<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>119131</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/10/2021 10:09</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/10/2021 10:09</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;กรุงไทย&#039;ผนึก &#039;MTS Gold&#039;เปิดซื้อขายทองคำบนเป๋าตัง </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8 ต.ค. 2564 นายรวินทร์ บุญญานุสาสน์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานธุรกิจตลาดเงินตลาดทุน ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ธนาคารมุ่งมั่นพัฒนานวัตกรรมการลงทุนอย่างต่อเนื่อง ครอบคลุมสินทรัพย์ที่ตอบโจทย์ผู้ลงทุนทุกกลุ่ม บนช่องทางที่เข้าถึงได้ง่าย ตอบโจทย์การลงทุนยุคใหม่ &amp;nbsp;โดยเฉพาะบนแอปพลิเคชันเป๋าตัง &amp;nbsp;ซึ่งเป็น Thailand Open Digital Platform ได้รับการพัฒนาโดย อินฟินิธัส บาย กรุงไทย (Infinitas by Krungthai) &amp;nbsp;เปิดกว้างสำหรับผู้ใช้งาน และพันธมิตรทุกกลุ่มเข้ามาร่วมพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างตรงจุด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ล่าสุดธนาคารได้พัฒนา &amp;ldquo;Krungthai Gold Wallet&amp;rdquo; บนแอปฯเป๋าตัง &amp;nbsp;เปิดโอกาสนักลงทุนทั่วไปเข้าถึงการลงทุนทองคำบริสุทธิ์ 99.99% จากร้านทองชั้นนำได้แบบเรียลไทม์ ผ่านช่องทางออนไลน์ได้อย่างครบวงจร ตั้งแต่เปิดบัญชี เติมและแลกเงิน ซื้อและขายทองคำ โดยไม่จำเป็นต้องเดินทางไปร้านทองหรือธนาคาร ตอบโจทย์การลงทุนยุคใหม่ และลดภาระการเก็บรักษาทองคำของผู้ลงทุน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;Krungthai Gold Wallet &amp;nbsp;เป็นการพลิกโฉมการลงทุนทองคำในประเทศไทยอย่างแท้จริง &amp;nbsp;ทำให้ลูกค้าสามารถลงทุนซื้อ-ขายทองคำได้ทุกที่ &amp;nbsp;สะดวก &amp;nbsp;รวดเร็ว และปลอดภัย &amp;nbsp;ลงทุนขั้นต่ำเพียง 0.1 ออนซ์ หรือประมาณ 6,000 บาท (อ้างอิงอัตราแลกเปลี่ยนและราคาทองคำ ณ วันที่ 7 ต.ค. 64) เปิดให้ลงทุนในช่วงวันทำการจันทร์-ศุกร์ ตั้งแต่เวลา 7.00 น. ถึง 02.00 น. เพื่อให้นักลงทุนซื้อ-ขายได้อย่างต่อเนื่อง ในเวลาที่ตลาดต่างประเทศเปิดทำการ ทำให้นักลงทุนไม่พลาดโอกาสจากการปรับตัวขึ้นลงของราคาทองคำในตลาดโลก &amp;nbsp;โดยราคาซื้อขายอ้างอิงตามราคาตลาดโลก บนสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ ลดแรงกดดันจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน&amp;rdquo; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ บริการซื้อขายทองคำผ่าน Krungthai Gold Wallet &amp;nbsp;นำร่องให้บริการ วันที่ 25 ตุลาคม 2564 ร่วมกับ &amp;nbsp;MTS GOLD แม่ทองสุก &amp;nbsp;ซึ่งเป็นผู้ให้บริการค้าทองคำอันดับต้นๆของประเทศ เมื่อมีการซื้อทองคำ ทองคำจะถูกเพิ่มเข้าในวอลเล็ตทองคำที่เปิดกับร้านทองทันที และเมื่อกดขายทองจะได้รับเงินเข้าบัญชีทันทีเช่นกัน โดยไม่มีค่าใช้จ่ายหรือค่าธรรมเนียมใดๆ ทั้งสิ้น นักลงทุนสามารถซื้อขายทำกำไรจากราคาทองโลก โดยตัดหรือรับเงินในบัญชีดอลลาร์สหรัฐได้โดยตรง ซึ่งสามารถเปิดบัญชีสกุลเงินดอลลาร์เพื่อซื้อขายเงินดอลลาร์แบบออนไลน์ครบวงจร (eFCD) ได้ทุกวัน ตลอด 24 ชั่วโมง ถือเป็นการให้บริการ eFCD ครั้งแรกของประเทศ โดยไม่มีค่าธรรมเนียม ไม่กำหนดวงเงินขั้นต่ำ ด้วยอัตราแลกเปลี่ยนพิเศษที่ดีกว่าการแลกผ่านเคาท์เตอร์ธนาคาร ซึ่งต่อยอดมาจากความสำเร็จของ Krungthai Travel Card ที่ธนาคารได้ริเริ่มให้บริการเป็นรายแรก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายณัฐพงศ์ หิรัณยศิริ ประธานฝ่ายบริหารกลุ่มบริษัท MTS Gold &amp;nbsp;กล่าวว่า ทองคำเป็นทางเลือกการลงทุนที่น่าสนใจและยังคงได้รับความนิยมเป็นอย่างสูงมาโดยตลอดทุกยุคทุกสมัย ทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดย MTS Gold แม่ทองสุก &amp;nbsp;มีความยินดีอย่างยิ่งที่ได้ร่วมกับธนาคารกรุงไทย พัฒนาช่องทางการลงทุนที่ง่าย สะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย ให้กับนักลงทุน จากประสบการณ์และความเชี่ยวชาญของ MTS Gold ที่มีมาตั้งแต่บริการซื้อขายทองคำผ่านตู้แดง และผลิตภัณฑ์ด้านการลงทุน &amp;nbsp; &amp;nbsp; ทั้งใน &amp;nbsp;Gold Online, Gold Futures และทองคำในตลาด COMEX ที่ทำให้เราได้รับการยอมรับทั้งในประเทศและตลาดโลก รวมไปถึงการได้รับใบอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทย ในการให้บริการซื้อขายทองคำในรูปแบบดอลลาร์สหรัฐ ดังนั้น การเชื่อมต่อการซื้อขายทองคำผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตัง ก็เชื่อว่าจะเป็นการนำร่องความก้าวหน้าและความสำเร็จของอุตสาหกรรมทองคำไทย เพื่อให้เกิดความหลากหลายและความสะดวกในทุกช่องทางการลงทุน รองรับการเข้าถึงทองคำในทุกการใช้งานให้แก่ผู้ใช้บริการทั่วประเทศมากยิ่งขึ้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางอลิศรา มหาสันทนะ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายตลาดการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ปัจจุบัน ธปท.อยู่ระหว่างการผลักดันให้เกิดระบบนิเวศใหม่ของตลาดอัตราแลกเปลี่ยนไทย (FX Ecosystem) โดยหนึ่งในเป้าหมายหลักคือ ให้คนไทยลงทุนในสินทรัพย์ต่างประเทศได้สะดวกขึ้น โดยที่ผ่านมา ธปท. ได้ผ่อนคลายหลักเกณฑ์ให้สามารถซื้อขายสินทรัพย์ต่างประเทศและทองคำเป็นสกุลดอลลาร์ ได้ภายในประเทศ &amp;nbsp;รวมไปถึงยังได้ผ่อนคลายเกณฑ์เกี่ยวกับบัญชี FCD ให้คนไทยเปิดบัญชี ซื้อฝาก ถอนขายรับเงินบาท และโอนเงินตราต่างประเทศระหว่างกันผ่านบัญชี FCD ได้เสรี ดังนั้นการพัฒนาแพลตฟอร์มเพื่อซื้อขายทองคำสกุลดอลลาร์ ควบคู่กับการเปิดให้บริการ eFCD ครั้งแรกในประเทศไทย ถือเป็นบริการด้านการลงทุนแบบออนไลน์อย่างครบวงจร ที่จะช่วยสนับสนุนให้คนไทยสามารถทำการลงทุนในสินทรัพย์ต่างประเทศ รวมทั้งบริหารจัดการเงินตราต่างประเทศได้คล่องตัว ช่วยลดความเสี่ยงจากความผันผวนของค่าเงิน และมีทางเลือกในการลงทุนในสินทรัพย์ต่างประเทศที่หลากหลายขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการผลักดันให้เกิดระบบนิเวศใหม่ของตลาดอัตราแลกเปลี่ยนไทย (FX Ecosystem) ในระยะยาว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119131</URL_LINK>
                <HASHTAG>ซื้อขายทองคำ, ธนาคารกรุงไทย, แม่ทองสุก, แอปเป๋าตัง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211008/image_big_615fb60fa504d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>115351</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/09/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/09/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ดี๊ด๊าโควิดเลยจุดพีก ขยับเป้าจีดีพีโต1% ธปท.ห่วงศก.ฟื้นช้า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กกร.เชื่อไทยผ่านจุดพีกโควิดแล้ว ขยับเป้าจีดีพีมีโอกาสโต 1% ชงรัฐขยายเพดานก่อหนี้ พร้อมคลอดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งระยะสั้นและยาว แนะเพิ่มเป้าหมายปี 2565 เพื่อช่วยกระตุ้น &amp;ldquo;ธปท.&amp;rdquo; ยังอนุรักษนิยมภาคธุรกิจน่าห่วง ชะลอลงทุนและใช้จ่าย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันพุธที่ 1 กันยายน นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย ประธานสมาคมธนาคารไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เปิดเผยว่า ที่ประชุม กกร.เห็นชอบปรับประมาณการอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทย (จีดีพี) ดีขึ้นมาอยู่ในกรอบ -0.5% ถึง 1% จากก่อนหน้านี้คาดไว้อยู่ในกรอบ -0.5 ถึง 0% เนื่องจากช่วงปลายเดือน ส.ค.ที่ผ่านมามีปัจจัยบวกที่สำคัญต่อเศรษฐกิจไทยจากแผนการจัดหาวัคซีนที่ครอบคลุมประชากรมากขึ้น และแนวโน้มการติดเชื้อที่เริ่มผ่อนคลายไปในทิศทางที่ดีขึ้น &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;เชื่อว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ผ่านจุดพีกไปแล้ว หากไม่มีการล็อกดาวน์ ไม่มีการปิดโรงงานอีก ก็ไม่ทำให้ภาคการผลิตอุตสาหกรรมต้องหยุดชะงัก ประกอบกับรัฐบาลมีการทำงานเชิงรุกในการควบคุมการแพร่ระบาด มีวัคซีนเข้ามาเพียงพอภายในเวลาที่กำหนด ก็น่าจะทำให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ตามที่ กกร.คาดไว้ แต่หากสถานการณ์การแพร่ระบาดกลับมาแย่ลง เศรษฐกิจไทยยังมีความเสี่ยงที่จะเข้าสู่ภาวะถดถอยได้&amp;rdquo; นายผยงกล่าว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายผยงกล่าวอีกว่า การส่งออกปี 2564 กกร.คาดว่าจะโต 12-14% จากเดิมคาดไว้โต 10-12% จากเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัวดี ภายใต้เงื่อนไขที่รัฐสนับสนุนภาคธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีวัคซีนให้แรงงานได้ทั่วถึง และช่วยเหลือค่าใช้จ่ายการทำชุดทดสอบตรวจหาเชื้อโควิดแบบรวดเร็ว (ATK) เพื่อให้สามารถควบคุมการแพร่ระบาดได้อย่างทันท่วงที ขณะที่อัตราเงินเฟ้อทั่วไปคาดคงอยู่ในกรอบ 1-1.2% ส่วนในปี 2565 ซึ่งหน่วยงานภาครัฐประเมินว่าเศรษฐกิจไทยจะเติบโตได้ 3-5% ถือว่าต่ำเกินไป โดยต่ำกว่าระดับก่อนเกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในปี 2562 ดังนั้น เพื่อส่งเสริมให้ธุรกิจฟื้นตัวกลับมายืนได้ด้วยตัวเองโดยเร็ว ภาครัฐควรกำหนดเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ท้าทายขึ้นเป็น 6-8% ซึ่งเป็นไปได้ในภาวะที่คนไทยกว่า 50% ได้รับวัคซีนครบ 2 เข็มแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ภาครัฐจำเป็นต้องใช้กระสุนทางการคลังจากการเพิ่มเพดานหนี้สาธารณะต่อจีดีพีจาก 60% เป็น 70-80% จะทำให้มีเงินเข้ามาเพิ่มเติมอีกราว 0.7-1.5 ล้านล้านบาท สำหรับสนับสนุนการจ้างงาน และใช้ในมาตรการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสูง อย่างมาตรการที่รัฐช่วยออกค่าใช้จ่าย (โค-เพย์เมนต์) หรือมาตรการค้ำประกันสินเชื่อที่สูงขึ้นและเทียบเคียงกับประเทศอื่น เป็นต้น โดยรัฐบาลควรมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจมากขึ้น ทั้งในระยะสั้นและยาว โดยมาตรการระยะสั้น เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศ เช่น โครงการคนละครึ่ง 3,000-6,000 บาท ช้อปดีมีคืนลดหย่อนภาษี และกระตุ้นการท่องเที่ยว ส่วนมาตรการระยะยาว มีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างและรักษาฐานการผลิต รับมือสงครามทางการค้า และผลักดันอุตสาหกรรมใหม่ๆ เป็นต้น&amp;rdquo; นายผยงระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า การปรับตัวเลขเศรษฐกิจดีขึ้น เป็นผลจากการส่งออกฟื้นตัวดีขึ้นตามลำดับ และมีโอกาสที่การส่งออกจะเติบโตได้ถึง 12-15% แต่ก็ขึ้นอยู่กับมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดโควิด-19 และแนวทางให้ความช่วยเหลือจากรัฐบาล โดยไม่ต้องมีการล็อกดาวน์อีก พร้อมเร่งนำเข้าวัคซีนฉีดให้ได้ตามแผนที่รัฐบาทประกาศไว้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้เผยผลสำรวจผลกระทบจากไวรัสโควิด-19 ต่อภาคธุรกิจไทยในเดือน ส.ค.2564 พบว่า การฟื้นตัวของธุรกิจในภาพรวมยังอยู่ในระดับต่ำใกล้เคียงกับเดือนก่อนหน้า แม้จะมีการผ่อนคลายมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดบางส่วน ในขณะที่ด้านการผลิต ยังคงเผชิญกับการติดเชื้อเป็นคลัสเตอร์ในโรงงาน และการปิดโรงงานของคู่ค้าเพิ่มขึ้น แต่ยังไม่กระทบกับระดับการผลิตในภาพรวม&amp;nbsp;
ส่วนระดับการฟื้นตัวของการจ้างงานค่อนข้างทรงตัว ยกเว้นภาคการท่องเที่ยวที่มีการจ้างแรงงานเพิ่มขึ้นบ้าง ขณะที่ภาคการค้ามีการจ้างแรงงานลดลง โดยรายได้เฉลี่ยของแรงงานปรับลดลงเล็กน้อย สอดคล้องกับการใช้นโยบายสลับกันมาทำงาน ลดชั่วโมงทำงาน สำหรับธุรกิจส่วนใหญ่ยังมีสภาพคล่องลดลงจากเดือนก่อน โดยเฉพาะภาคที่ไม่ใช่การผลิต อาทิ ธุรกิจขนส่งผู้โดยสารและธุรกิจก่อสร้าง โดยความเชื่อมั่นด้านรายได้ของธุรกิจส่วนใหญ่ปรับลดลงเมื่อเทียบกับช่วงที่มีมาตรการล็อกดาวน์ทั่วประเทศครั้งแรกในเดือน เม.ย.2563 โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยว ตามด้วยภาคอสังหาริมทรัพย์และภาคการค้า&amp;nbsp;
&amp;ldquo;หากสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ยังคงยืดเยื้อ ธุรกิจกว่าครึ่งเลือกที่จะปรับตัว โดยผู้ตอบแบบสอบถามกว่า 58.3% เลือกลดต้นทุนและค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่ไม่ใช่ด้านแรงงาน ขณะที่อีก 51.7% เลือกที่จะชะลอการลงทุน และอีก 34.7% เลือกลดค่าใช้จ่ายด้านแรงงานลง 26.9% เลือกหารายได้จากช่องทางอื่น และผู้ตอบแบบสอบถามอีก 5.8% เลือกปิดกิจการชั่วคราวหรือปิดสาขา&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการค้าปลีกในเดือน ส.ค.2564 พบว่า ความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการค้าปลีกปรับดีขึ้นเล็กน้อย ส่วนความเชื่อมั่นในอีก 3 เดือนข้างหน้ามีแนวโน้มปรับดีขึ้น จากสัญญาณการเริ่มผ่อนคลายมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดแบบเข้มงวด และการออกมาตรการกระตุ้นการบริโภค แต่ผู้ประกอบการมีการประเมินกำลังซื้อของผู้บริโภคว่าจะยังคงไม่ฟื้นตัว แม้ว่าจะปรับตัวดีขึ้นจากเดือนก่อนหน้าบ้าง โดยการประเมินแนวโน้มกิจกรรมทางเศรษฐกิจ พบว่า 78% ของผู้ตอบแบบสอบถาม มีความเชื่อมั่นด้านรายได้ลดลงจากการแพร่ระบาดที่รุนแรง เมื่อเทียบกับช่วงล็อกดาวน์เมื่อเดือน เม.ย.2563 และ 44% มีสภาพคล่องไม่เกิน 6 เดือน ซึ่งปรับดีขึ้นจากเดือนก่อนหน้า.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115351</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรรมการผู้จัดการใหญ่, ธนาคารกรุงไทย, นายผยง ศรีวณิช, ประธานสมาคมธนาคารไทย, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เชื่อไทยผ่านจุดพีกโควิดแล้ว</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210324/image_big_605aabd0e13f9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>115285</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/09/2021 14:31</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/09/2021 14:31</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กกร.ขยับเป้าจีดีพีขึ้น ลั่นโควิดผ่านพ้นจุดพีกแล้ว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
1 ก.ย. 2564 - นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย และประธานสมาคมธนาคารไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เปิดเผยว่าที่ประชุมเห็นชอบปรับประมาณการอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทย(จีดีพี) ดีขึ้นมาอยู่ในกรอบ -0.5% ถึง 1% จากก่อนหน้านี้คาดไว้อยู่ในกรอบ -0.5 ถึง 0% เนื่องจากช่วงปลายเดือนส.ค.ที่ผ่านมามีปัจจัยบวกที่สำคัญต่อเศรษฐกิจไทยจากแผนการจัดหาวัคซีนที่ครอบคลุมประชากรมากขึ้น และแนวโน้มการติดเชื้อที่เริ่มผ่อนคลายไปในทิศทางที่ดีขึ้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;
&amp;ldquo;เชื่อว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ผ่านจุดพีกไปแล้ว หากไม่มีการล็อกดาวน์ ไม่มีการปิดโรงงานอีก ก็ไม่ทำให้ภาคการผลิตอุตสาหกรรมต้องหยุดชะงัก ซึ่งภาคอุตสาหกรรมถือเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ประกอบกับรัฐบาลมีการทำงานเชิงรุกในการควบคุมการแพร่ระบาด มีวัคซีนเข้ามาเพียงพอภายในระยะเวลาที่กำหนด ก็น่าจะทำให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ตามที่กกร.คาดไว้ แต่หากสถานการณ์การแพร่ระบาดกลับมาแย่ลง เศรษฐกิจไทยยังมีความเสี่ยงที่จะเข้าสู่ภาวะถดถอยได้&amp;rdquo;นายผยง กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ในส่วนของการส่งออกปี 2564 กกร. คาดว่าจะโต 12-14% จากเดิมคาดไว้โต 10-12% จากเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัวดี ภายใต้เงื่อนไขที่รัฐให้การสนับสนุนภาคธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีวัคซีนให้แรงงานได้ทั่วถึง และช่วยเหลือค่าใช้จ่ายการทำชุดทดสอบตรวจหาเชื้อโควิดแบบรวดเร็ว(ATK) เพื่อให้สามารถควบคุมการแพร่ระบาดได้อย่างทันท่วงที ขณะที่อัตราเงินเฟ้อทั่วไปคาดคงอยู่ในกรอบ 1-1.2%&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ในปี 2565 หน่วยงานภาครัฐประเมินว่าเศรษฐกิจไทยจะสามารถเติบโตได้ 3-5% ซึ่งเป็นระดับต่ำเกินไป และทำให้ระดับกิจกรรมเศรษฐกิจไทยในปีหน้ายังอยู่ต่ำกว่าระดับก่อนเกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในปี 2562 ส่งผลให้ธุรกิจจำนวนมากยังบอบช้ำ ดังนั้น เพื่อส่งเสริมให้ธุรกิจฟื้นตัวกลับมายืนได้ด้วยตัวเองโดยเร็ว ภาครัฐควรกำหนดเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ท้าทายขึ้นเป็น 6-8% ซึ่งเป็นไปได้ในภาวะที่คนไทยกว่า 50% ได้รับวัคซีนครบ 2 เข็มแล้ว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;
ขณะเดียวกัน ภาครัฐจำเป็นต้องใช้กระสุนทางการคลังจากการเพิ่มเพดานหนี้สาธารณะต่อจีดีพีจาก 60% เป็น 70-80% จะทำให้มีเงินเข้ามาเพิ่มเติมอีกราว 0.7-1.5 ล้านล้านบาท สำหรับสนับสนุนการจ้างงาน และใช้ในมาตรการที่มีแรงขับเคลื่อนกับเศรษฐกิจสูง อย่างมาตรการที่รัฐช่วยออกค่าใช้จ่าย (โค-เพย์เมนต์) หรือมาตรการค้ำประกันสินเชื่อที่สูงขึ้นและเทียบเคียงกับประเทศอื่น เป็นต้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;
&amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม รัฐบาลควรมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจมากขึ้น ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว โดยมาตรการระยะสั้น เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศ เช่น โครงการคนละครึ่ง 3,000-6,000 บาท ช้อปดีมีคืนลดหย่อนภาษี และกระตุ้นการท่องเที่ยว ส่วนมาตรการระยะยาว มีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างและรักษาฐานการผลิต รับมือสงครามทางการค้า ผลักดันอุตสาหกรรมใหม่ๆ โดยการลงทุนภาครัฐควรทำต่อเนื่องทั้งการลงทุนโดยรัฐเอง และการลงทุนแบบเอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ(พีพีพี) สร้างบรรยากาศการลงทุน และดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ(เอฟดีไอ) สนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในระยะถัดไปอย่างเต็มศักยภาพ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;
นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) กล่าวว่าการปรับตัวเลขเศรษฐกิจดีขึ้นเป็นผลจากการส่งออกฟื้นตัวดีขึ้นตามลำดับ โดยส่วนตัวมองเห็นโอกาสที่การส่งออกของไทยจะเติบโตได้ถึง 12-15% แต่ก็ขึ้นอยู่กับมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดโควิด-19 และแนวทางให้ความช่วยเหลือจากรัฐบาล โดยไม่ต้องมีการล็อกดาวน์อีก พร้อมเร่งนำเข้าวัคซีนฉีดให้ได้ตามแผนที่รัฐบาทประกาศไว้ โดยเดือนก.ย.จะนำเข้ามาอีก 10 ล้านโดส ทำให้คนได้รับวัคซีนเข็ม 1 และเข็ม 2 เพิ่มขึ้น ติดเชื้อน้อยลง หรือติดเชื้อแล้วไม่มีอาการรุนแรง โอกาสล็อกดาวน์ก็น้อยลงไปตามไปด้วย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;
&amp;ldquo;ตัวเลขผู้ติดเชื้อหลังรัฐมีคำสั่งล็อกดาวน์ช่วงเดือนส.ค.ไม่ได้ลดลง แต่กลับเพิ่มขึ้นไม่ต่างจากช่วงก่อนล็อกดาวน์ในเดือนก.ค. สะท้อนการล็อกดาวน์ไม่เกิดผลดีแต่อย่างใด กลับส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ภาคเอกชนจึงไม่อยากให้มีการล็อกดาวน์อีก ขณะที่โควิดยังอยู่กับเรา เราจึงต้องยังคงอยู่กับโควิดต่อไปให้ได้ แต่สิ่งสำคัญคือจะอยู่อย่างไร ภาครัฐต้องเร่งนำเข้าวัคซีนฉีดให้ประชาชนให้เร็วที่สุดให้ได้มากกว่า 50-70% ของประชากรทั้งประเทศโดยเร็ว เพื่อให้ไทยสามารถเปิดประเทศไทยภายในสิ้นปีนี้ ทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวและมีโอกาสจะเห็นเศรษฐกิจปีหน้าเติบโตได้ถึง 6%&amp;rdquo;นายสุพันธุ์ กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115285</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธนาคารกรุงไทย, ปรับประมาณการอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทย(จีดีพี), ผยง ศรีวณิช, สมาคมธนาคารไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210901/image_big_612f2c0d5101e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>109002</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/07/2021 22:12</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/07/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กกร.หั่นจีดีพี0% ระลอก4ลามเร็ว หวังส่งออกพยุง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กกร.เฉือนจีดีพีปีนี้โตเหลือ 0-1.5% รับโควิดพ่นพิษหนัก ระลอกใหม่ระบาดรวดเร็วรุนแรง ลุ้นส่งออกสดใสช่วยพยุงเศรษฐกิจ ชี้วัคซีนตัวแปรสำคัญพลิกสถานการณ์ จับตา GDP ติดลบหากไม่กระเตื้อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่่ 7 กรกฎาคม นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย และประธานสมาคมธนาคารไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมมีมติปรับลดประมาณการอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ของไทยปี 2564 ลงมาอยู่ในกรอบ 0.0-1.5% จากเดิมคาดไว้อยู่ที่ 0.5-2% เนื่องจากเศรษฐกิจไทยยังเผชิญความเสี่ยงค่อนข้างมากจากการระบาดระลอกใหม่ที่รวดเร็วและรุนแรง กระทบต่ออุปสงค์ในประเทศ ส่วนอัตราเงินเฟ้อทั่วไปยังคงจะอยู่ในกรอบ 1-1.2%
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แม้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจทั่วโลกมีแนวโน้มแผ่วลงเล็กน้อยจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์เดลตาที่แพร่กระจายอย่างรวดเร็วไปเกือบ 100 ประเทศทั่วโลก ส่งผลให้หลายประเทศอย่างอังกฤษ รัสเซีย ฝรั่งเศส ออสเตรเลีย ต้องกลับมายกระดับมาตรการควบคุมโรคอีกระลอก ซึ่งเป็นปัจจัยที่อาจกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจและการค้าโลกในระยะต่อไป แต่ภาคส่งออกไทยยังมีศักยภาพและมีโอกาสในการเติบโตมากกว่าที่คาดไว้เดิม โดย กกร.ได้ปรับเพิ่มประมาณการการส่งออกปี 2564 คาดขยายตัว 8-10% จากเดิมคาดไว้ที่ 5-7% ภายใต้เงื่อนไขสามารถควบคุมการระบาดในกลุ่มแรงงานภาคอุตสาหกรรมได้ และการฉีดวัคซีนให้แรงงานภายใต้ ม.33 ได้ทั่วถึง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ต้องยอมรับว่าการระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่รุนแรงและยาวนานขึ้นกว่าที่ประเมินไว้ก่อนหน้า และรุนแรงขึ้นจากเชื้อไวรัสโควิด-19 กลายพันธุ์ โดยเฉพาะสายพันธุ์เดลตา ทำให้จำเป็นต้องใช้มาตรการที่เข้มงวดในการควบคุมการระบาด แต่ภาคการผลิตของไทยยังมีความเสี่ยงจากการระบาด และการกระจายวัคซีนที่ยังไม่ทั่วถึง ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการดำเนินธุรกิจ การจ้างงานและรายได้แรงงานในพื้นที่ควบคุม อีกทั้งมาตรการจำกัดการเดินทางและข้อจำกัดในการกักตัวยังส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวในประเทศตลอดช่วงไตรมาส 3/2564 และอาจกระทบต่อแผนการเปิดประเทศ&amp;rdquo; นายผยงระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ เศรษฐกิจไทยยังต้องการแรงสนับสนุนจากทั้งนโยบายการเงินและการคลังเพิ่มเติม เพื่อพยุงกิจกรรมทางเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า เพราะการแพร่ระบาดที่มีแนวโน้มยืดเยื้อทำให้ผู้ประกอบการขาดความเชื่อมั่น สะท้อนการสำรวจโดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในเดือน มิ.ย. ที่พบว่าผู้ประกอบการคาดการณ์ว่าธุรกิจอาจจะฟื้นตัวได้ในครึ่งหลังของปี 2565 เป็นต้นไป ซึ่งช้ากว่าเดิม 6 เดือน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ยอมรับมีความเป็นไปได้ที่จีดีพีปีนี้ของไทยจะติดลบ หากการแพร่ระบาดยังดำเนินอยู่ในลักษณะนี้ต่อไป และไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ให้คลี่คลายลงได้ และอาจนำไปสู่ความจำเป็นที่รัฐต้องประกาศพื้นที่ล็อกดาวน์เพิ่มเติม ประกอบกับนักท่องเที่ยวไม่สามารถเข้ามาได้ตามเป้าหมายที่วางแผนไว้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;หากสถานการณ์ไม่ดีขึ้น ก็มีโอกาสที่จีดีพีของไทยจะติดลบ แต่ขณะนี้ยังไม่มีอะไรแน่นอน ต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินสถานการณ์และแนวโน้มเศรษฐกิจต่อไป ดังนั้นรัฐควรเร่งฉีดวัคซีนให้ประชาชนอย่างทั่วถึง เนื่องจากเดือน มิ.ย.2565 ไทยจะได้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมความร่วมมือทางเศรษฐกิจในเอเชีย-แปซิฟิก (เอเปก : APEC 2022) ถือเป็นโอกาสฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศ หากไม่เร่งดำเนินการ ไทยจะเสียโอกาส&amp;rdquo; ประธาน ส.อ.ท. ระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รวมทั้งควรเร่งแผนจัดหาวัคซีนและมีจุดยืนชัดเจนทางเลือกเป็นวัคซีนเข็มที่ 3 เพื่อพลิกสถานการณ์สร้างความเชื่อมั่นและความมั่นใจให้กับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่จะเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวหรือนักลงทุนต่างชาติที่จะเข้ามาลงทุนในระยะยาว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/109002</URL_LINK>
                <HASHTAG>GDP, ธนาคารกรุงไทย, นายผยง ศรีวณิช, ระลอกใหม่ระบาดรวดเร็วรุนแรง, วัคซีนตัวแปรสำคัญ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, โควิดพ่นพิษหนัก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210516/image_big_60a0f725c6bff.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>108658</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/07/2021 12:57</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/07/2021 12:57</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สถิติใหม่! &#039;กรุงไทย&#039; ขายพันธบัตรยิ่งออมยิ่งได้ 1 หมื่นล้านหมดใน 2 ชม.45 นาที           </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 ก.ค. 2564 นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ธนาคารประสบความสำเร็จในการเปิดขายพันธบัตรออมทรัพย์ วอลเล็ต สบม. รุ่น &amp;ldquo;ยิ่งออมยิ่งได้&amp;rdquo; ผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตัง ประชาชนและนักลงทุนให้การตอบรับเข้าลงทุนอย่างท่วมท้น สามารถขายหมดเต็มวงเงิน 10,000 ล้านบาท ตั้งแต่วันแรกที่เปิดขาย ในวันที่ 5 กรกฎาคม 2564 พร้อมสร้างสถิติใหม่ของการขายพันธบัตรออมทรัพย์ เพียง 30 วินาทีแรก มียอดซื้อเข้ามาถึง 1,000 ล้านบาท และขายหมดภายในเวลา 2 ชั่วโมง 45 นาที โดยเริ่มเปิดขายตั้งแต่ 08.30 น. สิ้นสุดการขายในเวลา 11.15&amp;nbsp;&amp;nbsp;น.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;ขอบคุณประชาชนและนักลงทุนทุกท่าน ที่ให้ความเชื่อมั่นและสนับสนุนพันธบัตรออมทรัพย์ วอลเล็ต สบม.ด้วยดีเสมอมา ทำให้การขายพันธบัตรออมทรัพย์วอลเล็ต สบม.ครั้งที่ 4&amp;nbsp;&amp;nbsp;รุ่นยิ่งออมยิ่งได้ ประสบความสำเร็จอีกครั้ง สะท้อนถึงความเชื่อมั่นในพันธบัตรรัฐบาล ที่ตอบโจทย์การออม มีความเสี่ยงต่ำ ลงทุนได้ง่าย เริ่มลงทุนขั้นต่ำเพียง 100 บาท ผลตอบแทนสม่ำเสมอ รับดอกเบี้ยสูงสุดถึง 2.20% ต่อปี จ่ายดอกเบี้ยทุก 3 เดือน เป็นครั้งแรกในวงการพันธบัตรรัฐบาล นอกจากนี้การลงทุนผ่านวอลเล็ต สบม.บนแอปฯเป๋าตัง ช่วยให้ประชาชนทุกกลุ่มเข้าถึงการออมผ่านช่องทางดิจิทัลที่มีความสะดวก รวดเร็ว สามารถดูข้อมูลการซื้อขายได้แบบไม่ต้องรอ ซื้อปุ๊บดูได้ปั๊บทันที&amp;rdquo;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสมคิด จิรานันตรัตน์ ที่ปรึกษากรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า ธนาคารได้สร้างสถิติใหม่ของการเปิดขายพันธบัตรออมทรัพย์รุ่น &amp;ldquo;รุ่นยิ่งออมยิ่งได้&amp;rdquo; หมดภายใน 2 ชั่วโมง 45 นาที สะท้อนถึงศักยภาพของระบบแอปฯเป๋าตัง ที่สามารถรองรับการทำธุรกรรมได้จำนวนมากกว่า 50,000&amp;nbsp;&amp;nbsp;รายการต่อวินาที คิดเป็น 3 ล้านรายการต่อนาที ประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นเป็น 10 เท่าของการเปิดขายพันธบัตรที่ผ่านมา&amp;nbsp;&amp;nbsp;สนับสนุนการออมและการลงทุนผ่านช่องทางดิจิทัลของประชาชนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ&amp;nbsp;&amp;nbsp;ด้วยศักยภาพของแอปฯเป๋าตัง&amp;nbsp;&amp;nbsp;พร้อมเปิดกว้างสำหรับการเป็นตัวกลางในการซื้อขายพันบัตรร่วมกับพันธมิตรรายอื่นๆต่อไป&amp;nbsp;&amp;nbsp;เพื่อสนับสนุนให้ประชาชนเข้าถึงการออมเงิน และลงทุนผ่านช่องทางดิจิทัลมากขึ้นในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;สำหรับท่านที่พลาดครั้งนี้ ธนาคารยังเปิดจำหน่ายพันธบัตรออมทรัพย์ฯ รุ่นยิ่งออมยิ่งได้ อีก 2 รุ่น วงเงินรวม 40,000 ล้านบาท ลงทุนขั้นต่ำ 1,000 บาท &amp;nbsp;ไม่จำกัดวงเงินจองซื้อสูงสุด จ่ายอัตราดอกเบี้ยทุก 6 เดือน เปิดจำหน่ายพร้อมกันระหว่างวันที่ 12 - 23 กรกฎาคม 2564 ประกอบด้วย รุ่นอายุ 4 ปี&amp;nbsp;&amp;nbsp;วงเงิน 35,000 ล้านบาท จ่ายอัตราดอกเบี้ยแบบขั้นบันได ปีที่ 1 อัตราดอกเบี้ย 1.50% ต่อปี ปีที่ 2 อัตราดอกเบี้ย 1.70% ต่อปี ปีที่ 3 อัตราดอกเบี้ย 1.90% ต่อปี และปีที่ 4 อัตราดอกเบี้ย 2.50% ต่อปี คิดเป็นอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 1.90% ต่อปี&amp;nbsp;&amp;nbsp;จำหน่ายให้กับบุคคลธรรมดา ผ่านช่องทาง Krungthai NEXT, Internet Banking และสาขาทั่วประเทศ &amp;nbsp;รุ่นอายุ 10 ปี วงเงิน 5,000 ล้านบาท จ่ายอัตราดอกเบี้ยคงที่ 2.20% ต่อปี จำหน่ายให้กับสภากาชาดไทย มูลนิธิสมาคม สหกรณ์วัด สถานศึกษาของรัฐ โรงพยาบาลของรัฐ และองค์กรอื่นที่ไม่มีวัตถุประสงค์แสวงหากำไร ไม่จำกัดวงเงินจองซื้อสูงสุด โดยจะจ่ายดอกเบี้ยทุก 6 เดือน และสามารถซื้อพันธบัตรรุ่นวอลเล็ต สบม.รุ่นอื่น ๆ จากตลาดรอง ผ่านวอลเล็ต สบม.ในแอปฯ เป๋าตังได้แล้ววันนี้ ผู้สนใจดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ www.krungthai.com หรือ Krungthai Contact Center โทร. 02-111-1111
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/108658</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธนาคารกรุงไทย, ผยง ศรีวณิช, พันธบัตรออมทรัพย์ วอลเล็ต สบม. รุ่น “ยิ่งออมยิ่งได้”</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210705/image_big_60e29f1e4b0b4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>105659</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/06/2021 12:45</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/06/2021 12:45</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ศรีสุวรรณ&#039; จ่อร้องผู้ตรวจการแผ่นดิน สอบแอปเป๋าตังละเมิดสิทธิ-เปิดช่องเอกชนได้ประโยชน์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8 มิ.ย.64 -&amp;nbsp;นายศรีสุวรรณ&amp;nbsp;จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย เปิดเผยว่า ตามที่ธนาคารกรุงไทย จำกัด ได้มีการอัพเดทเวอร์ชั่นใหม่ ของแอปพลิเคชั่น &amp;quot;เป๋าตัง&amp;quot; โดยหลังจากอัปเดทแล้วแอปฯ จะขออนุญาตผู้ใช้ในการแชร์ข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้กับหน่วยงานอื่น รวมถึงกับบริษัทในเครือของธนาคารกรุงไทย หากผู้ใช้ไม่ยินยอมก็จะไม่สามารถใช้งานแอปฯ เป๋าตัง แม้ธนาคารกรุงไทยจะออกมาแก้เกี้ยวบอกผู้ใช้ยังมีทางเลือกในการที่จะปฏิเสธคำขอในข้อ 1 และ 2 ได้&amp;nbsp;แต่สำหรับข้อ 3 นั้น ผู้ใช้จำเป็นต้องกดยินยอม เนื่องจากข้อดังกล่าวจำเป็นต่อการยืนยันตัวตนในการเข้าร่วมโครงการของรัฐ แต่ในแอปฯดังกล่าวก็ไม่ได้มีคำอธิบายว่าสามารถปฏิเสธข้อ 1 ข้อ 2 ได้แต่อย่างใด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายศรีสุวรรณ กล่าวต่อว่า การกระทำดังกล่าวอาจเข้าข่ายการละเมิดสิทธิและเสรีภาพตามที่รัฐธรรมนูญ 2560 บัญญัติ และอาจละเมิดส่วนบุคคลของผู้ใช้แอปฯดังกล่าว อาจเข้าข่ายฝ่าฝืน พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2560 ประกอบ พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 เนื่องจากผู้ที่จำเป็นต้องใช้แอปฯดังกล่าวล้วนเป็นคนที่จำต้องขอความอนุเคราะห์จากภาครัฐในสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่าหรือโควิด-19 จึงไม่อาจที่จะหลีกเลี่ยงที่จะไม่ใช้แอปฯดังกล่าวได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;อีกทั้งธนาคารกรุงไทยไม่ได้รับการคุ้มครองหรือมีข้อยกเว้นให้ตามพระราชกฤษฎีกา กำหนดหน่วยงานและกิจการ ที่ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลไม่อยู่ภายใต้บังคับ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 พ.ศ.2563 เนื่องจากไม่ได้เป็นรัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานรัฐ เป็นเพียงธนาคารเอกชนธรรมดาธนาคารหนึ่งที่รัฐมีหุ้นอยู่เท่านั้น&amp;quot;นายศรีสุวรรณ กล่าวและว่า&amp;nbsp;การที่แอปฯดังกล่าวแจ้งขออนุญาตผู้ใช้ในการแชร์ข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้กับหน่วยงานอื่น รวมถึงกับบริษัทในเครือของธนาคารกรุงไทยด้วย อาจถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นเล่ห์ฉลในการแสวงหาผลประโยชน์ทางธุรกิจของเอกชน ที่ใช้รัฐบาลเป็นเครื่องมือได้&amp;nbsp;ด้วยเหตุดังกล่าว สมาคมฯ จึงจะยื่นคำร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อขอให้แสวงหาข้อเท็จจริงและเสนอแนะต่อหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องเพื่อระงับธุรกรรมดังกล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/105659</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธนาคารกรุงไทย, ศรีสุวรรณ จรรยา, แอปเป๋าตัง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210608/image_big_60bf02a1102b0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>101576</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/05/2021 09:34</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/05/2021 09:34</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เช็กเลย กรุงไทยปิด 7 สาขา พนักงานติดโควิด 11 ราย </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3 พ.ค. 2564 ธนาคารกรุงไทย ขอแจ้งเหตุการณ์พนักงานติดเชื้อโควิด-19 จำนวน 11 ราย ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรุงเทพฯ
- สำนักงานใหญ่ อาคารสุขุมวิท ชั้น 19 &amp;nbsp;จำนวน 1 ราย
- อาคารไสวบราวน์ 2 จำนวน 1 ราย
- สาขาสะพานขาว จำนวน 3 ราย
- สาขาการท่าเรือแห่งประเทศไทย จำนวน 3 ราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สมุทรปราการ
- สำนักงานเขตบางพลี จำนวน 1 ราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปทุมธานี
- สาขาสเปลล์ ฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต จำนวน 1 ราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สมุทรสาคร
- ศูนย์ธุรกิจต่างประเทศสมุทรสาคร จำนวน 1 ราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มาตรการด้านพนักงาน
&amp;bull; พนักงานผู้ติดเชื้อโควิด-19 รักษาตัวที่โรงพยาบาล
&amp;bull; ให้พนักงานที่มีปฏิสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพนักงานกลุ่มดังกล่าว เข้ารับการตรวจหาเชื้อ และกักตัวเป็นเวลา 14 วัน โดยธนาคารจะติดตามอาการของพนักงานอย่างใกล้ชิดต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มาตรการด้านอาคารสถานที่
&amp;bull; แจ้งไปยังกระทรวงสาธารณสุข เพื่อเข้ามาดำเนินการฉีดฆ่าเชื้อโรค
&amp;bull; รายงานกระทรวงสาธารณสุข และธนาคารแห่งประเทศไทยเพื่อรับทราบ&amp;nbsp;
ธนาคารกรุงไทย ขออภัยในความไม่สะดวกมา ณ โอกาสนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/101576</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธนาคารกรุงไทย, ปิดสาขา, พนักงานติดโควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210405/image_big_606adfcc6fa79.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
