<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>119058</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/10/2021 14:41</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/10/2021 14:41</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โควิดกดดัชนีเชื่อมั่นก.ย.ลดลงต่อเนื่อง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7 ต.ค. 2564 นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษา ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทย ประจำเดือนก.ย.64 (TCC-CI) ซึ่งเป็นการสำรวจความคิดเห็นของภาคธุรกิจและหอการค้าทั่วประเทศ จำนวน 369 ตัวอย่าง ในระหว่างวันที่ 23-30 ก.ย.64 โดยดัชนีฯ อยู่ที่ระดับ 19.4 ลดลงจากระดับ 19.8 ในเดือนส.ค. 64 ต่ำสุดในรอบ 33 เดือน ซึ่งดัชนีฯ ปรับตัวลดลงในทุกภาค และลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 7&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทย ของกรุงเทพฯ และปริมณฑล ดัชนีฯ อยู่ที่ 18.9 ลดลงจากเดือน ส.ค.ที่ 19.4, ภาคกลาง ดัชนีฯ อยู่ที่ 20.3 ลดลงจากเดือนส.ค.ที่ 20.8, ภาคตะวันออก ดัชนีฯ อยู่ที่ 23.2 ลดลงจากเดือนส.ค.ที่ 23.7, ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ดัชนีฯ อยู่ที่ 19.5 ลดลงจากเดือนส.ค.ที่ 19.8, ภาคเหนือ ดัชนีฯ อยู่ที่ 18.9 ลดลงจากเดือนส.ค.ที่ 19.3 และภาคใต้ ดัชนีฯ อยู่ที่ 16.5 ลดลงจากเดือนส.ค.ที่ 16.9&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายธนวรรธน์ กล่าวว่า ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้ดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทยเดือนก.ย.ลดลงต่อเนื่องทุกรายการ มาจากความวิตกกังวลต่อสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์เดลตาในประเทศไทย ส่งผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจของประเทศทั้งปัจจุบันและในอนาคต, ผลกระทบจากภาวะน้ำท่วมในหลายจังหวัดทางภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลาง ที่สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินของประชาชน รวมทั้งผลผลิตทางการเกษตร, ความกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ปัญหาค่าครองชีพ ราคาสินค้ายังทรงตัวในระดับสูง, ราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศปรับตัวเพิ่มขึ้นทุกชนิด เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ปัจจัยบวก เป็นเรื่องของการผ่อนคลายมาตรการในพื้นที่สีแดงเข้ม เช่น ห้างสรรพสินค้า, ยอดผู้ติดเชื้อในประเทศเริ่มลดลง, คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 0.50%, การส่งออกไทยเดือน ส.ค. เพิ่มขึ้น 8.93% และราคาพืชผลเกษตรหลายรายการปรับตัวดีขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายธนวรรธน์ กล่าวว่า ผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทย เดือน ก.ย. พบว่า ดัชนีฯ ลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 7 ซึ่งค่อนข้างจะสวนทางกับมุมมองของประชาชนในการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ที่ดัชนีฯ ปรับเพิ่มขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 7 เดือน ทั้งนี้ เนื่องจากภาคธุรกิจมองผลกระทบที่เกิดราคาน้ำมันที่ยังมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นนอกจากนี้สถานการณ์โควิดในประเทศที่ยังไม่ค่อยคลี่คลาย&amp;nbsp; ย่อมมีผลต่อกำลังซื้อที่ยังไม่สามารถฟื้นตัวได้ต่อเนื่อง ในขณะที่ภาคธุรกิจเองก็ยังไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อได้อย่างทั่วถึง และรัฐบาลก็ยังไม่มีมาตรการใหม่ๆ ออกมาช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119058</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทย, ธนวรรธน์ พลวิชัย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211007/image_big_615ea42eb2a8b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>109123</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/07/2021 09:49</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/07/2021 09:49</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โควิดทุบดัชนีฯผู้บริโภครูดหนักต่ำสุดในรอบ22ปี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9 ก.ค. 2564 &amp;nbsp;นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในเดือนมิ.ย. 64 ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ 43.1 จากระดับ 44.7 ในเดือนก่อนหน้า ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ ในรอบ 272 เดือน หรือ 22 ปี 8 เดือนนับตั้งแต่ทำการสำรวจในเดือนตุลาคม 2541 เป็นต้นมา เนื่องจากการแพร่ระบาดรอบที่ 3 &amp;nbsp;รวมถึงความกังวลทางการเมือง &amp;nbsp;และการฉีดวัคซีนให้กับประชาชนที่ล่าช้า ส่งผลให้ผู้บริโภครู้สึกว่าเศรษฐกิจไทยยังไม่ฟื้นตัวขึ้นมากนัก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;ldquo;การที่ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคโดยรวมยังคงเคลื่อนไหวคงอยู่ต่ำกว่าระดับ 100 แสดงให้เห็นว่าผู้บริโภคยังคงเห็นว่าเศรษฐกิจยังคงย่ำแย่ จะส่งผลกระทบในเชิงลบอย่างมากต่อกำลังซื้อภายในประเทศ ภาคการท่องเที่ยว ภาคการส่งออก ธุรกิจโดยทั่วไป และการจ้างงานในอนาคต &amp;rdquo; &amp;nbsp;นายธนวรรธน์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
อย่างไรก็ตาม &amp;nbsp;ต้องติดตามของการฉีดวัคซีนทั่วประเทศในเดือนมิถุนายนเป็นต้นไป การแพร่กระจายของโควิดรอบที่ 4 ว่าจะรุนแรงมากน้อยแค่ไหน และรัฐบาลจะมีการประกาศล็อกดาวน์หรือไม่และอย่างไร &amp;nbsp;และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในอนาคต จะมีผลต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในอนาคตได้ &amp;nbsp;อาจส่งผลให้เศรษฐกิจไทยในปีนี้ขยายตัวใกล้เคียง 0-2% ได้&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/109123</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภค, ต่ำสุดในรอบ 22 ปี, ธนวรรธน์ พลวิชัย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210412/image_big_6073bae69026e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>97682</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/03/2021 17:25</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/03/2021 17:25</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;กองสลากฯ&#039;เชือดตุ๋นขายหวยผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
29 มีนาคม 2564 เวลา 14.00 น. ที่สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล นายธนวรรธน์ พลวิชัย กรรมการและโฆษกคณะกรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาล พันตำรวจเอกบุญส่ง จันทรีศรี ผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล พร้อมด้วย พล.ต.ต.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผู้บังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภคร่วมแถลงกรณีจับกุมผู้ต้องหาร่วมกันโฆษณาหลอกขายสลากกินแบ่งรัฐบาล แบบออนไลน์ แต่ไม่มีสลากกินแบ่งรัฐบาลให้กับผู้ซื้อจริง รวม 9 ราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งหมดต้องหาว่ากระทำผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชน จำคุก 5 ปีหรือปรับไม่เกิน 50,000 บาท ร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือน หรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหาย แก่ประชาชน ร่วมกันจัดให้มีการเล่น จำคุก 5 ปี หรือ ปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทำอุบายล่อ ประกาศโฆษณาหรือชักชวน โดยทางตรงหรือทางอ้อมให้ผู้อื่นเข้าเล่นหรือพนันในการเล่นพนันสลากกินแบ่ง ตามบัญชี ข.(หมายเลข16) โดยมิได้รับอนุญาต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ บก.ปคบ.ร่วมกับสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลได้ร่วมกันสืบสวนกรณี บริษัท แพนด้า ลอตเตอรี่ จำกัด กับพวก ได้สร้างแพลตฟอร์มชื่อแพนด้า ลอตเตอรี่ (Panda Lottery) ผ่านทางเว็บไซต์ url: https://pdlotto.com/ ซึ่งประชาชนทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ มีวัตถุประสงค์เพื่อหลอกลวง ขายสลากกินแบ่งรัฐบาลให้กับบุคคลทั่วไป โดยนำภาพสลากฯ หมายเลขต่างๆ ที่มีการสแกนบันทึกเก็บไว้ในระบบคอมพิวเตอร์ มาเสนอขายผ่านแพลตฟอร์มดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยใช้ตัวแทนนายหน้า หรือบุคคลต่าง ๆ เป็นผู้โฆษณาหาลูกค้ามาซื้อสลากฯ เมื่อลูกค้าเลือกซื้อสลากฯ แล้ว บริษัท แพนด้า ลอตเตอรี่ จำกัด ไม่ได้ส่งมอบ สลากฯ ฉบับจริงให้ลูกค้า เพื่อทำการตรวจสอบ และเก็บรักษา แต่อย่างใด โดยอ้างว่าเป็นนโยบายของบริษัทฯ ทางบริษัทฯ จะเก็บรักษาสลาก ฯ ฉบับจริงไว้ให้ลูกค้าเอง จะได้ไม่ต้องเสี่ยงต่อการสูญหาย และชำรุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งจาการสืบสวนในคดีนี้พบว่า หลังจากที่บริษัทได้สแกนบันทึกสลาก ฯ และจำหน่ายทางเพจออนไลน์แล้ว บริษัทฯ ยังได้แอบนำสลากฉบับจริงบางฉบับนำมาจำหน่ายซ้ำให้กับลูกค้ารายอื่นอีก จากพยานหลักฐานที่กล่าวมาข้างต้น เชื่อว่า บริษัท แพนด้า ลอตเตอรี่ จำกัด และพวก มีการแบ่งหน้าที่กันในการกระทำความผิด พนักงานสอบสวนจึงได้รวบรวมพยานหลักฐาน และได้ยื่นคำร้องขอหมายจับบุคคลดังกล่าวต่อศาลอาญา กระทั่งศาลอาญาได้อนุมัติหมายจับบุคคลทั้ง 9 คนดังกล่าว
&amp;nbsp;
นายธนวรรธน์ พลวิชัย กรรมการและโฆษกคณะกรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาล กล่าวถึงกรณี
มีการจำหน่ายสลากผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ต่างๆ อยู่ในขณะนี้ว่า สำนักงานสลากฯ ได้มีการติดตาม
เรื่องดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง และได้มีการตรวจสอบหมายเลขสลากที่จำหน่ายผ่านแพลตฟอร์มต่างๆ โดยงวดวันที่ 1 มีนาคม ที่ผ่านมา ได้ดำเนินการตรวจสอบพบว่าเป็นสลากของตัวแทนจำหน่ายและผู้ซื้อจองล่วงหน้าสลากฯ จำนวน 546 ราย คิดเป็น 1,782 เล่ม ซึ่งได้ดำเนินการยกเลิกสัญญาและยกเลิกสิทธิในการลงทะเบียนซื้อจองล่วงหน้าสลากฯ ไปเรียบร้อยแล้วตลอดชีวิต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และยังคงตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง โดยในงวด 16 มีนาคม 2564 เป็นการตรวจสอบสลากของสมาคม มูลนิธิและองค์กรคนพิการ หากพบว่าสมาชิกของสมาคมใด นำสลากไปขายต่อ ก็จะยกเลิกสิทธิในการรับสลากไปจำหน่ายของสมาชิกรายนั้นๆ ทันทีเช่นกัน นอกจากนี้ สำนักงานฯ ได้มีหนังสือเตือนไปยังตัวแทนจำหน่ายและผู้ทำรายการซื้อจองล่วงหน้าสลากฯ ทั่วประเทศให้ปฏิบัติตามสัญญาและหลักเกณฑ์อย่างเคร่งครัด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในส่วนของการดำเนินการทางกฎหมายนั้น สำนักงานฯ ได้มีหนังสือไปยังกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค เพื่อร้องทุกข์กล่าวโทษแพลตฟอร์มออนไลน์&amp;nbsp;
เรื่องการขายสลากเกินราคา ซึ่งขณะนี้ได้มีการเปรียบเทียบปรับไปแล้วหลายรายการ และบางรายอยู่ระหว่างพนักงานสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานเกี่ยวกับการกระทำความผิด ซึ่งมีกว่าอีก 10 ราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พันตำรวจเอกบุญส่ง จันทรีศรี ผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล กล่าวว่า ขณะนี้ สำนักงานสลากฯ ยังไม่มีการจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาล หรือลอตเตอรี่ผ่านทางเว็บไซต์แต่อย่างใด และขอเตือนผู้ซื้อสลาก ให้ระมัดระวังการซื้อสลากผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ ถ้ายังไม่ได้รับสลากมาไว้ในมือ เมื่อถูกรางวัลก็มีความเสี่ยงอาจจะไม่มีสลากมาขึ้นเงินรางวัล และขอเตือนผู้ขายสลาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รวมถึงผู้ที่เปิดขายสลากผ่านเว็บไซต์และมีการคิดค่าบริการเพิ่ม ทำให้ราคาสลากเกิน 80 บาท ถือเป็นการจำหน่ายสลากเกินราคา เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล มีโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท ในส่วนของตัวแทนขายที่สมัครไว้กับแต่ละแพลตฟอร์ม หากท่านไม่มั่นใจว่าแพลตฟอร์มที่ท่านสมัครเป็นตัวแทนขายมีสลากจริงหรือไม่ ท่านอาจจะถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ร่วมกระทำความผิดไปด้วย ดังเช่นที่ตำรวจจับกุม สำหรับตัวแทนจำหน่ายและผู้ซื้อจองล่วงหน้าฯ หากนำสลากไปขายต่อ หรือขายช่วง จะถูกยกเลิกสัญญา และยกเลิกสิทธิ
ในการลงทะเบียนทำรายการซื้อจองล่วงหน้าตลอดชีวิตเช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ สำหรับผู้ที่ได้รับโควตา เป็นตัวแทนจำหน่ายสลากตรง กับสำนักงานฯ ห้ามนำไปขายต่อให้แพลตฟอร์ม ต่าง ๆ จะต้องขายเอง ส่วนของแฟลตฟอร์ม หากตรวจพบว่ามีการขายเกิน 80 บาท ขายภายในสถานศึกษา และ ขายให้กับผู้ที่มีอายุไม่เกิน 18 ปี ถือว่ามีความผิดตามกฎหมาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;กองสลากขอเตือนผู้ซื้อ ให้ซื้อสลากจากผู้ขายตรง จากท้องตลาดเท่านั้น ส่วนตัวแทนจำหน่ายที่ไม่ได้อยู่ในระบบลงทะเบียนของกองสลาก ก็อาจจะโดนคดีร่วมกันฉ้อโกงได้ ส่วนตัวแทนจำหน่ายตรงทั่ไปโพสต์ขายมห้แฟลตฟอร์มก็ถือว่ามีความผิด ต้องถูกยกเลิกสัญญาตลอดชีวิต&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ กองสลากไม่สามารถเปิดแฟลตฟอร์มขายสลากได้เอง เรื่องจากกฎหมาย กำหนดให้กองสลาก ต้องขายขาดให้กับตัวแทนจำหน่าย หากขายผ่านแฟลตฟอร์ม จะทำให้สลากเหลือ ซึ่งจะขัดต่อกฎหมาย และหากจะทำจริงก็ต้องมีการรับฟังความเห็นผู้มีส่วนได้เสนอ และ เสนอให้คณะรัฐมนตรี เห็นชอบก่อน ขณะที่ สลากออนไลน์ ก็อยู่ระหว่างดำเนินการ และน่าจะมีความชัดเจนในสมัยของ ผู้อำนวยการกองสลาก คนต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ฝากความห่วงใยมายังพี่น้องประชาชนผู้ซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาล ขอให้ซื้อผู้ขายที่มีการจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาลที่มีฉบับจริง มีสถานที่ตั้งจำหน่าย หรือตัวแทนจำหน่ายที่สามารถตรวจสอบสอบได้ และหากพี่น้องประชาชนพบเห็นหรือมีเบาะแสเกี่ยวกับสินค้าที่ผิดกฎหมาย หรือมีการขายสลากกินแบ่งเกินราคา สามารถแจ้งข้อมูลหรือเบาะแสได้ทาง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สายด่วน 1135 ศูนย์รับเรื่องรวมร้องทุกข์ บก.ปคบ.,เพจเฟซบุ๊ก กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภคเว็บไซต์ www.cppd.go.th หรือหรือที่ศูนย์รับแจ้งข้อมูลข่าวสาร ของสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล 0-2528-9999&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/97682</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธนวรรธน์ พลวิชัย, พันตำรวจเอกบุญส่ง จันทรีศรี, แบบออนไลน์, โฆษณาหลอกขายสลากกินแบ่งรัฐบาล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210329/image_big_6061aad9f287a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>89160</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/01/2021 09:22</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/01/2021 09:22</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โควิดกดจีดีพี64เหลือ2.2%หอการค้าแนะรัฐอัด6แสนล.ประคองศก.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8 ธ.ค. 2564 &amp;nbsp;นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ในฐานะประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ เปิดเผยว่า จากสถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 รอบใหม่ในประเทศ ซึ่งมีจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มมากขึ้น และการระบาดขยายวงกว้างไปหลายจังหวัดทั่วประเทศ จนทำให้รัฐบาลต้องประกาศมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดที่เข้มข้นขึ้นนั้น อาจส่งผลให้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ของไทยในปี 64 เติบโตเหลือ 2.2% จากที่เคยคาดการณ์ไว้เดิมที่ 2.8%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้การแพร่ระบาดขณะนี้ ไม่ได้มีผลกระทบแค่เพียงการจับจ่ายใช้สอยในประเทศ แต่กระทบถึงภาคการผลิต และภาคการส่งออก รวมทั้งภาคการท่องเที่ยว ซึ่งศูนย์ ประเมินว่าสถานการณ์ไม่ควรยืดเยื้อนานเกิน 3 เดือน โดยรัฐบาลต้องอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจในไตรมาสแรกปีนี้อย่างน้อย 200,000 ล้านบาทขึ้นไป รวมทั้งต้องมีมาตรการเพื่อช่วยลดค่าครองชีพของประชาชนควบคู่ไปกับกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยของประชาชน ซึ่งเห็นว่าแนวทางที่ดีที่สุดคือ &amp;ldquo;มาตรการคนละครึ่ง&amp;rdquo; เพราะช่วยให้มีเม็ดเงินเข้าไปหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจได้อีกอย่างน้อย 2-3 เท่าตัว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การใช้เงิน 200,000-300,000 ล้านบาทเป็นการช่วยพยุงเศรษฐกิจไม่ให้ทรุด แต่ถ้าจะกระตุ้นเศรษฐกิจให้ได้ต้องใช้เงิน 400,000-600,000 ล้านบาท ซึ่งอาจไม่จำเป็นต้องกู้เพิ่ม แต่ใช้งบจากการขาดดุลงบประมาณที่มีอยู่ ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด หากกระตุ้นเศรษฐกิจได้เร็ว การจัดเก็บรายได้จะเข้ามาตามแผน&amp;rdquo; นายธนวรรธน์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ยังมีโอกาสที่เศรษฐกิจไทยจะติดลบหนักได้หากคุมสถานการณ์การระบาดไว้ไม่อยู่ และทำให้รัฐบาลจำเป็นต้องใช้มาตรการล็อกดาวน์อย่างเข้มข้นขึ้น (ฮาร์ด ล็อกดาวน์) ซึ่งหากเป็นเช่นนั้น คาดว่าเศรษฐกิจไทยไตรมาส 1/64 มีโอกาสจะติดลบถึง 11.3% แต่ปัจจุบัน ยังมองว่าเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 1 นี้ อาจจะติดลบ 4% และหากสามารถคลี่คลายสถานการณ์ได้ภายในไตรมาส 1 ก็มีโอกาสที่จีดีพีไตรมาส 2 จะพลิกกลับมาขยายตัวได้ 8-10%
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/89160</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธนวรรธน์ พลวิชัย, ปี 2564, เศรษฐกิจไทย, โควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210107/image_big_5ff6b0059a635.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>87986</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/12/2020 17:24</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/12/2020 17:24</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปีใหม่หงอยเงินสะพัดแค่ 9หมื่นล้านลดลง33.6% </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25 ธ.ค.2563 นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ เปิดเผยว่า การใช้จ่ายของผู้บริโภคในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2564 ที่สำรวจจากประชาชน 1,223 ตัวอย่างทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 14-23 ธ.ค.25 พบว่า จะมีเงินสะพัดอยู่ที่ 91,467 ล้านบาท ลดลง 33.6% จากปี 2563 ที่มีมูลค่าการใช้จ่าย 137,809 ล้านบาท เป็นการหดตัวครั้งแรกในรอบ 15 ปี และมีมูลค่าต่ำสุดในรอบ 10 ปี เพราะประชาชนมีความกังวลในเรื่องการแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยเฉพาะการระบาดรอบใหม่ที่จังหวัดสมุทรสาคร ทำให้กิจการในช่วงปีใหม่น้อยลง ใช้จ่ายลดลง อยู่บ้านมากขึ้น เพราะไม่กล้าออกจากบ้าน จึงส่งผลต่อการใช้จ่ายในช่วงปีใหม่นี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ การสำรวจในปีที่ผ่านๆ มา มูลค่าใช้จ่ายช่วงปีใหม่จะเกินกว่า 100,000 ล้านบาท เพราะมีเงินที่ประชาชนไปจ่ายในการท่องเที่ยวต่างประเทศด้วย โดยใช้เฉลี่ยกว่า 30,000 ล้านบาท แต่ปีนี้ ไม่มีการไปเที่ยวต่างประเทศ เม็ดเงินส่วนนี้หายไป เหลือแต่เงินใช้จ่ายในประเทศ จึงทำให้อัตราการติดลบลดลงมากถึง 33.6% แต่ถ้าตัดเม็ดเงินท่องเที่ยวต่างประเทศออก มูลค่าใช้จ่ายปีนี้จะเหลือติดลบเพียง 10.3% เท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม หากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในสมุทรสาครเพิ่มขึ้น มีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น จะทำให้เงินสะพัดในช่วงปีใหม่เหลือเพียง 80,937 ล้านบาท ลดลง 41.3% แต่หากมีการล็อกดาวน์พื้นที่อื่นใกล้เคียงกับสมุทรสาครมากขึ้น จะมีเงินสะพัดเพียง 65,143 ล้านบาทลดลง 52.7% และกรณีร้ายแรงที่สุด คือ ล็อกดาวน์ทั่วประเทศ จะเหลือเงินสะพัด 38,819 ล้านบาท ติดลบ 71.8% แต่ศูนย์ฯ สนับสนุนรัฐบาลไม่ให้มีการล็อกดาวน์ทั้งประเทศ เพราะการล็อกดาวน์ทั้งประเทศ จะทำให้เศรษฐกิจเสียหายมากถึงเดือนละ 200,000 ล้านบาท หรือวันละเกือบ 7,000 ล้านบาท เพราะคนจะตกงานมากขึ้น ธุรกิจเสียหายมากขึ้น และทำให้เศรษฐกิจไทยที่คาดจะขยายตัวเป็นบวกได้ในปีไตรมาส 2 ปี 2564 ต้องเลื่อนออกไปเป็นไตรมาส 4&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับปัญหาการระบาดในครั้งนี้ หากมีการล็อกดาวน์สมุทรสาคร และจังหวัดอื่นๆ ที่พบผู้ติดเชื้อเป็นเวลา 14 วัน และสามารถควบคุมการแพร่ระบาดได้ จะทำให้เศรษฐกิจของจังหวัดที่ถูกล็อกดาวน์เสียหายราว 30,000-60,000 ล้านบาท แต่หากควบคุมการระบาดไม่ได้ภายใน 1 เดือน จะทำให้เศรษฐกิจของจังหวัดที่ถูกล็อกดาวน์เสียหาย 60,000-121,000 ล้านบาท และถ้าล็อกดาวน์ทั้งประเทศนาน 1 เดือน จะเสียหายราว 200,000 ล้านบาท โดยมองว่า เศรษฐกิจไทยปี 2564 น่าจะอยู่ในกรอบ 1.8-3.8%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/87986</URL_LINK>
                <HASHTAG>2564, ธนวรรธน์ พลวิชัย, เงินสะพัดปีใหม่</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200611/image_big_5ee22f75e34e8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>87704</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/12/2020 18:36</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/12/2020 18:36</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เปิด10ธุรกิจเด่นปี64</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 ธ.ค. 2563 นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ในฐานะประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ศูนย์ฯ ได้ประเมินธุรกิจเด่นปี 2564 มีจำนวน 10 ธุรกิจ ได้แก่ 1.ธุรกิจบริการทางการแพทย์และความงาม และธุรกิจอีคอมเมิร์ซ (ธุรกิจที่ทำการซื้อขายผ่านอิเล็กทรอนิกส์) ครองอันดับหนึ่งร่วมกัน 2.ธุรกิจแพลตฟอร์ม (ธุรกิจตัวกลางหรือตลาดกลางทางด้านอิเล็กทรอนิกส์) และธุรกิจจัดทำคอนเทนต์ ธุรกิจยูทูบเบอร์และการรีวิวสินค้า 3.ธุรกิจประกันภัย ประกันชีวิต 4.ธุรกิจเกี่ยวกับเครื่องมือแพทย์ ธุรกิจเวชภัณฑ์ยา ธุรกิจการขายส่งสินค้าทางเภสัชภัณฑ์และทางการแพทย์ 5.ธุรกิจเกี่ยวกับเทคโนโลยีวิเคราะห์และจัดการข้อมูล 6.ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม ธุรกิจอาหารเสริม และสุขภาพ 7.ธุรกิจสตรีทฟู้ด และฟู้ดทรัค 8.ธุรกิจขนส่งโลจิสติกส์ และเดลิเวอรี่ ธุรกิจด้านฟินเทค และการชำระเงินผ่านระบบเทคโนโลยี 9.ธุรกิจพลังงาน ธุรกิจตู้หยอดเหรียญ เช่น ร้านสะดวกซัก เครื่องเติมเงิน เครื่องเติมน้ำ เป็นต้น 10.ธุรกิจที่ปรึกษาด้านกฎหมาย บัญชี ธุรกิจออกแบบและผลิตบรรจุภัณฑ์แพกเกจจิ้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ผลจากการระบาดของโควิด-19 ทำให้คนหันมาซื้อสินค้าออนไลน์มากขึ้น ผู้ประกอบการก็หันมาทำธุรกิจอีคอมเมิร์ซ เพราะง่าย เปิดร้านได้ 24 ชั่วโมง มีระบบขนส่งที่สนับสนุน จ่ายเงินได้ง่าย ซื้อได้ทั้งผ่านแอปพลิเคชัน เว็บไซต์ ทำให้เป็นธุรกิจที่ยังคงเติบโตได้ดี และขยับขึ้นมาเป็นอันดับ 1 จากปีที่แล้วอยู่อันดับ 2 ส่วนบริการทางการแพทย์และความงาม ที่ครองที่หนึ่งร่วม เพราะคนยังให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพและความงาม อัตราค่าบริการของไทยถูก ได้รับความเชื่อถือจากนานาชาติ แต่ที่น่าสนใจ คือ ธุรกิจยูทูบเบอร์และการรีวิวสินค้า ที่พุ่งแรงติดอันดับ 2 จากที่ไม่เคยติดอันดับมาก่อน เพราะคนให้ความสำคัญกับการใช้สื่อโซเชียลมีเดีย การทำธุรกิจมีต้นทุนต่ำ แต่มีรายได้ต่อเนื่อง โดยเติบโตดีพร้อมกับธุรกิจแพลตฟอร์มที่เป็นตัวกลางในการซื้อขายออนไลน์&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนธุรกิจประกันภัย ประกันชีวิต เติบโตจากการที่คนกังวลโควิด-19 และซื้อเพื่อการออมและใช้ลดหย่อนภาษี ธุรกิจเครื่องมือแพทย์ ยา เติบโตตามการลงทุนในธุรกิจโรงพยาบาล ธุรกิจวิเคราะห์ข้อมูล เติบโตตามความต้องการนำข้อมูลไปใช้ในการประกอบธุรกิจ ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม เติบโตตามความต้องการที่สูงขึ้น และยังซื้อได้ง่ายผ่านแอปฯ อินเทอร์เน็ต และมีบริการส่งถึงที่ รวมถึงอาหารเสริมที่เติบโตตามการดูแลสุขภาพ ธุรกิจสตรีทฟู้ด และฟู้ดทรัค ได้รับแรงหนุนจากคนละครึ่ง นักท่องเที่ยวนิยม และปัจจุบันมีช่องทางจำหน่ายเพิ่มขึ้นผ่านฟู้ดเดลิเวอรี่ ธุรกิจขนส่งโลจิสติกส์ เติบโตรองรับการขยายตัวของการค้าออนไลน์ การบริการรับส่งอาหาร ซึ่งส่งผลต่อเนื่องทำให้ธุรกิจรับชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์เติบโตตามไปด้วย ธุรกิจพลังงาน ยังเติบโตตามความต้องการใช้พลังงานของประเทศ ส่วนธุรกิจตู้หยอดเหรียญ จะขยายตัวเพิ่มขึ้น ตามไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ และธุรกิจที่ปรึกษาด้านกฎหมายและบัญชี จะเติบโตเพราะคนให้ความสำคัญกับการรักษาสิทธิ และภาวะเศรษฐกิจ ที่จะทำให้มีการผิดนัด ผิดสัญญา และธุรกิจแพจเกจจิ้ง ที่มีแนวโน้มเติบโตตามการขยายตัวของการทำธุรกิจและการค้าออนไลน์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับธุรกิจที่ประเมินว่าจะเป็นธุรกิจดาวร่วงในปี 2564 มีจำนวน 10 ธุรกิจ ได้แก่ 1.ธุรกิจเช่าหนังสือ 2.ธุรกิจผลิตโทรศัพท์พื้นฐานและเครื่องโทรสาร ธุรกิจจำหน่ายอุปกรณ์ความจำ Storage media ก็คือ CDs, DVDs, Blu-Ray Discs, External Hard Drives, Memory Cards 3.ธุรกิจสื่อสิ่งพิมพ์ และวารสาร 4.ธุรกิจร้านให้บริการอินเทอร์เน็ต ธุรกิจคนกลาง 5.ธุรกิจดังเดิมไม่มีดีไซด์ และใช้แรงงานเยอะ (เฟอร์นิเจอร์ ของเล่น) 6.ธุรกิจผลิตเสื้อผ้าสำเร็จรูปที่ใช้แรงงานจำนวนมากและขายในประเทศ ธุรกิจหัตถกรรม และเฟอร์นิเจอร์ไม้ (ดังเดิมที่ไม่ได้มีการปรับตัว) 7.ธุรกิจการซ่อมรองเท้า 8.ธุรกิจการค้าแบบดังเดิม ธุรกิจเครื่องปันดินเผา และเซรามิก 9.ธุรกิจผลิตผักและผลไม้อบแห้ง 10.ธุรกิจร้านถ่ายรูป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ศูนย์ฯ ได้มีการประเมิน 10 ธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 จำนวน 10 ธุรกิจ ได้แก่ 1.สายการบิน 2.ธุรกิจนำเที่ยวในประเทศและต่างประเทศ 3.โรงแรม 4.ธุรกิจของที่ระลึก 5.ธุรกิจจัดประชุมและแสดงสินค้า 6.ผับ บาร์ สถานที่ท่องเที่ยวกลางคืน 7.ธุรกิจสปา 8.อสังหาริมทรัพย์แนวดิ่ง 9.ธุรกิจโรงภาพยนตร์ 10.ร้านอาหารและภัตตาคาร&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/87704</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธนวรรธน์ พลวิชัย, ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ, ู10 ธุรกิจเด่นปี 64</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200611/image_big_5ee22f75e34e8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>76607</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/09/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/09/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;หน่อย&#039;หยาม! กู้มายังแจกมั่ว แนะโปรยเงิน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เจ๊หน่อย&amp;quot; หยามรัฐบาล กู้เงินมาแจกก็ยังแจกไม่เป็น ประชาชนต้องชดใช้หนี้อีกเกือบ 100 ปี แนะแจกเงินสดให้คนจนดีกว่า ไม่ต้องผ่านแอปฯ ขณะที่โฆษกรัฐบาลแจง แจก 3 พัน 15 ล้านคน เป็นเพียงข้อเสนอเบื้องต้น ยังไม่สรุป &amp;quot;ธนวรรธน์&amp;quot; แนะถ้าให้ได้ผลต้องทุ่มเงินลงไปกลุ่มหาบเร่แผงลอย ร้านค้าขนาดเล็กก่อน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 5 กันยายน คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย แสดงความเห็นถึงมาตรการที่ศูนย์บริหารสถานการณ์เศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 หรือ ศบศ. ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เห็นชอบมาตรการกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ โดยแจกเงิน 3,000 บาทให้คนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป จำนวน 15 ล้านคน ให้เวลาใช้ 3 เดือน โดยกำหนดให้ใช้วันละ 100-250 บาท ผ่านร้านค้าที่ขึ้นทะเบียน ว่า ทำให้มีความเป็นห่วงสถานการณ์ทางเศรษฐกิจของประเทศมากขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เธอบอกว่า ถ้ายังจำกันได้ เมื่อวันที่ 19 เมษายน 2563 รัฐบาลได้ออก พ.ร.ก.กู้เงินจำนวน 1.0 ล้านล้านบาท เพื่อแก้ไขปัญหา เยียวยาและฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ซึ่งนับเป็นการกู้เงินจำนวนมากที่สุดของประเทศ แต่จนถึงวันนี้เป็นเวลาเกือบ 5 เดือน รัฐบาลก็ยังคงวนเวียนกับการแจกเงินแบบที่เคยทำมาก่อนเกิดโควิด และทำมาตลอด 6 ปีกว่าที่พลเอกประยุทธ์เป็นนายกรัฐมนตรี แปลว่ารัฐบาลยังคิดมาตรการอื่นที่ดีกว่าการแจกเงินไม่ออก ปัญหาคือจะมีปัญญาแจกเงินไปได้อีกนานเท่าไร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผลของความล้มเหลวของการแจกเงินดังกล่าว แสดงออกมาในรูปของการจัดเก็บภาษี ปรากฏว่าสิ้นสุดเดือนกรกฎาคม 2563 รัฐบาลจัดเก็บภาษีได้ต่ำกว่าประมาณการถึง 267,810 ล้านบาท คาดว่าสิ้นปีงบประมาณ 2563 การจัดเก็บภาษีอากรน่าจะติดลบเกินกว่า 300,000 ล้านบาท แสดงว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลที่กู้เงินมาใช้เงินอย่างมโหฬารไม่ได้ผล คาดว่าสิ้นปีงบประมาณ 2564 หนี้สาธารณะจะสูงเกินร้อยละ 60 ที่เป็นกรอบความยั่งยืนทางการคลังซึ่งจะทำให้รัฐบาลก่อหนี้ไม่ได้อีก แปลว่ารัฐบาลประยุทธ์จะล้มละลายทางการคลัง ความหายนะจะบังเกิดกับประชาชน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คุณหญิงสุดารัตน์ระบุว่า ความน่าเป็นห่วงของมาตรการแจกเงินครั้งนี้คือ เงินที่แจกที่มาจากการกู้และเป็นหนี้ที่ประชาชนต้องชดใช้ ซึ่งกว่าจะใช้หนี้หมดคงใช้เวลาเกือบ 100 ปี แต่จะไม่เกิดประโยชน์กับผู้ประกอบการรายเล็กรายน้อย หรือเอสเอ็มอี เพราะรัฐบาลไม่ได้มีมาตรการอะไรที่จะทำให้พ่อค้าแม่ค้ารายเล็กรายน้อยได้ประโยชน์จากเงินที่แจก โดยทำกระบวนการแจกยุ่งยาก ต้องใช้ผ่านแอปฯ ซึ่งเอื้อกิจการรายใหญ่ทั้งสิ้น ถ้าคิดจะแจกให้คนจนได้ประโยชน์ก็แจกเป็นเงินสดเลยดีกว่า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ที่รัฐบาลคิดว่าคนไทยไม่มีกำลังซื้อจึงต้องแจกเงินแล้ว ทำไมจึงคิดว่าพ่อค้าแม่ค้าที่หมดตัวไปแล้วยังมีทุนไปซื้อของมาขายเพื่อรับเงินที่รัฐบาลแจกคน 15 ล้านคน ผลคือเงินที่กู้มาแจกจะไหลไปสู่กระเป๋าเจ้าสัวเพียงไม่กี่ราย ทำให้ความเหลื่อมล้ำมากขึ้นไปอีก กู้เงินมาแจก ก็ยังแจกไม่เป็น&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คุณหญิงสุดารัตน์ยังชี้ว่าปัญหาของรัฐบาลนี้คือ การที่นายกฯ มาเป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ แต่ไม่มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องเศรษฐกิจ และที่สำคัญที่สุดคือ ไม่มีความจริงใจต่อประชาชน คิดแต่จะอุ้มคนรวย โดยอ้างคนจนบังหน้า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจงว่า ตามที่ได้มีข่าวเรื่องมาตรการที่รัฐบาลจะช่วยเหลือประชาชนจากผลกระทบของการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 โดยการช่วยค่าใช้จ่ายให้กับประชาชน 15 ล้านคน ในวงเงิน 3,000 บาทต่อคน เพื่อนำไปจับจ่ายใช้สอย เป็นการลดค่าครองชีพ และเป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ ส่งเสริมการบริโภค และช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อยนั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มาตรการดังกล่าวเป็นเพียงหลักการในเบื้องต้น ที่ทางกระทรวงการคลังได้นำเสนอในที่ประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์เศรษฐกิจจากผลกระทบของการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ ศบศ.เท่านั้น ยังไม่ได้เป็นข้อสรุปที่จะอนุมัติให้ดำเนินการโครงการแต่อย่างใด ข้อสรุปของที่ประชุม ศบศ.คือ ได้มีมติให้กระทรวงการคลังจัดทำรายละเอียดโครงการเพิ่มเติม เพื่อนำเสนอต่อที่ประชุม ศบศ.ในครั้งต่อไปภายใน 2 สัปดาห์ ซึ่งจะมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอนุชากล่าวว่า &amp;ldquo;มาตรการช่วยค่าใช้จ่ายประชาชนที่มีสิทธิ์จำนวน 15 ล้านคน ในวงเงินคนละ 3,000 บาทนั้น เป็นเพียงข้อเสนอในหลักการเบื้องต้นที่กระทรวงการคลังนำเสนอมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในการประชุม ศบศ. เมื่อวันพุธที่ 2 ก.ย.ที่ผ่านมา ทั้งนี้ ที่ประชุม ศบศ.ได้มีมติให้กระทรวงการคลังดำเนินการจัดทำรายละเอียดเพิ่มเติม เพื่อให้เกิดความชัดเจนมากขึ้นในส่วนของประชาชนที่จะลงทะเบียนได้รับสิทธิ์&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รวมถึงร้านค้าที่จะเข้าร่วมโครงการ โดยขอให้ครอบคลุมผู้ประกอบการรายย่อยให้ได้มากที่สุด และเมื่อกระทรวงการคลังได้ข้อสรุป และนำเสนอเพื่อขอมติจาก ศบศ.ในรายละเอียดแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการนำเสนอมาตรการดังกล่าวเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเพื่อให้ความเห็นชอบก่อนที่จะดำเนินการต่อไป จึงขอให้ประชาชนได้มั่นใจว่ารัฐบาลจะดำเนินการโครงการช่วยเหลือประชาชนด้วยความรอบคอบ และให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนทั่วไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โฆษกรัฐบาลกล่าวว่า เงินช่วยเหลือดังกล่าวนี้รัฐบาลตั้งใจที่จะให้ประชาชนสามารถนำไปใช้จ่ายได้ที่ร้านค้าทั่วไป ร้านหาบเร่แผงลอย ร้านโชห่วยต่างๆ รวมถึงการซื้อสินค้าในตลาดสดและตลาดนัด เพื่อให้ผู้ประกอบการ พ่อค้าแม่ค้า สามารถเข้าร่วมโครงการนี้ให้ได้มากที่สุด และเข้าถึงมาตรการช่วยเหลือจากรัฐบาลได้อย่างเต็มที่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย มองว่า มาตรการนี้เป็นมาตรการที่ดี เพราะสามารถช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้ประชาชนได้ทุกกลุ่ม และจะทำให้เกิดการใช้จ่ายจริง แต่ที่ยังต้องติดตามคือเงื่อนไขของการเปิดให้ร้านค้าเข้าร่วมมาตรการนี้ ส่วนตัวมองว่าหากจะช่วยเหลือให้ถูกจุด ควรเปิดโอกาสให้หาบเร่แผงลอย ร้านค้าขนาดเล็ก มีโอกาสเข้าถึงได้ก่อน เพราะตามหลักเศรษฐศาสตร์ หากจะกระตุ้นเศรษฐกิจ กระตุ้นการบริโภค ก็จะต้องเข้าไปช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยที่ไม่ได้อยู่ในระบบฐานภาษี ซึ่งมันจะทำให้เกิดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจทันที.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/76607</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์, ธนวรรธน์ พลวิชัย, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อนุชา บูรพชัยศรี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200905/image_big_5f539e51ab4d2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
