<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>110038</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/07/2021 11:41</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/07/2021 11:48</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;อัยการ&#039; มาเอง!เตือน &#039;สินมั่นคง&#039; บอกเลิกกรมธรรม์ อาจเข้าข่ายพรบ.ข้อสัญญาไม่เป็นธรรม </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;17 ก.ค.64 - ดร.ธนกฤต วรธนัชชากุล ผู้อำนวยการสำนักงานประสานงานกระบวนการยุติธรรม สถาบันนิติวัชร์ สำนักงานอัยการสูงสุด โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก กรณีบริษัทสินมั่นคงอ้างสิทธิบอกเลิกกรมธรรม์ประกันภัยโควิด- 19 โดยมีเนื้อหาดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ตามที่บริษัทสินมั่นคงประกันภัย จำกัด (มหาชน) ออกประกาศแจ้งยกเลิกกรมธรรม์ประกันภัยการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 โดยอ้างข้อกำหนดในกรมธรรม์ประกันภัยข้อ &amp;nbsp;2.4.3 และ ข้อ 2.5.1 ที่ให้บริษัทฯ ใช้สิทธิบอกเลิกกรมธรรม์ประกันภัยได้ นั้น ผมขอให้ความเห็นทางวิชาการในประเด็นข้อกฎหมายในเรื่องนี้ เป็นการส่วนตัว ดังนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรมธรรม์ประกันภัยของบริษัทฯ เป็นข้อตกลงตามสัญญาระหว่างประชาชนผู้เอาประกันภัยซึ่งเป็นผู้บริโภคกับบริษัทฯ ผู้รับประกันภัยในฐานะที่เป็นผู้ประกอบธุรกิจการค้าหรือวิชาชีพ และยังมีลักษณะเป็นสัญญาสำเร็จรูปที่มีการกำหนดข้อสัญญาที่เป็นสาระสำคัญไว้ล่วงหน้าแล้ว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งหากข้อสัญญาใดทำให้บริษัทฯผู้รับประกันภัย ได้เปรียบประชาชนผู้เอาประกันภัยเกินสมควร ให้ถือว่าข้อสัญญานั้นเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม และให้มีผลบังคับได้เพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณีเท่านั้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และในกรณีที่เป็นสัญญาสำเร็จรูป ให้ตีความสัญญาสำเร็จรูปไปในทางที่เป็นคุณแก่ฝ่ายประชาชนผู้เอาประกันภัยที่มิได้เป็นผู้กำหนดสัญญาสำเร็จรูป ทั้งนี้ เป็นไปตามพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 4 วรรค 1 และวรรค 2&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ตามมาตรา 4 วรรค 3 (3) ประกอบกับมาตรา 10 ยังกำหนดให้ข้อตกลงที่ให้สิทธิบริษัทฯ บอกเลิกสัญญาได้โดยฝ่ายประชาชนผู้เอาประกันภัยมิได้ผิดสัญญาในข้อสาระสำคัญ ให้ถือว่าเป็นข้อตกลงที่ทำให้ได้เปรียบประชาชนผู้เอาประกันภัยซึ่งเป็นคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งเกินสมควรด้วย เมื่อพิจารณาถึงอำนาจต่อรอง ฐานะทางเศรษฐกิจ ของบริษัทฯ รวมทั้งความคาดหมาย แนวทางที่เคยปฏิบัติ และทางได้เสียทุกอย่างของฝ่ายประชาชนผู้เอาประกันภัยตามสภาพที่เป็นจริง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น เมื่อพิจารณาตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมฯ ดังกล่าวแล้ว ข้อกำหนดหรือข้อสัญญาในกรมธรรม์ประกันภัยข้อ &amp;nbsp;2.4.3 และ ข้อ 2.5.1 ดังกล่าว ที่ให้บริษัทฯ ใช้สิทธิบอกเลิกกรมธรรม์ประกันภัยได้ จึงไม่น่าจะมีผลบังคับใช้ได้ และถ้าหากบริษัทฯไม่ยอมชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ประชาชนผู้เอาประกันภัยตามกรมธรรม์ประกันภัย โดยอ้างสิทธิในการบอกเลิกกรมธรรม์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ประชาชนผู้เอาประกันภัยก็ย่อมมีสิทธินำคดีมาฟ้องต่อศาล เพื่อขอให้วินิจฉัยว่าข้อกำหนดในกรมธรรม์ประกันภัยเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม บริษัทฯ เป็นฝ่ายผิดสัญญาและเรียกร้องให้บริษัทต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ประกันภัยรวมทั้งค่าเสียหายให้แก่ตนได้ และคดีนี้ถือเป็นคดีผู้บริโภค ซึ่งนำเอาพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาบังคับใช้&amp;quot;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/110038</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธนกฤต วรธนัชชากุล, ประกันภัย, ประกันโควิด, สินมั่นคง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210224/image_big_60360b5b43059.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>96765</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/03/2021 12:15</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/03/2021 12:15</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;อัยการธนกฤต&#039;ไข4ประเด็นคดีค่าโง่โฮปเวลล์ยันรัฐไม่ต้องจ่ายเงิน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
วันที่ 21 มี.ค. 2564 นายธนกฤต วรธนัชชากุล ผู้อำนวยการสำนักงานประสานงานกระบวนการยุติธรรม สถาบันนิติวัชร์ สำนักงานอัยการสูงสุด โพสต์เฟซบุ๊กให้ความเห็นข้อกฎหมายกรณีผลของคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญต่อคดีโฮปเวลล์ ระบุว่า
คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2564 มีสาระสำคัญว่า มติที่ประชุมใหญ่ตุลาการศาลปกครองสูงสุด ครั้งที่ 18/2545 เรื่อง ปัญหาเกี่ยวกับระยะเวลาการฟ้องคดีปกครอง เป็นการออกระเบียบตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 มาตรา 44 แต่ไม่ได้นำระเบียบไปประกาศในราชกิจจานุเบกษาตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครอง ฯ มาตรา 5 และไม่ได้ส่งระเบียบนี้ไปให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตรวจสอบตามกระบวนการและหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ใน พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครอง ฯ มาตรา 6 วรรคหนึ่ง จึงขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 3 วรรคสอง ที่บัญญัติให้ศาลต้องปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ กฎหมาย และหลักนิติธรรม และมาตรา 197 วรรคสี่ ที่บัญญัติให้วิธีพิจารณาคดี และการดำเนินงานของศาลปกครองให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งในเรื่องนี้ผมขอให้ความเห็นส่วนตัวทางวิชาการในประเด็นข้อกฎหมาย เรื่อง ผลของคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญต่อคดีโฮปเวลล์ที่ศาลปกครองสูงสุดได้มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2562 ให้กระทรวงคมนาคมและการรถไฟแห่งประเทศไทยปฏิบัติตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการในปี 2551 ด้วยการจ่ายเงินให้แก่บริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จำกัด พร้อมดอกเบี้ย เป็นเงินรวมกันประมาณ 25,000 ล้านบาท ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.มติที่ประชุมใหญ่ตุลาการศาลปกครองสูงสุดขัดรัฐธรรมนูญ จึงนับระยะเวลาที่โฮปเวลล์เสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการ ตั้งแต่วันที่ศาลปกครองเปิดทำการ คือ วันที่ 9 มีนาคม 2544 ไม่ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า มติที่ประชุมใหญ่ตุลาการศาลปกครองสูงสุด เรื่อง ปัญหาเกี่ยวกับระยะเวลาการฟ้องคดีปกครองดังกล่าว เป็นระเบียบตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครอง ฯ ที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ จึงทำให้มติที่ประชุมใหญ่ตุลาการศาลปกครองสูงสุดดังกล่าวใช้บังคับไม่ได้ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 5 วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติว่า รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ บทบัญญัติใดของกฎหมาย กฎหรือข้อบังคับ หรือการกระทำใด ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ บทบัญญัติหรือการกระทำนั้นเป็นอันใช้บังคับมิได้ และ จึงทำให้ไม่สามารถนับอายุความการฟ้องคดีต่อศาลปกครอง รวมทั้งระยะเวลาในการเสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการ ตั้งแต่วันที่ศาลปกครองเปิดทำการ คือ วันที่ 9 มีนาคม 2544 ในกรณีที่มีข้อพิพาทเกิดขึ้นก่อนศาลปกครองเปิดทำการ ตามระเบียบดังกล่าวได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น การนับระยะเวลาในการเสนอข้อพิพาทของบริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จำกัด ต่ออนุญาโตตุลาการ จึงไม่สามารถเริ่มนับตั้งแต่วันที่ศาลปกครองเปิดทำการ คือ วันที่ 9 มีนาคม 2544 ตามที่ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยไว้ในคดีนี้ได้ เนื่องจากขัดต่อรัฐธรรมนูญ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. เสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการต้องทำภายใน 5 ปี นับจากวันรู้เหตุเสนอข้อพิพาท โฮปเวลล์เสนอข้อพิพาท 24 พฤศจิกายน 2547 เกิน 5 ปี หากนับจาก 30 มกราคม 2541 วันได้รับหนังสือบอกเลิกสัญญา
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครอง ฯ มาตรา 51 กำหนดให้การฟ้องคดีรวมทั้งการเสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการต้องกระทำภายใน 5 ปี นับแต่วันที่รู้หรือควรรู้ถึงเหตุแห่งการฟ้องคดี เมื่อไม่สามารถนับระยะเวลาในการเสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการตั้งแต่วันที่ศาลปกครองเปิดทำการ คือ วันที่ 9 มีนาคม 2544 ได้ การที่บริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จำกัด เสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2547 อาจจะเป็นการเสนอข้อพิพาทที่เกินกำหนดเวลาตามกฎหมาย คือ เกินกว่า 5 ปี นับแต่วันที่รู้หรือควรรู้ถึงเหตุแห่งการฟ้องคดีได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ศาลปกครองชั้นต้นได้วินิจฉัยไว้ว่า บริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จำกัด เสนอข้อพิพาทต่อคณะอนุญาโตตุลาการเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2547 เป็นระยะเวลาเกินกว่า 5 ปี นับจากวันที่รู้หรือควรรู้ถึงเหตุแห่งการฟ้องคดีตามพ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครอง ฯ มาตรา 51 &amp;nbsp;โดยถือเอาวันที่ 30 มกราคม 2541 ซึ่งเป็นวันที่บริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้รับหนังสือบอกเลิกสัญญา เป็นวันที่มีข้อพิพาทเกิดขึ้นและเป็นวันที่รู้หรือควรรู้ถึงเหตุแห่งการเสนอข้อพิพาท ระยะเวลา 5 ปี จึงต้องเริ่มนับจากวันที่ 30 มกราคม 2541 และครบกำหนดในวันที่ 30 มกราคม 2546 เมื่อบริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จำกัด เสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการในวันที่ 24 พฤศจิกายน 2547 จึงเกินระยะเวลา 5 ปี ที่กำหนดไว้ใน พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครอง ฯ มาตรา 51 ดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. หนทางสู่การพิจารณาคดีใหม่ เรื่องระยะเวลาในการเสนอข้อพิพาทของบริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จำกัด ต่ออนุญาโตตุลาการ ว่าได้เสนอข้อพิพาทภายในกำหนดเวลาตามกฎหมายหรือไม่ หลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยว่า มติที่ประชุมใหญ่ตุลาการศาลปกครองสูงสุด เรื่อง ปัญหาเกี่ยวกับระยะเวลาการฟ้องคดีปกครองขัดต่อรัฐธรรมนูญ จึงเป็นประเด็นที่อาจนำไปสู่การพิจารณาคดีใหม่ของศาลปกครองสูงสุดได้ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครอง ฯ มาตรา 75 วรรคหนึ่ง (4) ที่กำหนดว่า กรณีที่ศาลปกครองได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดคดีปกครองเสร็จเด็ดขาดแล้ว คู่กรณีหรือบุคคลภายนอกผู้มีส่วนได้เสียอาจขอให้ศาลปกครองพิจารณาพิพากษาคดีหรือมีคำสั่งชี้ขาดคดีปกครองนั้นใหม่ได้ ในกรณีที่มีข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายเปลี่ยนแปลงไปในสาระสำคัญซึ่งทำให้ผลแห่งคำพิพากษาหรือคำสั่งขัดกับกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น ซึ่งเป็นอำนาจดุลพินิจของศาลปกครองที่จะพิจารณาว่าเข้าเงื่อนไขและหลักเกณฑ์การขอให้พิจารณาคดีใหม่หรือไม่
โดยการยื่นคำขอให้พิจารณาพิพากษาคดีหรือมีคำสั่งใหม่ต้องทำภายใน 90 วันนับแต่วันที่รู้หรือควรรู้ถึงเหตุซึ่งอาจขอให้พิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งใหม่ได้ แต่ไม่เกิน 5 ปีนับแต่ศาลปกครองได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4. ศาลปกครองพิจารณาคดีใหม่ หากยุติว่า โฮปเวลล์เสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการ เกิน 5 ปี อนุญาโตตุลาการไม่มีอำนาจรับข้อพิพาท ศาลมีอำนาจสั่งเพิกถอนและปฏิเสธบังคับคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ รัฐไม่ต้องจ่ายเงิน
ถ้าหากศาลปกครองอนุญาตให้มีการพิจารณาคดีใหม่ และมีการนับระยะเวลาการเสนอข้อพิพาทของบริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จำกัด ต่ออนุญาโตตุลาการ ตั้งแต่วันที่ 30 มกราคม 2541 ซึ่งเป็นวันที่บริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้รับหนังสือบอกเลิกสัญญา และถือเป็นวันที่ข้อพิพาทเกิดขึ้นและเป็นวันที่รู้หรือควรรู้ถึงเหตุแห่งการเสนอข้อพิพาทดังที่กล่าวไป หรือตั้งแต่วันอื่นใด อันจะทำให้การเสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการในวันที่ 24 พฤศจิกายน 2547 เกินกำหนดเวลา 5 ปี นับแต่วันที่วันที่รู้หรือควรรู้ถึงเหตุแห่งการเสนอข้อพิพาทตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครอง ฯ มาตรา 51&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งหากข้อเท็จจริงยุติเช่นนี้ ศาลปกครองมีอำนาจที่จะวินิจฉัยว่า คณะอนุญาโตตุลาการไม่มีอำนาจรับข้อพิพาทที่บริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จำกัด ยื่นเสนอไว้เพื่อพิจารณาได้ และการยอมรับหรือบังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการจะเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน และมีคำพิพากษาให้เพิกถอนและปฏิเสธการบังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการได้ ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 40 วรรค 3 (2) (ข) และมาตรา 44 ซึ่งจะทำให้กระทรวงคมนาคมและการรถไฟแห่งประเทศไทยไม่ต้องจ่ายเงินให้แก่บริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จำกัด ตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการได้&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/96765</URL_LINK>
                <HASHTAG>คดีค่าโง่โฮปเวลล์, ธนกฤต วรธนัชชากุล, สถาบันนิติวัชร์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210224/image_big_60360b695cef7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>96122</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/03/2021 14:17</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/03/2021 14:25</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;อัยการธนกฤต&#039; ชี้ 3 ทางออกลงมติร่างแก้รธน.วาระ 3</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15 มี.ค.64 - ดร.ธนกฤต วรธนัชชากุล ผู้อำนวยการสำนักงานประสานงานกระบวนการยุติธรรม สถาบันนิติวัชร์ สำนักงานอัยการสูงสุด โพสต์เฟซบุ๊กให้ความเห็นข้อกฎหมาย การคลายปมปัญหาลงประชามติรัฐธรรมนูญและทางออกลงมติวาระสาม ระบุว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตามที่ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2564 ในเรื่องการลงประชามติที่เกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญนั้น ผมขอให้ความเห็นส่วนตัวทางวิชาการในประเด็นข้อกฎหมายในเรื่องนี้ ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คลายปมปัญหาการลงประชามติรัฐธรรมนูญ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ได้กล่าวถึงการลงประชามติไว้เป็น 2 ขั้นตอน คือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. ขั้นตอนการลงประชามติเพื่อสอบถามความประสงค์ของประชาชนก่อนมีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ว่า มีความประสงค์จะให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(ผู้เขียน : ซึ่งยังไม่ใช่ขั้นตอนของการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เป็นเพียงขั้นตอนของการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขเพิ่มเติม โดยการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 ในหมวด 15 ว่าด้วย การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ และเพิ่มหมวด 15/1 การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยสภาร่างรัฐธรรมนูญจะไปทำหน้าที่เป็นผู้จัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในขั้นตอนนี้การจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จึงยังไม่เกิดขึ้น เป็นแต่เพียงกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่จะนำไปสู่การจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เท่านั้น)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. ขั้นตอนการลงประชามติหลังจากจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เสร็จแล้ว เพื่อให้ประชาชนลงประชามติเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่จัดทำเสร็จแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ การพิจารณาเรื่องการลงประชามติ จะพิจารณาเพียงเฉพาะจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญแต่เพียงอย่างเดียวไม่ได้ ต้องพิจารณาหลักเกณฑ์ในการออกเสียงประชามติตามรัฐธรรมนูญประกอบด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การออกเสียงประชามติตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 สามารถทำได้ 2 กรณี คือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. การออกเสียงประชามติตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 (8) กรณีร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมเรื่องต่าง ๆ ที่กำหนดไว้ เช่น หมวด 15 การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภายหลังจากที่รัฐสภาได้ออกเสียงลงคะแนนหรือลงมติเห็นชอบในวาระสามแล้ว ก่อนนำร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมในเรื่องดังกล่าวขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวาย ต้องจัดให้มีการออกเสียงประชามติตามกฎหมายว่าด้วยการออกเสียงประชามติก่อนตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 (8) โดยตามข้อบังคับการประชุมรัฐสภา พ.ศ. 2563 ข้อ 135 (1) กำหนดให้ประธานรัฐสภาส่งร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมไปให้คณะกรรมการการเลือกตั้งจัดให้มีการออกเสียงประชามติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น หากจะนำร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมในเรื่องที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ไปให้ประชาชนลงประชามติ ก็ต้องปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญมาตรา 256 (8) คือ ต้องรอให้รัฐสภาลงมติเห็นชอบในวาระสามเสียก่อน
&amp;nbsp;
2. การออกเสียงประชามติตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 166 กรณีคณะรัฐมนตรีขอให้มีการออกเสียงประชามติ โดยมีหลักเกณฑ์ว่า ต้องเป็นการออกเสียงประชามติในเรื่องที่ไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ หรือเรื่องที่เกี่ยวกับตัวบุคคลหรือคณะบุคคลใด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มีข้อสังเกตว่า การลงประชามติตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 166 นี้ เป็นอำนาจของคณะรัฐมนตรีในการดำเนินการ ซึ่งเป็นคนละส่วนกับการลงประชามติในขั้นตอนของรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 (8) ที่กล่าวไป ซึ่งเป็นอำนาจของรัฐสภา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หากร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม หมวด 15 ว่าด้วย การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ดังกล่าว ยังอยู่ในกระบวนการพิจารณาของรัฐสภาอยู่ คือ ยังค้างพิจารณาอยู่ในรัฐสภา ยังไม่เสร็จสิ้นการลงมติในวาระสาม การจะนำร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมฉบับนี้ไปให้ประชาชนลงประชามติก็ต้องผ่านช่องทางตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 (8) คือ ต้องให้มีการลงมติเห็นชอบในวาระสามโดยรัฐสภาเสียก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จะไปใช้ช่องทางตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 166 โดยให้คณะรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอขอให้มีการออกเสียงประชามติ ก่อนที่จะมีการลงมติโดยรัฐสภาในวาระสามไม่ได้ เพราะเป็นอำนาจของรัฐสภาที่จะจัดให้มีการออกเสียงประชามติและมีกระบวนการในการลงประชามติในขั้นตอนของรัฐสภากำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 (8) เป็นการเฉพาะแล้วดังที่กล่าวไป
&amp;nbsp;
และอาจจะไปขัดกับรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 (8) ซึ่งไม่สามารถกระทำได้ ตามที่รัฐธรรมนูญ มาตรา 166 กำหนดหลักเกณฑ์ไว้ว่า การที่คณะรัฐมนตรีจะขอให้มีการออกเสียงประชามติในเรื่องใด เรื่องนั้นต้องไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทางออกของการลงมติร่างรัฐธรรมนูญวาระสามและการลงประชามติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. เลื่อนการลงมติร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมในวาระสามในวันที่ 17 มีนาคม 2564 ออกไปก่อนจนกว่าจะมีคำวินิจฉัยกลางของศาลรัฐธรรมนูญที่ชัดเจน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เนื่องจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่สาธารณชนรับทราบจากเอกสารข่าวสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ลงวันที่ 11 มีนาคม 2564 อาจจะยังทำให้มีข้อสงสัย ความคลุมเครือ ไม่ชัดเจน รวมทั้งความเกรงกลัวว่าจะทำผิดกฎหมาย และอาจนำมาสู่การออกเสียงลงคะแนนไม่เห็นชอบ หรืองดออกเสียงตามมาได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 75 วรรคสาม กำหนดให้ประกาศคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในราชกิจจานุเบกษาภายใน 30 วันนับแต่วันที่มีคำวินิจฉัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การรอคำวินิจฉัยกลางของศาลรัฐธรรมนูญที่ชัดเจน แล้วฝ่ายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ พรรคฝ่ายรัฐบาล พรรคฝ่ายค้าน ส.ส. และ ส.ว. มาประชุมปรึกษาหารือพิจารณากำหนดแนวทางร่วมกัน อาจเป็นหนทางออกในการแก้ไขปัญหาการลงมติในวาระสามและการลงประชามติที่ยังมีข้อขัดแย้งถกเถียงกันเป็นอย่างมากได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. ลงมติร่างรัฐธรรมนูญในวาระสามในวันที่ 17 มีนาคม 2564 และรัฐสภาลงมติเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม โดยมีจำนวนคะแนนเสียงเห็นชอบด้วยตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 (6) โดยเฉพาะมีคะแนนเสียงเห็นชอบด้วยไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา และมี ส.ว. เห็นชอบด้วยไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของจำนวน ส.ว. ทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของวุฒิสภา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ มีข้อสังเกตว่า ตามข้อบังคับการประชุมรัฐสภา พ.ศ. 2563 ข้อ 132 กำหนดให้ การพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมในวาระสาม ไม่มีการอภิปรายและให้ที่ประชุมรัฐสภาลงมติว่าเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบด้วยในการที่จะให้ออกใช้เป็นรัฐธรรมนูญ เว้นแต่ที่ประชุมรัฐสภาจะอนุมัติให้งดใช้ข้อบังคับนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังจากนั้นต้องนำร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมที่รัฐสภาลงมติเห็นชอบไปจัดให้มีการออกเสียงประชามติตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 (8) ต่อไป และเพื่อสอบถามความประสงค์ของประชาชนว่า มีความประสงค์จะให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ ตามที่ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยไว้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เสร็จแล้ว ก็ต้องจัดให้ประชาชนลงประชามติอีกครั้งว่า เห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญที่จัดทำขึ้นใหม่หรือไม่ ตามที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยไว้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยขั้นตอนการลงประชามติหลังจากจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เสร็จสิ้น บัญญัติไว้อยู่ในร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม หมวด 15/1 มาตรา 256/11 และมาตรา 256/12&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กล่าวคือ ถ้าหากรัฐสภาลงมติในวาระสามให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขเพิ่มเติมดังกล่าว จนนำไปสู่การจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เมื่อการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เสร็จสิ้นแล้ว ร่าง มาตรา 256/11 บัญญัติให้นำเสนอต่อรัฐสภาพิจารณาเพื่ออภิปรายแสดงความคิดเห็น โดยไม่มีการลงมติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังจากรัฐสภาอภิปรายแสดงความคิดเห็นโดยไม่มีการลงมติเสร็จแล้ว จะมีกระบวนการในการจัดให้มีการออกเสียงประชามติของประชาชนว่า เห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญที่จัดทำขึ้นใหม่หรือไม่ ตามร่างมาตรา 256/12 ต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. ลงมติร่างรัฐธรรมนูญในวาระสามในวันที่ 17 มีนาคม 2564 และรัฐสภาลงมติงดออกเสียงและไม่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ทำให้คะแนนเสียงเห็นชอบไม่ครบจำนวนตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 (6) ซึ่งจะทำให้ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมตกไปตามข้อบังคับการประชุมรัฐสภา พ.ศ. 2563 ข้อ 135 (3)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หากจะเสนอร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมในเรื่องเดียวกันนี้ต่อรัฐสภาอีก ก็ต้องเริ่มต้นกระบวนการตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 ใหม่ ตั้งแต่เสนอญัตติขอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อนึ่ง มีบุคคลหลายฝ่ายเสนอทางออกให้คณะรัฐมนตรีเป็นผู้ดำเนินการขอให้มีการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 166 ก่อนที่จะมีการลงมติในวาระสาม ซึ่งไม่สามารถกระทำได้ เนื่องจากการจะให้รัฐมนตรีมีอำนาจดำเนินการขอให้มีการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญนี้ ต้องเป็นการออกเสียงประชามติที่ได้ดำเนินการก่อนที่จะมีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญในชั้นรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 256&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมฉบับนี้ได้มีการดำเนินการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญในชั้นรัฐสภาไปแล้ว จนเสร็จสิ้นวาระสองและกำลังเข้าสู่การลงมติในวาระสามต่อไป และรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 (8) กำหนดกระบวนการจัดให้มีการออกเสียงประชามติในขั้นตอนของรัฐสภาซึ่งเป็นอำนาจของรัฐสภาไว้เป็นการเฉพาะอยู่แล้ว จึงไม่อยู่ในอำนาจของคณะรัฐมนตรีที่จะนำร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไปจัดให้มีการออกเสียงประชามติได้&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/96122</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธนกฤต วรธนัชชากุล, แก้ไขรัฐธรรมนูญ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210224/image_big_60360b695cef7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>94112</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/02/2021 15:18</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/02/2021 15:18</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;อัยการ&#039; ชี้หากศาลลงโทษ รมต.จำคุก เเม้คดีไม่ถึงที่สุด ต้องหลุดจากตำเเหน่ง ส่วน ส.ส. ต้องรอคดีถึงที่สุด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24 ก.พ.64 - ดร.ธนกฤต วรธนัชชากุล ผู้อำนวยการสำนักงานประสานงานกระบวนการยุติธรรม สถาบันนิติวัชร์ สำนักงานอัยการสูงสุด โพสต์เฟซบุ๊กให้ความเห็นข้อกฎหมาย เกี่ยวกับคำพิพากษาให้ลงโทษจำคุก กับการสิ้นสุดสถานภาพความเป็น ส.ส. และรัฐมนตรี ว่า รัฐธรรมนูญ พ.ศ. &amp;nbsp;2560 บัญญัติหลักเกณฑ์การสิ้นสุดสมาชิกภาพของ ส.ส. และการสิ้นสุดความเป็นรัฐมนตรี ไว้หลายกรณี โดยมีบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องและเชื่อมโยงในเรื่องนี้อยู่ด้วยกันหลายมาตราที่น่าสนใจ ที่จะนำมากล่าวในที่นี้ คือ บทบัญญัติในมาตรา 98 (6), มาตรา 101 (6) และ (13) และมาตรา 160 (6) และ (7)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในกรณีของ ส.ส. หากศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก ถึงแม้จะพิพากษาให้รอการลงโทษ ก็ถือเป็นเหตุให้สมาชิกภาพของ ส.ส. สิ้นสุดลง เว้นแต่ความผิดที่ศาลพิพากษาให้รอการลงโทษนั้นจะเป็นความผิดที่ได้กระทำโดยประมาท ความผิดลหุโทษ และความผิดฐานหมิ่นประมาท ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 101 (13) จึงจะถือเอาเหตุที่ศาลรอการลงโทษดังกล่าวมาเป็นเหตุยกเว้นไม่ทำให้สมาชิกภาพของ ส.ส. สิ้นสุดลงไปได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยรัฐธรรมนูญ มาตรา 101 (13) นี้ กำหนดหลักเกณฑ์ของคำพิพากษาของศาลที่จะเป็นเหตุให้สมาชิกภาพของ ส.ส. สิ้นสุดลงไว้ว่า จะต้องเป็นคำพิพากษาของศาลให้ลงโทษจำคุกที่ถึงที่สุดเท่านั้น ดังนั้น หากยังอยู่ในระหว่างกระบวนการอุทธรณ์หรือฎีกาโต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาของศาลตามกฎหมาย คำพิพากษาของศาลนั้นย่อมยังไม่ถึงที่สุด และยังไม่ถือเป็นเหตุให้สมาชิกภาพของ ส.ส. สิ้นสุดลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนกรณีของรัฐมนตรีนั้น รัฐธรรมนูญ มาตรา 160 (7) บัญญัติไว้ว่า รัฐมนตรีต้องไม่เป็นผู้ต้องคำพิพากษาให้จำคุก โดยไม่คำนึงว่า คดีจะถึงที่สุดหรือไม่ หรือคำพิพากษาที่ให้ลงโทษจำคุกนั้นจะมีการอการลงโทษ เว้นแต่ความผิดที่ศาลพิพากษาให้รอการลงโทษนั้นจะเป็นความผิดที่ได้กระทำโดยประมาท ความผิดลหุโทษ และความผิดฐานหมิ่นประมาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น หากรัฐมนตรีต้องคำพิพากษาของศาลให้ลงโทษจำคุก ถึงแม้ว่าคำพิพากษาจะยังไม่ถึงที่สุด ยังอยู่ในกระบวนการอุทธรณ์ฎีกาตามกฎหมายอยู่ก็ตาม ก็ถือเป็นเหตุให้ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 166 (7) แล้ว ซึ่งจะแตกต่างจากกรณีของ ส.ส. ที่คำพิพากษาของศาลที่จะเป็นเหตุให้สมาชิกภาพของ ส.ส. สิ้นสุดลง ต้องเป็นคำพิพากษาที่ถึงที่สุดเท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนเหตุการสิ้นสุดสถานภาพความเป็น ส.ส. หรือความเป็นรัฐมนตรีในกรณีที่ศาลพิพากษาให้รอการลงโทษและเหตุยกเว้นนั้น รัฐธรรมนูญ มาตรา 101 (13) และ มาตรา 166 (7) บัญญัติไว้เหมือนกัน ดังได้กล่าวไปแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ยังมีกรณีที่ทำให้สถานภาพความเป็น ส.ส. และรัฐมนตรีสิ้นสุดลงได้อีกกรณีหนึ่ง คือ หลังจากที่ศาลมีคำพิพากษาให้ลงโทษจำคุกแล้ว หากจำเลยที่เป็น ส.ส. หรือรัฐมนตรี ยื่นคำร้องขอประกันตัวหรือขอปล่อยชั่วคราว ก่อนที่จะมีการยื่นอุทธรณ์หรือฎีกาคำพิพากษาของศาลต่อไป แต่ยังไม่ได้รับอนุญาตจากศาลในทันที ทำให้ต้องถูกคุมขังชั่วคราวตามหมายศาลในระหว่างที่รอคำสั่งศาลว่าจะอนุญาตให้ประกันตัวหรือปล่อยชั่วคราวหรือไม่ กรณีดังกล่าวนี้ก็ถือเป็นเหตุให้สถานภาพความเป็น ส.ส. และรัฐมนตรีสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 98 (6) ประกอบ มาตรา 101 (6) และ มาตรา 160 (6) ด้วยเหตุจากการต้องคำพิพากษาให้จำคุกและถูกคุมขังโดยหมายของศาลเช่นกัน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/94112</URL_LINK>
                <HASHTAG>คดีกบฏ กปปส., ธนกฤต วรธนัชชากุล, อัยการ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210224/image_big_60360b695cef7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>80335</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/10/2020 11:42</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/10/2020 11:42</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;อัยการธนกฤต&#039;ยกกรณีศาลยกฟ้องคดีรถไฟชนรถรับส่งนักเรียนที่บุรีรัมย์ปี52 เทียบกรณีรถไฟชนรถบัส</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 ต.ค.63- &amp;nbsp;ดร.ธนกฤต วรธนัชชากุล อัยการจังหวัดประจำสำนักงานอัยการสูงสุดปฏิบัติราชการในหน้าที่ผู้อำนวยการสำนักงานประสานงานกระบวนการยุติธรรม สถาบันนิติวัชร์ โพสต์เฟซบุ๊คส่วนตัวให้ความเห็นข้อกฎหมายกรณีอุบัติเหตุรถไฟชนรถบัสทอดกฐินที่ จ.ฉะเชิงเทรา ว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตามที่เกิดอุบัติเหตุขบวนรถไฟบรรทุกสินค้าคอนเทนเนอร์เฉี่ยวชนรถบัสที่บรรทุกผู้โดยสาร &amp;nbsp; &amp;nbsp; ที่จะเดินทางไปทอดกฐิน ที่จุดตัดทางรถไฟบริเวณป้ายหยุดรถคลองแขวงกลั่น จังหวัดฉะเชิงเทรา ขณะที่ขบวนรถไฟผ่านสถานีคลองบางพระ เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บเป็นจำนวนมากนั้น ตามข้อเท็จจริงที่กระทรวงคมนาคมและการรถแห่งประเทศไทย (รฟท.) แถลง ได้ความว่า บริเวณจุดตัดที่เกิดเหตุเป็นถนนเสมอระดับทางรถไฟและเป็นทางผ่านที่ยังไม่ได้รับอนุญาต (หรือที่เรียกว่าทางลักผ่าน) โดยบริเวณจุดตัดนี้ไม่มีเครื่องกั้นถนนข้ามทางรถไฟ แต่ รฟท. ได้ติดตั้งป้ายสัญญาณจราจรและสัญญาณไฟเตือนไว้เพื่อช่วยในด้านความปลอดภัยของผู้ขับขี่ และในขณะเกิดเหตุพนักงานขับรถไฟได้เปิดหวีดสัญญาณเตือนเป็นระยะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เกี่ยวกับอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ เคยมีอุบัติเหตุที่มีลักษณะของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นคล้ายคลึงกันเมื่อวันที่ 14 มกราคม 2552 ที่ขบวนรถไฟได้พุ่งชนรถบรรทุก 6 ล้อ รับส่งนักเรียนที่แยกหนองแสง อำเภอลำปลายมาศ จังหวัดบุรีรัมย์ ทำให้เด็กนักเรียนและคนขับรถรับส่งนักเรียนเสียชีวิตในที่เกิดเหตุรวม 9 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก โดยบริเวณจุดตัดทางรถไฟที่เกิดเหตุไม่มีเครื่องกั้นถนนข้ามทางรถไฟ แต่ รฟท. ได้ติดตั้งป้ายสัญญาณจราจรประเภทเตือน หยุด และสัญญาณไฟเตือนไว้เพื่อช่วยในด้านความปลอดภัยของผู้ขับขี่ และในขณะเกิดเหตุพนักงานขับรถไฟได้เปิดหวีดสัญญาณเตือนเป็นระยะ เช่นเดียวกับลักษณะของอุบัติเหตุในครั้งนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คดีอุบัติเหตุที่อำเภอลำปลายมาศ จังหวัดบุรีรัมย์ นี้ ฝ่ายผู้เสียหายซึ่งเป็นญาติของผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัสได้ยื่นฟ้อง รฟท. ต่อศาลจังหวัดบุรีรัมย์ และศาลจังหวัดบุรีรัมย์ได้มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2552 วินิจฉัยว่า จุดที่เกิดเหตุซึ่งเป็นทางข้ามรถไฟ อยู่ในเขตเทศบาล มีประชาชนสัญจรไปมาพลุกพล่านตลอดเวลา แต่ รฟท. กลับไม่ติดตั้งเครื่องกั้น ทั้งที่ รฟท. มีหน้าที่ดูแลกิจการด้านรถไฟของประเทศไทย ทั้งด้านการจัดระเบียบเกี่ยวกับความปลอดภัย การให้บริการ และความสะดวกต่าง ๆ ของกิจการรถไฟ แต่กลับปล่อยปะละเลย และไม่มีพนักงานควบคุมดูแลประจำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาลจังหวัดบุรีรัมย์จึงเห็นว่า รฟท. ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ไม่ทำการติดตั้งเครื่องกั้นรถไฟ จนก่อให้เกิดอุบัติเหตุร้ายแรงดังกล่าว จึงพิพากษาให้ รฟท. รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้กับโจทก์ผู้เสียหายเป็นจำนวนเงินกว่า 14 ล้านบาท รฟท. ยื่นอุทธรณ์ และศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้อง โจทก์ผู้เสียหายฎีกา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาที่ 4070/2560 เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2560 วินิจฉัยว่า ตามพระราชบัญญัติจัดวางการรถไฟแลทางหลวง พ.ศ. 2464 มาตรา 72 กำหนดว่า เมื่อทางรถไฟผ่านข้ามถนนสำคัญเสมอระดับ ให้ทำประตูหรือขึงโซ่หรือทำราวกั้นขวางถนนหรือทางนั้นตามที่เห็นสมควร และมาตรา 73 กำหนดว่า เมื่อถนนที่ต้องผ่านข้ามไปนั้นไม่สำคัญพอถึงกับต้องทำประตูกั้นแล้ว ให้พนักงานขับรถจักรเปิดหวีดก่อนที่รถจะผ่านข้ามถนน กับให้ทำเครื่องหมายสัญญาณอย่างถาวรปักไว้ให้เห็นอย่างชัดเจนบนถนนและทางนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ดังนั้น หากถนนบริเวณจุดตัดกับทางรถไฟไม่ใช่ถนนสำคัญแล้ว รฟท. ก็ไม่จำเป็นต้องทำเครื่องกั้น แต่ต้องทำเครื่องหมายสัญญาณอย่างถาวรปักไว้บนถนนและทางที่สามารถมองเห็นได้ชัดเจน ฉะนั้น ถึงแม้ รฟท. จะไม่ได้ทำประตูหรือขึงโซ่หรือทำราวกั้นขวางถนนก็ตาม แต่ รฟท. ก็ได้ทำเครื่องหมายสัญญาณอย่างถาวร คือ เสาไฟสัญญาณและป้ายที่มีคำว่าหยุด ปักไว้ให้เห็นได้อย่างชัดเจนบนถนนและทางก่อนที่รถจะแล่นข้ามทางรถไฟ อีกทั้ง พนักงานขับรถไฟของ รฟท. ซึ่งเป็นผู้ขับรถไฟขบวนที่เกิดเหตุก็ได้เปิดหวีดก่อนที่จะถึงจุดตัดทางรถไฟกับถนนแล้ว จึงฟังได้ว่า รฟท. ได้ปฏิบัติตาม พ.ร.บ. จัดวางการรถไฟแลทางหลวงฯ มาตรา 73 แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ การที่มาตรา 72 บัญญัติให้ทำประตูหรือขึงโซ่หรือทำราวกั้นขวางถนนหรือทางตามที่เห็นสมควร และมาตรา 73 บัญญัติถึงกรณีที่ถนนที่ต้องผ่านข้ามไปนั้นไม่สำคัญพอถึงกับต้องทำประตูกั้น แสดงให้เห็นว่ากฎหมายไม่ได้บังคับให้ รฟท.ต้องทำเครื่องกั้นเสมอไป แต่ให้เป็นดุลพินิจของ รฟท. หากเห็นว่าเป็นถนนไม่สำคัญก็ไม่ต้องทำประตูหรือราวกั้น เพียงแต่ต้องปฏิบัติอย่างอื่นให้ครบถ้วนตามมาตรา 73 ดังที่ได้กล่าวไปแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การที่โจทก์ผู้เสียหายอ้างว่า รฟท. จะต้องจัดให้มีเจ้าหน้าที่ประจำหรือมีเครื่องกั้นอัตโนมัติ &amp;nbsp; &amp;nbsp; ไม่ว่าจุดตัดนั้นจะเป็นทางสำคัญหรือไม่ จึงเป็นเรื่องที่บังคับให้ รฟท. จำเลย กระทำนอกเหนือไปจากบทบัญญัติของกฎหมาย พยานหลักฐานของ รฟท. จำเลย มีน้ำหนักรับฟังได้ดีกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ จึงรับฟังไม่ได้ว่า รฟท. กระทำประมาทเลินเล่อทำให้เกิดอุบัติเหตุในคดีนี้ พิพากษายืนยกฟ้องโจทก์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คดีอุบัติเหตุที่อำเภอลำปลายมาศ จังหวัดบุรีรัมย์ ที่ยกมาให้ดูนี้ มีข้อสังเกตว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 มีผลผูกพันเฉพาะคู่ความในคดีเท่านั้น ไม่ได้มีผลผูกพันไปถึงคดีอื่น ๆ ด้วยถึงแม้จะมีข้อเท็จจริงในคดีเป็นอย่างเดียวกัน และประเทศไทยเป็นประเทศที่ใช้ระบบประมวลกฎหมาย หรือระบบ Civil Law ดังนั้น คำพิพากษาของศาลจึงไม่มีผลผูกพันเป็นกฎหมายให้ศาลอื่นต้องยึดถือตัดสินตามเหมือนกับคำพิพากษาของศาลในประเทศที่ใช้ระบบกฎหมายจารีตประเพณี หรือระบบ Common Law &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ที่คำพิพากษาของศาลสูงมีผลผูกพันเป็นกฎหมายบังคับให้ศาลอื่นต้องตัดสินตามหากมีข้อเท็จจริงในคดีเป็นอย่างเดียวกัน ภายใต้หลัก The Rule of Precedent หรือ Stare Decisis&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ดังนั้น หากคดีอุบัติเหตุรถไฟชนรถบัสทอดกฐินที่จังหวัดฉะเชิงเทรานี้ขึ้นสู่การพิจารณาคดีในศาล ผลของคดีก็อาจจะแตกต่างไปจากที่ศาลฎีกาเคยวินิจฉัยไว้ในคดีรถไฟชนรถรับส่งนักเรียนที่จังหวัดบุรีรัมย์ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในท้ายที่สุดนี้ ถึงแม้คดีรถไฟชนรถรับส่งนักเรียนที่จังหวัดบุรีรัมย์ ศาลฎีกาจะพิพากษาว่า ฝ่าย รฟท. ไม่ได้ประมาทเลินเล่อ แต่หากพิจารณาถึง พ.ร.บ. จัดวางการรถไฟแลทางหลวงฯ มาตรา 72 และมาตรา 73 ที่ได้กล่าวไปแล้ว น่าจะเห็นได้ถึงบทบัญญัติของกฎหมายที่สุ่มเสี่ยงจะกระทบกับความปลอดภัยของประชาชน โดยเฉพาะบทบัญญัติที่ให้อำนาจ รฟท. เป็นผู้มีอำนาจใช้ดุลพินิจพิจารณาได้เองตามที่เห็นสมควรโดยลำพังว่า ถนนที่ต้องผ่านข้ามไปนั้นมีความสำคัญเพียงพอที่จะต้องทำเครื่องกั้นหรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ บทบัญญัติตามมาตรา 72 และ มาตรา 73 ของ พ.ร.บ. จัดวางการรถไฟแลทางหลวง พ.ศ. 2464 ดังกล่าว ประกอบกับ พ.ร.บ. การรถไฟแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2494 มาตรา 16 และมาตรา 17 &amp;nbsp;ได้ใช้บังคับมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2464 นับจนถึงปัจจุบันเป็นเวลาร่วม 99 ปีแล้ว ทำให้กฎหมายในส่วนนี้ล้าสมัย ไม่เหมาะสม และขาดหลักเกณฑ์การบังคับใช้กฎหมายที่แน่นอนชัดเจน จนอาจจะทำให้กล่าวถึง พ.ร.บ. จัดวางการรถไฟและทางหลวงฯ ได้ว่า เป็นกฎหมายโบราณนานนมที่ยิ่งกว่าชราภาพเสียอีก ซึ่งหน่วยงานและผู้มีอำนาจเกี่ยวข้องควรร่วมกันพิจารณาถึงแนวทางในการปรับปรุงแก้ไข พ.ร.บ. จัดวางการรถไฟแลทางหลวงฯ ในส่วนที่ยังคงใช้บังคับอยู่ โดยเฉพาะมาตรา 72 และ มาตรา 73 ให้มีความเหมาะสม มีหลักเกณฑ์การบังคับใช้กฎหมายที่ชัดเจน ทันสมัย และมีความปลอดภัยต่อประชาชนต่อไป.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/80335</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธนกฤต วรธนัชชากุล, รถไฟชนรถบัส</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200808/image_big_5f2e9e558244f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>60582</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/03/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/03/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ชูชาติ&#039;แนะใช้อัยการศึก จตุพรวอนพักการเมือง!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พปชร.ยึดนโยบายรัฐสู้ไวรัสโควิด-19 งดแถลงรายสัปดาห์ หันใช้สื่อโซเชียลแทน วอนฝ่ายการเมืองช่วยกัน &amp;quot;แรมโบ้&amp;quot; เย้ย &amp;quot;ธนาธร&amp;quot; ไม่ต้องเสนอตัวเป็นผู้นำ แค่บริหารพรรคยังไปไม่รอด &amp;quot;เพื่อไทย&amp;quot; ซัดรัฐบาลตามหลัง ปชช.-ทิ้งคนภาคเหนือ &amp;quot;จตุพร&amp;quot; วอนทุกฝ่ายหยุดเล่นการเมืองไว้ก่อน &amp;quot;อดุลย์&amp;quot; ค้านเปลี่ยนม้ากลางศึกเสนอดึงแพทย์ผู้เชี่ยวชาญร่วมศูนย์โควิดฯ อดีตผู้พิพากษายุ ผบ.ทบ.ประกาศกฎอัยการศึก ระงับพฤติกรรมที่จะก่อให้เกิดการแพร่เชื้อ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันอาทิตย์ นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พลังงาน ในฐานะเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) กล่าวถึงแนวทางและมาตรการการป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ของรัฐบาลว่า รัฐบาลนำโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้วางมาตรการป้องกันและยับยั้งการแพร่ระบาดโรคติดเชื้อโควิด-19 ตามหลักปฏิบัติการเผชิญเหตุโรคติดต่อร้ายแรง และคำแนะนำของคณะแพทย์ผู้เชี่ยวชาญอย่างเต็มกำลัง สำหรับพรรคพปชร. ได้ดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาลอย่างเคร่งครัดด้วยการงดแถลงประจำสัปดาห์ เพื่อร่วมกันรณรงค์ให้สังคมงดการเคลื่อนย้ายพบปะ ซึ่งจะก่อให้เกิดความเสี่ยงจากการติดเชื้อ แต่หันมามุ่งเน้นการสื่อสารผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียแทน ทั้งในรูปแบบของข้อความ และสื่ออินโฟกราฟฟิก ในการสร้างความรู้ความเข้าใจให้กับประชาชน ยังมอบหมายให้ ส.ส.และทีมงานของพรรคช่วยกันรับฟังปัญหาของประชาชนในแต่ละพื้นที่ เพื่อสะท้อนกลับมายังรัฐบาลเพื่อจัดหามาตรการในการดูแลพี่น้องประชาชนต่อไป&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ขอเรียกร้องให้ฝ่ายการเมืองมาร่วมช่วยกันหยุดยั้งการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ด้วยการคำนึงถึงผลประโยชน์ส่วนรวมเป็นสำคัญ ขอให้พี่น้องประชาชนมั่นใจว่ารัฐบาลพรรคพลังประชารัฐจะดำเนินการอย่างเต็มที่เพื่อป้องกันและยับยั้งการแพร่ระบาด เชื่อมั่นว่าหากคนไทยร่วมแรงร่วมใจกัน ก็จะสามารถผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากที่ทั่วโลกกำลังเผชิญอยู่ได้&amp;quot; นายสนธิรัตน์กล่าว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ขอทุกคนสนใจข่าวสารจากรัฐบาลอย่างใกล้ชิด บางเรื่องอาจจะสื่อสารสับสนบ้าง เป็นเรื่องที่ต้องขอความเข้าใจกัน เห็นใจกัน เพราะทุกคนทุ่มเทเสียสละทำงานหนักแทบไม่ได้พักผ่อน อย่าเอามาเป็นประเด็นทำให้คนทำงานเสียขวัญกำลังใจ อยากฝากไปยังเพื่อนสมาชิกนักการเมืองฝ่ายค้านทุกท่านว่า ขอให้ยุติการให้ร้ายและโจมตีการทำงานของนายกฯ และคณะ จะเป็นการดีที่สุด เพื่อให้รัฐบาลได้ใช้สรรพกำลังที่มีอยู่ฝ่าฟันสถานการณ์นี้ไปให้ได้ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่า นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ เสนอให้นายกฯ ลาออกเพื่อให้สภาเลือกนายกฯ คนใหม่มาแก้ปัญหาโควิด-19 นายสุภรณ์กล่าวว่า นายธนาธรควรจะหาหน้ากากอนามัยและเจลล้างมือไปแจกประชาชนช่วยอีกทาง ไม่ควรฉวยโอกาสเวลาที่ประชาชนเดือดร้อนมาซ้ำเติมกันเพื่อหวังผลทางการเมือง ควรคิดสร้างสรรค์มากกว่านี้ ความคิดแค่ทำให้ตัวเองถูกต้องตามกฎหมายของพรรคการเมืองยังทำไม่ได้ ทำตัวเองผิดพลาดจนต้องทำให้กรรมการบริหารพรรคและสมาชิกพรรคของตนเองต้องเดือดร้อนไปด้วย ไม่ต้องคิดเสนอตัวเองมาเป็นผู้นำบริหารบ้านเมืองเลย แค่บริหารครอบครัวในพรรคตัวเองยังไปไม่รอดเลย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ระวี มาศฉมาดล ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคพลังธรรมใหม่ ได้โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว เสนอรัฐบาลในการช่วยลดผลกระทบทางเศรษฐกิจที่สำคัญคือเรื่องค่าตรวจโควิด-19 ที่ขณะนี้โรงพยาบาลรัฐและเอกชนคิดราคาอยู่ที่ 5,000-10,000 บาท ขอให้รัฐบาลขอความร่วมมือโรงพยาบาลเอกชนลดราคาลงเป็นราคาที่ใกล้เคียงกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด โฆษกพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวว่า สถานการณ์ขณะนี้ดูเหมือนว่าภาคประชาชนจะตื่นตัวมากกว่ารัฐบาล จนรัฐบาลมักจะก้าวตามหลังประชาชนเสมอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) อย่ามัวแต่ไปไล่จับประชาชนข้อหาเฟกนิวส์ แชร์ข่าวปลอม รัฐบาลแถลงข่าวสร้างความสับสนโกลาหล แตกตื่น ย้อนแย้งกันเสียเอง เข้าข่ายสร้างข่าวปลอม ผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ต้องแจ้งความดำเนินคดีเฟกนิวส์หรือเอาผิดกับใครในรัฐบาลหรือไม่ ถ้ารัฐบาลเป็นเอกภาพ มีทิศทางชัด เป็นผู้กำหนดแนวทางมาตรการล่วงหน้า ก็จะไม่เกิดความสับสนโกลาหลจนประชาชนแตกตื่น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ร.ต.อ.วัฒนรักษ์ อำนรรฆสรเดช กรรมการกิจการพิเศษและหัวหน้าศูนย์ข้อมูลสารสนเทศ พรรคเพื่อไทย เสนอว่า 1.รัฐบาลยังไม่มีนโยบายตรวจโควิด-19 ฟรี ซึ่งหากเราตรวจพบเร็ว ก็จะสามารถแก้ไขปัญหาได้เร็ว 2.รัฐบาลควรควบคุมราคาสินค้า และลดราคาน้ำมันทุกชนิดลงลิตรละ 5 บาท 3.ภาครัฐควรใช้ Big Data ให้เป็นประโยชน์ 4.รัฐควรใช้งบประมาณช่วยเหลือจ่ายเงินชดเชยให้กับกลุ่มลูกจ้างรายได้น้อยที่ติดเชื้อและต้องลางาน 5.ต้องปิดประเทศ เพื่อไม่ให้มีผู้ติดเชื้อรายใหม่เข้ามาในประเทศไทย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวิสาร เตชะธีราวัฒน์ ส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่า สถานการณ์ในพื้นที่ภาคเหนือวิกฤติทั้งปัญหาฝุ่นควันและการระบาดของโควิด-19 ส่งผลกระทบกับสุขภาพอนามัยของคนในพื้นที่ โดยเฉพาะผู้สูงอายุและเยาวชน บางรายถึงกับไอเป็นเลือดแล้ว ประชาชนในพื้นที่ต้องอยู่อย่างไร้ทางออก เพราะรัฐไม่แก้ปัญหา เลือกที่จะทิ้งพื้นที่ภาคเหนือ รัฐไม่พูดความจริงกับประชาชน การตรวจหาเชื้อที่หละหลวม ไม่ละเอียด กรณีนักเสี่ยงโชคจากเชียงราย ที่ไปเล่นพนันที่กัมพูชา ติดเชื้อกลับมาก็ไปตรวจ หมอแจ้งว่าเป็นไข้หวัด ไม่มีการกักตัวปล่อยให้ใช้ชีวิตในสังคมไปตรวจล่าสุดพบว่าติดเชื้อโควิด-19 กรณีแบบนี้จะมีอีกมากแค่ไหน &amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. กล่าวว่า สถานการณ์โควิด-19 คือการเดิมพันประเทศไทย เดิมพันชีวิตคนไทย เดิมพันอนาคตของรัฐบาล เมื่อรัฐบาลประกาศมาตรฐานต่างๆ จะเห็นด้วยหรือไม่ก็ตาม คนไทยไม่มีทางเลือก ในส่วนของประชาชนก็ปฏิบัติตาม และที่สำคัญคือ หากมาตรการล้มเหลว ก็ต้องเป็นความรับผิดชอบของทางรัฐบาล แต่ยังเชื่อว่าเดือนเมษายนก็ยังไม่สามารถแก้ไขวิกฤตการณ์โควิด-19 ทั้งนี้ คนไทยต้องรู้จักการแยกแยะ เหมือนสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่คนไทยไม่แพ้สงคราม วันนี้เราควรเลิกเล่นการเมือง แต่จะเป็นเรื่องการบ้านซึ่งหมายถึงประเทศไทยที่จะต้องร่วมกันหาทางออก เพราะวิกฤตการณ์ขณะนี้ใหญ่กว่าการเมือง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอดุลย์ เขียวบริบูรณ์ ประธานคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา&amp;rsquo;35 และอดีตกรรมการศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดอง กล่าวว่า ภาวะวิกฤติการระบาดของไวรัส เปรียบเสมือนยามศึกสงคราม ไม่อยากให้เปลี่ยนม้ากลางศึก แต่ผู้นำประเทศจะต้องแสดงภาวะผู้นำให้เป็นที่ประจักษ์ มิเช่นนั้นชาติบ้านเมืองจะไปไม่รอด ขอเรียกร้องให้ประชาชนทุกภาคส่วนให้ความร่วมมือกับรัฐบาล โดยให้ระงับยับยั้งข้อขัดแย้งทางการเมืองเอาไว้ก่อน จนกว่าประเทศชาติจะรอดพ้นภัยจากไวรัส หลังจากนั้นค่อยมาร่วมกันหาทางออกเกี่ยวกับปัญหาทางการเมืองอีกครั้ง และขอเสนอแนวทางการบูรณาการด้วยการยุบคณะกรรมการแก้ไขปัญหาทั้งหมดเหลือศูนย์เดียวคือ &amp;quot;ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19&amp;rdquo; ที่มีนายกฯ เป็นประธาน แล้วปรับโครงสร้างใหม่ด้วยการดึงนายแพทย์อาวุโสที่เชี่ยวชาญด้านระบาดวิทยามาร่วมเป็นรองประธาน และกรรมการมีหน้าที่และอำนาจเหมือนเดิมที่สามารถสั่งการเด็ดขาดให้ทุกกระทรวงและหน่วยงานของรัฐภาคเอกชนให้ปฏิบัติได้ และให้แต่งตั้งโฆษกศูนย์ฯ มีหน้าที่แถลงชี้แจงข่าวสารเพียงแห่งเดียวทุกวันเพื่อไม่ให้เกิดความสับสน จนกว่าเหตุการณ์จะคลี่คลาย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายธนกฤต วรธนัชชากุล อัยการจังหวัดประจำสำนักงานอัยการสูงสุด โพสต์เฟซบุ๊กว่า สถานการณ์ปัจจุบันมีความรุนแรงมากกว่าโรคระบาดในอดีต จึงควรต้องมีการออกกฎหมายใหม่เพิ่มเติม รัฐบาลโดยคณะรัฐมนตรีมีอำนาจออกเป็นพระราชกำหนดบังคับใช้ไปก่อนได้ เพื่อประโยชน์ในการรักษาความปลอดภัยของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ และเพื่อป้องปัดภัยพิบัติสาธารณะ ตามที่รัฐธรรมนูญ มาตรา 172 ให้อำนาจไว้ แล้วจึงค่อยเสนอให้รัฐสภาพิจารณาอนุมัติในภายหลัง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายชูชาติ ศรีแสง อดีตผู้พิพากษาศาลฎีกา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า ถ้ามาตรการที่จังหวัดต่างๆ ประกาศใช้บังคับยังไม่มีผลในทางปฏิบัติ และยังมีผู้ไม่ให้ความร่วมมือ จึงขอเสนอให้ผู้บัญชาการทหารบกประกาศกฎอัยการศึก โดยให้มีผลใช้บังคับทั่วประเทศ เพื่อจะได้มีอำนาจสั่งการให้มีการระงับยับยั้งพฤติกรรมต่างๆ ที่จะก่อให้เกิดการแพร่เชื้อ COVID-19 ให้ได้ผลอย่างสมบูรณ์ที่สุดต่อไป ในขณะที่รัฐบาลก็ต้องดำเนินการช่วยเหลือทางการเงินแก่ประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากมาตรการของรัฐโดยเร่งด่วนด้วย. &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/60582</URL_LINK>
                <HASHTAG>จตุพร พรหมพันธุ์, ชูชาติ ศรีแสง, ธนกฤต วรธนัชชากุล, ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ, นพ.ระวี มาศฉมาดล, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, ร.ต.อ.วัฒนรักษ์ อำนรรฆสรเดช, วิสาร เตชะธีราวัฒน์, สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์, สุภรณ์ อัตถาวงศ์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อดุลย์ เขียวบริบูรณ์, อนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200322/image_big_5e77740a88f0a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>60501</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/03/2020 12:38</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/03/2020 12:38</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“อัยการธนกฤต” แนะถึงเวลาดัน &#039;พ.ร.ก.แก้ปัญหาโรคระบาด&#039; คุมแก้ปัญหาโควิด 19  เบ็ดเสร็จ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
วันที่ 22 มี.ค.นายธนกฤต วรธนัชชากุล อัยการจังหวัดประจำสำนักงานอัยการสูงสุด โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวแนะวิธีรับมือโควิด ระบุว่า &amp;nbsp;ออกพระราชกำหนดรับมือโควิด-19 ป้องกันควบคุมโรคระบาด และเยียวยาเศรษฐกิจผู้ได้รับผลกระทบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภายใต้สถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ถึงแม้ประเทศไทยจะมีกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ที่สามารถนำบังคับใช้ในปัจจุบันคือ พระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2558 และพระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. 2550 และในกรณีมีสถานการณ์ฉุกเฉินเกิดขึ้นก็สามารถนำพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 มาใช้บังคับได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ในปัจจุบันมีความรุนแรงมากกว่าโรคระบาดในอดีต และแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็วในวงกว้าง มีผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตทั่วโลกเพิ่มจำนวนขึ้นมากอย่างรวดเร็ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในประเทศไทยเองจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดในระยะเวลาเพียงไม่กี่วัน ซึ่งสร้างผลกระทบกับประชาชน นักเรียน นิสิต นักศึกษา ผู้ประกอบการ หน่วยงานภาครัฐและเอกชน ธุรกิจ บริษัท ห้างร้าน จำนวนมาก ทั้งในเรื่องชีวิตความเป็นอยู่ การเรียน การศึกษา การทำงาน การประกอบอาชีพ และผลกระทบทางเศรษฐกิจ เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การจะรับมือกับการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ซึ่งเป็นโรคอุบัติใหม่ ที่มีการแพร่ระบาดอย่างรุนแรงในขณะนี้ จึงควรต้องมีกลไกที่เป็นมาตรการทางกฎหมายในการรับมือที่เหมาะสม รวดเร็ว ทันต่อความรุนแรงของการแพร่ระบาดโรคเป็นการเฉพาะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กฎหมายทั้ง 3 ฉบับที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบันดังที่กล่าวไปอาจไม่เพียงพอกับการรับมือเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคที่มีความรุนแรง และมีการแพร่กระจายของโรคไปในวงกว้างทั่วโลกและทั่วประเทศไทยอย่างรวดเร็ว และมีความรุนแรงมากกว่าโรคระบาดที่ประเทศไทยและโลกเคยประสบมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ การใช้มาตรการทางกฎหมายในการป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดของโรคตาม พ.ร.บ. โรคติดต่อ ฯ ที่ให้อำนาจกับคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ คณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด และคณะกรรมการโรคติดต่อกรุงเทพมหานคร มีลักษณะที่ต่างคนต่างทำ ไม่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน จังหวัดหนึ่งใช้มาตรการควบคุมป้องกันแบบหนึ่ง ส่วนจังหวัดอื่นใช้มาตรการอีกแบบหนึ่ง ขาดการประสานงานและบูรณาการร่วมกัน ทั้งที่เชื้อโรคสามารถแพร่กระจายทั่วถึงกันได้หมด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อีกทั้ง พ.ร.บ. โรคติดต่อ ฯ และพ.ร.บ. ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ฯ มีวัตถุประสงค์ใช้เพื่อป้องกันและควบคุมการระบาดของโรคเท่านั้น ส่วน พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ฯ ก็มีขอบเขตการบังคับใช้อยู่ที่การห้ามประชาชนออกจากที่อยู่อาศัยภายในระยะเวลาที่กำหนด กฎหมายที่บังคับใช้อยู่ในปัจจุบันดังกล่าว จึงไม่ได้มีมาตรการในการเยียวยาแก้ไขผลกระทบที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะมาตรการเยียวยาทางเศรษฐกิจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จึงควรต้องมีการออกกฎหมายใหม่เพิ่มเติม เพื่อให้การป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดของโรคมีประสิทธิภาพและเป็นไปในทิศทางเดียวกัน และเพื่อกำหนดมาตรการเพิ่มเติมในการป้องกันควบคุมการแพร่ระบาดของโรค รวมทั้งมาตรการเยียวยาผลกระทบให้กับประชาชน ผู้ประกอบการ บริษัท ธุรกิจ ห้างร้าน และหน่วยงานต่าง ๆ โดยเฉพาะมาตรการเยียวยาทางเศรษฐกิจด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งจะทำให้การแก้ไขปัญหาดำเนินไปอย่างมีระบบและเป็นกระบวนการ อีกทั้งมีความชัดเจน แน่นอนและมีประสิทธิภาพ ซึ่งน่าจะดีและเหมาะสมกว่าการแก้ปัญหาไปทีละเรื่อง โดยขาดการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ และไม่มีการประสานเชื่อมโยงกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับกฎหมายใหม่ดังกล่าวนี้ เพื่อความรวดเร็วและทันต่อการป้องกันการแพร่ระบาดของโรค รัฐบาลโดยคณะรัฐมนตรีมีอำนาจออกเป็นพระราชกำหนดบังคับใช้ไปก่อนได้ เพื่อประโยชน์ในการรักษาความปลอดภัยของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ และเพื่อป้องปัดภัยพิบัติสาธารณะ ตามที่รัฐธรรมนูญ มาตรา 172 ให้อำนาจไว้ แล้วจึงค่อยเสนอให้รัฐสภาพิจารณาอนุมัติในภายหลัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และภายใต้พระราชกำหนดฉบับนี้ รัฐบาลสามารถออกอนุบัญญัติ เช่น คำสั่ง ประกาศ หรือกฎหมายลำดับรองอื่น ๆ เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการดำเนินการที่มีประสิทธิภาพ รวดเร็ว และเหมาะสมได้
โดยเนื้อหาของพระราชกำหนดอาจจะครอบคลุมเรื่องต่าง ๆ ในการป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดของโรค และการเยียวยาผลกระทบ รวมทั้งการเยียวยาทางเศรษฐกิจ ได้แก่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1 มาตรการป้องกันและควบคุมการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 เช่น
- มาตรการต่าง ๆ ในการป้องกันและควบคุมการระบาดของโรค
-มาตรการจัดสรรงบประมาณ หน้ากากอนามัย เครื่องมือเครื่องใช้และวัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ ให้เพียงพอต่อการป้องกันและควบคุมโรค โดยควรจัดสรรให้เพียงพอต่อความต้องการของบุคลากรทางการแพทย์เป็นลำดับแรก
-มาตรการรองรับการรักษาพยาบาลผู้ป่วยติดเชื้อสำหรับสถานพยาบาลทั้งของรัฐและเอกชน
-มาตรการในการดูแลเด็ก ผู้สูงอายุ และคนพิการ ในสภาวะโรคระบาด
นอกจากนี้ ประการสำคัญอาจจำเป็นต้องมีบทบัญญัติในการจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชนเพื่อป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดของโรค เช่น การจำกัดและห้ามการเดินทางของประชาชน การห้ามการชุมนุม และการประชุมต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการประชุมพรรคการเมือง การประชุมผู้ถือหุ้นของบริษัท ที่มีคนร่วมประชุมเป็นจำนวนมาก โดยอาจกำหนดให้สามารถใช้การประชุมผ่านระบบออนไลน์แทนได้ เป็นต้น หากฝ่าฝืนมีบทลงโทษตามกฎหมาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. มาตรการเยียวยาความเสียหาย รวมทั้งการเยียวยาทางเศรษฐกิจให้แก่ประชาชน นักเรียน นิสิต นักศึกษา พนักงาน ลูกจ้าง พ่อค้า แม่ค้า ผู้ประกอบการ ที่ได้รับผลกระทบจากการที่รัฐหรือหน่วยงานของรัฐออกคำสั่งปิดสถานที่ต่าง ๆ ทั้งที่เป็นสถานที่ของรัฐและเอกชน รวมทั้งการเยียวยาผลกระทบและเยียวยาทางเศรษฐกิจในกรณีที่มีการจำกัดหรือห้ามการเดินทางของประชาชนด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. มาตรการช่วยเหลือเพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพให้แก่ประชาชน ในสภาวะที่มีปัญหาเศรษฐกิจจากการแพร่ระบาดของโรค โดยภาครัฐควรมีมาตรการช่วยเหลือประชาชนผู้มีรายได้น้อยเป็นกรณีพิเศษ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4. มาตรการช่วยเหลือประชาชนที่ตกงานหรือว่างงาน เนื่องจากได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โรคระบาด ทำให้มีการเลิกจ้างหรือต้องหยุดงานชั่วคราว หรือสถานที่ทำงานต้องปิดตัวลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5. มาตรการช่วยเหลือทางเศรษฐกิจและการเงินแก่ผู้ประกอบการ พ่อค้าแม่ค้า ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรค โดยเฉพาะการให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ประกอบการ เพื่อจะได้ไม่ต้องปิดกิจการและเลิกจ้างพนักงาน ซึ่งจะทำให้มีคนตกงานตามมา และมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการรายเล็ก ที่รัฐจะต้องให้ความช่วยเหลือเป็นกรณีพิเศษ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6. มาตรการทางการเงินและการคลังในการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศที่อยู่ในสภาวะถดถอยจากการแพร่ระบาดของโรค&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7. มาตรการแก้ไขปัญหาชาวต่างชาติที่ไม่สามารถเดินทางกลับประเทศของตนเองในขณะนี้ เนื่องจากหลายประเทศมีมาตรการปิดประเทศห้ามการเดินทางเข้าออก และวีซ่าอยู่ในประเทศไทยของชาวต่างชาติได้หมดอายุลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8. มาตรการแก้ไขปัญหาการขอหรือต่อใบอนุญาตทำงานของแรงงานต่างด้าวซึ่งมีจำนวนมากในประเทศไทย ซึ่งอาจจะต้องมีการขยายระยะเวลาการขอหรือต่ออายุใบอนุญาต เพื่อหลีกเลี่ยงการรวมตัวกันของคนจำนวนมาก อันจะทำให้การระบาดของโรคลุกลามขยายวงกว้างออกไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/60501</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธนกฤต วรธนัชชากุล, นายธนกฤต วรธนัชชากุล อัยการจังหวัดประจำสำนักงานอัยการสูงสุด, พ.ร.ก.แก้ปัญหาโรคระบาด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180507/image_big_5aefefb8bc842.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
