<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>81209</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/10/2020 10:21</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/10/2020 10:21</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>BGRIM กู้เงินเอดีบี  5,677 ล้านบาทพัฒนาโครงการโซลาร์ฟาร์มในเวียดนาม   </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 ต.ค. 2563 ธนาคารพัฒนาแห่งเอเชีย (Asian Development Bank:ADB) และ บริษัท Phu Yen TTP (Phu Yen JSC) ได้ลงนามเงินกู้ 5,677 ล้านบาท เพื่อพัฒนาและดำเนินงานโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ขนาด 257 เมกะวัตต์ &amp;nbsp;ใน ฮว่า ฮอย จังหวัดฟูเอี้ยน ประเทศ เวียดนาม ซึ่งเป็นเงินกู้สีเขียวที่ได้รับการรับรองครั้งแรกของประเทศเวียดนาม &amp;nbsp;ทั้งนี้ Phu Yen JSC ถือหุ้นโดย บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) ในสัดส่วนร้อยละ 80 และ Truong Thanh Viet Nam Group Joint Stock Company (TTVN) ในสัดส่วนร้อยละ 20 &amp;nbsp;โดยการจัดหาเงินทุนประกอบด้วยเงินกู้ 27.9 ล้านดอลลาร์จากเอดีบี และ เงินกู้รวม 148.8 ล้านดอลลาร์จาก (เงินกู้ B loan) ที่ได้รับเงินสนับสนุนจากธนาคารพาณิชย์ต่างๆ ประกอบด้วย ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารเกียรตินาคิน Industrial and Commercial Bank of China (ICBC) จากประเทศจีน และธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ รวมไปถึงการจัดสรรเงินกู้ 9.3 ล้านดอลลาร์จาก Private Infrastructure Fund (LEAP) &amp;nbsp;ทั้งนี้เงินกู้ดังกล่าวยังได้รับการรับรองจาก Climate Bonds Initiative หรือ CBI ซึ่งเป็นองค์กรอิสระระหว่างประเทศด้านสิ่งแวดล้อม นับเป็นเงินกู้สีเขียวรายแรกในภูมิภาค และเป็นหนึ่งในเงินกู้พลังงานทดแทนที่ใหญ่ที่สุดในเวียดนาม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายฮาราลด์ ลิงค์ ประธาน &amp;nbsp;บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BGRIM เปิดเผยว่า นับเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จของบริษัท และรู้สึกยินดีและขอบคุณทางเอดีบี และอีก 5 สถาบันการเงินสำหรับการสนับสนุนเงินกู้สีเขียวของโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ขนาด 257 เมกะวัตต์ ในประเทศเวียดนาม โดยโครงการนี้ได้เปิดจำหน่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ (COD) ให้แก่ Electricity of Vietnam (EVN) เป็นที่เรียบร้อยแล้วและเริ่มรับรู้รายได้ภายใต้สัญญาการรับซื้อไฟฟ้าในอัตรา Feed-in-Tariff (FiT) ที่ 9.35 เซ็นดอลลาร์สหรัฐต่อกิโลวัตต์ชั่วโมง เป็นระยะเวลา 20 ปี &amp;nbsp;ซี่งถือเป็นโครงการสำคัญอย่างยิ่งในการกระตุ้นการใช้พลังงานทดแทนในประเทศเวียดนาม รวมทั้งกระตุ้นการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจให้กับประเทศเวียดนามอีกด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางปรียนาถ สุนทรวาทะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) กล่าวเสริมว่า &amp;nbsp;เป็นอีกครั้งที่ทางบริษัทได้บุกเบิกนวัตกรรมทางการเงินรูปแบบใหม่ให้เกิดขึ้นที่เน้นเรื่องการการพัฒนาพลังงานสะอาด ซึ่งครั้งแรกคือพันธบัตรสีเขียว (Green Bond) ตัวแรกในประเทศไทย และครั้งนี้ถือเป็นการนำแนวทางปฎิบัติที่ดีที่สุดในระดับสากลมาประยุกต์ใช้การทำธุรกรรมเงินกู้สีเขียว (Green Loan) เพื่อสนับสนุนการพัฒนาพลังงานอย่างยั่งยืนในเวียดนาม และช่วยส่งเสริมให้เกิดตลาดเงินกู้สีเขียวในภูมิภาค อีกทั้งการทำธุรกรรมสีเขียวนี้ เป็นไปตามนโยบายความยั่งยืนในการดำเนินธุรกิจของทางบริษัทตามมาตรฐานสากลอีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน นายแจ็คกี้ บี. ซูตานิ ผู้อำนวยการแผนกการเงินโครงสร้างพื้นฐานในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และแปซิฟิก สำนักปฎิบัติการภาคเอกชนของเอดีบี กล่าวว่า เอดีบีมุ่งมั่นและยืนยันที่จะสนับสนุน บี. กริม ซึ่งถือเป็นหนึ่งในหุ้นส่วนพันธมิตรและคู่ค้าที่สำคัญที่สุดที่ได้ขยายธุรกิจไปสู่เวียดนามในระยะยาวและการพัฒนาธุรกิจทางด้านพลังงานทดแทน &amp;nbsp;และยังรู้สึกตื่นเต้นที่ได้ร่วมงานกับ TTVN เป็นครั้งแรก โครงการนี้จะสนับสนุนการพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในเวียดนามให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วเพื่อเป้าหมายสู่สังคมคาร์บอนต่ำของประเทศ และหวังว่าจะเป็นการกระตุ้นให้ธนาคารพาณิชย์สนับสนุนเงินทุนสำหรับโครงการพลังงานหมุนเวียนได้เพิ่มมากยิ่งขึ้น โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์นี้เป็นโครงการที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในเวียดนาม และเป็นหนึ่งในโรงไฟฟ้าที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งจะช่วยลดคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 123,000 ตันต่อปี และโรงไฟฟ้าจะรองรับความต้องการไฟฟ้าของเมือง กว๋างหงาย และญาจาง รวมทั้งพื้นที่โดยรอบในภูมิภาคซึ่งนับเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวที่สำคัญแห่งหนึ่งของเวียดนาม
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/81209</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธนาคารพัฒนาแห่งเอเชีย, บี.กริม เพาเวอร์, เวียดนาม, โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201020/image_big_5f8e579d9a11f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>69414</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/06/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/06/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เศรษฐกิจไทยจะฟื้นแบบไหน?</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เศรษฐกิจไทยเราจะฟื้นแบบไหน? หลายสำนักมองว่าศึกครั้งนี้ใหญ่หลวงแน่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ดูเหมือนจะเห็นตรงกันทั้งภาครัฐและเอกชนคือคงต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่าปีสองปี และเป็นงานหนักที่ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกันอย่างแข็งขันจึงจะประคองให้พ้นวิกฤติไปได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนจีดีพีจะติดลงมากน้อยเพียงใดคงจะคาดเดาไม่ได้จนกว่าอะไรๆ จะ &amp;ldquo;นิ่ง&amp;rdquo; จากโควิด-19&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่ปัญหาคือมันจะ &amp;ldquo;นิ่ง&amp;rdquo; ได้จริงหรือ เพราะปัจจัยความไม่แน่นอนมีสูงเหลือเกิน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ล่าสุด ธนาคารพัฒนาแห่งเอเชีย (ADB) ปรับตัวเลขคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปีนี้หดตัว 6.5% จากที่เคยประเมินที่ติดลบ 4.8%
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;บางสำนักวิเคราะห์ว่า หากจะฟื้นก็ต้องดูว่าจะเป็นแบบตัว V หรือตัว U หรือ W หรือ L
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันก่อนได้อ่านบทวิเคราะห์จากสำนักวิจัย &amp;ldquo;กรุงศรี&amp;rdquo; ...ซึ่งดูเหมือนจะมองว่าการฟื้นตัวน่าจะเป็นรูปตัว U&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่จะเป็นตัว U ที่มีเส้นข้างล่างยาวสั้นแค่ไหนก็ไม่มีใครบอกได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;บางส่วนของบทวิเคราะห์นี้น่าสนใจครับ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานเศรษฐกิจประจำเดือนมิถุนายน 2563 Monthly Economic Bulletin ของ &amp;ldquo;กรุงศรี&amp;rdquo; ประเมินความเปราะบางของประเทศต่างๆ อันเนื่องจากการระบาดของโควิด-19 รวมทั้งแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยว่าประเทศที่น่าจะฟื้นตัวได้เร็วคือ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประเทศที่ 1) สามารถควบคุมการระบาดของโควิด-19 ได้เร็ว 2) มีการตอบสนองทางนโยบายที่มีประสิทธิภาพ 3) มีขีดความสามารถทางนโยบาย และ 4) พึ่งพาภาคการท่องเที่ยวน้อย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น เยอรมนี จีน และไต้หวัน เป็นประเทศอันดับต้นๆ ที่เศรษฐกิจจะฟื้นตัวเร็ว ขณะที่บราซิล แอฟริกาใต้ ตุรกี และเมียนมา เป็นประเทศที่เปราะบางที่สุด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หากประเมินจากข้อแรก ควบคุมการระบาดของโควิด-19 นั้นยังมีหลายประเทศและหลายภูมิภาคที่ยังมีผู้ติดเชื้อจำนวนมากและสูงกว่า 20% ของระดับสูงสุด แม้ผู้ติดเชื้อรายใหม่ลดลง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนข้อสอง ประสิทธิภาพของรัฐบาล กลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ หรือ emerging &amp;nbsp;market เปราะบางที่สุด นำโดยเมียนมา ลาว และบราซิล&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ข้อสาม ขีดความสามารถทางนโยบายนั้น แอฟริกาใต้ อาร์เจนตินา และบราซิล มีขีดความสามารถทางนโยบายต่ำมาก&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และข้อสี่ การพึ่งพาภาคการท่องเที่ยว ไทยและฮ่องกงได้รับผลกระทบมากที่สุด จึงใช้เวลานานกว่าจะฟื้นตัว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วิจัยกรุงศรีบอกว่าเศรษฐกิจไทยได้เข้าสู่ภาวะถดถอยตั้งแต่ไตรมาสแรกปีนี้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถือว่าเป็นการหดตัวมากที่สุดนับตั้งแต่ประสบภาวะน้ำท่วมใหญ่&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เป็นผลจากการระบาดของโควิด-19 โดยผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ (GDP) ติดลบ 1.8% จากระยะเดียวกันของปีก่อน และติดลบ 0.2% จากไตรมาสก่อนหน้าหลังปรับผลของฤดูกาลออกแล้ว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หมายถึงการผลิตต่ำกว่าศักยภาพติดต่อกันสองไตรมาส&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นั่นแสดงว่าเศรษฐกิจไทยถดถอยแล้ว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;บทวิเคราะห์นี้บอกว่าเศรษฐกิจไตรมาสแรกหดตัวจากการลงทุนในประเทศที่ลดลง 6.5% จากระยะเดียวกันของปีก่อน การบริโภคที่อ่อนตัว โดยขยายตัวเพียง 3% จากงวดเดียวกันของปีก่อน และการส่งออกที่ร่วงลง 29.8% จากระยะเดียวกันของปีก่อน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เดือนเมษายนไม่มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามา การส่งออกและการบริโภคยังคงอ่อนตัว โดยการส่งออกไม่รวมทองคำติดลบ 10.3% จากเดือนเดียวกันของปีก่อน ต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2015
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นลดลงไปที่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ การลงทุนภาคเอกชนลดลง 6.1% และการบริโภคภาคเอกชนหดตัว 15.2%&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แม้ด้านอุปทานที่ฟื้นตัวจะมีผลต่อความเชื่อมั่นมากขึ้น แต่ความต้องการในประเทศยังคงอ่อนแอ ท่ามกลางการว่างงานที่เพิ่มขึ้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;วิจัยกรุงศรี&amp;rdquo; มองว่ายังมีความหวังว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัว เพราะตัวเลขผู้ติดเชื้อรายใหม่ในประเทศเป็นศูนย์ และมีการผ่อนคลายล็อกดาวน์ โดยดัชนีชี้วัดด้านการสัญจรได้เพิ่มขึ้นจากระดับต่ำสุดของเดือนเมษายน และดัชนีตลาดหลักทรัพย์ได้ปรับตัวขึ้นมาที่ระดับก่อนการระบาดของไวรัส
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่มาตรการรักษาระยะห่างทางกายภาพและมาตรการล็อกดาวน์ที่ยังบังคับใช้ในบางด้าน ก็มีผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ผู้โดยสารระหว่างประเทศยังมีจำนวนน้อยมาก และกิจกรรมในธุรกิจค้าปลีกและสันทนาการยังเงียบเหงา&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รวมทั้งยังมีความเสี่ยงในตลาดเงินหลังจากส่วนต่างอัตราผลตอบแทนพันธบัตรกว้างขึ้น แม้มีการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แปลว่ายังต้องมีการประเมินสถานการณ์ทั้งด้านสาธารณสุขและเศรษฐกิจควบคู่กันไปอย่างระมัดระวัง.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;(พรุ่งนี้ : จะฟื้นแบบไหน?)&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/69414</URL_LINK>
                <HASHTAG>emerging  market, กาแฟดำ, ธนาคารพัฒนาแห่งเอเชีย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180720/image_big_5b515c1cad535.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>12722</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/07/2018 14:52</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/07/2018 14:52</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คลัง-คมนาคมลงนามกู้เอดีบีสร้างถนน 4 เลน 3.4 พันล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;คลัง-คมนาคม&amp;rdquo; ลงนามกู้เงินเอดีบี 3.4 พันล้านบาท ลุยก่อสร้างถนน 4 เลน เส้นทางอีสานระยะที่ 2 ใน 3 เส้นทาง คาดแล้วเสร็จปี 2562 พร้อมดันรถไฟทางคู่ 9 เส้นทางเข้า ครม. ภายในปีนี้ มั่นใจแม้เปลี่ยนรัฐบาลไม่กระทบแผนลงทุนด้านคมนาคม วงเงิน 2.3 ล้านล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4 ก.ค. 61 - นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.การคลัง เปิดเผยว่า ได้ลงนามในสัญญาเงินกู้กับธนาคารพัฒนาแห่งเอเชีย (เอดีบี) กรอบวงเงินไม่เกิน 99.40 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเทียบเท่าไม่เกิน 3.4 พันล้านบาท เพื่อใช้ในโครงการก่อสร้างถนน 4 เลน เส้นทางสายอีสาน (ระยะที่ 2) 3 เส้นทาง ได้แก่ ทางหลวงหมายเลข 22 ช่วงอำเภอหนองหาน - อำเภอพังโคน ทางหลวงหมายเลข 22 ช่วงสกลนคร - นครพนม (กิโลเมตรที่ 180 - 213) และทางหลวงหมายเลข 23 ช่วงร้อยเอ็ด - ยโสธร &amp;nbsp;รวมระยะทาง 124.9 กิโลเมตร &amp;nbsp;โดยทั้ง 3 โครงการคาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จภายในปี 2565&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;โครงการดังกล่าวจะเป็นการเชื่อมต่อการเดินในเส้นทางสายตะวันออกสู่ตะวันตก และถือเป็นการกู้กับเอดีบีครั้งแรกในรอบ 8-9 ปี โดยเป็นรูปแบบการกู้เป็นแบบเต็มจำนวนในคราวเดียว ไม่ใช่การทยอยเบิกเงินเหมือนที่ผ่านมา โดยวิธีนี้จะทำให้มีการบริหารต้นทุนได้ดีขึ้น ซึ่งคิดแล้วเป็นดอกเบี้ยเงินกู้เฉลี่ย 2.5% ใกล้เคียงกับที่กระทรวงการคลังออกพันธบัตรในประเทศเอง และหลังจากนี้กระทรวงการคลังมีแผนจะกู้เงินเอดีบี เพิ่มเติมในการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีส้ม เส้นทางมีนบุรี- ศูนย์วัฒนธรรม-ตลิ่งชัน อีก แต่ยังไม่ได้กำหนดวงเงินการกู้อย่างเป็นทางการ&amp;rdquo; นายอภิศักดิ์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;รมว.การคลัง ระบุว่า มั่นใจว่าแม้จะมีการเปลี่ยนรัฐบาลในระยะต่อไป แต่โครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ด้านคมนาคมที่มูลค่ารวม 2.3 ล้านล้านบาท จะสามารถเดินหน้าต่อไปได้ เนื่องจากรัฐบาลชุดนี้ได้มีการวางนโยบายไว้หมดแล้ว ซึ่งโครงการเหล่านี้ มีประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศและให้การบริการกับประชาชน จึงไม่น่ามีปัญหาในการเดินหน้าต่อแต่อย่างใด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม เปิดเผยว่า กระทรวงคมนาคมมั่นใจว่าจะสามารถผลักดันโครงการรถไฟทางคู่ระยะที่ 2 &amp;nbsp;อีก 9 เส้นทางเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบได้ภายในสิ้นปีนี้อย่างแน่นอน โดยคาดว่าภายในสิ้นเดือนนี้ จะสามารถเสนอให้ ครม. พิจารณาโครงการรถไฟทางคู่เส้น เด่นชัย-เชียงราย-เชียงของได้ และภายในสิ้นปีนี้ จะเสนอโครงการรถไฟทางคู่ เส้นบ้านไผ่-มุกดาหาร-นครพนม โดยหากผ่านความเห็นชอบจาก ครม. เรียบร้อยจะทำให้โครงการรถไฟทางคู่เริ่มก่อสร้างได้ภายในรัฐบาลชุดนี้ครบตามเป้าหมายระยะหนึ่งและระยะสอง 16 เส้นทาง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/12722</URL_LINK>
                <HASHTAG>กู้เงิน, คมนาคม, คลัง, ธนาคารพัฒนาแห่งเอเชีย, สร้างถนน, อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์, อีสาน, เอดีบี, แผนลงทุนย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180704/image_big_5b3c7c5746256.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
