<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>97991</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/04/2021 14:49</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/04/2021 14:49</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> ธุรกิจประกันเร่งปรับทัพ รับเทรนด์สีเขียว-แห่คลอดผลิตภัณฑ์จับลูกค้า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เทรนด์ธุรกิจสีเขียวและการใช้ดิจิทัลขณะนี้กำลังมาแรง ทำให้ทุกภาคส่วนต้องปรับตัวเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของตลาด ไม่ว่าจะเป็นพลังงานสีเขียว หรือการนำเทคโนโลยีและดิจิทัลมาพัฒนาและปรับใช้กับการดำเนินธุรกิจ เริ่มมีความเด่นชัดถึงการผลักดันการใช้นวัตกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อมให้แพร่หลายมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในส่วนของภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ทั่วโลกกำลังให้ความสนใจ การใช้ยานยนต์จากพลังงานสะอาดหรือพลังงานไฟฟ้าที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น ดังนั้นทำให้ธุรกิจประกันต้องเร่งหาผลิตภัณฑ์ออกมารองรับ บมจ.เมืองไทยประกันภัย หรือ MTI จึงได้ออกประกันภัยรถยนต์ชั้น 1 สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า &amp;lsquo;Muang Thai Motor EV&amp;rsquo; ขึ้น โดยมอบความคุ้มครองที่ครบครัน มุ่งเป็นผู้นำเทรนด์ด้านตลาดประกันภัยรถยนต์สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า อีกทั้งเพื่อให้ผู้บริโภคอุ่นใจในการขับขี่ยานยนต์แห่งอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นางนวลพรรณ ล่ำซำ กรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.เมืองไทยประกันภัย หรือ MTI เปิดเผยว่า เมืองไทยประกันภัย ออกผลิตภัณฑ์ใหม่ &amp;lsquo;Muang Thai Motor EV&amp;rsquo; ประกันภัยรถยนต์ชั้น 1 สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า พลิกโฉมภาพลักษณ์ประกันรถยนต์ มุ่งตอบโจทย์นวัตกรรมสีเขียว (Green Innovation) ที่เข้าใจไลฟ์สไตล์ผู้ขับขี่ยุค 2021 เจาะกลุ่มผู้บริโภคเทรนด์ใหม่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะ มอบความคุ้มครองรถยนต์ไฟฟ้าให้แบบครบวงจรครอบคลุมรถยนต์กว่า 12 ยี่ห้อรุ่น และรวมไปถึงรถยนต์ซูเปอร์คาร์ (Super Car) ด้วยเบี้ยประกันภัยเริ่มต้นเพียง 25,999 บาท/ปี ระยะเวลาความคุ้มครอง 1 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
สำหรับ &amp;lsquo;Muang Thai Motor EV&amp;rsquo; มาพร้อมกับ 3 หมวดความคุ้มครอง โดยมีรายละเอียดดังนี้ หมวดที่ 1 ความรับผิดต่อบุคคลภายนอก อาทิ กรณีบาดเจ็บ/เสียชีวิตของบุคคลภายนอก (รวมถึงผู้โดยสารในรถประกันภัย) ด้วยทุนประกันภัยสูงสุด 1,000,000 บาท (กรณีได้รับบาดเจ็บ) และ 10,000,000 บาท (กรณีเสียชีวิต)
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หมวดที่ 2 ความคุ้มครองความเสียหายต่อรถยนต์ที่เอาประกันภัย ได้แก่ ความเสียหายต่อตัวรถ และกรณีรถยนต์สูญหาย ไฟไหม้ (คุ้มครองตามทุนประกันภัย)
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หมวดที่ 3 ความคุ้มครองตามเอกสารแนบท้าย ประกอบไปด้วย ประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล (ร.ย. 01) ด้วยทุนประกันภัย 100,000 บาท/คน ค่ารักษาพยาบาล (ร.ย. 02) 100,000 บาท/คน และการประกันตัวผู้ขับขี่ (ร.ย. 03) ด้วยทุนประกันภัย 300,000 บาท/ครั้ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางนุสรา (อัสสกุล) บัญญัติปิยพจน์ กรรมการผู้จัดการ บมจ.ไทยสมุทรประกันชีวิต เปิดเผยว่า เพื่อเพิ่มทางเลือกใหม่ให้กับผู้บริโภค และเพิ่มความมั่นใจในการใช้ชีวิต ด้วยแบบประกันสะสมทรัพย์แบบมีเงินปันผลครั้งแรกจาก OCEAN LIFE ไทยสมุทร &amp;ldquo;โอเชี่ยนไลฟ์ สมาร์ท พลัส 19/9&amp;rdquo; แบบประกันที่ให้ความคุ้มครองชีวิตสูงสุด 160% ของจำนวนเงินเอาประกันภัย (ระหว่างปีกรมธรรม์ที่ 8-19) พร้อมรับเงินคืนระหว่างสัญญาทุกๆ 4 ปี รับ 4% ของจำนวนเงินเอาประกันภัย ณ สิ้นปีกรมธรรม์ที่ 4 และ 8 และ 6% ของจำนวนเงินเอาประกันภัย ณ สิ้นปีกรมธรรม์ที่ 12 และ 16
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยเมื่อครบกำหนดสัญญารับเงิน 160% ของจำนวนเงินเอาประกันภัย รวมรับผลประโยชน์ตลอดอายุสัญญา 180% ของจำนวนเงินเอาประกันภัย พร้อมโอกาสรับเงินปันผลเมื่อครบสัญญา โดยเงินปันผลดังกล่าวจะขึ้นอยู่กับผลตอบแทนจากการลงทุนตลอดระยะเวลาสัญญาที่บริษัทจัดสรรให้ผู้เอาประกันภัย ซึ่งผลตอบแทนดังกล่าวอาจแตกต่างกันในแต่ละปี และแตกต่างในแต่ละแบบประกันภัย ทั้งนี้เป็นไปตามเงื่อนไข ข้อกำหนด และวิธีการคำนวณเงินปันผลที่บริษัทพิจารณา ณ วันครบกำหนดสัญญา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนั้นยังสามารถเพิ่มเติมความคุ้มครองอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นสัญญาเพิ่มเติมคุ้มครองสุขภาพ หรือสัญญาเพิ่มเติมคุ้มครองอุบัติเหตุ &amp;ldquo;โอเชี่ยนไลฟ์ สมาร์ท พลัส 19/9&amp;rdquo; ระยะเวลาเอาประกันภัย 19 ปี จ่ายเบี้ยประกันภัยเพียง 9 ปี รับประกันภัยบุคคลอายุตั้งแต่ 30 วัน-70 ปี สามารถเลือกชำระเบี้ยประกันภัยได้ตามความเหมาะสม ทั้งรายปี ราย 6 เดือน ราย 3 เดือน หรือรายเดือน เบี้ยประกันชีวิตสามารถนำไปอ้างอิงลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้สูงสุด 100,000 บาท ตามหลักเกณฑ์ที่กรมสรรพากรกำหนด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสาระ ล่ำซำ กรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.เมืองไทยประกันชีวิต กล่าวว่า เมืองไทยประกันชีวิตได้นำเสนอผลิตภัณฑ์ บริการ ช่องทางการขายที่หลากหลาย ผ่านนวัตกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้ ล่าสุดได้นำเสนอผลิตภัณฑ์ประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล &amp;ldquo;PA Extreme&amp;rdquo; เพื่อช่วยให้คุณได้เต็มที่กับกีฬาที่ชอบ พร้อมมั่นใจกับความคุ้มครองที่ใช่ โดยไม่ต้องกังวลเรื่องค่ารักษาพยาบาล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยให้ความคุ้มครองการเสียชีวิต หรือทุพพลภาพจากกีฬาผาดโผน สูงสุด 1,000,000 บาท รวมไปถึงการรับค่ารักษาพยาบาลหากเกิดอุบัติเหตุจากกีฬาผาดโผน สูงสุดครั้งละ 50,000 บาท สำหรับอุบัติเหตุทั่วไป รับค่ารักษาพยาบาลสูงสุดครั้งละ 100,000 บาท ไม่ต้องสำรองจ่ายค่ารักษาพยาบาล เพียงแค่แสดงบัตร Easy PA Credit นอกจากนี้ยังมีบริการความช่วยเหลือฉุกเฉินทางการแพทย์ เช่น บริการการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยฉุกเฉิน พร้อมให้ความคุ้มครอง 24 ชั่วโมง ทั่วโลก สมัครได้ตั้งแต่อายุ 16-60 ปี โดยไม่ต้องตรวจสุขภาพ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายพีรพงศ์ นิธิไกรวุฒิ หัวหน้าเจ้าหน้าที่บริหารผลิตภัณฑ์สินเชื่อธุรกิจ ทีเอ็มบี หรือธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ทีเอ็มบีได้เปิดตัว &amp;ldquo;ประกันสินเชื่อธุรกิจ วันไลฟ์&amp;rdquo; ครั้งแรกของประกันธุรกิจที่มอบความคุ้มครองโรคร้าย เพิ่มความคุ้มครองโรคร้ายตามวงเงิน จ่ายเบี้ยครั้งเดียว คุ้มครองสูงสุด 10 ปี ครอบคลุมมากกว่าประกันสินเชื่อธุรกิจทั่วไป สร้างความมั่นใจให้เจ้าของธุรกิจ ไม่สร้างภาระหนี้สินทางธุรกิจให้กับคนในครอบครัว สามารถเคลมวงเงินประกันเพื่อนำมาชำระหนี้ หยุดดอกเบี้ยระหว่างรักษาตัว ลดความกังวลให้เจ้าของธุรกิจหากเกิดกรณีเจ็บป่วย ธุรกิจและครอบครัวไม่ต้องสะดุดและพร้อมรับทุกสถานการณ์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาวพัชรา ทวีชัยวัฒนะ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานบริหารงานลูกค้า บมจ.อลิอันซ์ อยุธยา ประกันชีวิต กล่าวว่า ได้เปิดตัว &amp;quot;ประกันสุขภาพ ปลดล็อค สบายกระเป๋า&amp;quot; แบบประกันสุขภาพที่ให้สิทธิประโยชน์แก่ลูกค้าในราคาที่คุ้มค่าที่สุด ด้วยความคุ้มสุดปังกับค่าเบี้ยแบบสบายกระเป๋า จ่ายเริ่มต้นในราคาไม่ถึงหมื่น รับความคุ้มครองสูงถึง 1 ล้านบาทต่อรอบปีกรมธรรม์ คุ้มแบบเหมาๆ กับค่าเอกซเรย์ ค่าแล็บ ค่ารักษาพยาบาลในการผ่าตัด ค่าล้างไต ค่าเคมีบำบัด และค่ารังสีรักษาโรคมะเร็ง ค่ารักษาพยาบาลในห้อง ICU และครอบคลุมค่ารักษาพยาบาลกรณีอุบัติเหตุฉุกเฉิน ภายใน 24 ชม. ครบทุกความคุ้ม จ่ายให้ตามจริงภายใต้วงเงินคุ้มครอง 1 ล้านบาท สมัครได้ตั้งแต่อายุ 11 ปี-69 ปี (ต่อสัญญาได้ถึงอายุ 89 ปี คุ้มครองถึงอายุ 90 ปี).
&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/97991</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทีเอ็มบี, ธนาคารทหารไทย, บมจ.เมืองไทยประกันชีวิต, บมจ.เมืองไทยประกันภัย, บมจ.ไทยสมุทรประกันชีวิต, อลิอันซ์ อยุธยา ประกันชีวิต</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210401/image_big_60657ab543c5e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>90940</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/01/2021 13:53</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/01/2021 06:48</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทีเอ็มบี ครองเบอร์หนึ่ง “การเงินที่เป็นธรรม” 2 ปีซ้อน จาก Fair Finance Thailand มุ่งสานต่อธนาคารที่ยั่งยืน  </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-right:-1.15pt&quot;&gt;ทีเอ็มบี ตอกย้ำความมุ่งมั่นก้าวสู่ธนาคารที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง ครองอันดับหนึ่ง &amp;ldquo;การเงินที่เป็นธรรม&amp;rdquo; ติดต่อกันเป็นปีที่สอง ด้วยคะแนนที่เพิ่มขึ้นอย่างโดดเด่น จัดโดยแนวร่วมการเงินที่เป็นธรรมประเทศไทย หรือ Fair Finance Thailand พร้อมสานต่อพันธกิจการดำเนินธุรกิจธนาคารที่ยั่งยืนควบคู่ไปกับการเติบโต เพื่อตอบโจทย์ผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:-1.15pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:-1.15pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:-1.15pt&quot;&gt;นายปิติ&amp;nbsp; ตัณฑเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ทีเอ็มบี หรือ ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ทีเอ็มบีมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนองค์กรให้ก้าวไปสู่ธนาคารที่ยั่งยืน (Sustainable Banking) ที่ทีเอ็มบีให้ความสำคัญและผลักดันมาโดยตลอด และพร้อมสานต่อพันธกิจการดำเนินธุรกิจอย่างเป็นธรรมและโปร่งใส เพื่อตอบโจทย์เป้าหมายของทีเอ็มบีในการสร้างชีวิตทางการเงิน หรือ Financial Well-being ที่ดีขึ้นให้กับคนไทยทั้งประเทศ อันเป็นรากฐานที่จะช่วยให้ทุกคนบรรลุเป้าหมายในชีวิตได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:-1.15pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:-1.15pt&quot;&gt;&amp;ldquo;การที่ทีเอ็มบีได้รับคะแนนสูงสุด เป็นอันดับ 1 ต่อเนื่องติดต่อกันสองปี จากการประกาศผล &amp;ldquo;ธนาคารไทยใส่ใจกี่คะแนน ปีที่ 3&amp;rdquo; ซึ่งประเมินผลความเป็นธรรมของธนาคารพาณิชย์ในประเทศไทย ตามแนวทาง Fair Finance Guide International โดยแนวร่วมการเงินที่เป็นธรรมประเทศไทย (Fair Finance Thailand) ประจำปี 2563 การได้คะแนนเพิ่มขึ้นอย่างโดดเด่นในหลายประเด็น เนื่องมาจากความมุ่งมั่นทุ่มเทปฏิบัติตามหลักการธนาคารที่ยั่งยืนและการเงินที่เป็นธรรม ตั้งใจสร้างประโยชน์ให้กับผู้คน เป็นผู้นำวงการธนาคารที่ใส่ใจลูกค้า ตลอดจนสร้างสังคมให้เข้มแข็งและมีความเป็นอยู่ที่ดี ซึ่งสิ่งที่ทีเอ็มบีนำมาตอบโจทย์เรื่องความยั่งยืน มีทั้งเรื่องการสร้างวินัยในการออมและการลงทุน รวมถึงโซลูชันทางการเงินอื่น ๆ เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าทุกช่วงชีวิต การสร้างประสบการณ์แบบไร้รอยต่อในทุกช่องทาง รวมทั้งคำนึงถึงผลกระทบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม&amp;rdquo; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:-1.15pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:-1.15pt&quot;&gt;นายปิติ กล่าวด้วยว่าการสร้างความยั่งยืนอย่างแท้จริงต้องเกิดจากความเชื่อของทั้งองค์กร เริ่มจากผู้บริหารและคณะกรรมการต้องเป็นแรงผลักดันสำคัญ โดยทั้งทีเอ็มบีและธนชาตมีความเชื่อมั่นตรงกันในเรื่องของความยั่งยืน ดังนั้นภายหลังการรวมธนาคารแล้วก็จะยังให้ความสำคัญต่อไปและผลักดันให้บุคลากรเห็นถึงความสำคัญในเรื่องนี้มากขึ้น &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:-1.15pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:-1.15pt&quot;&gt;&amp;ldquo;เราเชื่อว่าประโยชน์สูงสุดของการรวมธนาคารในครั้งนี้จะอยู่ที่ลูกค้าของทั้งสองธนาคาร ด้วยการนำจุดแข็งของแต่ละธนาคารมาช่วยกันพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินต่าง ๆ ให้ตอบโจทย์ลูกค้ามากขึ้น ที่สำคัญด้วยแนวทางที่ตรงกันเรื่องความยั่งยืน เมื่อรวมกันแล้วธนาคารมีขนาดที่ใหญ่ขึ้นทำให้เรามีความสามารถในการขับเคลื่อนประเทศและสังคมได้มากขึ้นกว่าเดิม ซึ่งทิศทางที่สำคัญของธนาคารภายหลังการรวมคือต้องการสร้างชีวิตทางการเงินที่ดีขึ้นให้คนไทย เพราะเรื่องนี้มีความสำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ ต่อสังคมและภาวะเศรษฐกิจของประเทศ ด้วยปัจจัยเรื่องการก้าวสู่สังคมสูงวัยและปัญหาหนี้ครัวเรือนที่กำลังเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งสถานการณ์โควิด-19 ที่ทำให้ทั้งธุรกิจและผู้บริโภคตระหนักถึงความมั่นคงปลอดภัยในทุกเรื่อง&amp;rdquo; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:-1.15pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:-1.15pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:-1.15pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:-1.15pt&quot;&gt;ด้านนายนริศ&amp;nbsp; อารักษ์สกุลวงศ์ หัวหน้ากลยุทธ์องค์กร ทีเอ็มบี กล่าวว่า ภารกิจของธนาคารไม่ได้ให้ความสำคัญเฉพาะการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในภาพรวม แต่ต้องพยายามเตรียมความพร้อมให้กับผู้บริโภคและธุรกิจต่าง ๆ ให้ทราบด้วยว่าสุขภาพทางการเงินที่ดีหมายถึงอะไร ถือเป็นแนวทางที่ธนาคารพยายามทำให้สังคมเรียนรู้เรื่องนี้ในวงกว้าง โดยเฉพาะในช่วงสถานการณ์โควิด-19 ที่ทุกคนต่างได้รับผลกระทบทางการเงิน ซึ่งธนาคารมองเรื่องการสร้างความยั่งยืนและการเติบโตก้าวหน้าของธนาคารเป็นเรื่องเดียวกัน เพราะคงเป็นไปไม่ได้ที่ธนาคารจะเดินไปข้างหน้าโดยที่ลูกค้ามีสุขภาพทางการเงินย่ำแย่ ดังนั้น การผลักดันให้ธนาคารก้าวไปข้างหน้า ผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็น ลูกค้า พนักงาน ผู้ถือหุ้น และหน่วยงานกำกับดูแลต่าง ๆ ต้องไปในทิศทางเดียวกัน ประกอบกับภาพรวมของประเทศก็เป็นเรื่องสำคัญ จึงเป็นที่มาว่า Financial Well-being เป็นแก่นของการดำเนินธุรกิจของทีเอ็มบีและธนชาต&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:-1.15pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:-1.15pt&quot;&gt;นอกจากนี้ ทีเอ็มบียังให้ความสำคัญกับการปล่อยสินเชื่ออย่างรับผิดชอบ (Responsible Lending) โดยธนาคารมีแนวคิดในการผลักดันการปล่อยสินเชื่อที่มีความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมให้มีมาตรฐานที่สูงขึ้น จึงได้มีการทบทวนนโยบายความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม (Environmental and Social Responsibility Policy) เพื่อให้มั่นใจว่านโยบายดังกล่าว สอดรับกับสถานการณ์ที่เหมาะสมและเป็นไปตามหลักเกณฑ์ด้านความยั่งยืน ขณะเดียวกัน ธนาคารได้ร่วมกับผู้ประกอบการที่มีแนวคิดเดียวกัน มีความเชื่อเดียวกันในส่งเสริมการทำธุรกิจที่มีความยั่งยืนต่อสภาวะสิ่งแวดล้อม ร่วมกันทำโครงการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น ร่วมกันส่งเสริมให้ลดการเผาไร่อ้อยที่อาจส่งผลกระทบต่อสภาพอากาศ เป็นต้น แสดงให้เห็นว่าแนวทางการดำเนินธุรกิจกับความยั่งยืนไปด้วยกันได้ &lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/90940</URL_LINK>
                <HASHTAG>Finance, ทีเอ็มบี, ธนาคารทหารไทย, ปิติ  ตัณฑเกษม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210125/image_big_600e6a687f618.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>34141</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/04/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/04/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;อีอีซี&quot;โอกาสของเอสเอ็มอีไทย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ต้องยอมรับว่ามุมมองในด้านผู้ประกอบการเอสเอ็มอีได้อะไรจากการลงทุนในอีอีซีเป็นเรื่องใหม่ที่ยังไม่ค่อยมีคนพูดถึงนัก และยังขาดการสนับสนุนที่ชัดเจนจากภาครัฐ จนกลายเป็นคำถามตามมาว่า ทำไมต้องดันแต่ผู้ประกอบการรายใหญ่? คำตอบคือ อยากได้ยอด แต่กฎหมายก็ไม่ได้มีการกีดกันการเข้าถึงสิทธิประโยชน์ด้านต่างๆ ของผู้ประกอบการเอสเอ็มอี แล้วทำไมผู้ประกอบการกลุ่มนี้ยังเข้าไม่ถึง ซึ่งจุดนี้เป็นเรื่องสำคัญที่รัฐบาลต้องรีบดำเนินการ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ได้กลายมาเป็นภาพรวมการลงทุนขนาดใหญ่ ที่ช่วยขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่ยุค Thailand 4.0 และยังเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจประเทศอีกด้วย โดยที่ผ่านมาพบว่าโครงการอีอีซีได้รับความสนใจจากนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ ขณะที่ไทยเองก็ได้ออกมาตรการเพื่อมาสนับสนุนให้เกิดการลงทุนอย่างแท้จริง ทั้งการปลดล็อกข้อกฎหมายต่างๆ เพื่อให้สามารถลงทุนได้ง่ายขึ้น หรือการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีในรูปแบบต่างๆ เพื่อดึงดูดนักลงทุนต่างชาติให้เข้ามาลงทุนในพื้นที่เศรษฐกิจดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะที่ กระทรวงการคลัง เองก็ได้ลงมือสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภูมิภาค ประจำเดือน ก.พ.2562 ซึ่งเป็นการประมวลผลข้อมูลการสำรวจภาวะเศรษฐกิจรายจังหวัดล่าสุด จากสำนักงานคลังจังหวัด 76 จังหวัดทั่วประเทศ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย พบว่าดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจ ซึ่งคาดการณ์ 6 เดือนข้างหน้าอยู่ในเกณฑ์ที่ดีทุกภูมิภาค นำโดย ภาคกลาง ภาคเหนือ และที่ขาดไม่ได้คือ &amp;ldquo;ภาคตะวันออก&amp;rdquo; โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนหลักมาจากภาคอุตสาหกรรมและการเกษตรเป็นสำคัญ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นายพิสิทธิ์ พัวพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักนโยบายเศรษฐกิจมหภาค ในฐานะรองโฆษกสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ระบุว่า ดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภาคตะวันออก มีทิศทางการขยายตัวดี อยู่ที่ระดับ 71.2 โดยในอีก 6 เดือนข้างหน้า จะได้รับปัจจัยสนับสนุนหลักมาจากภาคอุตสาหกรรมและภาคการเกษตร เนื่องจากมีโครงการสร้างนิคมอุตสาหกรรม ประกอบกับเป็นพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ ซึ่งจะส่งผลให้การคมนาคมสะดวก และส่งเสริมให้ภาคอุตสาหกรรมขยายตัวเพิ่มขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นอกจากนี้ ภาพรวมเศรษฐกิจยังมีแนวโน้มไปในทิศทางที่ดีขึ้นในด้านราคาสินค้าเกษตรที่เพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากการดำเนินนโยบายด้านการเกษตรแบบปฏิรูปภาคการเกษตรที่มีมาอย่างต่อเนื่อง เช่น โครงการระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ ซึ่งส่งผลให้แนวโน้มการจ้างงานและการลงทุนภาคเกษตรดีขึ้นด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นี่เป็นอีกหนึ่ง &amp;ldquo;จุดแข็ง&amp;rdquo; ของโครงการอีอีซี ที่ไม่เพียงแต่สนับสนุนให้เกิดการลงทุนในโครงการขนาดใหญ่เท่านั้น แต่การพัฒนาด้านโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ที่เกิดขึ้นก็เป็นอีกหนึ่งผลดีที่สร้างสังคมเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งให้กับพื้นที่ดังกล่าวด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ตัดภาพมาที่ภาคเอกชน ที่ต่างก็มองว่าภาพรวมการลงทุนของประเทศไทยเริ่มปรับตัวดีขึ้นตั้งแต่ปีที่ผ่านมา ซึ่งสอดรับกับโครงการลงทุนขนาดใหญ่อย่าง &amp;ldquo;อีอีซี&amp;rdquo; โดยหากเทียบเป็นมูลค่าการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (เอฟดีไอ) จะพบว่า ในปี 2561 มีเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติเข้ามาถึง 5 แสนล้านบาท มากกว่าปี 2560 ซึ่งอยู่ที่ 2.2 แสนล้านบาท ตัวเลขการลงทุนที่เพิ่มขึ้นถึง 60% มาจากการลงทุนในอีอีซี ซึ่งนั่นเป็นเครื่องสะท้อนได้ชัดเจนว่า เริ่มเห็นเม็ดเงินลงทุนที่ต่างชาติทยอยเอาเข้ามาลงทุนในไทยแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0.0001pt; text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0.0001pt; text-align: center;&quot;&gt;(นริศ สถาผลเดชา)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นายนริศ สถาผลเดชา หัวหน้าเจ้าหน้าที่บริหาร ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจธนาคารทหารไทย (ทีเอ็มบี) ฉายภาพ &amp;ldquo;อีอีซี&amp;rdquo; ในมุมมองให้ฟังว่าอีอีซี เปรียบเสมือนประตูสู่คาบสมุทรอินโดจีน เป็นทำเลยุทธศาสตร์สำคัญ ที่ไทยยังมีโอกาสพัฒนาให้กลายเป็นพื้นที่เศรษฐกิจชั้นแนวหน้า ดึงดูดเม็ดเงินของนักลงทุน และใช้เป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจในอนาคตต หากเร่งรัดให้มีการอัดฉีดเม็ดเงินเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานตั้งแต่กลางปีนี้ไป จะส่งผลให้เศรษฐกิจภูมิภาคเติบโตได้อีก 1.7% ต่อปี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; มองลงไปในรายละเอียด จะพบว่า &amp;ldquo;อีอีซี&amp;rdquo; ประกอบด้วย 2 ส่วนสำคัญ คือ ส่วนที่เป็นโครงสร้างพื้นฐาน อาทิ โครงการรถไฟความเร็วสูง โครงการท่าเรือต่างๆ โครงการท่าอากาศยาน เป็นต้น และ ส่วนที่เป็นการลงทุน ใน 10 อุตสาหกรรมหลักที่เป็นอุตสาหกรรมใหม่ และหากแยกเป็นเม็ดเงินลงทุนแล้ว จะพบว่าเงินลงทุนในส่วนที่เป็นโครงสร้างพื้นฐาน อยู่สูงถึง 1 ล้านล้านบาท และเม็ดเงินลงทุนใน 10 อุตสาหกรรมหลักอีก 6 แสนล้านบาท รวมกันแล้วกว่า 1.6 ล้านล้านบาท ถือเป็นเงินลงทุนก้อนมหาศาล เป็นการเดินหน้าการลงทุนครั้งยิ่งใหญ่ของประเทศไทย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จากภาพการลงทุนดังกล่าว จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า อุตสาหกรรมหลักที่เป็นอุตสาหกรรมใหม่ที่รัฐบาลให้การสนับสนุนในโครงการอีอีซีนั้น ส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ เม็ดเงินลงทุนสูง อาทิ อุตสาหกรรมปิโตรเคมี เม็ดเงินลงทุนกว่า 3.3 หมื่นล้านบาท อุตสาหกกรรมรถยนต์ ยานยนต์ เม็ดเงินลงทุน 2 หมื่นล้านบาท และอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้า เม็ดเงินลงทุนกว่า 1 หมื่นล้านบาท เหล่านี้มีแผนการลงทุนที่ชัดเจนแล้วทั้งสิ้น นั่นหมายความว่ารายได้ที่เกิดจากการลงทุนในส่วนนี้ ส่วนใหญ่จะตกอยู่กับ &amp;ldquo;ผู้ประกอบการรายใหญ่&amp;rdquo; ก่อนจะมีการส่งต่อไปยังผู้ประกอบการรายย่อย แต่ก็ยังไม่ย่อยขนาดที่จะเรียกว่าเป็นผู้ประกอบการเอสเอ็มอี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ด้วยความที่โครงการอีอีซีประกอบไปด้วยการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของประเทศ ซึ่งรัฐได้ทยอยอัดฉีดเม็ดเงินพัฒนาถนน รถไฟ ท่าเรือและสนามบิน นี่จึงเป็นโอกาสสำคัญของผู้ประกอบการเอสเอ็มอี จะผลักดันตัวเองให้เข้ามาอยู่ในห่วงโซ่อาหารแห่งการผลิตและการเติบโต ตามอุตสาหกรรมเป้าหมายขนาดใหญ่ที่เข้ามาลงทุนได้สำเร็จ ซึ่งจะดันรายได้ของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยที่คาดว่าปัจจุบันมีมูลค่าประมาณ 1.02 ล้านล้านบาทต่อปี เติบโตขึ้นเป็น 1.08 ล้านล้านบาทในปีที่ผ่านมา หรือหมายถึงการเติบโตกว่า 6 หมื่นล้านบาทนั่นเอง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เหตุผลหนึ่งที่ต้องทำความเข้าใจก่อน คือ &amp;ldquo;อีอีซี&amp;rdquo; ส่วนใหญ่พุ่งเป้าหมายไปที่นักลงทุนรายใหญ่เป็นหลัก สะท้อนได้จากภาพที่รัฐบาลพยายามสื่อออกมา และที่เอกชนตอบกลับ ส่วนใหญ่จะเป็นธุรกิจรัฐ และธุรกิจรายใหญ่ แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กจะไม่มีโอกาสในจุดนี้ เพราะถ้ารายใหญ่ไม่จูง รายเล็กก็ไม่โตเหมือนกัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ลองมาดูข้อมูลเบื้องต้นในพื้นที่อีอีซี พบว่ามีผู้ประกอบการทั้งสิ้นราว 5.5 พันราย และเมื่อจำแนกผู้ประกอบการรายใหญ่ออก เพื่อมาดูโอกาสและช่องทางทางธุรกิจของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยจำนวน 4.5 พันราย พบว่า &amp;ldquo;เรายังมีศักยภาพ&amp;rdquo; โดยเฉพาะในธุรกิจยานยนต์ขนาดเล็ก ชิ้นส่วนยานยนต์ เพราะส่วนใหญ่ผู้ประกอการเอสเอ็มอีในกลุ่มนี้เป็นผู้รับจ้างผลิตให้กับบริษัทขนาดใหญ่ ซึ่งนั่นหมายถึงว่าเรามีมาตรฐานที่ดีเพียงพอ จนกลายเป็นโอกาสในการสร้างเม็ดเงินมหาศาลให้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีได้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยมีการประเมินว่าธุรกิจนี้จะมีรายได้ส่วนเพิ่มถึง 11% ตามมาด้วยธุรกิจค้าปลีกเครื่องอุปโภค บริษัทได้ส่วนแบ่ง 9%&amp;nbsp; และธุรกิจผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับเหล็ก ธุรกิจรับเหมาก่อสร้างและติดตั้งงานระบบ รวมถึงธุรกิจจำหน่ายเครื่องจักรกล มีส่วนแบ่งรายได้ 8% ขณะที่ผู้ผลิตและจำหน่ายวัสดุก่อสร้างได้ส่วนแบ่ง 7% ธุรกิจบรรจุภัณฑ์มีส่วนแบ่ง 6% งานบริการที่เกี่ยวกับธุรกิจขนส่งและโลจิสติกส์ และอสังหาริมทรัพย์มีส่วนแบ่ง 4% โดยธุรกิจเหล่านี้มีส่วนแบ่งรวมกันกว่า 70% ของรายได้ส่วนเพิ่มที่จะส่งถึงมือเอสเอ็มอี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;quot;มองว่ากลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็กในจำนวนดังกล่าว ควรตื่นตัว และได้รับความสนใจมากกว่านี้ โดยสิ่งแรกที่ต้องทำคือการเปลี่ยนความคิดของผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ให้เข้าใจในเรื่องสิทธิประโยชน์ทางภาษี และสิทธิต่างๆ ที่พึงจะได้รับจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ)&amp;quot; นายนริศกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดังนั้น การที่เอสเอ็มอีจะลงทุนอยู่ในอีอีซี ผู้ประกอบการส่วนใหญ่จะดูว่าได้รับสิทธิประโยชน์อะไรบ้าง ส่วนหนึ่งที่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอียังไม่เข้าใจ คือ ระบบ ไม่เข้าใจสิทธิประโยชน์หลายๆ ด้าน ความไม่สมมาตรกันระหว่างสิทธิประโยชน์ทางภาษีของบริษัทขนาดใหญ่และบริษัทขนาดเล็ก เป็นเรื่องที่ภาครัฐควรให้ความสนใจมากกว่านี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; และสิ่งหนึ่งที่รัฐบาลควรทำคือ พยายามสร้างการรับรู้ให้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในพื้นที่อีอีซีว่า เมื่อลงทุนในพื้นที่ดังกล่าวจะได้อะไรบ้าง เชื่อว่าผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในพื้นที่หลายพันรายได้สิทธิประโยชน์จากบีโอไอไม่ถึง 1.5 พันราย ส่วนที่เหลือยังไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ในส่วนนี้ และเหล่านี้อาจจะไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ใดๆ เลย เพราะเป็นธุรกิจที่ไม่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ต้องยอมรับว่ามุมมองในด้านผู้ประกอบการเอสเอ็มอีได้อะไรจากการลงทุนในอีอีซีเป็นเรื่องใหม่ที่ยังไม่ค่อยมีคนพูดถึงนัก และยังขาดการสนับสนุนที่ชัดเจนจากภาครัฐ จนกลายเป็นคำถามตามมาว่า ทำไมต้องดันแต่ผู้ประกอบการรายใหญ่? คำตอบคือ อยากได้ยอด แต่กฎหมายก็ไม่ได้มีการกีดกันการเข้าถึงสิทธิประโยชน์ด้านต่างๆ ของผู้ประกอบการเอสเอ็มอี แล้วทำไมผู้ประกอบการกลุ่มนี้ยังเข้าไม่ถึง ซึ่งจุดนี้เป็นเรื่องสำคัญที่รัฐบาลต้องรีบดำเนินการ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในส่วนของสถาบันการเงินก็มีหน้าที่ที่จะไปบอกลูกค้าว่า คุณยังมีโอกาสที่ดี แต่ยังไม่ได้ทำ ถ้าไม่ทำคือคุณพลาด! และถ้ารัฐบาลไม่เข้าไปดูที่จุดนี้ อีอีซีจะเกิดแค่กับบริษัทขนาดใหญ่เป็นหลัก ส่วนรายเล็กจะเติบโตแบบกระท่อนกระแท่น &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยต้องยอมรับว่า โครงการอีอีซีเป็นนโยบายสนับสนุนการลงทุนที่ดีของรัฐบาล ไม่เพียงแต่มีประโยชน์กับกลุ่มเป้าหมายอย่างนักลงทุนรายใหญ่แล้ว แต่ยังมีประโยชน์กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีด้วย เพียงแต่ยังไม่มีใครดึงกลุ่มนี้เข้ามา และถ้าสามารถดึงกลุ่มนี้เข้ามาได้ จะเป็นประโยชน์อย่างมากในเชิงนโยบาย ถือว่ารัฐบาลมาถูกทางแล้ว เพราะไม่เพียงแต่ได้เม็ดเงินลงทุนก้อนใหญ่เท่านั้น แต่ยังได้กำลังเสริมอย่าง &amp;ldquo;ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี&amp;rdquo; ที่ถือเป็นส่วนสำคัญของเศรษฐกิจไทย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อย่างไรก็ดี การรอคอยความช่วยเหลือจากภาครัฐเพียงอย่างเดียวก็ยังไม่สามารถแก้ปัญหาความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยในพื้นที่ลงทุนอย่างอีอีซีได้ เพราะทัศนคติเชิงบวก ความไม่ยอมแพ้ ความไม่นิ่งนอนใจ และความพยายามในการปรับตัวให้สินค้าตอบโจทย์ความต้องการ และพฤติกรรมของกลุ่มเป้าหมายได้ตรงใจอย่างรวดเร็วนั้นจะมีผลสัมฤทธิ์กว่า และเป็นเครื่องมือที่ดียิ่งที่จะช่วยให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยรอดพ้นวิกฤติอย่างถาวร และช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทยให้เติบโตได้อย่างแข็งแกร่งและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/34141</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธนาคารทหารไทย, นริศ สถาผลเดชา, พิสิทธิ์ พัวพันธ์, อีอีซี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190421/image_big_5cbc75fcd148f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
