<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>97850</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/03/2021 12:10</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/03/2021 09:56</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปลูกต้นไม้เป็นบำนาญ  :  รูปธรรมที่จังหวัดชุมพร  “ปลูกไม้มีค่าตอนอายุ 30 ปี  มีเงินล้านใช้ในยามสูงวัย”</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-left: 224.9pt;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ธนาคารต้นไม้แห่งแรกของประเทศไทยเกิดขึ้นที่จังหวัดชุมพร&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปัจจุบันมีมากกว่า 3,000 สาขาทั่วประเทศ ถือเป็นนวัตกรรมทางสังคมที่สำคัญ&amp;nbsp; จุดเริ่มต้นมาจากแนวคิดในการปลูกต้นไม้เพื่อเป็นแนวป้องกันพายุ&amp;nbsp; และทดแทนต้นไม้ที่ล้มตายจากภัยธรรมชาติ&amp;nbsp; จากนั้นขยายผลมาเป็นการปลูกต้นไม้เพื่อใช้หนี้&amp;nbsp; เป็นไม้เศรษฐกิจที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้นทุกวัน&amp;nbsp; และปัจจุบันได้ขยายแนวคิดไปสู่การปลูกเพื่อเป็นบำนาญของผู้สูงอายุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากแหลมตะลุมพุก จ.นครศรีธรรมราชถึง &amp;lsquo;พายุเกย์&amp;rsquo; จ.ชุมพร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ธนาคารต้นไม้แห่งแรกในประเทศไทยเกิดขึ้นในปี 2549 ที่จังหวัดชุมพร (และอาจเป็นแห่งแรกของโลก) โดยการขับเคลื่อนของ &amp;lsquo;ไสว&amp;nbsp; แสงสว่าง&amp;rsquo; อดีตผู้จัดการธนาคารเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) สาขาหลังสวน จ.ชุมพร&amp;nbsp; ที่ได้เห็นภัยพิบัติจากธรรมชาติมาแล้วหลายครั้ง....&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ย้อนกลับไปในปี 2505 เกิดวาตภัยพายุพัดถล่มแหลมตะลุมพุก&amp;nbsp; อ.ปากพนัง&amp;nbsp; จ.นครศรีธรรมราช&amp;nbsp; ไสวในยามนั้นอายุราว 4-5 ขวบ&amp;nbsp; ครอบครัวของเขาอาศัยอยู่ในอำเภอเมือง&amp;nbsp; ไกลจากจุดเกิดเหตุพอสมควร&amp;nbsp; แต่ก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน&amp;nbsp; เพราะบ้านเรือนนับร้อยหลังได้รับความเสียหาย&amp;nbsp; ต้นไม้ใหญ่น้อยถูกแรงพายุกวาดล้มเป็นจำนวนมาก&amp;nbsp; เหตุการณ์ครั้งนั้นมีผู้เสียชีวิตประมาณ 900 ราย&amp;nbsp; และสูญหายอีกจำนวนหนึ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;ความเสียหายจากพายุถล่มแหลมตะลุมพุกในปี 2505&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไสวในยามนั้นยังจำภาพที่พ่อของเขานำกล้าไม้นับร้อยๆ ต้นมาปลูกทดแทนต้นไม้ที่ล้มไปภายหลังเหตุการณ์พายุร้ายพัดผ่านได้ดี&amp;nbsp; เพียงแต่เขาไม่เข้าใจว่าพ่อทำไปเพื่ออะไร ?&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในปี 2532 เกิดเหตุวาตภัย &amp;lsquo;พายุเกย์&amp;rsquo; พัดถล่มจังหวัดชุมพร&amp;nbsp; มีผู้เสียชีวิตประมาณ&amp;nbsp; 500 คน&amp;nbsp; โดยเฉพาะบริเวณอำเภอท่าแซะและปะทิว&amp;nbsp; เป็นจุดที่ได้รับความเสียหายจากพายุเกย์มากที่สุด&amp;nbsp; ไสวในตอนนั้นทำงานที่ ธ.ก.ส.ในย่านนั้น&amp;nbsp; เขาจึงเห็นภาพความเสียหายได้ดี&amp;nbsp; เพราะนอกจากชีวิตผู้คน&amp;nbsp; บ้านเรือนและทรัพย์สินแล้ว&amp;nbsp; ต้นไม้ไร่นาต่างๆ&amp;nbsp; ถูกมือยักษ์ของพายุกวาดรากถอนโคนจนเรียบเหมือนหนังหน้ากลอง&amp;nbsp; เว้นแต่ต้นไม้ใหญ่ที่หยั่งรากลึกยังคงยืนหยัดต้านพายุร้ายได้ ตอนนั้นเขาจึงเข้าใจแล้วว่า พ่อปลูกต้นไม้เพื่ออะไร ?&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังพายุร้ายผ่านพ้น&amp;nbsp; ไสวใช้เวลาว่างเพาะชำกล้าไม้ต่างๆ&amp;nbsp; โดยเฉพาะไม้ตะเคียนทองซึ่งเป็นไม้ยืนต้นและมีราคา&amp;nbsp; ใช้ปลูกเพื่อเป็นแนวป้องกันลมพายุ&amp;nbsp; เนื้อไม้นำมาทำเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ&amp;nbsp;&amp;nbsp; และใช้ปลูกสร้างบ้านได้ดี&amp;nbsp; คุณสมบัติข้อนี้เขารู้ดี&amp;nbsp; เพราะต้นไม้ที่พ่อของเขาปลูกหลังพายุพัดถล่มแหลมตะลุมพุกก็คือ&amp;nbsp; ไม้ตะเคียน&amp;nbsp; ซึ่งภายหลังครอบครัวและญาติพี่น้องของเขาได้นำไม้ตะเคียนที่พ่อปลูกมาสร้างบ้านเรือนโดยไม่ต้องเสียเงินซื้อไม้แม้แต่บาทเดียว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กล้าไม้ที่ไสวเพาะเอาไว้ &amp;nbsp;นอกจากต้นตะเคียนทองแล้ว&amp;nbsp; ยังมียืนต้นต่างๆ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ไม้ยาง&amp;nbsp; พะยอม&amp;nbsp; จำปาทอง&amp;nbsp; เคี่ยม ฯลฯ&amp;nbsp; เขานำไปแจกจ่ายให้แก่เกษตรกรหรือลูกค้า ธ.ก.ส.ที่เขาออกไปเยี่ยมเยียน&amp;nbsp; เริ่มจากพื้นที่ที่เขาทำงานอยู่&amp;nbsp; จากนั้นจึงขยายไปยังอำเภอต่างๆ&amp;nbsp; ในจังหวัดชุมพร&amp;nbsp; รวมทั้งจังหวัดที่อยู่ติดกัน&amp;nbsp; เช่น ระนอง&amp;nbsp; รวมแล้วนับเป็นหมื่นๆ ต้น&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไสว&amp;nbsp; แสงสว่าง จากผลงานการส่งเสริมการจัดตั้งธนาคารต้นไม้&amp;nbsp; ทำให้เขาได้รับรางวัลลูกโลกสีเขียวประจำปี 2550 จากการจัดของ ปตท.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากประสบการณ์การทำงานของไสวกว่าสิบปีที่ &amp;nbsp;ธ.ก.ส.&amp;nbsp; เขาเห็นว่า&amp;nbsp; ธนาคารมีหน้าที่ในการสนับสนุนสินเชื่อให้แก่เกษตรกรเพื่อนำไปประกอบอาชีพ&amp;nbsp; แต่เกษตรกรส่วนใหญ่ไม่สามารถชำระหนี้สินคืนได้ และกลายเป็นดินพอกหางหมู&amp;nbsp; เพราะต้องกู้หนี้ยืมสินมาผ่อนชำระกับ ธ.ก.ส.&amp;nbsp; เขาจึงมีแนวคิดส่งเสริมให้เกษตรกรเปลี่ยนจากพืชเชิงเดี่ยว&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ยางพารา&amp;nbsp; ปาล์มน้ำมัน&amp;nbsp; มาทำเกษตรผสมผสานและเกษตรอินทรีย์&amp;nbsp;&amp;nbsp; เพื่อลดความเสี่ยงเรื่องราคา&amp;nbsp; ลดต้นทุนการผลิต&amp;nbsp; และปลูกไม้ยืนต้นเพื่อเป็นทรัพย์สิน&amp;nbsp; เมื่อไม้เหล่านี้โตขึ้นก็ยิ่งมีราคา&amp;nbsp; สามารถใช้เป็นหลักทรัพย์ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากแนวคิด &amp;lsquo;ปลูกต้นไม้ใช้หนี้&amp;rsquo;&amp;nbsp; สู่ &amp;lsquo;ธนาคารต้นไม้&amp;rsquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกันในช่วงปี 2547-2548 &amp;lsquo;สภาผู้นำชุมชนแห่งชาติ&amp;rsquo; (ปัจจุบันคือสภาองค์กรชุมชน) ได้เสนอแนวคิดเรื่อง &amp;lsquo;ปลูกต้นไม้ใช้หนี้&amp;rsquo; ต่อรัฐบาลในขณะนั้น&amp;nbsp; เพื่อปลดเปลื้องหนี้สินให้แก่เกษตรกร&amp;nbsp; โดยให้เกษตรกรนำต้นไม้ที่ตนเองปลูกไปเป็นทรัพย์สินเพื่อค้ำประกันเงินกู้หรือชำระหนี้สินให้แก่ธนาคาร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จินดา&amp;nbsp; บุญจันทร์&amp;nbsp; อดีตผู้นำสภาชุมชนแห่งชาติ&amp;nbsp; เล่าว่า&amp;nbsp; ในช่วงนั้นมีกลุ่มสมัชชาเกษตรรายย่อยภาคอีสาน (สกย.อ.) ยกขบวนเข้ากรุงเทพฯ เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาหนี้สินให้แก่เกษตรกร&amp;nbsp; แต่รัฐบาลยังไม่มีแนวทางชัดเจนว่าจะทำอย่างไร&amp;nbsp; กลุ่มแกนนำสภาชุมชนแห่งชาติจึงปรึกษาหารือกัน&amp;nbsp; โดยมีความเห็นร่วมกันว่า&amp;nbsp; รัฐบาลควรจะให้เกษตรกรนำต้นไม้ที่ตนเองปลูกมาเป็นหลักทรัพย์เพื่อค้ำประกันเงินกู้จากธนาคารของรัฐ&amp;nbsp; หรือใช้เป็นทรัพย์สินเพื่อชำระหนี้แก่ ธ.ก.ส.&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&amp;nbsp;จินดา&amp;nbsp; บุญจันทร์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;สภาผู้นำชุมชนจึงนำแนวคิดนี้มาเสนอต่อรัฐบาล&amp;nbsp; และเสนอให้ใช้พื้นที่จังหวัดชุมพรเป็นศูนย์เรียนรู้การปลูกต้นไม้ใช้หนี้&amp;nbsp;&amp;nbsp; เพราะจังหวัดชุมพรมีหลายพื้นที่ที่เริ่มปลูกต้นไม้ใช้หนี้แล้ว&amp;nbsp; ตอนนั้นผมใช้ชื่อโครงการว่า &amp;lsquo;โครงการปลูกต้นไม้ใช้หนี้ลุ่มน้ำหลังสวน&amp;nbsp; จังหวัดชุมพร&amp;rsquo;&amp;nbsp; และเริ่มมีการเก็บข้อมูลปัญหาหนี้สินของเกษตรกรในพื้นที่เพื่อนำมาขับเคลื่อนโครงการแล้ว&amp;rdquo;&amp;nbsp; จินดาบอกถึงที่มาของแนวคิด&amp;nbsp; และขยายความว่า&amp;nbsp; ภายหลังได้เปลี่ยนชื่อเป็นโครงการ &amp;lsquo;ธนาคารต้นไม้&amp;rsquo;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เพราะคนชุมพรไม่ชอบเรื่องการเป็นหนี้&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในปี 2549 &amp;nbsp;จินดาและไสว&amp;nbsp; ร่วมกับภาคีเครือข่ายและภาคประชาชนสนับสนุนการจัดตั้ง &amp;lsquo;ธนาคารต้นไม้&amp;rsquo; แห่งแรกที่บ้านคลองเรือ&amp;nbsp; ต.ปากทรง&amp;nbsp; อ.พะโต๊ะ&amp;nbsp; จ.ชุมพร &amp;nbsp;เพราะที่บ้านคลองเรือ&amp;nbsp; ชาวบ้านได้บุกเบิกถางไร่&amp;nbsp; จนต้นไม้ใหญ่น้อยถูกตัดโค่น&amp;nbsp; จึงต้องร่วมกันฟื้นฟูป่าขึ้นมา&amp;nbsp; โดยชาวบ้านมีกติการ่วมกันว่า&amp;nbsp; ทุกครอบครัวจะต้องปลูกไม้ยืนต้นทดแทน&amp;nbsp; 25 ต้นต่อไร่&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ตะเคียน&amp;nbsp;&amp;nbsp; พะยอม&amp;nbsp; จำปาทอง&amp;nbsp; เคี่ยม&amp;nbsp; ยาง&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อไม้เหล่านี้โตขึ้นก็จะเพิ่มมูลค่าในทางเศรษฐกิจ&amp;nbsp; เป็นดอกเบี้ยที่ผู้ปลูกจะได้รับ&amp;nbsp; รวมทั้งยังได้ความร่มรื่น&amp;nbsp; เพิ่มอ๊อกซิเจน &amp;nbsp;สร้างสมดุลให้แก่ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม&amp;nbsp; และสามารถใช้เป็นหลักทรัพย์&amp;nbsp; หรือใช้ชำระหนี้ได้&amp;nbsp; เพราะในขณะนั้น ธ.ก.ส.มีแนวทางในการส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกต้นไม้ตามพระราชดำรัสของในหลวงรัชกาลที่&amp;nbsp; 9 เรื่องการปลูกป่า 3 อย่างได้ประโยชน์ 4 อย่าง ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การปลูกป่าถ้าจะให้ราษฎรมีประโยชน์ให้เขาอยู่ได้ให้ใช้วิธีปลูกไม้&amp;nbsp; 3 อย่าง &amp;nbsp;แต่มีประโยชน์ 4 อย่าง&amp;nbsp; คือ &amp;nbsp;ไม้ใช้สอย ไม้กินได้ &amp;nbsp;ไม้เศรษฐกิจ ...ประโยชน์อย่างที่ 4&amp;nbsp; คือสามารถช่วยอนุรักษ์ดินและน้ำ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังจากนั้นแนวคิดการจัดตั้งธนาคารต้นไม้ได้แพร่ขยายไปยังอำเภอต่างๆ ในจังหวัดชุมพร&amp;nbsp; และจากการรวมพลังของธนาคารต้นไม้ในจังหวัดชุมพร&amp;nbsp; รวมทั้งการขับเคลื่อนและผลักดันแนวคิดของภาคีเครือข่ายในระดับนโยบายโดย ธ.ก.ส.&amp;nbsp; สภาผู้นำชุมชนแห่งชาติ &amp;nbsp;กองทุนฟื้นฟูเกษตรกร&amp;nbsp; &amp;nbsp;เสนอต่อรัฐบาลพลเอกสุรยุทธ์&amp;nbsp; จุลานนท์มาอย่างต่อเนื่อง (รับตำแหน่งตุลาคม 2549) ในวันที่ 25&amp;nbsp; พฤษภาคม 2550&amp;nbsp; รัฐบาลพลเอกสุรยุทธ์จึงประกาศ &amp;lsquo;วาระแห่งชาติ ว่าด้วยการปลูกต้นไม้ใช้หนี้&amp;rsquo; ภายใต้ยุทธศาสตร์ &amp;lsquo;การพึ่งพาตนเองด้านที่อยู่อาศัย&amp;nbsp; พลังงาน&amp;nbsp; อาหารและยา&amp;rsquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปลูกต้นไม้เป็นบำนาญรองรับสังคมสูงวัยที่ อ.หลังสวน จ.ชุมพร&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:6.0pt&quot;&gt;อำเภอหลังสวน&amp;nbsp; จังหวัดชุมพร&amp;nbsp; มีทั้งหมด 13 &amp;nbsp;ตำบล&amp;nbsp; มีพื้นที่ประมาณ&amp;nbsp; 935 ตารางกิโลเมตร&amp;nbsp; พื้นที่ด้านตะวันตกมีสภาพเป็นที่ราบเชิงเขา&amp;nbsp; ส่วนด้านตะวันออกติดชายฝั่งทะเลอ่าวไทย &amp;nbsp;&amp;nbsp;ประชากรประมาณ74,000 คน&amp;nbsp; &amp;nbsp;ชาวบ้านส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำสวน&amp;nbsp; &amp;nbsp;เช่น &amp;nbsp;&amp;nbsp;ยางพารา&amp;nbsp; ปาล์มน้ำมัน&amp;nbsp; &amp;nbsp;มังคุด &amp;nbsp;&amp;nbsp;เงาะ&amp;nbsp; ทุเรียน&amp;nbsp; &amp;nbsp;และทำประมงชายฝั่ง&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:6.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:6.0pt&quot;&gt;&amp;lsquo;วิระ&amp;nbsp; ปัจฉิมเพ็ชร&amp;rsquo;&amp;nbsp; อาชีพเกษตรกร&amp;nbsp; และเป็นประธานสภาองค์กรชุมชนตำบลนาขา&amp;nbsp; อ.หลังสวน&amp;nbsp; บอกว่า&amp;nbsp; ธนาคารต้นไม้ที่ตำบลนาขาจัดตั้งขึ้นในปี&amp;nbsp; 2550&amp;nbsp; โดยนำต้นแบบมาจากธนาคารต้นไม้บ้านคลองเรือ&amp;nbsp; อ.พะโต๊ะ&amp;nbsp; ถือเป็นธนาคารต้นไม้แห่งที่ 8 ในจังหวัดชุมพร&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:6.0pt&quot;&gt;ปัจจุบันมีสมาชิกที่ขึ้นทะเบียนปลูกต้นไม้ประมาณ 120&amp;nbsp; คน&amp;nbsp; โดยสมาชิกแต่ละคนจะปลูกต้นไม้ในพื้นที่ของตัวเอง&amp;nbsp; แต่ไม่ได้กำหนดว่าใครจะปลูกกี่ต้น&amp;nbsp; แล้วแต่สภาพพื้นที่และความเหมาะสม&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; สะเดาเทียม&amp;nbsp; ซึ่งมีลำต้นสูงใหญ่&amp;nbsp; ลำต้นตรง &amp;nbsp;เนื้อไม้มีความคงทน &amp;nbsp;&amp;nbsp;มอดไม่กินเนื้อไม้ &amp;nbsp;นำมาแปรรูปสร้างบ้าน&amp;nbsp; ทำเครื่องเรือนต่างๆ ได้ดี&amp;nbsp; นอกจากนี้ยังปลูกไม้มีค่าอื่นๆ&amp;nbsp; เช่น &amp;nbsp;จำปาทอง ตะเคียนทอง &amp;nbsp;เคี่ยม&amp;nbsp; สัก&amp;nbsp; ประดู่&amp;nbsp; ยางนา&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:6.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:6.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 6pt; text-align: center;&quot;&gt;วิระกับไม้ตะเคียนที่ปลูกเมื่อปี 2547&amp;nbsp; ตอนนี้ย่างเข้าปีที่ 17 &amp;nbsp;เส้นรอบวงประมาณ 1 เมตรเศษ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:6.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:6.0pt&quot;&gt;วิระบอกว่า&amp;nbsp; การส่งเสริมให้ชาวบ้านปลูกต้นไม้จากโครงการธนาคารต้นไม้ &amp;nbsp;มีผลดี 2&amp;nbsp; ด้านหลักๆ คือ &amp;nbsp;&amp;nbsp;1.ด้านเศรษฐกิจ &amp;nbsp;ชาวบ้านสามารถตัดไม้นำมาขาย &amp;nbsp;นำมาแปรรูป &amp;nbsp;นำมาใช้ประโยชน์ในครัวเรือน &amp;nbsp;เมื่อเกิดภัยธรรมชาติ&amp;nbsp;&amp;nbsp; มีลมมรสุมต้นไม้ก็จะเป็นแนวป้องกันลมได้&amp;nbsp; หรือหากบ้านเรือนเสียหายก็ยังโค่นต้นไม้เพื่อเอามาใช้ซ่อมแซมบ้านได้&amp;nbsp; และ 2.ด้านสิ่งแวดล้อม &amp;nbsp;ช่วยเพิ่มพื้นที่ป่าไม้&amp;nbsp; เพิ่มอากาศบริสุทธิ์&amp;nbsp; ให้ความร่มรื่น&amp;nbsp; ใบไม้ที่ร่วงก็จะกลายเป็นปุ๋ย&amp;nbsp; ทำให้ผืนดินมีความอุดมสมบูรณ์&amp;nbsp; ชุ่มชื้น&amp;nbsp; &amp;nbsp;เกิดผลดีต่อระบบนิเวศโดยรวม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:6.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:6.0pt&quot;&gt;&amp;ldquo;ไม้ยืนต้นที่เราปลูก&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ตะเคียนทอง&amp;nbsp; จำปาทอง&amp;nbsp; สะเดาเทียม&amp;nbsp; จากการคำนวณพบว่า&amp;nbsp; เมื่อปลูกลงดินแล้วไม้แต่ละต้นจะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นวันละ 3 บาท&amp;nbsp; 1 ปีประมาณ 1,000 บาท&amp;nbsp; 10 ปีประมาณ&amp;nbsp; 10,000 บาท&amp;nbsp; และ 30 ปีประมาณ&amp;nbsp; 30,000 บาท&amp;nbsp; หากเราปลูก 100 ต้น&amp;nbsp; ภายในเวลา 30 ปี&amp;nbsp;&amp;nbsp; เราจะมีทรัพย์สินงอกเงยขึ้นมา&amp;nbsp; 3 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:6.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:6.0pt&quot;&gt;นอกจากนี้ต้นไม้ที่ปลูกหากยังไม่ตัด&amp;nbsp; เราก็เอามาใช้ประโยชน์ได้หลายอย่าง&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ไม้เคี่ยม&amp;nbsp; เป็นไม้เนื้อแข็ง&amp;nbsp; เอาเปลือกและเนื้อไม้ใส่ในน้ำตาลมะพร้าว&amp;nbsp; น้ำตาลโตนด&amp;nbsp; ช่วยไม่ให้น้ำตาลที่ปาดออกมาจากต้นใหม่ๆ บูดหรือเปรี้ยว&amp;nbsp; ต้นทำมัง &amp;nbsp;ใบมีกลิ่นคล้ายแมงดา &amp;nbsp;ยอดอ่อนเอาไปย่างไฟ &amp;nbsp;กินกับน้ำพริก&amp;rdquo; &amp;nbsp;วิระบอกถึงประโยชน์จากการปลูกต้นไม้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:6.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:6.0pt&quot;&gt;เขาบอกด้วยว่า&amp;nbsp; ที่ดินของเขามีเนื้อที่ทั้งหมดประมาณ 20 ไร่&amp;nbsp; ปลูกผักสวนครัวอินทรีย์เพื่อขายเป็นรายได้รายวัน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ผักกาดหอม&amp;nbsp; คะน้า&amp;nbsp; กวางตุ้ง&amp;nbsp; ตั้งโอ๋&amp;nbsp; แตงกวา&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; มีรายได้ประมาณวันละ 800 บาท&amp;nbsp; นอกจากนี้ยังปลูกกล้วย&amp;nbsp; ทุเรียน&amp;nbsp; ปาล์มน้ำมัน&amp;nbsp; อินทผลาลัม&amp;nbsp; และเลี้ยงผึ้งโพรงในสวนเพื่อหาน้ำหวานจากต้นไม้ในสวนอีก 20 ลัง&amp;nbsp; เพื่อมีรายได้รายเดือนและรายปี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:6.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:6.0pt&quot;&gt;ส่วนไม้มีค่าทางเศรษฐกิจนั้น&amp;nbsp; เขาเริ่มปลูกตั้งแต่ปี 2547 ก่อนที่จะจัดตั้งธนาคารต้นไม้&amp;nbsp; ตอนนั้นเขาอายุได้ประมาณ 33 ปี (ปัจจุบันอายุ 50 ปี)&amp;nbsp; เริ่มปลูกต้นยางนา&amp;nbsp; จำปาทอง&amp;nbsp; ตะเคียนทอง&amp;nbsp; มะฮอกกานี&amp;nbsp; และปี 2550&amp;nbsp; ปลูกสะเดาเทียม&amp;nbsp; รวมทั้งหมดประมาณ 500 ต้น&amp;nbsp; ปัจจุบันไม้เหล่านี้มีอายุประมาณ 14-17 ปี&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ต้นจำปาทองอายุ 17 ปี มีความสูงประมาณ 15 เมตร&amp;nbsp; เส้นรอบวงประมาณ 120 เซนติเมตร&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:6.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:6.0pt&quot;&gt;&amp;ldquo;ตอนนั้นที่ปลูกเพราะผมคิดว่าจะได้ใช้ประโยชน์ตอนแก่&amp;nbsp; เพราะไม้พวกนี้กว่าจะโตใช้ประโยชน์ได้&amp;nbsp; ผมก็มีจะอายุประมาณ 50-60 ปี&amp;nbsp; เอามาใช้สร้างบ้าน&amp;nbsp; ทำเฟอร์นิเจอร์ต่าง ๆ&amp;nbsp; หรือขายเป็นบำนาญก็ได้&amp;nbsp; เพราะหากผมตัดไม้ที่มีอายุ 30 ปี&amp;nbsp; มีราคาต้นละ 30,000 บาท&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขายเดือนละ 1 ต้น&amp;nbsp; ผมมีต้นไม้ 500 ต้น&amp;nbsp; ก็จะตัดขายได้อีก 40 กว่าปี&amp;nbsp; มีเงินใช้ตลอดเดือนละ 30,000 บาท&amp;nbsp; และหากปลูกทดแทนเรื่อยๆ ตัดจนตายก็ยังตัดไม่หมด&amp;nbsp; แต่ผมจะไม่ตัดขายหรอก&amp;nbsp; จะปล่อยให้เป็นสมบัติของลูกหลาน&amp;nbsp; เป็นสมบัติของแผ่นดิน&amp;nbsp; เพราะไม้พวกนี้เมื่อมีอายุเยอะก็จะมีประโยชน์และคุณค่าเพิ่มมากขึ้น&amp;nbsp; ทั้งเรื่องสิ่งแวดล้อม&amp;nbsp; สร้างความชุ่มชื้นให้แก่ผืนดินด้วย&amp;rdquo;&amp;nbsp; วิระบอก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:6.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:6.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 6pt; text-align: center;&quot;&gt;แปลงปลูกผักอินทรีย์ของวิระ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:6.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:6.0pt&quot;&gt;เขายังบอกด้วยว่า&amp;nbsp; ในฐานะที่เขาเป็นประธานสภาองค์กรชุมชนตำบลนาขา&amp;nbsp; เขาได้ใช้สภาองค์กรชุมชนฯ&amp;nbsp; ส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกไม้มีค่าเพื่อเป็นบำนาญยามสูงวัย&amp;nbsp; แต่จะต้องเริ่มปลูกตั้งแต่ในวัยหนุ่มสาว&amp;nbsp; รวมทั้งส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกผักและผลไม้อินทรีย์&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ทุเรียน&amp;nbsp; มังคุด&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยร่วมมือกับ อบต.&amp;nbsp; รพ.สต.&amp;nbsp; อสม.ขับเคลื่อนเรื่องนี้&amp;nbsp; เพราะหากเกษตรกรยังใช้สารเคมี&amp;nbsp; แม้จะมีรายได้ดี&amp;nbsp; แต่สารเคมีก็จะสะสมในร่างกาย&amp;nbsp; เกิดปัญหาโรคภัยติดตามมา&amp;nbsp; ทำให้เจ็บป่วยด้วยโรคต่างๆ&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:6.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:6.0pt&quot;&gt;&amp;ldquo;สังคมสูงวัยต้องอยู่กับการทำการเกษตรที่ยั่งยืน&amp;nbsp; มีรายได้เลี้ยงดูตัวเอง&amp;nbsp; และมีความสุข&amp;nbsp; ไม่ใช่สูงวัย&amp;nbsp; แต่ยังจน&amp;nbsp; หรือต้องเอาเงินไปใช้รักษาตัวในตอนแก่&amp;rdquo; &amp;nbsp;วิระกล่าวย้ำ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:6.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:6.0pt&quot;&gt;ข้อเสนอ &amp;lsquo;ปลดล็อค&amp;rsquo; ข้อจำกัดธนาคารต้นไม้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:6.0pt&quot;&gt;แม้ว่าปัจจุบันรัฐบาลจะมีนโยบายส่งเสริมให้เกษตรกรที่ปลูกไม้ยืนต้นมีค่าทางเศรษฐกิจนำมาจดทะเบียนเพื่อเป็นหลักประกันทางธุรกิจได้ &amp;nbsp;(พระราชบัญญัติหลักประกันทางธุรกิจ พ.ศ.2558&amp;nbsp; &amp;nbsp;กระทรวงพาณิชย์&amp;nbsp; กำหนดกฎกระทรวง &amp;nbsp;พ.ศ.2561&amp;nbsp; ให้ไม้ยืนต้นเป็นทรัพย์สินที่ใช้เป็นหลักประกันได้) รวมทั้ง ธ.ก.ส.ได้อนุมัติให้กลุ่มเกษตรกรใช้ต้นไม้เป็นหลักทรัพย์เพื่อขอสินเชื่อนำเงินมาลงทุนประกอบอาชีพ&amp;nbsp; โดยปัจจุบัน ธกส.อนุมัติอนุมัติสินเชื่อแล้วหลายกลุ่ม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:6.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:6.0pt&quot;&gt;เช่น&amp;nbsp; ในปี 2563 ที่ผ่านมา&amp;nbsp; ธ.ก.ส. ได้นำร่องให้สินเชื่อแก่เกษตรกรในจังหวัดสุพรรณบุรี&amp;nbsp; ที่นำไม้ยืนต้นที่มีค่าที่ปลูกในบริเวณบ้าน&amp;nbsp;&amp;nbsp; จำนวน &amp;nbsp;44 ต้น &amp;nbsp;&amp;nbsp;ประกอบด้วย &amp;nbsp;มะขาม (9 ต้น) มะกอกป่า (1 ต้น) &amp;nbsp;สะเดา (14 ต้น) &amp;nbsp;ตะโก (1 ต้น) &amp;nbsp;โมกมัน (1 ต้น) งิ้วป่า (1 ต้น) &amp;nbsp;กระท้อน (1 ต้น) &amp;nbsp;มะเกลือ (2 ต้น) &amp;nbsp;ยอป่า (1 ต้น) มะม่วง (1 ต้น) และไม้แดง (12 ต้น) มาเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันการกู้เงิน&amp;nbsp; วงเงินสินเชื่อจำนวน 115,000 บาท &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:6.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:6.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:6.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:6.0pt&quot;&gt;ทั้งนี้ไม้ยืนต้นที่สามารถนำมาเป็นหลักประกันการขอสินเชื่อมีจำนวน 58 ชนิด &amp;nbsp;เช่น &amp;nbsp;สัก &amp;nbsp;พะยูง &amp;nbsp;ชิงชัน &amp;nbsp;ประดู่ &amp;nbsp;มะค่า แดง &amp;nbsp;เต็ง &amp;nbsp;รัง &amp;nbsp;ตะเคียน &amp;nbsp;สะเดา &amp;nbsp;นางพญาเสือโคร่ง &amp;nbsp;ปีบ &amp;nbsp;ตะแบกนา &amp;nbsp;ไม้สกุลมะม่วง &amp;nbsp;ไม้สกุลทุเรียน &amp;nbsp;ไม้สกุลยาง &amp;nbsp;มะขามป้อม ไผ่ทุกชนิด &amp;nbsp;ไม้สกุลจำปี &amp;nbsp;กัลปพฤกษ์ &amp;nbsp;ราชพฤกษ์ &amp;nbsp;หว้า &amp;nbsp;จามจุรี &amp;nbsp;กฤษณา &amp;nbsp;ไม้หอม &amp;nbsp;ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:6.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:6.0pt&quot;&gt;อย่างไรก็ตาม &amp;nbsp;จินดา&amp;nbsp; บุญจันทร์ &amp;nbsp;อดีตผู้ร่วมก่อตั้งธนาคารต้นไม้&amp;nbsp; เสนอความเห็นว่า&amp;nbsp; ธนาคารต้นไม้นับตั้งแต่ก่อตั้งแห่งแรกที่จังหวัดชุมพรในปี 2549&amp;nbsp; ถึงปัจจุบันเป็นเวลา&amp;nbsp; 15 ปีแล้ว&amp;nbsp; แต่ยังขับเคลื่อนต่อได้ไม่มากนัก&amp;nbsp; เพราะยังมีข้อติดขัดและอุปสรรคหลายประการ&amp;nbsp; ตนจึงมีข้อเสนอต่อรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดังนี้&lt;/p&gt;


	ต้องอนุญาตให้เกษตรกรที่ปลูกต้นไม้ในพื้นที่ที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์&amp;nbsp; สามารถตัดต้นไม้เพื่อนำมาแปรรูปขายหรือใช้ประโยชน์ได้&amp;nbsp; โดยไม่ต้องกลัวว่าจะมีการตัดไม้มาสวมตอ&amp;nbsp; หรือตัดไม้จากที่อื่นมาใช้&amp;nbsp; เพราะในการขึ้นทะเบียนต้นไม้กับ ธ.ก.ส. จะต้องมีการตรวจสอบ&amp;nbsp; และจับพิกัดต้นไม้ด้วย GPS เพื่อระบุตำแหน่งของต้นไม้แล้ว&amp;nbsp; 
	รัฐบาลต้องส่งเสริมให้กลุ่มวิสาหกิจชุมชนนำต้นไม้จากธนาคารต้นไม้มาแปรรูปเพื่อสร้างมูลค่าให้สูงขึ้น&amp;nbsp; แต่ต้องเป็นวิสาหกิจชุมชนแบบวิถีชีวิตชุมชน&amp;nbsp; ไม่ใช่โค่นหรือตัดต้นไม้แบบการตลาด
	ในพื้นที่ที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์&amp;nbsp; แต่ทางราชการหรือกรมป่าไม้&amp;nbsp; หรือ คทช. (คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ&amp;nbsp; มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน) อนุญาตให้ประชาชนเข้ากินแล้ว&amp;nbsp; หรืออยู่ในระหว่างการตรวจสอบที่ดินนั้น&amp;nbsp; ให้หน่วยงานรัฐ&amp;nbsp; เช่น ธ.ก.ส.รับรองการปลูกต้นไม้ในพื้นที่นั้นๆ&amp;nbsp; หรือรับรองการขึ้นทะเบียนต้นไม้เพื่อเป็นทรัพย์สินหรือนำมาใช้ประโยชน์ต่อไปได้


&lt;p style=&quot;margin-bottom:6.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:6.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;


	กรณีการปลูกต้นไม้เพื่อเป็นบำนาญหรือรองรับสังคมสูงวัยนั้น&amp;nbsp; ในกรณีที่ประชาชนไม่มีที่ดินเป็นของตัวเอง&amp;nbsp; ควรจะอนุญาตให้ปลูกในที่ดินสาธารณะ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; พื้นที่ป่าเสื่อมโทรม&amp;nbsp; พื้นที่ริมถนน&amp;nbsp; โรงเรียน&amp;nbsp; หรือวัด&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; และรับขึ้นทะเบียนเพื่อให้ผู้ปลูกนำมาใช้เป็นหลักทรัพย์หรือทรัพย์สินได้
	หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องต้องบูรณาการการทำงานร่วมกัน&amp;nbsp; ไม่ใช่ต่างหน่วยงานต่างทำ&amp;nbsp; และใช้เรื่องการปลูกต้นไม้ส่งเสริมเรื่องเศรษฐกิจของชาวบ้านและชุมชน&amp;nbsp; 
	พ.ร.บ.ธนาคารต้นไม้ที่ยังอยู่ในระหว่างการดำเนินการ&amp;nbsp; รัฐบาลควรจะให้การส่งเสริม พ.ร.บ.ฉบับนี้&amp;nbsp;&amp;nbsp; และส่งเสริมให้ชาวบ้านปลูกต้นไม้โดยตรง&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; รับรองสิทธิการปลูกต้นไม้&amp;nbsp; จ่ายค่าดูแลการปลูกต้นไม้&amp;nbsp; โดยไม่ต้องผ่านหน่วยงานรัฐ&amp;nbsp; เพราะหากชาวบ้านปลูกเอง&amp;nbsp; ชาวบ้านก็จะดูแลต้นไม้ได้ดีกว่า&amp;nbsp; และใช้ พ.ร.บ.ฉบับนี้เป็นกฎหมายหลักเพื่อปลดล็อคกฎหมายหรืออุปสรรคต่างๆ


&lt;p style=&quot;margin-bottom:6.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:6.0pt&quot;&gt;&amp;ldquo;ส่วนการปลูกต้นไม้เพื่อเป็นบำนาญในยามสูงวัยนั้น&amp;nbsp; เราจะต้องส่งเสริมให้คนที่มีอายุประมาณ 30 ปีปลูกไม้มีค่าทางเศรษฐกิจตั้งแต่วันนี้&amp;nbsp; เพราะต่อไปไม้จะมีราคาสูงมากขึ้น&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ไม้จำปาทองคนจีนนิยมเอามาทำโลงศพ&amp;nbsp; และมีราคาสูง&amp;nbsp; ต้นหนึ่งขนาดอายุ 30-40 ปี&amp;nbsp; ตัดเอามาทำโลงทองได้ 2 ท่อน&amp;nbsp; ราคาขายที่อำเภอหาดใหญ่&amp;nbsp; จังหวัดสงขลา&amp;nbsp; ท่อนละประมาณ&amp;nbsp; 50,000 บาท&amp;nbsp; หรือมีราคาต้นละ 100,000&amp;nbsp; บาท&amp;nbsp;&amp;nbsp; หากเราเริ่มปลูกตอนอายุ 30 ปี&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; พออายุ 60-70 ปีเราก็ขายไม้จำปาทองเพื่อเอาเงินมาใช้ในยามสูงวัยได้สบาย&amp;nbsp; ถ้าปลูก&amp;nbsp; 10 ต้นก็เป็นเงิน 1 ล้านบาท&amp;nbsp; ปลูก 100 ต้นก็ 10 ล้านบาท &amp;rdquo; &amp;nbsp;จินดากล่าวในตอนท้าย&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:6.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:8.0pt&quot;&gt;หมายเหตุ : เรื่องและภาพโดยสำนักพัฒนานวัตกรรมชุมชนจัดการความรู้และสื่อสาร&amp;nbsp; สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน)&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/97850</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชุมพร., ธนาคารต้นไม้, พอช.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210331/image_big_6063e87696218.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
