<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>14969</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/08/2018 15:52</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/08/2018 15:52</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> “หอการค้าไทย” ปลื้มดัชนีธุรกิจเอสเอ็มอีฟื้นตัว </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;หอการค้าไทย&amp;rdquo; ปลื้มดัชนีสถานการณ์ธุรกิจเอสเอ็มอีไตรมาส 2/2561 ปรับเพิ่มขึ้น 0.5 จุด สะท้อนสัญญาณการฟื้นตัวชัดเจน แนะผู้ประกอบการเฝ้าระวังสถานการณ์เงินบาทยังผันผวน พ่วงปัญหาสงครามการค้ายืดเยื้อ ราคาสินค้าเกษตรทรุดกระทบกำลังซื้อไม่ฟื้นตัว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า &amp;nbsp;ดัชนีสถานการณ์ธุรกิจเอสเอ็มอีไตรมาส 2/2561 อยู่ที่ 43.3 &amp;nbsp;ปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.5 จุด เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ผ่านมา แสดงให้เห็นสัญญาณฟื้นตัวชัดเจน เพราะเป็นการปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ไตรมาสที่ 3/2560 และมีแนวโน้มที่จะปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในไตรมาสที่ 3/2561 ไปอยู่ที่ระดับ 43.6&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ เมื่อลองเปรียบเทียบดัชนีสถานการณ์ธุรกิจในกลุ่มที่เป็นลูกค้าและกลุ่มที่ไม่ใช่ลูกค้าของธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือเอสเอ็มอีแบงก์ จะพบว่า ในกลุ่มที่ไม่ใช่ลูกค้าของ ธพว. สถานการณ์ธุรกิจปรับตัวลดลงเกือบทุกหัวข้อของการสำรวจ ไม่ว่าจะเป็นสภาพคล่อง สต๊อกวัตถุดิบ หนี้สินรวม กำไรสุทธิ กำไรสะสม โดยดัชนีสถานการณ์ธุรกิจปรับลดลง 0.6 จากระดับ 39.4 มาอยู่ที่ระดับ 38.8 สวนทางกับกลุ่มที่เป็นลูกค้า ธพว. &amp;nbsp;ดัชนีสถานการณ์ธุรกิจเพิ่มขึ้น 1.9 จากระดับ 46.4 มาอยู่ที่ระดับ 48.3&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดัชนีความสามารถในการทำธุรกิจ ไตรมาสที่ 2/2561 อยู่ที่ระดับ 50.2 ปรับตัวลดลงมา 0.1 จุด เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ผ่านมา &amp;nbsp;โดยพบข้อมูลที่น่าสนใจคือ เมื่อเปรียบเทียบกลุ่มที่เป็นลูกค้า &amp;nbsp;ธพว. กับกลุ่มที่ไม่ได้เป็นลูกค้า &amp;nbsp;ธพว. &amp;nbsp;พบข้อแตกต่างอย่างเห็นได้ชัด โดยกลุ่มที่ไม่ได้เป็นลูกค้า ธพว. ดัชนีลดลงอย่างต่อเนื่อง จากระดับ 44.9 ในไตรมาส 1/2561 ลดลงมาอยู่ที่ระดับ 44.3 ในไตรมาสที่ 2/2561 ขณะที่กลุ่มที่เป็นลูกค้า ธพว. ปรับเพิ่มขึ้น 0.6 จากระดับ 56.2 ในไตรมาสที่ 1/2561 ขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 56.8 ในไตรมาสที่ 2/2561 &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านดัชนีความยั่งยืนของธุรกิจ ไตรมาสที่ 2/2561 อยู่ที่ระดับ 52.0 ปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.5 จุด เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ผ่านมา และมีแนวโน้มที่จะปรับตัวเพิ่มขึ้นในไตรมาสที่ 3/2561 ไปอยู่ที่ระดับ 52.3 ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องติดต่อกันถึง 3 ไตรมาส &amp;nbsp;สะท้อนว่าผู้ประกอบการมีการยกระดับการทำธุรกิจเพื่อสร้างความยั่งยืนได้ดีขึ้น โดยกลุ่มที่ไม่เป็นลูกค้า ธพว. ปรับขึ้น 1.1 จากไตรมาสก่อน ขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 46.0 ส่วนกลุ่มที่เป็นลูกค้า ธพว. ปรับขึ้น 0.2 จากไตรมาสก่อน ขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 58.7&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ จาก 3 ดัชนีข้างต้น นำมาสู่ ดัชนีความสามารถในการแข่งขันไตรมาสที่ 2/2561 พบว่า อยู่ที่ระดับ 48.5 ปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.3 จุด เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ผ่านมา &amp;nbsp;โดยเป็นการปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องนับจากไตรมาส 3/2560 เป็นต้นมา และคาดว่าในไตรมาสที่3/2561 จะเพิ่มขึ้นอีกไปอยู่ที่ระดับ 48.7 &amp;nbsp;และเมื่อแยกกลุ่มที่ไม่เป็นลูกค้า ธพว. พบว่า ดัชนีความสามารถในการแข่งขันฯ ลดลง 0.1 &amp;nbsp;จาก 43.1 มาอยู่ที่ 43.0 &amp;nbsp;ส่วนลูกค้า ธพว. ดัชนีความสามารถในการแข่งขัน เพิ่มขึ้น 0.9 จาก 53.7 มาอยู่ที่ 54.6&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ประเด็นที่ผู้ประกอบการควรเฝ้าระวัง ได้แก่ &amp;nbsp;ค่าเงินบาทยังมีความผันผวนแม้ว่าจะยังคงทรงตัวในทิศทางอ่อนลง &amp;nbsp;ราคาน้ำมันทรงตัวอยู่ในระดับสูง โดยมีแนวโน้มสูงขึ้นหากสหรัฐฯ คว่ำบาตรอิหร่าน สงครามทางการค้าที่ยังไม่สิ้นสุด &amp;nbsp;ระดับราคาพืชผลทางการเกษตรยังทรงตัวต่ำ กำลังซื้ออาจจะยังไม่ได้ฟื้นตัวเร็ว &amp;nbsp;และความสามารถในการเข้าถึงสินเชื่อของผู้ประกอบการ&amp;rdquo; นายธนวรรธน์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายมงคล ลีลาธรรม กรรมการผู้จัดการ ธพว. กล่าวว่า ดัชนีที่สำรวจครั้งนี้ สะท้อนถึงแนวทางสนับสนุนลูกค้าธนาคารที่มุ่งเติมทุนผ่านสินเชื่อดอกเบี้ยถูก ควบคู่กับการพัฒนาให้ความรู้รอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านทำบัญชี วางแผนธุรกิจ การตลาด การสร้างมาตรฐานให้สินค้าหรือบริการ เป็นต้น นับเป็นแนวทางที่ถูกต้อง เพราะช่วยให้เอสเอ็มอี โดยเฉพาะรายย่อยคนตัวเล็ก เข้าถึงแหล่งทุนได้ง่าย รวมถึง มีความสามารถในการทำธุรกิจสูงขึ้น &amp;nbsp; ผลักดันธุรกิจสู่ความยั่งยืน และมีความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจมากกว่าผู้ประกอบการโดยเฉลี่ยทั่วไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/14969</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดัชนีสถานการณ์ธุรกิจเอสเอ็มอี, ธนวรรธน์ พลวิชัย, ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย, ธพว., มงคล ลีลาธรรม, มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180502/image_big_5ae9cecb7de53.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>10396</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/05/2018 14:33</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/05/2018 14:33</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เอสเอ็มอีแบงก์ปลื้มหนี้เสียลดลงฟันกำไร 2 พันล้านบาท</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ธพว.เผยผลกำไรการดำเนินงานปี 2560 อยู่ที่ 2,018.42 ล้านบาท กำไรสุทธิ 456.82 ล้านบาท หลังเพิ่มสำรองหนี้สงสัยสูญเพื่อความมั่นคงเน้นภารกิจหนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำยกระดับเอสเอ็มอีตามนโยบายรัฐบาลควบคู่เดินหน้าติดปีกผู้ประกอบการกว่า 6,500 ราย ขณะที่หนี้เสียลดลงต่อเนื่อง บ่งบอกสถานะธนาคารเข้มแข็งมั่นคง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายมงคล ลีลาธรรม กรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว. หรือ SME Development Bank) เผยหลังการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 2/2561ว่า ธนาคารมีผลกำไรจากการดำเนินงาน ประจำปี 2560 อยู่ที่ 2,018.42 ล้านบาท &amp;nbsp; ใกล้เคียงกับปี 2559 ที่ผ่านมา &amp;nbsp;ซึ่ง ธพว.ยึดบทบาทปฏิบัติภารกิจสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำตามนโยบายรัฐบาล(Public Service Account : PSA)โดยเพิ่มสัดส่วนสินเชื่อนโยบายภาครัฐ จาก &amp;nbsp;27% ในปี 2559 &amp;nbsp;เป็น 35% ในปี 2560 &amp;nbsp;ทำให้ผลตอบแทนจากอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อถัวเฉลี่ยลดลงเหลือ 5.33% ในขณะที่อัตราดอกเบี้ยสินเชื่อปกติเฉลี่ย MLR = 6.875%ส่งผลให้รายได้ของ ธพว. หายไป 547 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนั้น ธพว. ได้เพิ่มเติมสำรองหนี้สูญ และหนี้สงสัยจะสูญ ตามเกณฑ์ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพื่อความมั่นคง &amp;nbsp;587.51 ล้านบาท รวมกับสำรอง FRCD550 ล้านบาท และสำรองหนี้สูญ หนี้สงสัยจะสูญตามเกณฑ์เดิม 424.09 ล้านบาท ทำให้ปี 2560 ธพว. มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 456.82 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPLs) สัดส่วนลดลง เหลืออยู่ที่ 17%ประมาณ 16,900 ล้านบาท จากปี 2559 อยู่ที่ 19% ประมาณ 18,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นการลดลงต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี 2557 เป็นต้นมาที่เคยมีสัดส่วนกว่า 40% หรือประมาณ 35,000 ล้านบาท โดยเป็นหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้จากสินเชื่อใหม่ ตั้งแต่ปี 2558-2560 อยู่ที่ 3.32% ประมาณ 3,280 ล้านบาท และตั้งแต่ปี 2559-2560 อยู่ที่ 1.32% ประมาณ 891 ล้านบาท ผลจากการเข้าไปบริหารจัดการหนี้เสียเดิมและปล่อยสินเชื่อใหม่ที่มีคุณภาพ &amp;nbsp;และเมื่อรวมกับการตั้งสำรองหนี้สงสัยจะสูญไว้ถูกต้องครบถ้วนตามประกาศ ธปท.แล้ว บ่งบอกสถานะของ ธพว. ขณะนี้มีมั่นคงและแข็งแรง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/10396</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย, ธพว., มงคล ลีลาธรรม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180310/image_big_5aa32ea3ed2cf.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
