<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>21234</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/11/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/11/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เปลี่ยน...ผู้ชาย ไม่ทำร้ายผู้หญิง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ค่านิยมในอดีต ผู้หญิงมักตกอยู่ภายใต้อำนาจของฝ่ายชาย ไร้ซึ่งสิทธิ เสรีภาพ และยังเสี่ยงถูกทำร้าย กดขี่ ข่มเหง เอารัดเอาเปรียบทุกรูปแบบ กระทั่งปัจจุบันสถานการณ์กลับทวีความรุนแรงด้วยสิ่งเร้ามากมาย นำไปสู่การเรียกร้องสิทธิ์ความเท่าเทียมอันชอบธรรมจากสังคมที่จะต้องปรับเปลี่ยนทัศนคติ และร่วมกันยุติความรุนแรงเหล่านี้ให้หมดไป&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับมูลนิธิเพื่อนหญิง สหภาพยุโรป (EU) และภาคเครือข่าย ร่วมกันจัดกิจกรรม โครงการ &amp;ldquo;#MenForchange #เราไม่ทำร้ายผู้หญิง ร่วมสร้างสังคมที่ปลอดภัย&amp;rdquo; เมื่อเร็วๆ นี้ บริเวณสวนลุมพินี กรุงเทพฯ เนื่องในวันยุติความรุนแรงของผู้หญิงสากล ที่ตรงกับวันที่ 25 พฤศจิกายนของทุกปี โดยมีดารา นักการเมือง และภาคีเครือข่ายการทำงานยุติความรุนแรงต่อผู้หญิง ประมาณ 200 คนร่วมกิจกรรม&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางภรณี ภู่ประเสริฐ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะประชากรกลุ่มเฉพาะ สสส. กล่าวว่า ผลการสำรวจความชุกของปัญหาความรุนแรงต่อผู้หญิงโดยองค์การอนามัยโลกใน 10 ประเทศ รวมทั้งประเทศไทย พบว่า ผู้หญิงอายุน้อย โดยเฉพาะที่อายุระหว่าง 15-19 ปี มีความเสี่ยงที่จะถูกกระทำรุนแรงทางร่างกายและ/หรือทางเพศโดยคู่รักหรือแฟนมากที่สุด เมื่อเทียบกับผู้หญิงในช่วงอายุอื่น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยความรุนแรงในชีวิตคู่ในลักษณะดังกล่าว พบมากในคู่รักหรือแฟนที่อยู่ร่วมกันโดยไม่ได้แต่งงาน (cohabiting) สะท้อนให้เห็นว่าผู้ชายอายุน้อยมีแนวโน้มจะใช้ความรุนแรงมากกว่าผู้ชายที่มีอายุมากกว่า นอกจากนี้ข้อมูลข่าวในสื่อทุกแขนงพบว่า ผู้หญิงถูกละเมิดทางเพศ ถูกกระทำความรุนแรงทางร่างกาย จิตใจ วันละไม่น้อยกว่า 7 คน และมีตัวเลขของผู้หญิงที่เข้ารับการบำบัดรักษาและแจ้งความร้องทุกข์สูงถึงปีละ 30,000 คน ซึ่งความรุนแรงต่อผู้หญิงมีปัจจัยร่วมจากเหล้า เครื่องดื่มมึนเมา สารเสพติด สื่อลามก พื้นฐานจากครอบครัว และสิ่งแวดล้อมในสังคม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ในการแก้ปัญหา สสส.ทำงานร่วมกับภาคีเครือข่ายขับเคลื่อนงานวิชาการ การทำงานในพื้นที่นำร่อง เพื่อสร้างระบบในการคุ้มครองสวัสดิภาพของบุคคลในครอบครัว รวมถึงสนับสนุนกระบวนการสื่อสารสาธารณะร่วมกันหน่วยงานรัฐ เอกชน และภาคประชาสังคม เพื่อปรับทัศนคติของสังคมต่อการ &amp;ldquo;ไม่เพิกเฉย&amp;rdquo; ต่อความรุนแรง หรือมองว่าความรุนแรง &amp;ldquo;เป็นเรื่องของคนอื่น&amp;rdquo; ดังนั้นการแก้ไขปัญหาความรุนแรงต่อผู้หญิงจึงไม่ใช่การที่ผู้หญิงต้องปกป้องตนเองได้เท่านั้น แต่ต้องสร้างความเข้าใจและปรับฐานคิดให้ผู้ชายเรียนรู้ในการเคารพ ให้เกียรติ และสามารถใช้ชีวิตร่วมกับผู้หญิง ในเพศสภาพของความเป็นมนุษย์ที่มีความเสมอภาคเท่าเทียมกัน&amp;rdquo; นางภรณีกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนางสาวธนวดี ท่าจีน ผู้อำนวยการมูลนิธิเพื่อนหญิง กล่าวว่า จากข้อมูลการสำรวจศึกษาพฤติกรรมของผู้ชายที่ใช้ความรุนแรงต่อผู้หญิง จากกลุ่มผู้หญิงที่เข้ารับบริการคำปรึกษา เพื่อขอให้มีการคุ้มครองสิทธิทางกฎหมายแบบเร่งด่วนฉุกเฉิน และขอบ้านพักพิงชั่วคราวของมูลนิธิเพื่อนหญิง จากหน้าเพจมูลนิธิเพื่อนหญิง จำนวน 1,564 คน และจากการให้คำปรึกษาทางโทรศัพท์ผู้หญิงอีกจำนวน 513 คน ประจำปี 2560-2561 พบว่า พฤติกรรมของกลุ่มผู้ชายที่คิดว่าตัวเองเป็นใหญ่เป็นเจ้าของ มีอำนาจเหนือกว่า และใช้ความรุนแรง ด่าทอ ทุบตี ทำร้าย แย่งลูก คุกคาม ละเมิดทางเพศ ทำให้ทุกข์ทรมาน เจ็บปวดทางจิตใจ บั่นทอนศักยภาพ เพื่อควบคุมผู้หญิง ส่งผลต่อสุขภาพจิต การเจ็บป่วย การเสียชีวิต และการฆ่าตัวตายของผู้หญิง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ พฤติกรรมที่พบมากเป็นอันดับ 1 ถึงร้อยละ 85 ชอบด่าทอ เหยียดเพศ ทุบตี ทำร้าย อันดับ 2 ร้อยละ 75 มีพฤติกรรมชอบดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เสพติดสารเสพติด สูบบุหรี่ อันดับ 3 ร้อยละ 32 ไม่ยอมเลิกรา ผู้หญิงอยากหย่า ตามราวี คุกคาม ข่มขู่ อันดับ 4 ร้อยละ 28 ผู้หญิงร้องทุกข์พฤติกรรมของผู้ชายในที่ทำงาน มีพฤติกรรมชอบแอบส่องภาพผู้หญิงแต่งตัวหวิว อันดับ 5 ร้อยละ 21 ของผู้หญิงเจอหัวหน้างาน เพื่อนร่วมงาน เป็นพวกหมาหยอกไก่ และมักหาโอกาสลวนลามทั้งในที่ลับและที่สาธารณะ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้อำนวยการมูลนิธิเพื่อนหญิงกล่าวต่อว่า ดังนั้นเพื่อสร้างความเข้าใจและปรับฐานคิด รณรงค์ผ่านกลุ่มผู้ชายแถวหน้าไปยังกลุ่มผู้ชายในเมืองและชนบท ได้เรียนรู้ เข้าใจ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และอยู่ร่วมกับผู้หญิงด้วยการเคารพ ให้เกียรติ ไม่ทำร้าย ใช้ความรุนแรง ละเมิด หรือแสวงหาประโยชน์ทางเพศ เพื่อร่วมสร้างสังคมที่มีความปลอดภัยให้กับผู้หญิงทุกคน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ภายในกิจกรรมดังกล่าวยังมีเสวนาในหัวข้อ &amp;ldquo;ผู้ชายแถวหน้า #เราไม่ทำร้ายผู้หญิง&amp;rdquo; โดย ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ ประธานมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่, รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก นักวิชาการด้านนิติศาสตร์, นางธนวดี ท่าจีน ผู้อำนวยการมูลนิธิเพื่อนหญิง, พ.ต.ท.รุ่งเลิศ คันธจันทร์ รองผู้กำกับการ (สอบสวน) สถานีตำรวจภูธรเมืองนครปฐม และศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปอส.ตร.) &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศ.นพ.ประกิตกล่าว่า การสูบบุหรี่ถือเป็นความรุนแรงในบ้าน ในประเทศฟิลิปินส์ประกาศเป็นข้อกฎหมายภรรยาสามารถฟ้องศาลได้ ถือว่าเป็นการทำร้ายร่างกายทางเคมี ซึ่ง สสส.เคยนำแนวคิดนี้มาทำสปอตรณรงค์ โดยใช้พื้นที่ของสวนลุมพินีในการถ่ายทำ สื่อสารว่าการสูบบุหรี่ในที่สาธารณะคือการทำร้ายกันจนเกิดกระแสสังคมต่อต้านคนสูบบุหรี่มาแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ การสูบบุหรี่ในบ้านยังเป็นตัวอย่างให้ลูกเกิดการเลียนแบบ รวมทั้งวงจรความเครียดในบ้าน นอกจากจะป่วยโรคต่างๆ ยังสร้างภาระกับครอบครัว ในอนาคตมีตัวเลขผู้ชายคน 6 แสนคน มีเงินเดือน 6,000บาท เสียค่าบุหรี่เดือนละ 700 บาท จะเป็นวงจรความเครียดในครอบครัว และเมื่อผสมกับการดื่มสุรา ก็จะเป็นต้นเหตุให้เกิดความรุนแรง เช่น การทุบตีภรรยา ตามมา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พ.ต.ท.รุ่งเลิศกล่าวว่า ความรุนแรงที่พบสวนมากคือการที่นำคลิปภาพถ่ายของผู้หญิงมาประจานในสื่อออนไลน์ จึงอยากบอกให้ทุกคนทราบว่า ในสังคมโลกในยุค 4.0 หากพลาดปล่อยคลิปไปแล้ว ไม่มีทางลบได้หมด จะกระจายไปทั่ว จนบางครั้งทำให้ผู้หญิงบางรายคิดจะฆ่าตัวตาย เพราะเป็นบาดแผลบาดลึก เจ็บปวดทางจิตใจ จะใช้ชีวิต หรือเรียนหนังสือก็เป็นเรื่องน่าอาย จึงอยากฝากตรงจุดนี้เอาไว้ ว่าอย่าถ่าย อย่าไว้ใจแฟนมากเกินไป เพราะอนาคตเป็นสิ่งไม่แน่นอน เหมือนจิตใจคนที่วันหน้าอาจแปรผันได้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนางธนวดียังให้ความเห็นอีกครั้งผ่านวงเสวนาว่า อยากฝากไปที่ตำรวจต้องดำเนินคดีกับสามีที่ทำร้ายภรรยาอย่างจริงจัง โดยหยุดอ้างว่าเป็นเรื่องในครอบครัว ยอมความกันได้ หรือไม่มีหลักฐานเอาผิด ตราบใดที่พฤติกรรมของสามียังไม่ได้รับการบำบัดหรือแก้ไข เพราะที่ผ่านมาเมื่อภรรยากลับบ้านไปก็ถูกทำร้าย หรือถูกฆ่า &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;จึงขอให้ตำรวจใช้วิจารณญาณปฏิรูปวิธีการ โดยเสนอว่า ถ้าผู้ชายโกรธแล้วไม่สามารถหยุดยั้งตัวเองได้ต้องบำบัด หรือเข้ากระบวนการสร้างความเข้มแข็งให้กับตัวเอง บางครั้งบางเรื่องเราเคยเอาเป็นเอาตายกับตำรวจ ว่าถ้าปล่อยไปเฉยๆ ไม่ทำอะไร จะฟ้องในกฎหมายอาญา มาตรา 157 ถือว่าละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ท้ายที่สุดตำรวจจะเรียกผู้ชายมาคุย และบันทึกข้อตกลงเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในที่สุด&amp;rdquo; ผู้อำนวยการมูลนิธิเพื่อนหญิงกล่าวปิดท้าย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เชื่อว่ากิจกรรมดังกล่าวนี้จะส่งตรงไปถึงผู้ชายตระหนักถึงการสร้างสังคมปลอดภัย พร้อมปรับเปลี่ยนทัศนคติ เคารพสิทธิ เสรีภาพ ความเท่าเทียม และหยุดทำร้ายผู้หญิง. &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/21234</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธนวดี ท่าจีน, พ.ต.ท.รุ่งเลิศ คันธจันทร์, รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก, ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181102/image_big_5bdc256639d0d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
