<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>93857</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/02/2021 16:24</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/02/2021 16:24</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ธปท.&#039;การันตีแบงก์ไทยฐานะแกร่งห่วงหนี้โรงแรม!รับผลกระทบโควิด </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 ก.พ.2564 น.ส.สุวรรณี เจษฎาศักดิ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยถึงผลการดำเนินงานของระบบธนาคารพาณิชย์ ปี 2563 ว่า มีความเข้มแข็ง โดยมีเงินกองทุน เงินสำรองและสภาพคล่องอยู่ในระดับสูง สามารถสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจากผลกระทบของ โควิด-19 ได้ &amp;nbsp;มาตรการช่วยเหลือลูกหนี้และการผ่อนปรนการจัดชั้นลูกหนี้ช่วยสนับสนุนการเติบโตของสินเชื่อและชะลอการด้อยลงของคุณภาพสินเชื่อระบบธนาคารพาณิชย์ &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ผลประกอบการของระบบธนาคารพาณิชย์ปรับลดลง ซึ่งเป็นผลจากการกันสำรองในระดับสูงอย่างต่อเนื่องเพื่อเตรียมรองรับผลกระทบของโควิด-19 ต่อคุณภาพสินเชื่อ มีเงินกองทุนทั้งสิ้น 2.99 ล้านล้านบาท คิดเป็นอัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS ratio) ที่ 20.1% &amp;nbsp;เงินสำรองอยู่ในระดับสูงที่ 7.99 แสนล้านบาท โดยอัตราส่วนเงินสำรองที่มีต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพ (NPL coverage ratio) อยู่ที่ 149.2% และอัตราส่วนสินทรัพย์สภาพคล่อง เพื่อรองรับกระแสเงินสดที่อาจไหลออกในภาวะวิกฤต (Liquidity Coverage Ratio: LCR) อยู่ที่ 179.6%&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ภาพรวมการเติบโตของสินเชื่อระบบธนาคารพาณิชย์ในปี 2563 ขยายตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 5.1% เทียบกับระยะเดียวกันของปีก่อน จาก 2.0% ในปี 2562&amp;rdquo; น.ส.สุวรรณี กล่าว&amp;nbsp;
สำหรับสินเชื่อธุรกิจ ขยายตัวที่ 5.4% เทียบกับปีก่อนที่หดตัว 0.8% ปัจจัยหลักจากการเติบโตของสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ที่ส่วนหนึ่งกลับมาใช้สินเชื่อแทนการออกตราสารหนี้ในช่วงไตรมาสที่ 2/2563 ขณะที่สินเชื่อเอสเอ็มอี หดตัวในอัตราที่ลดลงจากผลของมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (soft loan) สินเชื่ออุปโภคบริโภค ขยายตัว 4.6% ลดลงจากปีก่อนที่ขยายตัว 7.5% สอดคล้องกับกำลังซื้อของภาคครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 โดยทยอยปรับดีขึ้นในทุกพอร์ตสินเชื่อในช่วงครึ่งหลังของปี 2563 ตามกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ปรับดีขึ้นภายหลังการผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ สินเชื่อที่อยู่อาศัยยังขยายตัวเพิ่มขึ้น ตามอุปสงค์ในตลาดที่อยู่อาศัยโดยเฉพาะแนวราบที่ปรับดีขึ้นและแคมเปญการตลาดของผู้ประกอบการ ด้านคุณภาพสินเชื่อ ลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ได้รับความช่วยเหลือจากธนาคารพาณิชย์ ทำให้ยอดคงค้างสินเชื่อด้อยคุณภาพ (Non-Performing Loan: NPL หรือ stage 3) เพิ่มขึ้นเล็กน้อยมาอยู่ที่ 5.23 แสนล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน NPL ต่อสินเชื่อรวมที่ 3.12% ขณะที่สัดส่วนสินเชื่อที่มี การเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของความเสี่ยงด้านเครดิตต่อสินเชื่อรวม (Significant Increase in Credit Risk: SICR หรือ stage 2) อยู่ที่ 6.62%&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ระบบธนาคารพาณิชย์มีกำไรสุทธิในปี 2563 จำนวน 1.46 แสนล้านบาท ลดลงจากปีก่อน ซึ่งเป็นผลจากการกันสำรองในระดับสูงอย่างต่อเนื่องเพื่อเตรียมรองรับผลกระทบจากโควิด-19 ต่อคุณภาพหนี้ ในระยะต่อไป ประกอบกับผลของฐานสูงจากรายได้จากเงินลงทุนซึ่งเป็นปัจจัยพิเศษในปีก่อน &amp;nbsp;สำหรับอัตราผลตอบแทนต่อสินทรัพย์เฉลี่ย (Return on Assets: ROA) ลดลงมาอยู่ที่ 0.65% จากปีก่อนที่ 1.39% และอัตราส่วนรายได้ดอกเบี้ยสุทธิต่อสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้ดอกเบี้ยเฉลี่ย (Net Interest Margin: NIM) ลดลงมาอยู่ที่ 2.51% จากปีก่อนที่ 2.73%&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.สุวรรณี กล่าวว่า เท่าที่ติดตามอย่างใกล้ชิด NPL อาจจะมีการทยอยเพิ่มขึ้นจากกลุ่มที่ช่วยเหลือไม่ได้ ต้องยอมรับว่าหนี้ก็มีปัญหาที่หลากหลาย แต่สิ่งที่พบคือยังไงก็ตามธนาคารพาณิชย์จะยังต้องช่วยเหลือลูกหนี้ ตัวเลข NPL ยังมีแนวโน้มค่อย ๆ ทยอยออกมา แต่จะยังเป็นตัวเลขที่อยู่ในวิสัยที่ธนาคารพาณิชย์ควบคุมได้ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี กลุ่มลูกหนี้ที่เป็นห่วงคือกลุ่มลูกหนี้จากโควิด-19 โดยตรง ซึ่งอยู่ในกลุ่มธุรกิจท่องเที่ยวและธุรกิจเกี่ยวเนื่อง จากการติดตามพอร์ต พบว่า กลุ่มสินเชื่อธุรกิจโรงแรมก็มีผลกระทบที่แตกต่างกัน บางแห่งกลับมารับนักท่องเที่ยวได้เต็มจำนวนก่อนที่จะมีการระบาดระลอกใหม่ ทำให้เห็นว่ากลุ่มที่ปรับตัวปัญหาจะเริ่มลดลง แต่กลุ่มที่เป็นห่วงคือกลุ่มที่รับนักท่องเที่ยวต่างชาติ 100% ที่ยังเปิดให้นักท่องเที่ยวกลับเข้ามาไม่ได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ต้องยอมรับว่าพอร์ตโรงแรมคือกลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด ธปท. เข้าไปคุยกับธนาคารพาณิชย์ที่มีพอร์ตลูกหนี้กลุ่มโรงแรม อยู่ที่ประมาณ 4 แสนล้านบาท โดยส่วนใหญ่ต้องยอมรับว่ายังอยู่ในกลุ่มที่ต้องให้ความช่วยเหลืออยู่ แต่จากการประเมินล่าสุดบางที่กลุ่มที่รับนักท่องเที่ยวได้ก็เริ่มกลับมาจ่ายหนี้ได้ แต่อีกหลายส่วนก็ยังต้องช่วยเหลือ&amp;rdquo; น.ส.สุวรรณี กล่าว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/93857</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธนาคารพาณิชย์, ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.), น.ส.สุวรรณี เจษฎาศักดิ์, สินเชื่อระบบธนาคารพาณิชย์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210222/image_big_6033773b30d7b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>78259</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/09/2020 17:04</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/09/2020 17:04</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>EXIM BANK ย้ำไม่มีธุรกรรมโอนเงินต้องสงสัย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
22 ก.ย. 2563 จากกรณีเว็บไซต์ของสมาคมผู้สื่อข่าวสืบสวนสอบสวนนานาชาติ (ICIJ) เผยธนาคารพาณิชย์ 4 แห่งของไทยมีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำธุรกรรมการโอนเงินที่น่าสงสัย โดยข้อมูลดังกล่าวมาจากเอกสารของเครือข่ายสืบสวนอาชญากรรมทางการเงินสหรัฐ หรือ FinCen ที่หลุดออกไปถึงสื่อของสหรัฐ และถูกแชร์เป็นวงกว้างโดย ICIJ
&amp;nbsp;เว็บไซต์ www.icij.org ได้มีการยกตัวอย่างธุรกรรมการโอนเงินที่น่าสงสัย 92 รายการผ่าน 4 ธนาคารพาณิชย์ของไทย ประกอบด้วยธนาคารเอกชน 3 แห่ง และธนาคารรัฐ 1 แห่ง คิดเป็นมูลค่ารวม 41,308,752 ดอลลาร์สหรัฐ โดยเป็นการรับเงิน 9,558,752 ดอลลาร์สหรัฐ และการส่งเงิน 31,750,000 ดอลลาร์สหรัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ธนาคารพาณิชย์หลายแห่งทั่วโลกได้ปล่อยให้มีการโยกย้ายเงินผิดกฎหมายจำนวนมากเป็นเวลานานเกือบ 20 ปี แม้จะมีสัญญาณเตือนเกี่ยวกับแหล่งที่มีของเงินดังกล่าวก็ตาม โดยเอกสารลับของ FinCen ได้เผยข้อมูลเกี่ยวกับการโอนเงินมูลค่ากว่า 2 ล้านล้านดอลลาร์ในระหว่างปี 2542- 2560 ซึ่งเงินเหล่านี้ได้รับอนุมัติการทำธุรกรรมโดยหน่วยงานภายในของสถาบันการเงินที่อยู่ในข่ายต้องสงสัย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ล่าสุด EXIM BANK ชี้แจงรายงานข่าวเกี่ยวกับธุรกรรมโอนเงินต้องสงสัย &amp;nbsp;ซึ่งมีชื่อของธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) มีส่วนเกี่ยวข้องกับธุรกรรมโอนเงินต้องสงสัย EXIM BANK ขอชี้แจงว่า ธุรกรรมดังกล่าวเป็นกระบวนการทำงานปกติ &amp;nbsp;ซึ่งธนาคารได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลูกค้าตามกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องครบถ้วนแล้ว และไม่พบรายการต้องห้าม ทั้งยังได้ปฏิบัติตามกฎหมายเกี่ยวกับการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินอย่างครบถ้วน จึงได้ดำเนินธุรกรรมตามขั้นตอนปกติ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/78259</URL_LINK>
                <HASHTAG>EXIM BANK, ธนาคารพาณิชย์, ธุรกรรมการโอนเงินที่น่าสงสัย, เอ็กซิมแบงก์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200922/image_big_5f69cbdab377c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>69304</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/06/2020 16:57</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/06/2020 16:57</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สมาคมธนาคารไทยหนุนคำสั่งธปท.ย้ำสถานะแบงก์พาณิชย์ยังแกร่ง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 มิ.ย. 2563 นายปรีดี ดาวฉาย ประธานสมาคมธนาคารไทย เปิดเผยว่า ตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยให้ธนาคารพาณิชย์จัดทำแผนบริหารจัดการระดับเงินกองทุนสำหรับระยะ 1-3 ปีข้างหน้า โดยคำนึงถึงแนวโน้มเศรษฐกิจในอนาคต และศักยภาพของลูกหนี้ในการทำธุรกิจภายหลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด 19 คลี่คลาย และในระหว่างที่ธนาคารพาณิชย์จัดทำแผนบริหารจัดการระดับเงินกองทุนใหม่นี้ ธนาคารแห่งประเทศไทยขอให้ธนาคารพาณิชย์งดจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลจากผลการดำเนินงานในปี 2563 รวมถึงงดการซื้อหุ้นคืนนั้น เป็นมาตรการเพื่อให้มั่นใจว่า ธนาคารพาณิชย์จะรักษาระดับเงินกองทุนให้เข้มแข็งและรองรับการดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้การงดจ่ายเงินปันผลข้างต้นนั้น จะเป็นเฉพาะเงินปันผลเฉพาะกาล ไม่ใช่การจ่ายเงินปันผลรายปีที่ธนาคารพาณิชย์ยังพิจารณาจ่ายได้ตามสมควร นอกจากนี้ แนวทางของธนาคารแห่งประเทศไทยดังกล่าว ถือว่าสอดคล้องกับความเห็นและแนวทางที่เสนอโดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ธนาคารกลางยุโรป และธนาคารกลางอังกฤษ ที่มองว่าธนาคารพาณิชย์ควรให้น้ำหนักกับการสะสมทุนให้เข้มแข็งเพื่อรองรับเหตุการณ์เสี่ยงในภาวะวิกฤตระดับโลก (Pandemic) ในปัจจุบัน

ตลอดจนเพื่อให้สามารถทำหน้าที่หลักในการให้สินเชื่อกับภาคธุรกิจและครัวเรือน และรับมือกับภาระการตั้งสำรองสำหรับหนี้ด้อยคุณภาพที่จะเพิ่มขึ้น ด้วยการงดกิจกรรมอื่น ๆ ที่กระทบต่อเงินกองทุน อาทิ การจ่ายเงินปันผล หรือการซื้อหุ้นคืน แม้ระบบธนาคารพาณิชย์ทั้งในสหภาพยุโรปและสหราชอาณาจักร จะมีสัดส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงในปี 2563 สูงถึงร้อยละ 18.4 และกว่าร้อยละ 20 ตามลำดับ ก็ตาม นอกจากนี้ IMF ยังมองว่าทางเลือกดังกล่าวจะส่งผลดีต่อผู้ถือหุ้นและนักลงทุนผ่านผลตอบแทนที่มีโอกาสเพิ่มขึ้น เมื่อสถานการณ์เศรษฐกิจและการเงินกลับเข้าสู่ภาวะปกติ

สำหรับประเทศไทยในปัจจุบัน ระบบธนาคารพาณิชย์ไทย มีระดับเงินกองทุนที่เข้มแข็ง โดย ณ สิ้นเมษายน 2563 ที่ผ่านมา มีเงินกองทุนทั้งสิ้น 2,616,162 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงที่ร้อยละ 18.9 ซึ่งนับว่ามีความเข้มแข็งกว่าเกณฑ์เงินกองทุนที่ต้องดำรงขั้นต่ำของ ธปท.ที่ร้อยละ 11.0 (ระดับเงินกองทุนขั้นต่ำที่ร้อยละ 8.5 และ Conservation Buffer ร้อยละ 2.5) และสูงกว่ามาตรฐานสากลของ Basel Committee on Banking Supervision (BCBS) ที่ร้อยละ 10.5 ขณะที่ธนาคารพาณิชย์ก็มีการวางแผนเพื่อบริหารจัดการเงินกองทุนเป็นปกติประจำอยู่แล้ว

นอกจากนี้ ระบบธนาคารพาณิชย์ไทยก็ยังมีสภาพคล่องอยู่ในระดับสูง ซึ่งเพียงพอสำหรับการดำเนินธุรกิจตามปกติ รวมไปถึงรองรับการชำระคืนเงินฝากแก่ประชาชน ตลอดจนหุ้นกู้ให้แก่นักลงทุน โดยระบบธนาคารพาณิชย์ไทยมีสินทรัพย์สภาพคล่องที่ใกล้เคียงเงินสด อาทิ พันธบัตรธนาคารแห่งประเทศไทยและพันธบัตรรัฐบาลถึง 4.38 ล้านล้านบาท ซึ่งเพียงพอที่จะรองรับความต้องการถอนเงินและใช้เงินในระยะสั้นจากทั้งภาครัฐและเอกชน (Liquidity Coverage Ratio: LCR) อีกทั้งยังสูงกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำของธนาคารแห่งประเทศไทยถึง 1.8 เท่า

&amp;ldquo;ด้วยสถานะทุนและสภาพคล่องของระบบธนาคารพาณิชย์ที่เข้มแข็งในระดับมาตรฐานโลก ทำให้เชื่อมั่นได้ว่าระบบธนาคารพาณิชย์ไทยยังสามารถทำหน้าที่สำคัญในการขยายสินเชื่อ ช่วยเหลือลูกค้าที่ประสบปัญหาทุกกลุ่ม และดูแลจัดการปัญหาหนี้ด้อยคุณภาพ ขณะเดียวกันมาตรการต่างๆ ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ออกมาเพื่อช่วยเหลือลูกหนี้ ก็จะช่วยบรรเทาปัญหาต่าง ๆ ไปได้เช่นกัน ดังนั้น จึงขอให้ประชาชนมั่นใจว่าเราจะผ่านพ้นเหตุการณ์ในครั้งนี้ไปด้วยกัน&amp;rdquo; นายปรีดีกล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/69304</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธนาคารพาณิชย์, ธปท., ปรีดี ดาวฉาย, สมาคมธนาคารไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200610/image_big_5ee0df471a52c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>69278</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/06/2020 12:33</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/06/2020 12:33</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> อนุสรณ์ห่วงเบรกมาตรการงดจ่ายเงินปันผลแบงก์พาณิชย์ส่งผลนักลงทุนตื่นตระหนก แนะลดดอกเบี้ย 0% ช่วย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 มิ.ย.2563 นายอนุสรณ์ ธรรมใจ อดีตกรรมการและกรรมการตรวจสอบ ธนาคารแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า แม้นจะสนับสนุนมาตรการธนาคารแห่งประเทศไทยในการให้สถาบันการเงินงดจ่ายเงินปันผลและห้ามไม่ให้ซื้อหุ้นคืนมาตรการดังกล่าวควรทำให้ความเข้มแข็งของฐานเงินทุนและสภาพคล่องดีขึ้นเตรียมพร้อมรับมือวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจและปัญหาหนี้เสียภาคการเงินในอนาคต ผู้ถือหุ้นจำเป็นต้องเสียสละผลประโยชน์เพื่อให้ระบบการเงินและสถาบันการเงินมีความเข้มแข็งฝ่าวิกฤติไปได้ และ จะทำให้ได้รับเงินปันผลและราคาที่ดีขึ้นในอนาคต &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ขอสนับสนุนอย่างมีเงื่อนไข และ ขอเตือนด้วยความเคารพว่า มาตรการดังกล่าวอาจไม่เป็นไปตามเป้าหมายและกลายเป็นปฏิกิริยาทางลบต่อตลาดการเงินมากเกินคาดการณ์ได้ เกิดภาวะตื่นตระหนก เพราะทำให้เกิดข้อสงสัยว่า หนี้เสียในระบบอาจมีมากกว่าที่ประกาศกันไว้มากและอาจเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดหลังจากมาตรการการไม่นับรวมการยืดการชำระเงินต้นและดอกเบี้ยเป็นหนี้เสียในขณะนี้สิ้นสุดลง นักลงทุนอาจสูญเสียความมั่นใจเทขายหุ้นกลุ่มแบงก์ออกมากแล้วส่งผลกระทบต่อตลาดการเงินในภาพรวม ส่งผลต่อ Wealth Effect ของนักลงทุนในทางลบ ทำให้เศรษฐกิจหดตัวมากกว่าเดิมได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มาตรการงดจ่ายเงินปันผลก็ดี มาตรการห้ามไม่ให้ซื้อหุ้นคืนก็ดี หรือ การตั้งอัตราเงินสดสำรองไว้ในอัตราที่สูงก็ดี มีเป้าหมายเพื่อให้ระบบสถาบันการเงินมีความมั่นคงรองรับหนี้เสียและปัญหาการชะลอตัวเศรษฐกิจอย่างรุนแรงได้ แต่ประเมินได้ว่า การดำเนินนโยบายหรือมาตรการดังกล่าวอยู่ภายใต้กรอบคิดอนุรักษ์นิยมทางการเงินที่อาจไม่สอดรับกับสถานการณ์ที่หดตัวอย่างหนัก มาตรการเหล่านี้จะสร้างภาวะที่ทำให้มีการปล่อยสินเชื่อน้อยลงเพราะกลัว NPL&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอนุสรณ์ กล่าวอีกว่า ตามข้อมูลงานวิจัยของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ เมื่อปีที่แล้ว ธนาคารขนาดใหญ่ระดับโลกประมาณ 30 แห่งจ่ายเงินปันผลและใช้เงินซื้อหุ้นคืนไม่ต่ำกว่า 250,000 ล้านดอลลาร์หรือคิดเป็นเงินไทย 7.752 ล้านล้านบาท ขนาดของเม็ดเงินประมาณครึ่งหนึ่งของจีดีพีของไทยทั้งประเทศ ในปีนี้ บางประเทศมีมาตรการไม่ให้จ่ายเงินปันผลและซื้อหุ้นคืน เงินจะหายไปจากระบบอยู่พอสมควร ธนาคารกลางของหลายประเทศคงมีการทำ Stress Test สถาบันการเงินในประเทศตัวเอง แล้วจึงตัดสินใจไม่ให้จ่ายเงินปันผล การทดสอบฐานะทางการเงินของแบงก์จะช่วยวิเคราะห์เชิงปริมาณได้ว่า หากจ่ายเงินปันผลหรือซื้อหุ้นคืนไปแล้วธนาคารแห่งใดยังคงมีฐานะของเงินทุนในการรับมือกับวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจได้หรือไม่ และ หวังว่า ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ทำ Stress Test แล้ว ก่อนตัดสินใจออกมาตรการงดจ่ายปันผลและซื้อหุ้นคืน &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ประกาศของแบงก์ชาติอาจช่วยลดความไม่พอใจของนักลงทุนต่อผู้บริหารและกรรมการธนาคารพาณิชย์แต่จะทำให้ตลาดการเงินตีความสถานการณ์เศรษฐกิจและภาวะการเงินในทางเลวร้ายซึ่งอาจก่อให้เกิดปัญหาความตื่นตระหนกเกินควร ตลาดหุ้นจะปรับตัวลงแรงโดยเฉพาะหุ้นกลุ่มธนาคารอาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจได้ จึงเป็นเรื่องที่แบงก์ชาติและผู้ที่เกี่ยวข้องในตลาดทุนต้องบริหารความตื่นตระหนกนี้ให้ได้ ความจริงแล้ว มีอีกทางเลือกหนึ่งมีเป้าหมายเดียวกัน เพื่อให้สถาบันการเงินมีฐานทุนเข้มแข็งรองรับการพุ่งขึ้นของหนี้เสียในอนาคต คือ การปล่อยให้คณะกรรมการธนาคารพาณิชย์ ที่ประชุมผู้ถือหุ้น ตัดสินใจกันเอง หรือ ให้สมาคมธนาคารไทยหารือแล้วออกมาตรการแบบสมัครใจ (ไม่ต้องบังคับ) ว่า ทุกธนาคารจะงดจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลในปีนี้ ธนาคารควรจ่ายเงินปันผลหรือรับซื้อหุ้นคืนหรือไม่ก็เป็นเรื่องความสมัครใจเอง ภาวะตื่นตระหนกจะน้อยกว่ามาก แบงก์ชาติทำหน้าที่เพียงปล่อยปริมาณเงินเข้ามาในระบบให้มากพอ แล้วไม่ต้องเข้าไปแทรกแซงการตัดสินใจของธนาคารพาณิชย์ บางประเทศใช้มาตรการแบบที่ ธปท ประกาศเพราะเห็นว่า ฐานเงินทุนที่เข้มแข็ง สภาพคล่องที่เพียงพอ มีความจำเป็นต่อการปล่อยสินเชื่อใหม่ในอนาคตรวมทั้งเพื่อรองรับหนี้เสียในอนาคต แต่การตัดสินในระดับจุลภาค จะจ่ายเงินปันผลหรือไม่จ่ายเงินปันผล จะซื้อหุ้นคืนหรือไม่ ควรเป็นเรื่องที่เอกชนตัดสินใจเองได้ แต่สิ่งที่แบงก์ชาติต้องทำคือการเพิ่มปริมาณเงินเข้ามาในระบบให้มากเป็นพิเศษ การแทรกแซงเงินบาทไม่ให้แข็งค่าโดยไม่ต้องดูดซับเงินบาทกลับ &amp;nbsp;ทางเลือกทางนโยบายการเงินที่ต้องทำควบคู่กันไปกับมาตรการสั่งแบงก์พาณิชย์งดจ่ายเงินปันผล คือ ลดอัตราดอกเบี้ยให้เหลือ 0% หรือใช้อัตราดอกเบี้ยติดลบหากจำเป็น และ ทำ unsterilized FX open market intervention ต้องเน้นไปดูมาตรการมหภาค มากกว่า มาตรการจุลภาค ซึ่งส่งผลบวกในการดูแลเศรษฐกิจมากกว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอนุสรณ์ ธรรมใจ อดีตกรรมการและกรรมการตรวจสอบ ธนาคารแห่งประเทศไทย ฝากแก้ปัญหาผู้ขอสินเชื่อรายย่อยที่มีฐานะทางการเงินไม่ดีถูกปฏิเสธเงินกู้จากธนาคารเนื่องจากมีการกำหนดเพดานดอกเบี้ยทำให้ไม่สามารถคิดอัตราดอกเบี้ยได้ตามความเสี่ยงของลูกค้า คนจำนวนหนึ่งต้องหันไปหาเงินกู้นอกระบบซึ่งอัตราดอกเบี้ยสูงกว่าสินเชื่อในระบบอย่างมาก นำไปสู่กับดักความเป็นหนี้สินล้นพ้นตัว ถูกเอาเปรียบ และ ไม่สามารถตรวจสอบและกำกับดูแลได้เท่ากับสินเชื่อในระบบ การปล่อยให้สถาบันการเงินคิดอัตราดอกเบี้ยลอยตัวตามความเสี่ยงจึงเป็นเรื่องที่ดีกว่า โดยธนาคารแห่งประเทศไทยต้องเปิดเสรีทางการเงินเพิ่มเติม เพื่อให้เกิดการแข่งขันในระบบสถาบันการเงินเพิ่มขึ้นอีก จะช่วยให้สถาบันการเงินไม่สามารถคิดดอกเบี้ยสูงเกินไปอันเป็นการเอาเปรียบลูกค้าได้ อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมา ธปท ก็ประสบความสำเร็จในการลดอำนาจผูกขาดในระบบสถาบันการเงินได้ระดับหนึ่งอยู่แล้วแต่ต้องเพิ่มขึ้นอีกเพื่อผลประโยชน์ของประชาชนและภาคธุรกิจ ขณะเดียวกันก็ต้องดำเนินการให้เกิดความสมดุลไม่นำไปสู่การแข่งขันมากเกินพอดีจนทำให้เกิดความเสี่ยงต่อเสถียรภาพของระบบสถาบันการเงินโดยรวมได้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/69278</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย, ธนาคารพาณิชย์, สถาบันการเงินงดจ่ายเงินปันผล, ห้ามไม่ให้ซื้อหุ้นคืน, อนุสรณ์ ธรรมใจ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180422/image_big_5adc0266adb57.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>69230</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/06/2020 17:13</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/06/2020 17:13</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ธปท.แจงเหตุผลที่ขอให้แบงก์งดจ่าย “เงินปันผลระหว่างกาล” และ “งดซื้อหุ้นคืน” ย้ำไม่ต้องการให้การ์ดตกในการต่อสู้วิกฤตระยะยาว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 มิ.ย. 2563 นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ชี้แจงเพิ่มเติมเกี่ยวกับการขอให้ธนาคารพาณิชย์งดจ่าย &amp;ldquo;เงินปันผลระหว่างกาล&amp;rdquo; และ&amp;rdquo;งดซื้อหุ้นคืน&amp;rdquo; ว่า การแพร่ระบาดของโควิด 19 เป็นสถานการณ์ที่มีความไม่แน่นอนสูงมาก ส่งผลกระทบรุนแรงต่อระบบเศรษฐกิจไทย ยังไม่รู้ว่าจะจบเมื่อไหร่ และจะจบอย่างไร การรักษาภูมิคุ้มกันให้กับระบบเศรษฐกิจและระบบสถาบันการเงินเป็นเรื่องที่สำคัญไม่น้อยกว่าการรักษาภูมิคุ้มกันให้กับสุขภาพของคนไทยแต่ละคน

ภูมิคุ้มกันที่สำคัญมากอันหนึ่งของธนาคารพาณิชย์คือระดับเงินกองทุน ที่เป็นกันชนรองรับผลกระทบที่เกิดขึ้นแล้ว และความไม่แน่นอนที่จะเกิดขึ้นในอนาคต นอกจากนี้เงินกองทุนจะช่วยให้ธนาคารพาณิชย์สามารถปล่อยสินเชื่อได้เพิ่มขึ้น เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยเมื่อการแพร่ระบาดของโควิด 19 คลี่คลายลง และเศรษฐกิจไทยเข้าสู่ช่วงฟื้นฟูอย่างเต็มที่
การกำกับดูแลธนาคารพาณิชย์และแนวทางบริหารความเสี่ยงอย่างระมัดระวังที่ผ่านมา ได้ส่งผลให้ระดับเงินกองทุนของธนาคารพาณิชย์ไทยเข้มแข็ง (ณ สิ้นไตรมาส 1 ปี 2563 อัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงหรือ BIS ratio ของระบบธนาคารพาณิชย์ไทยอยู่ที่ร้อยละ 18.7) ธนาคารพาณิชย์จึงสามารถออกมาตรการช่วยดูแลและเยียวยาลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด 19 ได้หลากหลายมาตรการ ในระยะข้างหน้าที่เรายังต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนสูง เราไม่ควร &amp;ldquo;การ์ดตก&amp;rdquo; ควรจะรักษาระดับเงินกองทุน หรือ &amp;ldquo;กันชน&amp;rdquo; ของธนาคารพาณิชย์ให้อยู่ในระดับสูงต่อเนื่องไปอีกระยะหนึ่ง การขอให้ธนาคารพาณิชย์งดจ่าย
&amp;ldquo;เงินปันผลระหว่างกาล&amp;rdquo; และ &amp;ldquo;งดซื้อหุ้นคืน&amp;rdquo; เป็นมาตรการเพื่อไม่ให้ธนาคารพาณิชย์ &amp;ldquo;การ์ดตก&amp;rdquo; ให้รักษาระดับเงินกองทุนให้เข้มแข็งต่อเนื่องจนกว่าจะจัดทำแผนบริหารจัดการเงินกองทุนใหม่ได้ชัดเจนขึ้น

การประเมินระดับเงินกองทุนที่เหมาะสมของธนาคารพาณิชย์ก็เหมือนการตรวจสุขภาพที่ต้องทำเป็นประจำ ในรอบที่ผ่านมาธนาคารพาณิชย์ได้ประเมินและจัดทำแผนบริหารจัดการเงินกองทุนก่อนเกิดการแพร่ระบาดของโควิด 19 ซึ่งสถานการณ์วันนี้ได้เปลี่ยนไปมาก นอกจากนี้ ทั้งการดำเนินงานของธนาคารพาณิชย์และของลูกค้าก็ได้รับผลกระทบจากมาตรการรักษาระยะห่างทางสังคม และมาตรการล๊อคดาวน์ด้วย ลูกค้าของธนาคารพาณิชย์ก็อยู่ในช่วงที่ต้องได้รับการเยียวยา ปรับตัว หรือวางแผนธุรกิจใหม่ ธนาคารพาณิชย์จึงไม่สามารถประเมินผลกระทบที่เกิดขึ้นกับทั้งลูกค้าและแผนธุรกิจของตนเองได้อย่างชัดเจน ธปท. จึงขอให้ธนาคารพาณิชย์เร่งทบทวนแผนบริหารจัดการเงินกองทุนในช่วง 1-3 ปีข้างหน้าโดยคำนึงถึงสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปจากเดิมมาก

นอกจากนี้ ในช่วงครึ่งแรกของปี 2563 ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ออกมาตรการหลากหลายด้านเพื่อช่วยเหลือลูกหนี้ และผ่อนผันกฎเกณฑ์การกำกับดูแลหลายเรื่องเพื่อส่งเสริมให้ธนาคารพาณิชย์เร่งปรับปรุงโครงสร้างหนี้ให้แก่ลูกหนี้ด้วย ธนาคารพาณิชย์อยู่ระหว่างเร่งดำเนินการเยียวยาและปรับปรุงโครงสร้างหนี้ให้แก่ลูกหนี้ ซึ่งต้องคำนวณผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับผลประกอบการและระดับเงินกองทุนของธนาคารพาณิชย์อย่างละเอียดในสถานการณ์ต่างๆ (scenarios) ในอนาคตด้วย

ในภาวะปกติ ธนาคารพาณิชย์บางแห่ง (ไม่ใช่ทุกแห่ง) จะจ่าย &amp;ldquo;เงินปันผลระหว่างกาล&amp;rdquo; ให้แก่ผู้ถือหุ้นในช่วงเดือนสิงหาคม &amp;ldquo;เงินปันผลระหว่างกาล&amp;rdquo; หรือ interim dividend เป็นการจ่ายเงินปันผลนอกรอบระยะเวลาบัญชี โดยไม่ต้องรอคำนวณผลการดำเนินงานเมื่อครบปี หรือครบรอบระยะเวลาบัญชี โดยอาจจะคำนวณจากผลประกอบการในรอบครึ่งปีแรกและผลการดำเนินงานที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในช่วงที่เหลือของปีนำมาจ่ายเป็น &amp;ldquo;เงินปันผลระหว่างกาล&amp;rdquo; ให้แก่ผู้ถือหุ้นในช่วงประมาณเดือนสิงหาคม

ส่วนการ&amp;rdquo;ซื้อหุ้นคืน&amp;rdquo;นั้น ในช่วงที่ผ่านมาธนาคารพาณิชย์บางแห่งที่คิดว่ามีเงินกองทุนในระดับสูงเกินความจำเป็น หรือเห็นว่าราคาหุ้นในตลาดลงไปอยู่ในระดับต่ำเกินควร ได้มีแผน&amp;rdquo;ซื้อหุ้นคืน&amp;rdquo;จากผู้ถือหุ้นทั่วไป ซึ่งหมายถึงการซื้อหุ้นของตัวเองจำนวนหนึ่งออกจากตลาดหลักทรัพย์มาเก็บไว้ หรือเพื่อนำไปลดทุนในอนาคต ซึ่งจะส่งผลให้ระดับเงินกองทุนของธนาคารพาณิชย์ลดลง (การงดการซื้อหุ้นคืนของธนาคารพาณิชย์นั้น &amp;rdquo;ไม่กระทบ&amp;rdquo;ต่อการซื้อขายหุ้นธนาคารพาณิชย์ในตลาดหลักทรัพย์ของประชาชนตามปกติแต่อย่างใด)
การแพร่ระบาดของโควิด 19 ทำให้ปีนี้เป็นปีที่ไม่ปกติ ทุกภาคส่วนของเศรษฐกิจไทยไม่ว่าจะเป็นธนาคารพาณิชย์ หรือลูกค้าของธนาคารพาณิชย์ได้รับผลกระทบรุนแรง และยังจะต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนสูงต่อเนื่องไปอีกระยะหนึ่ง ธนาคารพาณิชย์จึงควรใช้เวลาประเมินสถานการณ์อย่างรอบคอบ วางแผนการดำเนินงานอย่างระมัดระวัง และทำงานกับลูกค้ากลุ่มต่างๆ อย่างใกล้ชิด เพื่อให้แผนบริหารจัดการเงินกองทุนของธนาคารพาณิชย์ที่จัดทำใหม่สอดคล้องกับสถานการณ์ข้างหน้า และสอดคล้องกับบทบาทของธนาคารพาณิชย์ที่จะต้องปล่อยสินเชื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยภายหลังจากที่การแพร่ระบาดของโควิด 19 คลี่คลายลงด้วย

การขอให้ธนาคารพาณิชย์งดจ่าย &amp;ldquo;เงินปันผลระหว่างกาล&amp;rdquo; และ&amp;rdquo;งดซื้อหุ้นคืน&amp;rdquo;นี้ แม้ว่าจะกระทบต่อผู้ถือหุ้นของธนาคารพาณิชย์ในช่วงสั้นๆ แต่จะเป็นผลดีสำหรับผู้ถือหุ้นของธนาคารพาณิชย์ในระยะยาว เป็นผลดีต่อผู้ฝากเงิน และเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจไทยโดยรวมด้วย เพราะจะช่วยให้ระบบสถาบันการเงินไทยเข้มแข็ง รักษาระดับเงินกองทุนให้อยู่ในระดับสูงได้ต่อเนื่อง มีกันชนที่จะรองรับความไม่แน่นอนที่อาจจะเกิดขึ้นได้อีก โดยเฉพาะถ้าเกิดการแพร่ระบาดโควิด 19 ระยะใหม่ๆ

การประกาศเรื่องนี้เป็นนโยบายกลางของ ธปท. นอกจากจะช่วยให้เกิดความชัดเจนแก่ผู้ร่วมตลาดแล้ว ยังช่วยลดความกังวลให้แก่ธนาคารพาณิชย์ต่างๆ ด้วย โดยเฉพาะธนาคารพาณิชย์ที่ต้องการบริหารจัดการแบบระมัดระวังเป็นพิเศษ ในช่วงที่ผ่านมาผู้บริหารธนาคารพาณิชย์หลายแห่งได้แจ้งความกังวลให้ธปท. ทราบว่าผู้ถือหุ้น และผู้ฝากเงินอาจจะเข้าใจผิดได้ ถ้าธนาคารพาณิชย์บางแห่งที่เคยจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลประกาศงดจ่ายในปีนี้ หรือยกเลิกแผนการซื้อหุ้นคืนด้วยตนเอง อาจจะถูกเข้าใจผิดไปว่าธนาคารพาณิชย์ที่ต้องการรอบคอบระมัดระวังเป็นพิเศษหรืออยาก &amp;ldquo;ตั้งการ์ดสูง&amp;rdquo; เป็นธนาคารพาณิชย์ที่กำลังมีปัญหาเรื่องฐานะการเงินหรือได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด 19 รุนแรงกว่าธนาคารพาณิชย์อื่น ถ้า ธปท. ไม่ออกแนวนโยบายกลางให้ชัดเจน ธนาคารพาณิชย์ต่างๆ ที่เคยจ่าย &amp;ldquo;เงินปันผลระหว่างกาล&amp;rdquo; ก็คงจะต้องจ่ายไปตามปกติ ทั้งที่อยากจะสร้างกันชน และใช้เวลาประเมินสถานการณ์อย่างรอบคอบระมัดระวัง ในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจไทยยังต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนสูง

ใครที่ติดตามเรื่องของธนาคารกลางและหน่วยงานกำกับดูแลสถาบันการเงินรอบโลกก็คงไม่แปลกใจกับนโยบายเรื่องนี้ของ ธปท. ในขณะที่ ธปท. เพิ่งขอให้ธนาคารพาณิชย์งดจ่าย&amp;rdquo;เงินปันผลระหว่างกาล&amp;rdquo; และ&amp;rdquo;งดซื้อหุ้นคืน&amp;rdquo;ในระหว่างทบทวนแผนบริหารจัดการเงินกองทุนใหม่ ธนาคารกลางและหน่วยงานกำกับดูแลหลายประเทศทั่วโลกได้ออกนโยบายเกี่ยวกับเรื่องนี้ไปก่อนหน้านี้หลายเดือน บางประเทศ(เช่น อังกฤษ)ขอให้งดซื้อหุ้นคืน และไปไกลถึงขนาดขอให้งดการจ่ายเงินปันผลประจำปีจากผลประกอบการของปีที่แล้วด้วย บางประเทศ(เช่น สหภาพยุโรป และนิวซีแลนด์)ขอให้งดซื้อหุ้นคืนและงดการจ่ายเงินปันผลไประยะเวลาหนึ่งเพื่อรอความชัดเจนของสถานการณ์โควิด 19 ก่อน บางประเทศ(เช่น ออสเตรเลีย)ขอให้ธนาคารพาณิชย์จัดทำ stress test ใหม่ภายใต้สถานการณ์ความไม่แน่นอนต่างๆ ก่อนที่จะพิจารณาจ่ายเงินปันผล หลายประเทศที่เป็นประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ก็มีแนวนโยบายให้ธนาคารพาณิชย์งดจ่ายเงินปันผลเช่นกัน รวมทั้งกองทุนการเงินระหว่างประเทศ​ (IMF) ได้ออกมาสนับสนุนให้ธนาคารกลางและผู้กำกับดูแลสถาบันการเงินทั่วโลกมีนโยบายระงับการจ่ายเงินปันผลและการซื้อหุ้นคืนของธนาคารพาณิชย์ด้วย

แนวนโยบายเรื่องการขอให้ธนาคารพาณิชย์งดจ่าย &amp;ldquo;เงินปันผลระหว่างกาล&amp;rdquo; และ&amp;rdquo;งดซื้อหุ้นคืน&amp;rdquo; ในระหว่างที่ธนาคารพาณิชย์จัดทำแผนบริหารจัดการเงินกองทุนใหม่นี้ จะเป็นผลดีสำหรับผู้ถือหุ้นของธนาคารพาณิชย์ในระยะยาว เป็นผลดีต่อผู้ฝากเงิน และเป็นผลดีต่อระบบสถาบันการเงิน จะช่วยให้ธนาคารพาณิชย์รักษาระดับเงินกองทุนให้อยู่ในระดับสูงได้ต่อเนื่อง เป็นกันชนรองรับความไม่แน่นอนในอนาคต และมีเงินกองทุนที่จะสนับสนุนการปล่อยสินเชื่อเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยเมื่อการแพร่ระบาดของโควิด 19 คลี่คลายลง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/69230</URL_LINK>
                <HASHTAG>ซื้อหุ้น, ธนาคารพาณิชย์, ธปท., เงินปันผล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180723/image_big_5b55e8cbdef87.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>60838</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/03/2020 11:17</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/03/2020 11:17</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;แบงก์&quot;ยันให้บริการปกติแม้รัฐประกาศพ.ร.ก.ฉุกเฉิน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25 มี.ค. 63 -รายงานข่าวจากธนาคารแห่งประเทศ (ธปท.) ระบุว่า ตามที่นายกรัฐมนตรีได้แถลงข่าววานนี้ (24 มีนาคม 2563) เรื่อง คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติจะประกาศใช้พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 เพื่อยกระดับการป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 (COVID-19) นั้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ธปท. สมาคมธนาคารไทย สมาคมธนาคารนานาชาติ และสมาคมสถาบันการเงินของรัฐ ยืนยันว่า ธนาคารสมาชิกและสถาบันการเงินทุกแห่งมีความพร้อมในการดำเนินการรองรับภาวะฉุกเฉิน เพื่อความต่อเนื่องทางธุรกิจ (Business Continuity Plan) เพื่อให้ลูกค้าและประชาชนทั่วไปสามารถใช้บริการทางการเงินที่สำคัญ อาทิ การรับฝากเงิน การถอนเงิน การโอนเงิน การชำระเงิน และบริการสินเชื่อต่าง ๆ ที่จะช่วยเหลือลูกค้าเพื่อเสริมสภาพคล่อง มาตรการช่วยเหลือต่าง ๆ ทั้งในส่วนของลูกค้าธุรกิจ และลูกค้าบุคคล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการใช้บริการสามารถดำเนินการผ่านช่องทางในรูปแบบต่าง ๆ ทั้งในส่วนของสาขา และหน่วยงานสินเชื่อธุรกิจ ที่จะเปิดบริการให้ได้มากที่สุด รวมถึงช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ ทั้งที่เป็น เครื่องถอนและรับฝากเงินอัตโนมัติ (ATM และ CDM) อินเตอร์เน็ตแบงก์กิ้ง โมบายแบงก์กิ้ง ธนาคารทางโทรศัพท์ และ Call Center ที่พร้อมให้บริการได้อย่างต่อเนื่อง ตลอด 24 ชั่วโมง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขอความร่วมมือประชาชนหมั่นตรวจสอบข้อมูลทางการเงินของตนเองอย่างสม่ำเสมอ และระมัดระวังการแอบอ้างเพื่อหลอกลวงข้อมูลส่วนบุคคลและข้อมูลทางด้านการเงิน เช่น อีเมล รหัสผ่าน สำหรับการทำธุรกรรมทางการเงิน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ธนาคารมีความห่วงใยในสุขภาพอนามัย ความปลอดภัย และสวัสดิภาพของลูกค้าผู้ใช้บริการ และพนักงาน โดยเน้นให้มีการดำเนินการตามมาตรฐานด้านสุขอนามัยของกระทรวงสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด อาทิ การเพิ่มความถี่ในการทำความสะอาดสาขา การจัดพื้นที่ภายในสาขาให้ลูกค้ามีระยะห่างไม่น้อยกว่า 1.5 เมตร ขณะรอรับบริการ (Social Distancing)&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในช่วงที่สถานการณ์แพร่ระบาดของ COVID-19 ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ธนาคารแห่งประเทศไทย สมาคมธนาคารไทย สมาคมธนาคารนานาชาติ และสมาคมสถาบันการเงินของรัฐ จะร่วมกันดูแลให้ประชาชนสามารถได้รับบริการทางการเงิน และได้รับความช่วยเหลือจากมาตรการของรัฐในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อการดำเนินชีวิต และการดำเนินธุรกิจ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ลูกค้าและประชาชนทุกท่านมีส่วนสำคัญในการช่วยกันคัดกรองข้อมูลข่าวสารที่ได้รับ โดยเฉพาะจากช่องทางโซเชียลมีเดีย และระมัดระวังในการส่งต่อข้อมูลที่ไม่เป็นความจริง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความตื่นตระหนก และสร้างความเข้าใจผิดที่อาจเกิดขึ้นได้ หากมีข้อสงสัยประการใดสามารถสอบถามข้อมูลข่าวสารและรายละเอียดต่าง ๆ ได้ที่ Call center หรือ เว็บไซด์ของธนาคารทุกแห่ง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/60838</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธนาคารพาณิชย์, พ.ร.ก.ฉุกเฉิน, เปิดให้บริการปกติ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180207/image_big_5a7a710d94695.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>34340</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/04/2019 10:05</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/04/2019 10:05</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;ธปท&quot;รับระบบไอทีแบงก์ยังไม่พร้อมส่งข้อมูลให้สรรพากรหักภาษีดอกเบี้ย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24 เมษายน 2562 นางจันทวรรณ สุจริตกุล ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายยุทธศาสตร์และความสัมพันธ์องค์กร ธปท. กล่าวว่า &amp;ldquo;ธปท. รับทราบ เรื่องที่มีการหารือระหว่างกรมสรรพากรกับสถาบันการเงิน ในเรื่องกระบวนการนำส่งข้อมูลดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ของลูกค้าให้กับกรมสรรพากร ซึ่งมีประเด็นเรื่องของระบบงาน เช่น ระบบไอทีของสถาบันการเงินที่อาจต้องใช้เวลาในการปรับเปลี่ยนเพื่อให้สามารถนำส่งข้อมูลดังกล่าวได้อย่างครบถ้วน จึงอาจต้องมีการหารือเพิ่มเติม เพื่อทำความเข้าใจร่วมกันมากขึ้นในเรื่องวิธีการปฏิบัติ ข้อติดขัด ผลกระทบต่อประชาชน และทางเลือกในการดำเนินการเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของนโยบาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อเวลา 13.00 &amp;nbsp;น. วันที่ 23 เม.ย.2562 ที่สมาคมธนาคารไทย ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะทำงานของสมาคมฯได้ประชุมหารือถึงแนวทางประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเรียกเก็บภาษีดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ โดยมีหลายข้อเสนอและข้อกังวลหลายประเด็นที่เกี่ยวข้องกับข้อกฎหมายของธนาคารพาณิชย์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.ชุลีพร น่วมทนง รองเลขาธิการสมาคมธนาคารไทย ได้ให้สัมภาษณ์หลังประชุมว่า ในวันที่ 25 เม.ย.นี้ จะเดินทางไปประชุมหารือกับกรมสรรพากรอีกครั้ง ถึงร่างประกาศกรมสรรพากรที่จะออกประกาศซึ่งจะมีการแก้ไขเพื่อไม่ให้กระทบกับผู้ฝากเงินซึ่งส่วนใหญ่เป็นรายย่อย &amp;nbsp;และจะเชิญตัวแทนธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เข้ามาให้ความเห็นด้วย โดยเบื้องต้นจะให้ผู้ที่ไม่ประสงค์ส่งข้อมูลให้กรมสรรพากรมาเซ็นหนังสือว่าไม่ขอส่งข้อมูล แต่ถ้ารายใดไม่มาเซ็นฉบับดังกล่าว ข้อมูลดอกเบี้ยจะถูกส่งไปกรมสรรพากรตามเวลาที่กำหนดทันที&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;จะต้องรอดูประกาศทางการของกรมสรรพากรอีกครั้ง ก่อนที่จะนำกลับมาเข้าที่ประชุมหารือในคณะทำงาน ซึ่งจะทำงานร่วมกับชมรมนักกฎหมาย เพราะจะต้องดูว่าประกาศของกรมสรรพากรที่จะออกมา ขัดต่อกฎหมายของกฎหมายธนาคารพาณิชย์หรือไม่ ก่อนที่จะเป็นแนวทางปฏิบัติให้ธนาคารพาณิชย์ที่เป็นสมาชิกต่อไป และแจ้งประชาสัมพันธ์ให้ลูกค้าของแต่ละธนาคารรับทราบ โดยมีข้อความชัดเจนป้องกันลูกค้าสับสน&amp;rdquo; น.ส. ชุลีพร กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับปัจจุบันในระบบธนาคารพาณิชย์มีบัญชีเงินฝากออมทรัพย์กว่า 80 ล้านบัญชี คิดเป็น 30 ล้านคน โดยมี 1% หรือ 3 ล้านคนที่เข้าเกณฑ์เสียภาษีดอกเบี้ยประเภทนี้ นอกจากนี้ในอนาคตอาจปรับเปลี่ยนการเซ็นยินยอมส่งข้อมูลทางโมบายแบงก์กิ้งซึ่งเป็นหนึ่งทางเลือกเพื่อให้ลูกค้าได้รับความสะดวก
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/34340</URL_LINK>
                <HASHTAG>จันทวรรณ สุจริตกุล, ธนาคารพาณิชย์, ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.), ภาษีดอกเบี้ยเงินฝาก, ระบบไอที, สรรพากร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180528/image_big_5b0bd2a5cd2af.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
