<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>111136</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/07/2021 11:43</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/07/2021 11:43</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;กสิกร&#039; ฟันธง เฟด คงดอกเบี้ย 0.0-0.25% หนุนเศรษฐกิจฟื้น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;26 ก.ค. 2564 ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่าเฟดจะยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 0.0-0.25% สำหรับการประชุมนโยบายการเงินที่จะมีขึ้นในวันที่ 27-28 ก.ค. นี้ เนื่องจากตลาดแรงงานสหรัฐฯ ยังคงไม่ฟื้นตัวอย่างเต็มที่ และจำนวนคนว่างงานยังคงอยู่ในระดับที่สูงกว่าในช่วงก่อนโควิด-19 อย่างมาก ขณะที่ แม้ว่าเฟดเผชิญแรงกดดันจากเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้น แต่คาดว่าเฟดจะยังคงให้น้ำหนักต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจเป็นหลัก และน่าจะยังคงยืนนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายไปจนถึงอย่างน้อยสิ้นปีนี้ นอกจากนี้ เศรษฐกิจสหรัฐฯ เผชิญกับความเสี่ยงเชิงลบมากขึ้นจากการแพร่ระบาดโควิด-19 สายพันธุ์ใหม่ ที่ส่งผลให้จำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในสหรัฐฯ กลับมาเพิ่มสูงขึ้นอีกครั้ง สหรัฐฯ กลับมาเผชิญจำนวนผู้ติดเชื้อรายวันที่สูงขึ้นจากสายพันธุ์เดลต้าที่มีการแพร่กระจายได้ง่าย อีกทั้ง ยังคงมีความเสี่ยงจากการแพร่ระบาดของสายพันธุ์อื่นๆ เช่น สายพันธุ์แลมด้า และสายพันธุ์เอปซีลอน ซึ่งประสิทธิผลของวัคซีนที่มีอยู่ต่อสายพันธุ์เหล่านี้ยังคงไม่แน่ชัด อีกทั้ง อัตราการฉีดวัคซีนของสหรัฐฯ เริ่มชะลอลง ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อสถานการณ์แพร่ระบาดมากขึ้น ปัจจัยต่างๆ เหล่านี้นำมาซึ่งความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบต่อเศรษฐกิจของสหรัฐฯ และส่งผลให้เฟดมีแนวโน้มที่จะยังคงนโยบายทางการเงินแบบผ่อนคลายเพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจท่ามกลางความเสี่ยงที่ยังมีอยู่สูง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ท่ามกลางความเสี่ยงของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่เพิ่มขึ้นจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 อีกทั้ง ภาคเศรษฐกิจจริงยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ คาดว่าเฟดคงมีท่าทีที่ระมัดระวังและอดทนในการพิจารณาถอนนโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่าเฟดน่าจะยังคงยืนการเริ่มทำ QE tapering ในต้นปีหน้า และเริ่มปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายในปี 2566 ตามที่ส่งสัญญาณไว้ในการประชุมนโยบายการเงินในเดือนมิ.ย ที่ผ่านมา อย่างไรก็ดี หากความเสี่ยงต่างๆ ลดลง และเศรษฐกิจสหรัฐฯ ส่งสัญญาณความร้อนแรงของเศรษฐกิจ เช่น ตลาดแรงงานเข้าใกล้ระดับการจ้างงานเต็มที่ (Full employment) ซึ่งมีอัตราการว่างงานอยู่ที่ราว 4.5% อัตราเงินเฟ้อเร่งตัวสูงขึ้นเกินระดับ 2.0% อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากราคาสินทรัพย์ในตลาดอสังหาริมทรัพย์พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เฟดอาจถอนนโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย และปรับขึ้นดอกเบี้ยเร็วกว่าที่คาด สำหรับผลกระทบต่อไทย หากเฟดส่งสัญญาณถอนนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายเร็วกว่าตลาดคาด จะส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้อัตราผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลไทยและต้นทุนการกู้ยืมนั้นปรับสูงขึ้นตามไปด้วย ในขณะที่เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มที่จะฟื้นตัวช้ากว่าเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจสหรัฐฯ ท่ามกลางความเสี่ยงจากสถานการณ์แพร่ระบาดที่ยังอยู่ในระดับสูง ซึ่งประเด็นเหล่านี้เป็นโจทย์ที่ท้าทายของธนาคารแห่งประเทศไทยที่จะต้องคอยติดตามสถานการณ์และพิจารณาออกมาตรการที่เหมาะสมต่อไปในระยะข้างหน้า&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/111136</URL_LINK>
                <HASHTAG>คงอัตราดอกเบี้ย, ธนาคารกลางสหรัฐ, เฟด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210323/image_big_6059573bc4b7d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>18606</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/09/2018 09:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/09/2018 09:02</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คลังไม่ห่วงเฟดขยับดอกเบี้ย </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คลังแจงเฟดขยับดอกเบี้ย ไม่ส่งผลกระทบกับตลาด มองเป็นไปตามที่ทุกฝ่ายคาดการณ์อยู่แล้ว สับแหลกยังไม่ถึงเวลาที่ไทยปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย จี้ ธปท. ออกมาตรการดูแลสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์หลังมองเห็นสัญญาณเสี่ยง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.การคลัง เปิดเผยว่า การที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ปรับขึ้นดอกเบี้ยเป็นไปตามที่ทุกฝ่ายคาดการณ์กันอยู่แล้ว และตลาดก็ไม่ได้รับผลกระทบรุนแรง หรือมีผลกระทบอะไรเกิดขึ้น &amp;nbsp;แต่ตลาดจะกลัวอะไรที่เหนือการคาดการณ์ ในส่วนอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทย ได้พูดไปหลายครั้งแล้วว่ายังไม่ควรจะปรับขึ้น ควรดูเหตุการณ์ให้ชัดเจนกว่านี้ ส่วนที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ส่งสัญญาณไม่ปรับดอกเบี้ยก็ยังไม่รู้ว่าเป็นท่าทีที่แท้จริงหรือเปล่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับเรื่องการคุมสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์นั้น เป็นหน้าที่ของ ธปท.เพราะเป็นผู้กำกับสถาบันการเงินและเป็นผู้ที่ดูความมั่นคงของสินเชื่อทั้งระบบ ถ้า ธปท.มองเห็นอะไรที่ไม่ดีก็ควรมีมาตรการออกมา ฝ่ายอื่น ๆ จะไปว่าธปท. ไม่ได้ ซึ่งธปท.ควรมีการดำเนินการที่รวดเร็วด้วยหากเห็นปัญหา ในส่วนของกระทรวงการคลังไม่มีตัวเลขของสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ เพราะธปท.เป็นผู้เก็บตัวเลขและเก็บได้รวดเร็วมาก ส่วนผู้ประกอบการที่กลัวว่ามีปัญหาจะกระทบกับการขายก็สามารถหารือกับ ธปท.ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายศรพล ตุลยะเสถียร ผู้อำนวยการสำนักนโยบายเศรษฐกิจมหภาค สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า การขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มาอยู่ระดับ 2.00-2.25% เป็นไปตามที่คลาดคาดการณ์และคาดว่าในสิ้นปีนี้ เฟดจะมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายอีกครั้งหนึ่ง โดยประธานเฟดยืนยันว่านโยบายเศรษฐกิจของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ไม่กระทบกับเศรษฐกิจสหรัฐ ซึ่งเป็นผลดีกับเศรษฐกิจของไทยที่เป็นประเทศคู่ค้ากับสหรัฐฯ
สำหรับทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยที่อยู่ 1.50% เป็นเรื่องที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ต้องพิจารณาประเด็นเศรษฐกิจของไทยเป็นหลัก โดยกระทรวงการคลังมองว่านักลงทุนที่สนใจลงทุนในไทยไม่ได้พิจารณาเรื่องอัตราดอกเบี้ยอย่างเดียว แต่จะพิจารณาเรื่องความมั่นคงทางเศรษฐกิจในอนาคตด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาประเทศไทยยังไม่มีปัญหาเรื่องเงินทุนไหลออก แม้ว่าจะการขายหุ้นก็นำเงินไปซื้อพันธบัตร แม้แต่ปัจจุบันก็ยังมีเงินไหลเข้าในตลาดพันธบัตร เพราะคิดว่านักลงทุนพักเงินรอไว้ลงทุนในประเทศไทยต่อ เพราะเศรษฐกิจไทยมีความแข็งแกร่งมั่นคงไม่ขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ทุนสำรองระหว่างประเทศสูง และมีความชัดเจนเรื่องโครงการลงทุนระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) รวมถึงความชัดเจนการเลือกตั้งใหม่ที่จะมีขึ้นในปีหน้า&amp;quot; นายศรพล กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายศรพล กล่าวว่า ในส่วนของสงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีนที่ขยายวงมากขึ้นไม่ส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจไทยยังมีนัยสำคัญ เพราะการผลิตสินค้าของสหรัฐส่วนใหญ่ 70-80% ใช่วัตถุดิบในประเทศ ทำให้ไม่กระทบการส่งออกของไทยไปสหรัฐ สำหรับการขึ้นภาษีสินค้าจีนของสหรัฐประมาณ 5-10% แต่ค่าเงินหยวนของประเทศจีนอ่อนค่าลงประมาณ 10% ทำให้จีนยังไม่ได้รับผลกระทบกับสงครามการค้า ส่งผลดีถึงประเทศไทยที่เป็นประเทศคู่ค้าที่สำคัญของประเทศจีน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;สงครามการค้าสหรัฐและจีนที่ขยายตัวเพิ่มมากขึ้น ยังไม่กระทบกับการส่งออกของไทย ส่วนหนึ่งเพิ่งเริ่มมีการขยายวงการทำสงครามการค้าเพิ่มขึ้น ทำให้ยังเห็นผลกระทบไม่เต็มที่ อย่างไรก็ตามเศรษฐกิจไทยโชคดี ที่แข็งแกร่งทั้งเศรษฐกิจนอกประเทศ และในประเทศ โดยเฉพาะเศรษฐกิจฐานรากฟื้นตัวขึ้นอย่างชัดเจนจากรายได้เกษตรกรที่เพิ่มขึ้น&amp;quot; นายศรพล กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพรชัย ฐีระเวช ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจการเงิน สศค. เปิดเผยว่า ภาวะเศรษฐกิจเดือนส.ค. &amp;nbsp;2561ขยายตัวได้อย่างแข็งแกร่ง โดยมาจากปัจจัยสำคัญภายในประเทศ จากการใช้ภาคเอกชน การจำหน่ายรถยนต์นั่งขยายตัว 27.2% และปริมาณรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ที่กลับมาขยายตัว 3.9% เป็นบวกครั้งแรกในรอบ 7 เดือน และภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ราคาคงที่ขยายตัว 1.7%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคอยู่ที่ระดับ 70.2 ถือเป็นการปรับตัวเพิ่มขึ้นสูงสุดในรอบ 43 เดือน เนื่องจากผู้บริโภคมีความเชื่อมั่นในสถานการณ์เศรษฐกิจไทยจะดีขึ้นต่อเนื่องในอนาคต ขณะทีรายได้เกษตรกรที่แท้จริงขยายตัว 3.4% โดยดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตร ขยายตัวต่อเนื่องที่ 8.1% โดยเป็นการขยายตัวได้ดีในหมวดพืชผลสำคัญ และหมวดปศุสัตว์
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/18606</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธนาคารกลางสหรัฐ, ธนาคารแห่งประเทศไทย, ปรับขึ้นดอกเบี้ย, เฟด, ไม่ห่วงเศรษฐกิจไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180531/image_big_5b0f4e29d4d19.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>11748</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/06/2018 13:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/06/2018 13:37</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คลังชี้หุ้นทรุดจากปัจจัยกดดันนอกประเทศ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คลังชี้ดัชนีหุ้นทรุดจากปัจจัยกดดันนอกประเทศ &amp;ldquo;สงครามการค้าจีน-มะกัน&amp;rdquo; พ่วงเฟดขยับดอกเบี้ย มองภาพใหญ่ไม่กระทบการขยายตัวเศรษฐกิจไทย แจงพื้นฐานยังแข็งแกร่ง ลุ้นจีดีพีปีนี้โตไม่พลิก 4.5%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 มิ.ย. 61 - นางสาวกุลยา ตันติเตมิท ผู้ตรวจราชการกระทรวงการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ดัชนีหุ้นไทยที่ตกลงมากไม่กระทบกับการขยายตัวเศรษฐกิจของไทยในระยะยาว เพราะพื้นฐานเศรษฐกิจภายในประเทศแข็งแกร่ง โดยปัจจัยบวกที่จะผลักดันเศรษฐกิจปีนี้มีทั้งการส่งออกที่ขยายตัวดี และค่าเงินบาทที่อ่อนค่าก็จะช่วยการขยายตัวของการส่งออกมากขึ้น ขณะที่นักท่องเที่ยวก็ยังขยายตัวต่อเนื่อง ช่วยหนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยที่สำคัญอีกปัจจัยหนึ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ดัชนีตลาดหุ้นไทยที่ปรับตัวลดลงเป็นผลกระทบจากปัจจัยภายนอก เรื่องสงครามการค้าสหรัฐอเมริกากับจีน และการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ซึ่งตลาดคาดการณ์ไว้หมดแล้ว แต่ต้องยอมรับว่าทำให้เกิดความผันผวนของตลาดการเงินและตลาดทุนบ้าง แต่ไม่กระทบกับการขยายตัวเศรษฐกิจไทย เพราะพื้นฐานภายในประเทศที่ยังแข็งแกร่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ปัจจัยบวกที่จะผลักดันเศรษฐกิจปีนี้มีทั้งการส่งออกที่ขยายตัวดี และเงินบาทที่อ่อนค่าลงจะช่วยสนับสนุนการขยายตัวของการส่งออกมากขึ้น ขณะที่นักท่องเที่ยวก็ยังขยายตัวต่อเนื่อง ช่วยหนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยที่สำคัญอีกปัจจัยหนึ่ง ดังนั้นขณะนี้ปัจจัยพื้นฐานที่สนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงที่จะส่งผลทำให้ตัวเลขจีดีพีปีนี่ขยายตัวไม่ถึง 4.5% จากคาดการณ์เดิมที่ 4.2%&amp;rdquo; นางสาวกุลยา กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ปัจจัยสนับสนุนจากภายในประเทศยังมีแนวโน้มดี ทั้งการลงทุนภาครัฐที่จะขยายตัวได้ไม่น้อยกว่า 9% ซึ่งเป็นเม็ดเงินที่เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจจำนวนมาก เป็นแรงดึงดูดให้การลงทุนภาคเอกชนขยายตัวได้เกิน 3% ซึ่งถือว่าสูงหลังจากที่การลงทุนภาคเอกชนไม่ขยายตัวมาหลายปี รวมถึงการบริโภคภาคเอกชนจะขยายตัวได้ 3% แสดงให้เห็นว่าผู้บริโภคยังมั่นใจมีการใช้จ่าย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/11748</URL_LINK>
                <HASHTAG>คลัง, จีดีพี, ดัชนีตลาดหุ้น, ดัชนีหุ้น, ธนาคารกลางสหรัฐ, ผู้ตรวจราชการ, สงครามการค้า, เฟด, เศรษฐกิจ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180524/image_big_5b068196d5e6e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>11396</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/06/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/06/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เฟดขึ้นดอกเบี้ยหุ้นดิ่ง18.68จุด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คลังเผยไม่เซอร์ไพรส์ &amp;quot;เฟด&amp;quot; ขยับดอกเบี้ยเพิ่ม 0.25% แจงเป็นไปตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้ เชื่อไม่ส่งผลกระทบดัชนีหุ้นไทย เงินไม่ไหลออกมากนัก เหตุผลตอบแทนยังแรง ส.อ.ท.รับกดดันตลาดทุนไทย หวั่นส่งผลลดการลงทุนจากต่างชาติ จับตา กนง.ขึ้นดอกเบี้ยตามกระทบผู้ประกอบการ ขณะที่หุ้นไทยแดงทั้งกระดาน ดิ่งต่ำสุด 18.68 จุด ค่าบาทปิดตลาด 32.14 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ด้านราคาทองปรับขึ้น 100 บาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันพฤหัสบดี นายสุวิชญ โรจนวานิช ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยถึงกรณีที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 0.25% สู่ระดับ 1.75-2% ว่า การขึ้นดอกเบี้ยของเฟดเป็นไปตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้ จึงไม่ค่อยมีผลต่อตลาดหุ้นมากนัก แต่ตามธรรมชาติ เมื่อดอกเบี้ยมีการขึ้น ดัชนีหุ้นจะลง เพราะนักลงทุนจะ หันไปลงทุนในสิ่งที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า แต่อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นในอาเซียน โดยเฉพาะประเทศไทย ยังให้ผลตอบแทนที่จูงใจนักลงทุนได้เป็นอย่างดี&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยังคงรักษาระดับอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ แต่ในอนาคตก็จะมีการปรับขึ้นให้เหมาะสม เพราะจากอดีตจนปัจจุบัน อัตราดอกเบี้ยไทยกับสหรัฐจะเติบโตกันอย่างคู่ขนานกันมาตลอด แต่ขณะนี้ดอกเบี้ยของสหรัฐปรับขึ้นมากกว่าไทยแล้ว คือ 1.75% ขณะที่ดอกเบี้ยนโยบายของไทยอยู่ที่ 1.50% แต่ยังไม่สูงพอที่ ธปท. จำเป็นต้องขยับขึ้นดอกเบี้ยตาม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า การที่เฟดขึ้นดอกเบี้ย อาจจะทำให้อัตราแลกเปลี่ยนในส่วนของเงินเหรียญสหรัฐแข็งขึ้นมาบ้าง แต่ขณะเดียวกันก็จะส่งผลตลาดทุนในประเทศไทยเกิดความกดดัน และอาจ จะมีการลงทุนที่น้อยลงสำหรับการลงทุนจากต่างประเทศ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ อาจจะส่งผลให้คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีการปรับดอกเบี้ยในประเทศไทยเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ซึ่งหากมีผลจริง ก็จะส่งผลให้บางธุรกิจที่ต้องพึ่งพาการกู้เงินจากสถาบันการเงินในประเทศอยู่นั้น ก็จะมีต้นทุนที่สูงตามไปด้วย และจะส่งผลกระทบแน่นอนกับผู้ประกอบการ ไม่ว่าจะเป็นผู้ผลิตหรือขายในประเทศเป็นหลัก ขณะที่ด้านส่งออกต้องติดตามอัตราแลกเปลี่ยนในส่วนของค่าเงินบาทว่าจะอ่อนลงหรือไม่ ถ้าอ่อนลงก็จะมีผลกระทบน้อย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เศรษฐกิจระดับล่างของประเทศยังไม่ค่อยดีนัก ก็ยังไม่อยากให้ปรับดอกเบี้ยของ กนง. ซึ่งจะเป็นการช่วยเหลือผู้ประกอบการได้อีกทางหนึ่ง แต่จะสามารถตรึงได้อีกนานแค่ไหน ต้องติดตามการเคลื่อนไหวของเฟดในระยะต่อไป&amp;rdquo; นายสุพันธุ์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ทั้งนี้ เจอโรม พาวเวลล์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) แถลงข่าวหลังการประชุมของคณะกรรมการ FOMC 2 ว่า ที่ประชุมมีมติเอกฉันท์ให้ปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ตามที่ตลาดส่วนใหญ่ได้คาดไว้ ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนนโยบายที่สำคัญจาก มาตรการเดิมที่ได้ใช้มานานในการต่อสู้รับมือกับภาวะวิกฤติการเงินและภาวะเศรษฐกิจถดถอยในช่วงปี 2007-2009
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การที่เฟดปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายประเภทข้ามคืนไปอยู่ในช่วง 1.75-2.00% ถือเป็นการยกเลิกนโยบายเดิมที่ได้ใช้มานานในการกำหนดให้ดอกเบี้ยยืนอยู่ในระดับที่ต่ำพอที่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ พร้อมกับส่งสัญญาณว่าเฟดจะยอมปล่อยให้อัตราเงิน เฟ้อปรับขึ้นอยู่เหนือระดับ 2% ได้อย่างน้อยไปถึงปี 2020
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เศรษฐกิจสหรัฐกำลังอยู่ในสภาพที่ดีมาก พร้อมระบุว่า ชาวอเมริกันส่วนใหญ่ที่ต้องการหางานทำสามารถทำได้ตามต้องการ ในขณะที่อัตราว่างงานและเงินเฟ้อก็ยืนอยู่ในระดับต่ำ ซึ่งทำให้ภาพรวมของแนวโน้มการขยายตัวของเศรษฐกิจอยู่ในสภาพที่ดี&amp;quot;&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประธานเฟดกล่าวว่า การปรับขึ้นดอกเบี้ยอย่างช้าๆ และอย่างต่อเนื่อง จะเอื้อต่อการขยายตัวของจีดีพี ในขณะที่เฟดกำลังเดินก้าวมาถึงจุดที่สามารถบรรลุเป้านโยบาย ส่วนใหญ่ทางด้านการจ้างงานและเงินเฟ้อ โดยที่เศรษฐกิจอยู่ในสภาพที่พร้อมที่จะรับมือกับต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้นโดยที่ไม่ทำให้เงินเฟ้อพุ่งขึ้นไป
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานข่าวจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า ผลการประชุมเฟด เมื่อวันที่ 13 มิ.ย.ที่ผ่านมา มีมติเอกฉันท์ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีก 0.25% ส่งผลให้ภาพรวมเป็น 1.75-2.00% จาก 1.50-1.75% ถือเป็นตามที่ตลาดคาดไว้ แต่การที่เฟดส่งสัญญาณปรับขึ้นดอกเบี้ยอีก 2 ครั้งในปีนี้ และปรับขึ้นดอกเบี้ยอีก 3 ครั้งในปี 62 ทำให้ตลาดหุ้นไทยเกิดความผันผวนในแดนลบตั้งแต่เปิดตลาดทันที โดยระหว่างวันปรับลดสูงสุดที่ 18.68 จุด อยู่ที่ 1,699.66 และดัชนีปิด ตลาดที่ 1,709.86 จุด ลดลง 8.48 จุด หรือเปลี่ยนแปลง -0.49% ด้วยมูลค่าซื้อขาย &amp;nbsp;59,741.75 ล้านบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่อัตราค่าเงินบาทปิดตลาดที่ 32.14 ต่อเหรียญสหรัฐ ส่วนราคาทองคำในประเทศ ปรับขึ้น 100 บาท ส่งผลให้ราคาทองคำแท่ง รับซื้อที่ 19,750 บาท ขายออกที่ 19,850 บาท ส่วนราคาทองคำรูปพรรณ รับซื้อที่ 19,389.64 บาท ขายออกที่ &amp;nbsp;20,350 บาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานข่าวจากกลุ่มงานโกลบอลมาร์เก็ตส์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา กล่าวว่า การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของเฟด ถือเป็นการปรับขึ้นดอกเบี้ย 0.25% นับเป็นครั้งที่ 7 ของการคุมเข้มนโยบายการเงิน ที่เริ่มต้นตั้งแต่เดือน ธ.ค.58 และคาดว่าเฟดจะ ปรับขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้งในเดือน ก.ย.61 โดยธนาคารยังมีมุมมองค่าเงินบาทในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ จะมีแนวโน้มกลับมาแข็งค่าอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยภาพรวมตลาดและกระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายมีความเสี่ยงที่จะผันผวนสูงขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกอบสิทธิ์ ศิลปชัย ผู้บริหารงานวิจัยเศรษฐกิจและตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า การที่เฟดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย และเปลี่ยนมุมมองการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีนี้จาก 3 ครั้งเป็น 4 ครั้ง มองว่ายังไม่กระทบกับไทยมากนัก เนื่องจากฐานะการเงินของไทยยังมั่นคง มีหนี้ที่เป็นสกุลเงินต่างชาติอยู่ที่ 140,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งน้อยกว่าเงินทุนสำรองที่อยู่ที่ 207,000 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยคาดว่าเงินทุนจากนักลงทุนต่างชาติจะไม่ไหลออกจากตลาดเกิดใหม่รุนแรงเหมือนกับช่วงปี 56
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับการประชุมเฟดครั้งนี้ ยังมีข้อดีคืออัตราดอกเบี้ยระยะยาวของเฟดอยู่ที่ 2.9% ยังไม่มีแนวโน้มที่จะปรับขึ้น ทำให้ตลาดเกิดใหม่คลายกังวลลงได้ ส่วน ธปท. คาดว่ายังไม่ขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีนี้ เนื่องจากการขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยต้องคำนึงถึงสถานการณ์ต่างๆ เช่น บัญชีเงินสะพัดยังเกินดุล &amp;nbsp;และอัตราเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับต่ำ ส่วนค่าเงินบาทได้ผ่านจุดที่แข็งค่าที่สุดไปแล้ว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายประกิต สิริวัฒนเกตุ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ บล.กสิกรไทย กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยปรับลดลง ภายหลังเฟดปรับขึ้นดอกเบี้ยเป็นไปตามที่ตลาดคาดไว้ และจะปรับขึ้นอีก 2 ครั้ง เป็น 4 ครั้งในปีนี้ แต่มีแรงกดดันเพิ่มจากแนวโน้มการปรับขึ้นที่เข้มข้น เพราะมุมมองเศรษฐกิจ ตัวเลขการว่างงาน การใช้จ่ายภาคครัวเรือน และอัตราเงินเฟ้อของสหรัฐปรับตัวดีขึ้นกว่าที่ประเมินไว้ ทำให้ตลาดตกใจและเกิดการเทขายออกมา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ภาพรวมตลาดเกิดใหม่ยังคงมีเงินทุนต่างชาติไหลออกต่อเนื่อง โดยมาจากการลดน้ำหนักการลงทุนในตลาดเกิดใหม่ เพื่อย้ายเงินลงทุนไปตลาดหุ้นจีน ส่วนเศรษฐกิจไทยยังคงแข็งแกร่ง เงินสำรองอยู่ในระดับสูง ภายหลังจากหลายหน่วยงานมีแนวโน้มจะปรับประมาณการจีดีพีไทยเพิ่มขึ้น โดยยังคงคาดการณ์ดัชนีหุ้นไทยสิ้นปีนี้อยู่ที่ 1,898 จุด&amp;quot; นายประกิต กล่าว.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/11396</URL_LINK>
                <HASHTAG>กอบสิทธิ์ ศิลปชัย, คณะกรรมการนโยบายการเงิน, ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย, ธนาคารกลางสหรัฐ, ธนาคารแห่งประเทศไทย, ประกิต สิริวัฒนเกตุ, สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง, สุวิชญ โรจนวานิช, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180614/image_big_5b227eb73a51d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
