาจทำให้ประชาชนเกิดไม่สบายใจในหลายเรื่อง &amp;nbsp;แต่ยืนยันว่านายกฯจะทำทุกอย่างเพื่อให้สถานการณ์ดีขึ้นให้ได้ ทั้งการดูแลด้านสาธารณสุข &amp;nbsp;ด้านเศรษฐกิจ &amp;nbsp;การเยียวยาต่างๆ และการบริหารจัดการวัคซีนให้ประชาชนทุกคน รวมถึงการจัดหาวัคซีนทางเลือกเข้ามา โดยขอให้ประชาชนได้เข้าใจในตัวนายกฯในการทำงานเพื่อแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนที่จะทำอย่างเต็มที่ และสุดความสามารถ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot; นายกฯ ขอความร่วมมือพี่น้องประชาชนทุกคนได้ช่วยกันรักษาตนเองให้ปลอดภัยจากเชื้อโควิดตามมาตรการที่ศบค.และสาธารณสุข กำหนด เพื่อความปลอดภัยในชีวิตของทุกคน อย่าไปเชื่อเฟคนิวส์ ข่าวบิดเบือนข่าวปลอม หรือฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลที่คอยจ้องเล่นการเมือง โจมตีทำลายความเชื่อถือต่อรัฐบาล เพื่อหวังผลทางการเมือง ขอให้คนไทยทุกคนอดทนเพื่อก้าวข้ามวิกฤตโควิดครั้งนี้เพื่อให้คนไทยชนะผ่านความทุกข์ยากไปด้วยกันให้ได้&amp;quot; นายเสกสกลกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ นายธนกร วังบุญคงชนะ เลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะโฆษกประจำศูนย์บริหารสถานการณ์เศรษฐกิจจากผลกระทบจากการระบาดของโรคติเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบศ.) &amp;nbsp;เปิดเผยถึงความคืบหน้ามาตรการลดภาระค่าครองชีพและฟื้นฟูเศรษฐกิจจากผลกระทบ COVID-19 ซึ่งประกอบด้วย โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 3 โครงการยิ่งใช้ยิ่งได้ โครงการเพิ่มกําลังซื้อกลุ่มบัตรสวัสดิการแห่งรัฐระยะที่ 3 และโครงการเพิ่มกําลังซื้อให้กลุ่มผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ หลังเปิดให้ประชาชนใช้จ่ายผ่านโครงการดังกล่าวตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2564 เป็นวันแรก ซึ่งผ่านมาได้เพียง 1 สัปดาห์ มียอดผู้ใช้สิทธิรวม 29.2 ล้านคน ยอดใช้จ่ายรวม 16,447.5 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โฆษก ศบศ. &amp;nbsp;กล่าวต่อว่า หลังจากที่รัฐบาลออกมาตรการลดภาระค่าครองชีพ กระตุ้นเศรษฐกิจออกไป มีเสียงตอบรับที่ดีจากประชาชนทั่วประเทศ โดยขณะนี้ยอดการใช้จ่ายของแต่ละโครงการ มีดังนี้ 1. โครงการคนละครึ่ง เฟส 3 มีผู้ใช้สิทธิ &amp;nbsp;17.5 ล้านราย ยอดใช้จ่าย 13,962.5 ล้านบาท แบ่งเป็นส่วนที่ประชาชนจ่าย 7,050.5 ล้านบาท และรัฐร่วมจ่าย 6,912 ล้านบาท 2. โครงการยิ่งใช้ยิ่งได้ มีผู้ใช้สิทธิ 32,689 คน ยอดใช้จ่ายสะสม 176.3 ล้านบาท 3. โครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ มีผู้ใช้สิทธิ 11.2 ล้านคน ยอดใช้จ่าย 2,211.6 ล้านบาท และ 4. โครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ มีผู้ใช้สิทธิ 496,929 คน ยอดใช้จ่าย 97.1 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายธนกร กล่าวอีกว่า ขณะนี้การใช้จ่ายในทุกโครงการ ยังจะต้องเป็นการจ่ายเงินระหว่างประชาชนกับร้านค้า หรือผู้ให้บริการแบบพบหน้า (face-to-face) เท่านั้น อย่างไรก็ตาม เนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 ทำให้ประชาชนส่วนใหญ่อยู่ที่บ้าน ซึ่งการใช้จ่ายส่วนใหญ่ผ่านระบบออนไลน์ ทำให้กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างหารือแนวทางเพื่อขยายสิทธิในการสั่งซื้ออาหารผ่านผู้ประกอบการแพลตฟอร์มดีลิเวอรี่ และทางออนไลน์ แต่การที่จะปลดล็อกเงื่อนไขให้ใช้จ่ายผ่านออนไลน์ได้จะต้องมีการพิจารณาและปรับปรุงเรื่องระบบต่างๆ ให้มีความพร้อมก่อน ซึ่งต้องใช้เวลาในการเตรียมเรื่องดังกล่าว โดยคาดว่าจะทำการหารือเพื่อสรุปในเร็วๆ นี้ &amp;nbsp;สำหรับยอดการลงทะเบียนล่าสุด ณ เวลา 17.00 น. ของวันที่ 8 ก.ค. 2564 โครงการคนละครึ่งมีการลงทะเบียนแล้ว 29.38 ล้านคน เหลืออีก 1.62 ล้านคนจะครบ 31 ล้านคน ส่วนโครงการยิ่งใช้ยิ่งได้ ลงทะเบียนแล้ว 483,565 คน เหลืออีก 3,516,435 จะครบ 4 ล้านคน ซึ่งกระทรวงการคลังจะเปิดให้ลงทะเบียนไปจนกว่าจะครบจำนวนที่กำหนดไว้ ทั้งนี้ ประชาชนสามารถใช้จ่ายในโครงการต่างๆ ได้จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2564 โดยสามารถตรวจสอบร้านค้าที่เข้าร่วมแต่ละโครงการได้ที่ www.คนละครึ่ง.com หรือ www.ยิ่งใช้ยิ่งได้.com&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/109216</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธนกร, เสกสกล อัตถาวงศ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210710/image_big_60e90c6563fc0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>107020</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/06/2021 22:41</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/06/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ชวนผู้มีอันจะกิน! รับสิทธิ์ยิ่งใช้ยิ่งได้ ตร.เตือนมิจฉาชีพ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;ธนกร&amp;rdquo; เชิญชวนผู้มีอันจะกินเข้าร่วมโครงการ &amp;ldquo;ยิ่งใช้ยิ่งได้&amp;rdquo; บอก &amp;ldquo;บิ๊กตู่&amp;rdquo; ออกแบบมาตรการสนองประชาชนทุกกลุ่ม &amp;ldquo;ตำรวจ&amp;rdquo; เตือนระวังมิจฉาชีพใช้ช่องโครงการรัฐหลอกลวงชาวบ้าน&amp;nbsp;
เมื่อวันอาทิตย์ นายธนกร วังบุญคงชนะ เลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะโฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์เศรษฐกิจจากผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 &amp;nbsp;(ศบศ.) เปิดเผยว่า โครงการยิ่งใช้ยิ่งได้เป็นอีกโครงการหนึ่งที่รัฐบาลออกมาตรการเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศผ่านผู้มีกำลังซื้อ และสนับสนุนผู้ประกอบการที่อยู่ในระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม กลุ่มเป้าหมายเป็นผู้ที่มีกำลังซื้อ โดยกำหนดไม่เกิน 4 ล้านคน โดยประชาชนที่เข้าร่วมต้องเติมเงินของตัวเอง ซึ่งแตกต่างจากบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่เป็นการบรรเทาค่าครองชีพพื้นฐานในชีวิตประจำวัน&amp;nbsp;
&amp;ldquo;ทุกโครงการที่รัฐบาลออกมาจะถูกออกแบบมาด้วยวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกัน ให้กลุ่มเป้าหมายแตกต่างกัน ทั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ต้องการช่วยเหลือประชาชนทุกกลุ่ม&amp;rdquo;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายธนกรกล่าวอีกว่า โครงการดังกล่าวจะเปิดให้ประชาชนผู้สนใจลงทะเบียนวันแรกในวันจันทร์ที่ 21 มิถุนายน 2564 ตั้งแต่เวลา 06.00- 22.00 น. ของทุกวันเป็นต้นไป จนกว่าจะครบ 4 ล้านสิทธิ์ โดยคุณสมบัติของ ประชาชนที่มีสิทธิ์เข้าร่วมโครงการ ต้องเป็นประชาชนสัญชาติไทยที่มีบัตรประจำตัวประชาชน อายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป ไม่เป็นผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือได้รับสิทธิ์โครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ หรือไม่ใช้สิทธิ์โครงการคนละครึ่งระยะที่ 3 ทั้งนี้ ผู้ที่เคยรับสิทธิ์โครงการของรัฐ อาทิ ชิมช้อปใช้, เราเที่ยวด้วยกัน, คนละครึ่ง, &amp;nbsp;เราชนะ, ม.33 เรารักกัน สามารถลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์ w ww.ยิ่งใช้ยิ่งได้.com หรือผ่าน G-Wallet บนแอปพลิเคชันเป๋าตัง สำหรับผู้ที่ยังไม่เคยเข้าร่วมโครงการข้างต้น สามารถลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์ w ww.ยิ่งใช้ยิ่งได้.com เมื่อประชาชนลงทะเบียนเรียบร้อยแล้ว จะได้รับ SMS แจ้งสิทธิ์ภายใน 3 วัน โดยก่อนการใช้สิทธิ์ครั้งแรก &amp;nbsp;ผู้ได้รับสิทธิตามโครงการจะต้องยืนยันตัวตนเพื่อใช้ G-Wallet บนแอปพลิเคชันเป๋าตัง ด้วยบัตรประจำตัวประชาชน โดยผู้ที่ไม่เคยยืนยันตัวตนด้วยบัตรประจำตัวประชาชน สามารถยืนยันตัวตนได้ที่สาขาธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือตู้เอทีเอ็มสีเทาของธนาคารกรุงไทย &amp;nbsp;หรือผู้ที่มีแอปพลิเคชัน KrungthaiNext สามารถยืนยันตัวตนผ่าน KrungthaiNext ได้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายธนกรกล่าวอีกว่า เมื่อยืนยันตัวตนเรียบร้อยแล้ว จะสามารถใช้จ่ายเพื่อชำระค่าสินค้าหรือบริการ ได้แก่ ค่าอาหาร เครื่องดื่ม สินค้าทั่วไป ค่าบริการนวด สปา ทำผมทำเล็บ แต่ไม่รวมถึงสลากกินแบ่งฯ, เครื่องดื่มแอลกอฮอล์, &amp;nbsp;ยาสูบ, บัตรกำนัล, บัตรเงินสด และสินค้าหรือบริการที่เป็นการชำระค่าสินค้าหรือบริการล่วงหน้า เพื่อรับบัตรกำนัลอิเล็กทรอนิกส์ (อีเวาเชอร์) กับร้านค้าที่ติดตั้งแอปพลิเคชันถุงเงินที่เข้าร่วมโครงการ ได้ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค.-30 ก.ย. 2564 ในเวลา 06.00-23.00 น. โดยวงเงินใช้จ่ายที่จะนำมาคำนวณสิทธิ์อีเวาเชอร์ไม่เกิน 60,000 บาทต่อคน ซึ่งยอดใช้จ่ายที่นำมาคำนวณสิทธิ์ต้องไม่เกิน 5,000 บาทต่อคนต่อวัน และจะได้รับสิทธิ์อีเวาเชอร์สะสมสูงสุดไม่เกิน 7,000 บาทต่อคน ตลอดระยะเวลาโครงการ โดยยอดใช้จ่ายจริงตั้งแต่ 1- 40,000 บาทแรก ได้รับอีเวาเชอร์ 10%ของยอดใช้จ่าย แต่ไม่เกิน 4,000 บาทต่อคน และยอดใช้จ่ายจริงตั้งแต่ 40,001-60,000 บาท ได้รับอีเวาเชอร์ 15% ของยอดใช้จ่าย แต่ไม่เกิน 3,000 บาทต่อคน ซึ่งสิทธิ์อีเวาเชอร์จะคืนเป็นวงเงินเข้าใน G-Wallet ทุกวันที่ 7 ของเดือนถัดไป และสามารถใช้จ่ายด้วยอีเวาเชอร์ที่ร้านที่เข้าร่วมโครงการได้ตั้งแต่วันที่ 7 ส.ค.-31 ธ.ค.2564 โดยไม่สามารถแลกเป็นเงินสดได้ &amp;nbsp;
วันเดียวกัน พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวถึงกรณีที่มีหลายหน่วยงานออกมาสนับสนุน แนะนำการลงทะเบียน เพื่อรับสิทธิประโยชน์จากโครงการต่างๆ ของภาครัฐ เช่น โครงการคนละครึ่ง เฟส 3 หรือโครงการยิ่งใช้ยิ่งได้ ฯลฯ ว่าในปัจจุบันยังอยู่ในช่วงการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ซึ่งส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนและองค์กรต่างๆ ไม่ว่าจะขนาดเล็ก กลาง ใหญ่ จึงมีหลายหน่วยงานพยายามคิดโปรโมชั่น รวมถึงให้ส่วนลดต่างๆ ให้สอดรับกับโครงการของภาครัฐ เพื่อดึงดูดให้ประชาชนออกมาจับจ่ายใช้สอย และเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ก็ยังมีเหล่ามิจฉาชีพที่อาศัยช่องว่างจากความต้องการของพี่น้องประชาชนนี้ในการกระทำความผิด ซึ่งในบางกรณีอาจมีการสร้างเว็บไซต์ปลอม หรือการส่ง SMS ทางโทรศัพท์มือถือ หรือลิงก์ต่างๆ ที่มีลักษณะให้กรอกข้อมูลส่วนบุคคล เลขบัตรประจำตัวประชาชน เลขบัตรเครดิต หรือให้ใส่รหัส OTP เป็นต้น เมื่อได้ใส่ข้อมูลลักษณะดังกล่าวไปแล้ว เหล่ามิจฉาชีพก็อาจจะนำข้อมูลที่ได้ไปหาประโยชน์ในทางมิชอบ และทำให้ได้รับความเสียหายในอนาคต
&amp;ldquo;การกระทำลักษณะดังกล่าวเข้าข่ายความผิดฐานนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ด้วยข้อมูลอันเป็นเท็จในประการที่น่าจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประชาชนตามพระราชบัญัติการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2560 มาตรา 14 มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 100,000 บาท และความผิดฐานฉ้อโกง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ หรือกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยดูจาก พฤติการณ์แต่ละกรณีมาประกอบ&amp;rdquo;
พ.ต.อ.กฤษณะกล่าวต่อว่า ขอฝากเตือนภัยและประชาสัมพันธ์แนวทางการป้องกันหลีกเลี่ยงเพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อดังนี้ อย่าหลงเชื่อข้อมูลการโพสต์ หรือลิงก์ที่แนบมาพร้อมกับอีเมลที่ไม่แน่ใจแหล่งที่มา ห้ามเปิดลิงก์ดังกล่าวอย่างเด็ดขาด ห้ามเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวใดๆ ผ่านระบบออนไลน์ ให้กับผู้อื่นหากยังไม่ได้ตรวจสอบให้ดีเสียก่อน หากพบเพจเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ อินสตาแกรม ไลน์ หรืออีเมลที่น่าสงสัย ให้ติดต่อสอบถามกับหน่วยงานภาครัฐหรือเอกชนที่เกี่ยวข้องให้แน่ใจเสียก่อน, ในกรณีหลงเชื่อไปแล้ว ให้รีบเปลี่ยนรหัสผ่านทันที และรีบแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ หรือติดต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ธนาคาร สถาบันทางการเงิน เป็นต้น นอกจากนี้หากพบเห็นเบาะแสการกระทำความผิด สามารถแจ้งไปยัง Call Center สำนักงานตำรวจแห่งชาติ หมายเลขโทรศัพท์ 191 หรือ 1599 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/107020</URL_LINK>
                <HASHTAG>ตำรวจ, ธนกร, บิ๊กตู่, ยิ่งใช้ยิ่งได้, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เชิญชวนผู้มีอันจะกินเข้าร่วมโครงการ, เตือนระวังมิจฉาชีพใช้ช่องโครงการรัฐหลอกลวงชาวบ้าน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210620/image_big_60cf45733a78d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>99262</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/04/2021 12:53</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/04/2021 12:53</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พปชร.ฉะ&#039;พิธา&#039;อวดเก่งรู้ดีกว่าอาจารย์หมอ จ้องแต่ถล่ม&#039;บิ๊กตู่&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12 เม.ย. 64 - นายธนกร วังบุญคงชนะ เลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล วิพากษ์วิจารณ์การแก้ปัญหาโควิด-19 ว่า นายพิธามีสิทธิเสรีภาพที่จะวิจารณ์ได้ แต่ต้องอยู่บนพื้นฐานข้อเท็จจริง นายพิธาไม่ใช่หมอ แต่อวดเก่งยิ่งกว่าอาจารย์หมอ ฟังแล้วเก่งกว่า ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ เสียอีก อย่าแค่อ่านหนังสือมา การเสนอแนะหากเป็นประโยชน์ต่อประชาชนสามารถทำได้ แต่ไม่ควรติติงหรือบั่นทอนกำลังใจคนทำงาน โดยเฉพาะบุคลากรทางการแพทย์ รัฐบาลภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม บริหารจัดการโควิด-19 ผ่าน ศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดต่อเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) อย่างเป็นระบบ มีระดับอาจารย์หมอที่เชี่ยวชาญเป็นที่ปรึกษา ทุกอย่างผ่านการกลั่นกรองมาอย่างดี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อเสนอแนะนายพิธาหลายอย่างรัฐบาลทำอยู่แล้ว แต่หลายอย่างก็วิจารณ์แบบหวังผลทางการเมือง บิดเบือนข้อมูล ซึ่งในสถานการณ์แบบนี้ไม่ควรทำ เพราะคือความทุกข์ร้อนของประชาชน ทำให้ประชาชนตื่นกลัว ในส่วนของวัคซีนป้องกันโควิด-19ก็เช่นกัน พอรัฐบาลเปิดให้เอกชนมีส่วนร่วมในการจัดหา นายพิธาก็บอกว่าผลักภาระให้เอกชน พอเอกชนมีส่วนร่วมน้อย ส.ส.พรรคนายพิธาก็บอกว่ารัฐบาลปิดกั้นเอกชน ไม่ทราบว่านายพิธาจะเอาอย่างไรกันแน่ อย่าตั้งเป้าโจมตีพล.อ.ประยุทธ์อย่างเดียว ควรมาช่วยกันจะดีกว่า ส่วนเรื่องเตียงไม่พอนั้น ภาครัฐสั่งการให้ตั้งโรงพยาบาลสนามไว้แล้ว ทุกอย่างได้เตรียมความพร้อมไว้ทุกด้าน พล.อ.ประยุทธ์ติดตามการทำงานอยู่ตลอดเวลา ท่านเป็นห่วงประชาชนมากโดยเฉพาะช่วงสงกรานต์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;สถานการณ์เช่นนี้ ผมไม่อยากเห็นฝ่ายการเมืองออกมาตำหนิติเตียนหรือด่าทอท่านนายกฯ ลูกเดียว โดยไม่สนใจอะไรเลย ทุกฝ่ายควรมาช่วยกัน รัฐบาลนี้ไม่มีการปกปิดข้อมูลประชาชนเหมือนที่นายพิธากล่าวหา ผมไม่อยากจะตอบโต้ไปมา เพราะประชาชนไม่ได้ประโยชน์ แต่อยากชี้แจงข้อเท็จจริง ไม่อยากให้ใครมาด่า พล.อ.ประยุทธ์ด้วยข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง อยากขอความเป็นธรรมให้บุคลากรทางการแพทย์ เจ้าหน้าที่ และพล.อ.ประยุทธ์บ้าง ที่ผ่านมาเมื่อสถานการณ์ดีขึ้น รัฐบาลก็ต้องมองทั้งด้านสาธารณสุขและด้านเศรษฐกิจ ทุกฝ่ายเรียกร้องให้สามารถทำธุรกิจได้ ไม่อยากให้ล็อกดาวน์ รัฐบาลก็ดำเนินการพร้อมทั้งมีมาตรการคุมเข้มการแพร่ระบาด ซึ่งเมื่อเกิดสถานการณ์ทุกฝ่ายก็ต้องร่วมกันป้องกัน ทั้งประชาชน และผู้ประกอบการ เวลานี้ไม่ใช่เวลาที่จะมาเอาชนะคะคานทางการเมือง แต่เป็นเวลาที่ต้องร่วมแรงร่วมใจกัน อย่าเล่นการเมืองจนไม่รู้จักจังหวะเวลา ประชาชนจะเบื่อหน่าย ที่ผ่านมาท่านนายกฯ ไม่เล่นการเมือง มุ่งทำงานให้ประชาชนและประเทศชาติอย่างเดียวมาตลอด&amp;quot; นายธนกร ระบุ.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/99262</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธนกร, พปชร., พิธา, โควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210412/image_big_6073e01d1dee7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>90165</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/01/2021 09:22</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/01/2021 09:22</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ธนกร&#039; หวดเพื่อไทยหุบปาก-หยุดอวดเก่งกว่าหมอ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 ม.ค.64 - นายธนกร วังบุญคงชนะ เลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ขณะนี้เริ่มมีกลุ่มผู้ชุมนุมออกมาเคลื่อนไหวอีกหลายกลุ่ม ส่วนใหญ่อยู่ในเครือข่ายของคณะราษฎร อยากจะฝากไปยังกลุ่มผู้ชุมนุมว่า อย่าออกมาชุมนุมประท้วงหรือเคลื่อนไหวทางการเมืองช่วงนี้เลย เพราะมีการแพร่ระบาดของโควิด-19 การชุมนุมหรือรวมกลุ่มกันจะก่อให้เกิดการแพร่ระบาดได้ นอกจากนั้นยังเป็นการทำผิดกฎหมาย ฝ่าฝืนพรก.ฉุกเฉินด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายธนกร กล่าวว่า อยากให้ทุกฝ่ายช่วยกัน เพราะการระบาดระลอกใหม่มีผู้ติดเชื้อจำนวนมาก รัฐบาลต้องคุมเข้มสถานการณ์ ม็อบต่างๆ ไม่ควรออกมาชุมนุมในช่วงนี้ ขอให้เห็นแก่ประเทศชาติและประชาชนด้วย &amp;nbsp;ทุกฝ่ายต้องช่วยกัน เจ้าหน้าที่ทำงานกันหนักมากก็เพื่อควบคุมสถานการณ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;อยากจะฝากไปยังส.ส.ฝ่ายค้าน โดยเฉพาะพรรคเพื่อไทยว่า ขอให้หยุดพฤติกรรมโจมตีรัฐบาลสร้างความสับสนให้กับประชาชนได้แล้ว วันนี้สิ่งที่หลายฝ่ายเสนอมานั้น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ดำเนินการไปหมดแล้ว และครอบคลุมแล้ว ที่สำคัญ พล.อ.ประยุทธ์บริหารจัดการโควิด-19 สำเร็จมาแล้ว ดังนั้นอย่าออกมาดิสเครดิตรัฐบาลแบบรายวัน ประชาชนไม่ได้ประโยชน์อะไร และส.ส.เพื่อไทยบางคนที่ออกมาพูดก็ไม่รู้จริง บิดเบือนข้อมูล ทำตัวอวดเก่งกว่าอาจารย์หมอที่เป็นคณะที่ปรึกษาของท่านนายกฯ เสียอีก ขนาดผลสำรวจของสำนักงานวิจัยซูเปอร์โพล พล.อ.ประยุทธ์ได้ใจประชาชนในการแก้ปัญหาโควิด-19 &amp;nbsp;เศรษฐกิจปากท้อง เชื่อมั่นมาตรการประคองช่วงโควิด-19 ดังนั้น ฝ่ายค้านควรเลิกพฤติกรรมดังกล่าว ส่วนจะอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลนั้นก็ไม่เป็นไร รัฐบาลพร้อมชี้แจงอยู่แล้ว&amp;quot; นายธนกร กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/90165</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธนกร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210116/image_big_60023f2c14b34.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
