<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>21920</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/11/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/11/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>มท.ยอมหาบเร่ หยวนขายที่เดิม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หาบเร่แผงลอยเฮ มหาดไทยใส่เกียร์ถอย ส่งหนังสือด่วนถึง กทม.อนุโลมให้ขายที่เดิมไปก่อน พร้อมแก้ปัญหาระยะยาวให้ 50 เขตประชุมร่วมกับกลุ่มผู้ค้าเพื่อหาทางออก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เช้าวันที่ 13 พฤศจิกายนนี้ ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรีที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณีกลุ่มเครือข่ายแผงลอยไทยเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน เรียกร้องให้เร่งบรรเทาผลการจัดระเบียบแผงลอยทั่ว &amp;nbsp;กทม. ว่า เรื่องความเดือดร้อนของผู้ค้าขายเราเข้าใจว่าเขาไม่มีที่ทำกิน ไม่สามารถทำมาหากินได้ แต่ต้องอยู่บนหลักเกณฑ์ข้อพิจารณา ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้บอกให้หาทางช่วยเหลือ โดยการจัดระเบียบของกรุงเทพมหานครเราต้องเรียนให้สังคมทราบว่า ทางเท้ามีไว้ให้คนสัญจร ดังนั้น ถ้าให้คนไปค้าขายจะมีปัญหาในเรื่องกฎหมาย และมีคนเดือดร้อนในเรื่องการสัญจรทางเท้า ขณะเดียวกันยังรวมไปถึงเรื่องภาพลักษณ์ของกรุงเทพฯ ดังนั้นต้องดูว่าที่ใดควรจัด ที่ใดควรผ่อนผันได้ ซึ่งการดำเนินการที่ผ่านมาได้ดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาล โดยได้จัดหาที่ให้ทำการค้าขาย ซึ่งนายกฯ ได้สอบถามในเรื่องนี้ เพราะประชาชนส่วนใหญ่ไปค้าขายในที่ที่จัดให้ แล้วเขาขายไม่ได้ ฉะนั้นจะต้องหาทางแก้ไขว่าจะช่วยเหลืออย่างไรให้ประกอบอาชีพได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมา นายธนาคม จงจิระ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ปฏิบัติราชการแทนปลัด มท. ได้ลงนามในหนังสือด่วนที่สุด ถึงปลัดกรุงเทพมหานคร เพื่อขอให้พิจารณาแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของผู้ค้าหาบเร่แผงลอย ระบุว่ากระทรวงมหาดไทยได้รับเรื่องร้องเรียนจากกลุ่มเครือข่ายแผงลอยไทยฯ จึงให้พิจารณาแก้ไขปัญหาให้กับผู้ค้าในพื้นที่ต่างๆ ของกรุงเทพฯ ดังต่อไปนี้ 1.จัดทำแผนเยียวยา เพื่อบรรเทาผลกระทบจากการจัดระเบียบสังคมตามแนวทางคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี พร้อมทั้งกำหนดมาตรการแนวทางแก้ไขปัญหาในระยะยาว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;2.ขอความอนุเคราะห์พิจารณาให้กลุ่มผู้ค้า ทำการค้าขายในพื้นที่เดิมไปก่อน จนกว่าจะมีมาตรการแก้ไขปัญหาร่วมกัน &amp;nbsp;และ 3.จัดประชุมสำนักงานเขตทั้ง 50 เขต ร่วมกับกลุ่มผู้ค้า เพื่อพิจารณาแก้ไขปัญหาพื้นที่ค้าขายร่วมกัน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กระทรวงมหาดไทยจึงขอให้ กทม.พิจารณาดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ภายใต้ระเบียบ กฎหมาย คำสั่ง/ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่เกี่ยวข้อง โดยคำนึงถึงหลักธรรมาภิบาล และการอยู่ร่วมกันอย่างสงบเรียบร้อยของสังคม แล้วรายงานผลตามข้อ 1-ข้อ 3 ให้กระทรวงมหาดไทยทราบภายในวันที่ 22 พ.ย.นี้ &amp;nbsp;พร้อมทั้งแจ้งให้ผู้ร้องทราบด้วย .&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/21920</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธนาคม จงจิระ, พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181113/image_big_5beadc882ad92.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>15421</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/08/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/08/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>มท.จัดทัพ!ย้ายล็อตใหญ่16พ่อเมือง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; มติ ครม.ย้ายผู้ว่าราชการจังหวัดล็อตใหญ่ทั่วประเทศ 16 ตำแหน่ง ขณะที่มหาดไทยติวเข้มข้าราชการรุ่นใหม่ ต้องมีความรู้คู่คุณธรรม ยึดประโยชน์ประชาชนและส่วนรวมเป็นสำคัญ และมุ่งมั่นอุดมการณ์ &amp;nbsp;&amp;ldquo;บำบัดทุกข์ บำรุงสุข&amp;rdquo;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; พ.อ.หญิงทักษดา สังขจันทร์ ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันอังคารที่ผ่านมาว่า ที่ประชุม ครม.ยังมีมติตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอแต่งตั้งข้าราชการระดับสูง ดังนี้ นายธนาคม จงจิระ พ้นจากตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดนครสวรรค์ เป็นรองปลัดกระทรวง, นายพรพจน์ เพ็ญพาส พ้นจากตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว เป็นรองปลัดกระทรวง, นายนิสิต จันทร์สมวงศ์ พ้นจากตำแหน่งรองปลัดกระทรวง เป็นอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน, นายประยูร รัตนเสนีย์ พ้นจากตำแหน่งรองปลัดกระทรวง เป็นอธิบดีกรมที่ดิน, นายระพี ผ่องบุพกิจ พ้นจากตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา, นายสยาม ศิริมงคล พ้นจากตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอรรถพร สิงหวิชัย พ้นจากตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดนครสวรรค์, นายศิริพัฒ พัฒกุล พ้นจากตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา, นายพิพัฒน์ เอกภาพันธ์ พ้นจากตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก, นายภัคพงศ์ ทวิพัฒน์ พ้นจากตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต, นายเกียรติศักดิ์ จันทรา พ้นจากตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดมหาสารคาม, นายวีระศักดิ์ วิจิตร์แสงศรี พ้นจากตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ, นายวีรนันทน์ เพ็งจันทร์ พ้นจากตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวิชิต ชาตไพสิฐ พ้นจากตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว, นายแมนรัตน์ รัตนสุคนธ์ พ้นจากตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดอุทัยธานี เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรี, นายประภัสสร์ มาลากาญจน์ พ้นจากตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์, นายสมคิด จันทมฤก พ้นจากตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร, นายธนากร อึ้งจิตรไพศาล พ้นจากตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดหนองบัวลำภู เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดอุตรดิตถ์ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน ที่ห้องประชุมอัษฎางค์ ชั้น 5 อาคารดำรงราชานุสรณ์ กระทรวงมหาดไทย นายนิสิต จันทร์สมวงศ์ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานเปิดการศึกษาอบรมหลักสูตร &amp;ldquo;การเป็นข้าราชการที่ดี&amp;rdquo; รุ่นที่ 54 จัดโดยสถาบันดำรงราชานุภาพ กระทรวงมหาดไทย เพื่อฝึกอบรมและพัฒนาข้าราชการของกระทรวงมหาดไทยและข้าราชการที่อยู่ระหว่างทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการ ให้ทราบถึงระเบียบแบบแผนของทางราชการและการเป็นข้าราชการที่ดี โดยมีผู้เข้ารับการอบรมจำนวน 120 คน ประกอบด้วย ข้าราชการของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงมหาดไทย และหน่วยงานอื่นๆ อาทิ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ซึ่งใช้ระยะเวลาการอบรม จำนวน 10 วัน ในระหว่างวันที่ 14-23 สิงหาคม 2561 ณ วิทยาลัยมหาดไทย อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้มอบแนวทางในการปฏิบัติงานราชการ โดยเน้นย้ำหลักการทำงานและการดำรงชีวิต เพื่อให้ข้าราชการผู้เข้ารับการอบรมได้นำไปปฏิบัติ คือ 1.การครองตน โดยรู้จักการวางแผน &amp;ldquo;บัญชีชีวิต ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง&amp;rdquo; ทั้งความพอเพียง การรู้จักประมาณตน และความมีเหตุมีผล การรู้จักเก็บออม รู้จักกินจักใช้ และรู้จักพัฒนาตนเองอย่างสม่ำเสมอ และรู้จักคิดการเปลี่ยนแปลง เพื่อให้การทำงานมีความทันสมัยและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น &amp;nbsp;สามารถตอบสนองต่อความต้องการของพี่น้องประชาชนได้เป็นอย่างดี 2.การครองงาน ต้องมีวินัย และมีสมรรถนะในการทำงาน มีอดทนและอดกลั้น นับเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องยึดถือปฏิบัติ และ 3.การมีจิตอาสา รู้จักการเสียสละ และหมั่นทำความดี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ท้ายนี้ รองปลัดกระทรวงมหาดไทยได้กล่าวเพิ่มเติมว่า ขอให้ข้าราชการใหม่ทุกคนพึงระลึกเสมอว่า ในการทำงานเราต้องยึดหลักกฎหมายและหลักคุณธรรม ซึ่งกระทรวงมหาดไทยได้ให้ความสำคัญ และได้มีประกาศ &amp;ldquo;เจตจำนงสุจริตในการบริหารงาน&amp;rdquo; ที่มีคุณธรรม โปร่งใส ตรวจสอบได้ และยึดหลักธรรมาภิบาล ซึ่งประกอบด้วย หลักนิติธรรม หลักคุณธรรม หลักความโปร่งใส หลักการมีส่วนร่วม หลักความรับผิดชอบ และหลักความคุ้มค่า เพื่อตอบสนองการแก้ไขปัญหาประชาชนอย่างรวดเร็ว ให้เกิดประโยชน์กับประชาชนสูงสุด พร้อมส่งเสริมให้ข้าราชการและบุคลากรมีคุณธรรม 4 ประการ คือ &amp;ldquo;พอเพียง วินัย สุจริต จิตอาสา&amp;rdquo; และปฏิบัติตนยึดมั่นในจริยธรรม กระทำในสิ่งที่ถูกต้อง และมุ่งเน้นผลประโยชน์ส่วนรวมเป็นสำคัญ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/15421</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธนาคม จงจิระ, นายพิพัฒน์ เอกภาพันธ์, นายวีระศักดิ์ วิจิตร์แสงศรี, นิสิต จันทร์สมวงศ์, ประยูร รัตนเสนีย์, พ.อ.หญิงทักษดา สังขจันทร์, พรพจน์ เพ็ญพาส, ระพี ผ่องบุพกิจ, ศิริพัฒ พัฒกุล, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อรรถพร สิงหวิชัย, เกียรติศักดิ์ จันทรา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180814/image_big_5b72eb691b7bc.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>11245</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/06/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/06/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เหนือตอนล่างเฮ ขยายทางรถไฟ เชื่อมที่ท่องเที่ยว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกฯ ประชุม ครม.สัญจรนครสวรรค์ &amp;nbsp; ถือโอกาสวันพระกราบ &amp;ldquo;หลวงปู่ลี&amp;rdquo; บอกพระสงฆ์ดี จะอยู่อย่างง่ายและสงบ พร้อมรับข้อเสนอกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง ปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน-จัดการแหล่งน้ำ ไฟเขียวร่าง พ.ร.บ.สภาพัฒน์ฉบับใหม่ สอดรับยุทธศาสตร์ชาติ กำหนดแผนทุก 5 ปี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ &amp;nbsp; (คสช.) พร้อมด้วย พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย, นายธนาคม จงจิระ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครสวรรค์ และ พล.ท.วิจักขฐ์ สิริบรรสพ แม่ทัพภาคที่ 3 เดินทางเข้าไปกราบนมัสการหลวงปู่ลี ตาณังกะโร เจ้าอาวาสวัดหัวตลุกวนาราม (วัดป่าหัวตลุก) ต.สระแก้ว อ.ลาดยาว จ.นครสวรรค์ ลูกศิษย์สายหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต โดย พล.อ.ประยุทธ์และคณะได้ถวายภัตตาหารเช้า &amp;nbsp;เครื่องจตุปัจจัยไทยธรรม และสนทนาธรรมกับหลวงปู่ลี&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายกฯ ได้เข้าไปบีบนวดขาให้หลวงปู่ลี ก่อนระบุว่า ตนจะคอยบีบนวดขาให้บิดาเสมอ เพราะบิดาอายุมากแล้ว วันนี้เป็นวันพระ ซึ่งถือเป็นวันดี จึงถือโอกาสเข้ามากราบนมัสการ โดยหลวงปู่ลีได้มอบ &amp;ldquo;คชสิงห์หลวงปู่ลี&amp;rdquo; ปี 2551 และหนังสือชีวประวัติชื่อ &amp;ldquo;นะโมพุทธอัสสะ&amp;rdquo; ให้นายกฯ และคณะด้วย ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ได้กล่าวกับคนสนิทด้วยว่า &amp;ldquo;พระสงฆ์ดี จะอยู่อย่างง่ายและสงบ&amp;rdquo;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับหลวงปู่ลี เดิมเป็นชาวจังหวัดขอนแก่น เกิด พ.ศ.2479 โดนงูเห่ากัดเมื่อตอนเด็ก โดยชาวบ้านคิดว่าจะต้องเสียชีวิตอย่างแน่นอน เพราะสมัยก่อนยังไม่มีโรงพยาบาล แต่ก็เกิดปาฏิหาริย์ ทำให้อาการดีขึ้นด้วยการรักษาแบบชาวบ้าน มีปัญหาเพียงนิ้วกลางที่หยิกงอ จากนั้นจึงได้เริ่มเข้าบวชเรียน และได้ถวายตัวเป็นศิษย์หลวงปู่สิม พุทธาจาโร วัดถ้ำผาปล่อง พระป่ากรรมฐานสายพระอาจารย์มั่น ก่อนจะเป็นลูกศิษย์ของหลวงปู่มั่น และจากวัตรปฏิบัติที่ดีงาม จึงเป็นที่เลื่อมใสของพุทธศาสนิกชนจนถึงปัจจุบัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้นเวลา 08.20 น. ที่อาคารเฉลิมพระเกียรติฯ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์ อ.เมืองฯ จ.นครสวรรค์ พล.อ.ประยุทธ์เป็นประธานการประชุมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง 2 ได้แก่ จ.นครสวรรค์ กำแพงเพชร พิจิตร และอุทัยธานี ก่อนจะเป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ ครั้งที่ 4/2561 หรือ ครม.สัญจร&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.ประยุทธ์ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมครม.สัญจรว่า เป็นการประชุมนอกสถานที่อีกครั้ง เหมือนกับที่ผ่านมาตลอด 4 ปี ซึ่งดำเนินการในลักษณะนี้ อย่าคิดว่าเราไปทำเพื่อความมุ่งหมายอย่างอื่น ซึ่งก่อนประชุม ครม. ได้มีการประชุมร่วมกับคณะกรรมการต่างๆ ของกลุ่มจังหวัด เพื่อดูความต้องการที่มาจากภาคเอกชน ธุรกิจ เอกชน และประชาชนในพื้นที่ โดยสิ่งที่มีการขอให้รัฐบาลพิจารณาคือเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน เช่นรถไฟ ถนน เรามีแผนดำเนินการตามแผนงาน อะไรที่จำเป็นต้องปรับ เอางบประมาณ ปี 62 มาทำให้เร็วขึ้น หรือบางอย่างที่ต้องทำต่อเนื่อง รัฐบาลจะรับไปพิจารณา &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนเรื่องการจัดการแหล่งน้ำบึงสีไฟและบึงบอระเพ็ด ที่ลงทุนไปแล้วส่วนหนึ่ง ทำให้ได้น้ำเพิ่มขึ้น อาจได้ถึง 10 เท่า จาก 5 ล้านลูกบาศก์เมตรเป็น 15 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งเป็นสิ่งที่เราต้องทำ อีกทั้งยังแก้ปัญหาน้ำท่วมได้ ซึ่งทั้งหมดนี้จะอยู่ในแผนบริหารจัดการน้ำของสำนักงานบริหารจัดการน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ที่จะบูรณาการทุกภูมิภาค รวมถึงใน กทม.ด้วย ขณะเดียวกัน ต้นปี 62 จะมีการสำรวจ ศึกษา จัดเตรียมงบประมาณในการขุดลอกและทำประตูน้ำในลุ่มแม่น้ำน่านและแม่น้ำพิจิตร
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกฯ กล่าวต่อว่า ส่วนเรื่องเกษตร คนยังมีความกังวลเป็นห่วงพี่น้องเกษตรกร ไม่เข้าใจสิ่งที่รัฐบาลมีมาตรการลงมา เขาจะมีส่วนร่วมได้อย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจำนำข้าวไว้ในยุ้งฉางของ ธ.ก.ส. มีมาตรการทุกอย่างที่เป็นไปตามกฎหมาย แต่หลายคนไม่ทราบจะเข้าสู่กระบวนการนี้อย่างไร ขอฝากสื่อและหน่วยงานที่เกี่ยว ต้องช่วยทำความเข้าใจให้มากขึ้น ในฤดูกาลต่อไปนี้ ขอให้ทุกคนเข้าใจว่าเราจะมีการประกันราคาตามห้วงระยะเวลาที่มีอยู่ โดยหลักเกณฑ์ราคา 3 ปี และหารเฉลี่ยออกมาว่าควรจะเป็นเท่าไหร่ ดังนั้นเมื่อประชาชนรู้ว่าราคาข้าวแต่ละชนิดมีราคาเท่าไหร่ ก็สามารถนำมาฝากที่ ธ.ก.ส.ได้ และเมื่อราคาเป็นที่พอใจ ก็นำออกมาขาย ก็จะได้กำไรจากส่วนต่างตรงนี้ ไม่อย่างนั้นทุกคนจะบอกว่าข้าวราคาสูงแต่ไม่ได้อะไร
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;อยากให้เกษตรกรแก้ไขปัญหาที่การผลิต โดยมีการรวมกลุ่ม ลดต้นทุนการผลิต มองหาตลาดที่มีความต้องการ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพราะวันนี้ปัญหาสำคัญคือการปลูกพืชเชิงเดี่ยว ดังที่มีปัญหาสับปะรด ข้าวโพด เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ขอชื่นชมชาวจังหวัดนครราชสีมา ที่ช่วยเหลือเกษตรกรด้วยการรับซื้อผลิตภัณฑ์สับปะรด 7 ตัน หมดภายใน 3 ชั่วโมง โดยคนไทยต้องช่วยกัน จึงจะทำให้ทุกอย่างดีขึ้น&amp;rdquo; พล.อ.ประประยุทธ์กล่าว
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; พล.อ.ประยุทธ์กล่าวต่อว่า ส่วนเรื่องเส้นทางหรือทางรถไฟที่ขอเพิ่มมา ต้องบรรจุอยู่ในแผน อะไรที่ทำได้ในปี 61-62 และมีงบประมาณก็จะทำให้ แต่อันไหนที่ยังไม่ผ่านขั้นตอนการศึกษาผลกระทบ จะบรรจุไว้ในแผนแม่บทในเรื่องโครงสร้างพื้นฐานต่อไป ในเรื่องการส่งเสริมการท่องเที่ยว ตนได้แนะนำว่า ในพื้นที่ใดมีสถานที่ท่องเที่ยวที่เหมาะสม ก็ให้จัดเชื่อมโยงการท่องเที่ยวท้องถิ่นในพื้นที่ด้วยการขึ้นรถไฟและมาขึ้นรถนำเที่ยวในพื้นที่
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นายกฯ ยังกล่าวถึงเรื่องวัฒนธรรมว่า ประเทศไทยมีวัฒนธรรม หลายเชื้อชาติที่แตกต่างกัน แต่ก็อยู่ด้วยกันอย่างสันติวิธีมาโดยตลอด ทั้งคนไทยเชื้อสายจีน มุสลิม พุทธคือคนไทยทั้งสิ้น หน้าที่ของรัฐบาลต้องดูแลทุกคน ทุกฝ่ายตามความเหมาะสม ซึ่งเป็นไปตามแนวทางของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ก็ไม่อยากให้ไปหลงเชื่อในคำบิดเบือนต่างๆ มันเป็นไปไม่ได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ครม.เห็นชอบร่าง พ.ร.บ.สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับใหม่ จากฉบับเดิมคือ พ.ร.บ.พัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ พ.ศ 2521 โดยกำหนดให้สภาพัฒน์มีกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ 9 คน และประธาน 1 คน และกรรมการโดยตำแหน่งประกอบด้วย ปลัดกระทรวงการคลัง เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา เลขาธิการ ก.พ.ร. เลขาธิการ ก.พ. เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ประธานคณะกรรมการจัดทำยุทธศาตร์ชาติ ทั้ง 6 ด้าน และเลขาธิการสภาพัฒน์ รวมทั้งหมด 24 คน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายณัฐพรกล่าวว่า สภาพัฒน์จะมีอำนาจกำหนดกรอบทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ และสภาพทางการเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ และของโลก นอกจากนี้ ยังมีหน้าที่จัดทำร่างเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ มีหน้าที่ให้ความเห็น คำปรึกษา และข้อเสนอแนะเกี่ยวกับแผนงานและโครงการพัฒนา รวมถึงมีหน้าที่เสนอ และพิจารณางบประมาณประจำปีของรัฐวิสาหกิจ ที่ไม่ใช่องค์การมหาชน อีกทั้งสภาพัฒน์มีอำนาจแต่งตั้งคณะกรรมการพิเศษเฉพาะเรื่อง เพื่อดำเนินการในเรื่องที่เห็นว่ามีความจำเป็นจะต้องพิจารณาดำเนินการตามภารกิจที่ได้รับมอบหมายเป็นพิเศษ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายณัฐพรกล่าวอีกว่า พ.ร.บ.ฉบับนี้กำหนดให้ต้องมีแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติทุกๆ 5 ปี ที่ต้องสอดคล้องกับแนวนโยบายแห่งรัฐ ยุทธศาสตร์ชาติ สภาพการทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ และของโลก โดยกำหนดชัดเจนว่าต้องมีเนื้อหาด้านสังคม เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม การพัฒนาที่ยั่งยืน เทคโนโลยีและนวัตกรรม การพัฒนาเมืองและภูมิภาค การพัฒนาความสามารถในการแข่งขันของประเทศ รวมทั้งต้องมีการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน โดยสภาพัฒน์เป็นผู้มีอำนาจแต่งตั้งคณะกรรมการยกร่างแผนพัฒนาฯ ในแต่ละด้าน อย่างไรก็ตาม แผนพัฒนาฯ สามารถแก้ไขเพิ่มเติมได้ เมื่อสภาพการณ์ทางเศรษฐกิจและสังคมของโลกเปลี่ยนแปลงไป ทั้งนี้ เมื่อแผนพัฒนาฯ ถูกประกาศใช้ หน่วยงานของรัฐจะต้องจัดทำแผนปฏิบัติการประจำปี และจะต้องรายงานการปฏิบัติงาน และประเมินผลการปฏิบัติราชการต่อสำนักงานสภาพัฒน์ทุกๆ ปี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ บทเฉพาะกาลกำหนดว่า คณะกรรมการสภาพัฒน์ชุดปัจจุบันจะสามารถทำหน้าที่ต่อไปได้ไม่เกิน 180 วันนับตั้งแต่ พ.ร.บ.ฉบับมีผลใช้บังคับ ขณะที่แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 จะสามารถใช้จนถึงวันที่ 30 กันยายน 2565
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายวิโรจน์ จิรัฐิติกาลโชติ ประธานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจพื้นที่ภาคเหนือ กล่าวภายหลังการประชุมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง 2 ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานว่า นายกฯ ได้ตีกลับข้อเสนอของทางสภาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวนครสวรรค์ ที่เสนอให้รัฐบาลผลักดันสนามบินเกษตร จ.นครสวรรค์ เป็นสนามบินพาณิชย์ เพราะเห็นว่ายังไม่มีความจำเป็นต้องเร่งทำในตอนนี้ เนื่องจากยังไม่มีการศึกษาความเหมาะสมด้านจำนวนผู้โดยสารที่จะเข้ามาใช้บริการ และยังไม่รู้ว่ามีสายการบินใดบ้างที่สนใจเข้ามาเปิดเที่ยวบิน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อีกทั้งการเดินทางจากกรุงเทพฯ มายัง จ.นครสวรรค์ ยังสามารถเดินทางด้วยรถยนต์และรถไฟได้อยู่แล้ว จึงยังไม่เห็นชอบข้อเสนอดังกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม กล่าวว่า การเดินทางจากกรุงเทพฯ มาจังหวัดนครสรรค์ด้วยเครื่องบิน คงเป็นเส้นทางที่ใกล้เกินไป และสามารถเดินทางมาด้วยรถยนต์และรถไฟจะสะดวกมากกว่า แต่ในอนาคตอาจพัฒนาเป็นสนามบินที่เชื่อมระหว่างภูมิภาคได้ เช่น จากนครสวรรค์ไปภาคใต้ หรืออีสาน หรือเป็นสนามบินที่รองรับเครื่องบินขนาดเล็ก ซึ่งกระทรวงคมนาคมจะกลับไปศึกษาความเหมาะสมของการพัฒนาสนามบินนครสววรค์ต่อไป.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/11245</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณะรักษาความสงบแห่งชาติ, ณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์, ธนาคม จงจิระ, บึงสีไฟ, พล.ท.วิจักขฐ์ สิริบรรสพ, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา, พิจิตร, สำนักงานบริหารจัดการน้ำแห่งชาติ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, หลวงปู่ลี, อาคม เติมพิทยาไพสิฐ, เจ้าอาวาสวัดหัวตลุกวนาราม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180612/image_big_5b1fde29040e1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
