<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>110274</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/07/2021 09:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/07/2021 09:47</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แบงก์รัฐประกาศปิดสาขาในห้างสรรพสินค้าพื้นที่ 13 จังหวัด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
19 ก.ค. 2564 ตามที่ ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่ข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 (ฉบับที่ 28) เพื่อกำหนดมาตรการที่จำเป็นและเร่งด่วน เพื่อลดการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในพื้นที่ 13 จังหวัด ประกอบด้วย กรุงเทพมหานคร ฉะเชิงเทรา ชลบุรี นครปฐม นนทบุรี นราธิวาส ปทุมธานี ปัตตานี พระนครศรีอยุธยา ยะลา สงขลา สมุทรปราการ และ สมุทรสาคร โดยกำหนดให้เป็นเขตพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด และให้มีผลบังคับใช้วันที่ 20 กรกฎาคม 2564 เป็นต้นไป นั้น สมาคมสถาบันการเงินของรัฐ (สงร.) และสถาบันการเงินสมาชิกทุกแห่ง ประกอบด้วย ธนาคารอาคารสงเคราะห์(ธอส.) ธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย(ธสน.) ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย(ธพว.) ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย(ธอท.) และบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) จึงขอประกาศแนวทางในการให้บริการลูกค้าเพื่อให้สอดคล้องกับมาตรการของภาครัฐ ดังนี้ &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;1.ธนาคารของรัฐจะปิดให้บริการสาขาในห้างสรรพสินค้าในพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด ทั้ง 13 จังหวัดเป็นการชั่วคราว ได้แก่ กรุงเทพมหานคร ฉะเชิงเทรา ชลบุรี นครปฐม นนทบุรี นราธิวาส ปทุมธานี ปัตตานี พระนครศรีอยุธยา ยะลา สงขลา สมุทรปราการ และ สมุทรสาคร ตั้งแต่วันที่ 20 กรกฎาคม 2564 เป็นต้นไป และจะพิจารณาปิดให้บริการสาขาบางแห่งเพิ่มเติมตามความจำเป็น โดยลูกค้าสามารถตรวจสอบสาขาใกล้เคียงที่เปิดให้บริการได้ตามประกาศที่ทาง website ของแต่ละธนาคาร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;2.กำหนดเวลาเปิดทำการสาขา ตั้งแต่วันที่ 20 กรกฎาคม 2564 ดังนี้ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;bull; สาขาในห้าง/สาขาที่เปิดให้บริการไม่เกิน 17.00 น. ที่ตั้งอยู่ในจังหวัดนอกเขตพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด จะยังคงเปิดให้บริการเวลาไม่เกิน 17.00 น.&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;bull; สาขาทั่วไป ที่ไม่ใช่สาขาธนาคารในห้างสรรพสินค้าทั่วประเทศ เปิดให้บริการไม่เกินเวลา 15.30 น.
&amp;nbsp;&amp;bull; สาขาใน 3 จังหวัดภาคใต้ ประกอบด้วย ยะลา นราธิวาส และปัตตานี เปิดให้บริการเวลาไม่เกินเวลา 15.00 น.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;3.จำกัดช่องให้บริการและจำนวนลูกค้าในสาขา เพื่อเว้นระยะห่างทางสังคม และลดความแออัด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;4.กรณีสาขามีพนักงานหรือลูกค้าติดเชื้อ ให้ปฏิบัติ ดังนี้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;bull; ให้แต่ละธนาคารปิดบริการสาขาที่มีผู้ติดเชื้อเป็นการชั่วคราว เพื่อทำความสะอาด/ฆ่าเชื้อ และกลับมาเปิดให้บริการอีกครั้งเมื่อดำเนินการเสร็จสิ้น
&amp;nbsp;&amp;bull; พนักงานที่สัมผัสใกล้ชิดผู้ป่วย ให้ตรวจหาเชื้อ/และกักตัวเองในที่พักทันที ตามระยะเวลาที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนด
&amp;nbsp;&amp;bull; จัดให้มีพนักงานปฏิบัติงานทดแทน และต้องเป็นพนักงานที่ไม่เกี่ยวข้องหรือสัมผัสเชื้อ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ สถาบันการเงินของรัฐ และธนาคารสมาชิกทุกแห่ง พร้อมให้บริการลูกค้าในที่ทำการสาขา ด้วยมาตรการข้างต้น โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของลูกค้าและพนักงาน และลูกค้ายังสามารถใช้บริการสำคัญ ของธนาคารได้ทาง ช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ เช่น ตู้ ATM ซึ่งธนาคารทุกแห่งได้เตรียมสำรองธนบัตรไว้อย่างเพียงพอ รวมถึง Application Mobile Banking ของแต่ละธนาคาร เพื่อลดการเดินทาง ลดความเสี่ยง และการสัมผัสธนบัตร เพื่อให้ความร่วมมือกับภาครัฐในการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ต่อไป โดยสถาบันการเงินของรัฐ และสถาบันการเงินสมาชิกทุกแห่ง พร้อมจะมีมาตรการที่เข้มข้นมากขึ้น เพื่อดูแลให้ลูกค้าประชาชนได้รับความปลอดภัยในการใช้บริการทางการเงินกับธนาคารมากที่สุดต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/110274</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธนาคารรัฐ, ปิดให้บริการ, สาขาในห้างสรรพสินค้า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210719/image_big_60f4e798f1be6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>109808</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/07/2021 14:40</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/07/2021 14:40</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เฮ! แบงก์รัฐสั่งพักหนี้2เดือน!อุ้มSME-รายย่อยพื้นที่เสี่ยง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15 ก.ค. 2564 นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.การคลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังได้ติดตามผลกระทบทางเศรษฐกิจจากสถานการณ์การระบาดของโควิด&amp;nbsp;-19&amp;nbsp;และมาตรการควบคุมการระบาดของภาครัฐอย่างต่อเนื่องและได้ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อผลักดันมาตรการเพื่อลดภาระหนี้ของลูกหนี้ในช่วงที่มีการระบาดระลอกใหม่ โดยภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงได้ร่วมกันออกมาตรการเร่งด่วนเพื่อช่วยเหลือลูกหนี้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี และลูกหนี้รายย่อย ดังนี้

1.&amp;nbsp;สมาคมสถาบันการเงินของรัฐได้ยกระดับมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้โดยออกมาตรการพักชำระเงินต้นและดอกเบี้ยให้แก่ลูกหนี้เอสเอ็มอี และรายย่อยเป็นระยะเวลาอย่างน้อย&amp;nbsp;2&amp;nbsp;เดือนให้กับลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงทั่วประเทศ ซึ่งได้แก่ลูกหนี้ทั้งที่เป็นนายจ้างและลูกจ้างในสถานประกอบการในพื้นที่ควบคุมสูงสุด&amp;nbsp;10&amp;nbsp;จังหวัดและนอกพื้นที่ควบคุมแต่ต้องปิดกิจการจากมาตรการควบคุมการระบาดของภาครัฐเริ่มตั้งแต่งวดการชำระหนี้เดือน ก.ค. 2564&amp;nbsp;หรือเดือน ส.ค.&amp;nbsp;เป็นต้นไป แล้วแต่กรณีทั้งนี้ ส่วนลูกหนี้ที่ยังเปิดกิจการได้แต่ได้รับผลกระทบจากมาตรการควบคุมการระบาดของภาครัฐจะพิจารณาให้ความช่วยเหลือแก่ลูกหนี้ตามความจำเป็นและสอดคล้องกับสถานการณ์ของลูกหนี้


2.&amp;nbsp;ธนาคารแห่งประเทศไทย&amp;nbsp;(ธปท.)&amp;nbsp;สมาคมธนาคารไทย และสมาคมธนาคารนานาชาติ ออกมาตรการพักชำระเงินต้นและดอกเบี้ยให้แก่ลูกหนี้เอสเอ็มอี และรายย่อยเป็นระยะเวลา&amp;nbsp;2&amp;nbsp;เดือนให้กับลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงซึ่งได้แก่ลูกหนี้ทั้งที่เป็นนายจ้างและลูกจ้างในสถานประกอบการทั้งในพื้นที่ควบคุมสูงสุด&amp;nbsp;10&amp;nbsp;จังหวัดและนอกพื้นที่ควบคุมที่ต้องปิดกิจการจากมาตรการของภาครัฐเริ่มตั้งแต่งวดการชำระหนี้เดือน ก.ค. 2564&amp;nbsp;เป็นต้นไปสำหรับลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบโดยอ้อม ซึ่งได้แก่ลูกหนี้ที่ยังเปิดกิจการได้แต่ได้รับผลกระทบจากมาตรการควบคุมการระบาดของภาครัฐจะพิจารณาให้ความช่วยเหลือแก่ลูกหนี้ตามความจำเป็นและสอดคล้องกับสถานการณ์ของลูกหนี้


ทั้งนี้ เพื่อไม่ให้เป็นภาระแก่ลูกหนี้ในช่วงระยะเวลาที่สถานการณ์การระบาดของโควิด-19&amp;nbsp;ยังมีความไม่แน่นอนสถาบันการเงินที่เข้าร่วมมาตรการจะไม่เรียกเก็บเงินต้นและดอกเบี้ยหรือค่าธรรมเนียมที่ค้างอยู่ทันทีเมื่อหมดระยะเวลาพักชำระหนี้ โดยลูกหนี้ที่สนใจสามารถติดต่อสถาบันการเงินผ่านช่องทางที่มีระยะห่างทางสังคม&amp;nbsp;(Social Distancing)&amp;nbsp;เพื่อลดโอกาสการระบาดของโควิด-19&amp;nbsp;เช่น แอพพลิเคชั่นบทโทรศัพท์มือถือ ศูนย์บริการลูกค้าของสถาบันการเงิน เป็นต้น ได้ตั้งแต่วันที่&amp;nbsp;19&amp;nbsp;ก.ค. 2564&amp;nbsp;เป็นต้นไป


&amp;ldquo;กระทรวงการคลังจะติดตามผลการดำเนินงานและประเมินประสิทธิภาพของมาตรการอย่างใกล้ชิด และพร้อมออกมาตรการช่วยเหลือด้านการเงินเพิ่มเติมตามความเหมาะสม โดยจะคำนึงถึงผลประโยชน์ของลูกหนี้ เสถียรภาพระบบการเงินและความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศเป็นสำคัญ&amp;rdquo; นายอาคม กล่าว
&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/109808</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธนาคารรัฐ, พักชำระหนี้</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210505/image_big_6092a89f3595f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>24735</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/12/2018 09:40</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/12/2018 09:40</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> แบงก์รัฐการันตีตรึงดอกเบี้ยยาว!ช่วยลูกค้า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
แบงก์รัฐการันตียังไม่ขยับดอกเบี้ย! &amp;ldquo;ออมสิน&amp;rdquo; ยันตรึงยาว หวังช่วยบรรเทาภาระลูกหนี้ 4.3 ล้านราย วอนลูกค้าสบายใจได้ ด้าน &amp;ldquo;ธอส.-ธพว.&amp;rdquo; ประสานเสียงคงดอกเบี้ยด้วยอีกแรง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายชาติชาย พนุหนาวีชัย ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ธนาคารจะไม่ปรับขึ้นดอกเบี้ยเงินกู้แม้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเป็น 1.75% ก็ตาม เพื่อต้องการช่วยเหลือลูกค้าไม่ให้มีภาระหนี้เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะลูกค้ารายย่อยซึ่งเป็นลูกค้าส่วนใหญ่ของออมสินกว่า 4.3 ล้านราย ไม่ว่าจะเป็น สินเชื่อประกอบธุรกิจ ค้าขายเล็ก ๆ น้อย ๆ &amp;nbsp;ห้องแถว สินเชื่อบุคคล สินเชื่อฉุกเฉินแก้หนี้นอกระบบ รวมถึงลูกค้าสินเชื่อบ้านอีกกว่า 3 แสนรายก็จะไม่ได้รับผลกระทบ จึงขอให้สบายใจได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การที่ ธปท.ปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย ถือว่าเป็นการปรับขึ้นตามสถานการณ์ตลาดโลก ซึ่งอาจทำให้ธนาคารพาณิชย์ต้องทยอยขึ้นดอกเบี้ยเงินฝาก เงินกู้ในเร็ว ๆ นี้ แต่ในส่วนของสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐก็จะตรึงดอกเบี้ยให้นานที่สุด และไม่เป็นผู้นำในการขึ้นดอกเบี้ยอย่างแน่นอน โดยของออมสินประเมินว่ายังคงดอกเบี้ยต่อไปได้ถึงปีหน้า &amp;nbsp;ถ้า ธปท.ขึ้นดอกเบี้ย 2 ครั้งก็ยังไม่กระทบต่อสินเชื่อที่เป็นดอกเบี้ยคงที่ รวมถึงเงินกู้ที่คิดจากดอกเบี้ยอัตราอ้างอิง เช่น เอ็มอาร์อาร์ เอ็มแอลอาร์ ส่วนแนวโน้มการปรับขึ้นดอกเบี้ยของ ธปท.ในปีหน้าคาดว่าจะเห็นการขึ้นดอกเบี้ย 0.5-1% โดยอาจเห็นขึ้นหลังจากช่วงเลือกตั้งเป็นต้นไป&amp;rdquo; นายชาติชาย กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ธนาคาร ได้จัดกิจกรรมออมสินส่งสุข ใจดี...มีว้าว เพื่อขยายฐานลูกค้าสินเชื่อรายย่อย โดยเปิดให้ลูกค้าที่กู้เงินในโครงการสินเชื่อห้องแถว สินเชื่อแฟรนไชส์ &amp;nbsp;สตรีทฟู้ด สินเชื่อธนาคารประชาชนระหว่างวันที่ 1 ธ.ค.2561-31 ส.ค.2562 จะได้รับสิทธิลุ้นรับรางวัล อาทิ รถยนต์ รถยนต์ฟู้ดทรัคส์ รถจักรยานยนต์ รวมกว่า 72 รางวัล ยาว 6 เดือน ซึ่งคาดว่าจะมีลูกค้ากลุ่มนี้เพิ่มขึ้น 1.35 แสนราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายฉัตรชัย ศิลิไล กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า ธอส.จะไม่ขึ้นดอกเบี้ยเงินกู้กับลูกค้าทันที แม้ว่า กนง.จะเห็นชอบให้ขึ้นดอกเบี้ยนโยบายไปแล้ว 0.25% ก็ตาม ซึ่งจากนี้ต้องขอติดตามสถานการณ์ตลาดสินเชื่อในช่วงเดือน ม.ค.อีกครั้ง ก่อนจะพิจารณาปรับดอกเบี้ยของธนาคาร เพราะไม่ต้องการให้กระทบกับลูกค้าที่ผ่อนบ้านกว่า 1 ล้านราย แต่เบื้องต้นประเมินว่า หากดอกเบี้ยนโยบายขึ้นเพียงครั้งเดียว ธนาคารจะยังไม่ขึ้นเงินงวดผ่อนของลูกค้า และดอกเบี้ยอาจขยับแค่ครึ่งเดียว หรือประมาณ 0.125% แต่หากขึ้นมากกว่าก็ต้องทบทวนดูอีกครั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายมงคล ลีลาธรรม กรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสากิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือเอสเอ็มอีแบงก์ กล่าวว่า แม้ว่า กนง. จะปรับขึ้นดอกเบี้ย 0.25% จาก 1.50% เป็น 1.75% แต่เอสเอ็มอีแบงก์ก็จะยังตรึงดอกเบี้ยเงินกู้ให้กับผู้ประกอบการไว้เท่าเดิมจนถึงสิ้นเดือน ก.พ.2562 เพื่อให้เวลาผู้ประกอบการเอสเอ็มอีกว่า 1 แสนรายได้ปรับตัว เนื่องจากในธุรกิจขนาดเล็กหากขึ้นดอกเบี้ยเงินกู้แล้วจะกระทบกับต้นทุนและ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/24735</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชาติชาย พนุหนาวีชัย, ตรึงดอกเบี้ย, ธนาคารรัฐ, แบงก์รัฐ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180422/image_big_5adc0d591cd1b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>15751</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/08/2018 09:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/08/2018 09:47</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>5 แบงก์รัฐประสานเสียงตรึงดอกเบี้ยกู้ยาวถึงสิ้นปีนี้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 แบงก์รัฐประสานเสียงตอกหมุดตรึงอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ยาวถึงสิ้นปี 2561 หวังช่วยเหลือลูกค้า 18 ล้านบัญชี หลังธนาคารพาณิชย์ทยอยขยับขึ้นดอกเบี้ยบ้าน-รถยนตร์ไปแล้ว


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนี้สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ 5 แห่ง ได้แก่ ธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) และธนาคารเพื่อนการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) ได้ยืนยันพร้อมกันจะไม่ขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ตลอดปีนี้ เพื่อดูแลประชาชน ผู้มีรายได้น้อย เกษตรกร และธุรกิจขนาดเล็ก ซึ่งเป็นลูกหนี้รวมกันกว่า 17-18 ล้านบัญชี ไม่ให้ได้รับผลกระทบจากทิศทางอัตราดอกเบี้ยขาขึ้น หลังที่ผ่านมาธนาคารพาณิชย์ได้ทยอยปรับขึ้นดอกเบี้ยเงินกู้สินเชื่อบ้าน รถยนต์ ไปแล้วหลายแห่ง&amp;nbsp;


นายชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ปัจจุบันธนาคารมีลูกค้าเงินกู้ประมาณ 3 ล้านราย คิดเป็น 4 ล้านบัญชี ซึ่งธนาคารมีนโยบายตรึงดอกเบี้ยเงินกู้ให้นานที่สุดเท่าที่ทำได้ ซึ่งปัจจุบันต้นทุนการเงินของธนาคารยังไม่เปลี่ยนแปลงเพราะธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยังไม่ปรับดอกเบี้ยนโยบาย จึงประเมินว่าจะคงดอกเบี้ยไปได้อย่างน้อยถึงสิ้นปี ฉะนั้นขอให้ลูกค้าสินเชื่อของออมสินสบายใจได้ว่าจะไม่โดนขึ้นดอกเบี้ย แม้ธนาคารพาณิชย์จะเริ่มขึ้นมานิดหน่อยก็ตาม&amp;nbsp; ซึ่งปัจจุบัน ดอกเบี้ยเงินกู้ขั้นต่ำประเภทเงินกู้ที่มีระยะเวลา (เอ็มแอลอาร์) อยู่ที่ 6.5%&amp;nbsp; ดอกเบี้ยเงินกู้ขั้นต่ำประเภทเงินเบิกเกินบัญชี (เอ็มโออาร์) และดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายย่อยชั้นดี (เอ็มอาร์อาร์) อยู่ที่&amp;nbsp; 7% เท่ากัน&amp;nbsp;


&amp;ldquo;ธปท. และภาครัฐคงดูเรื่องดอกเบี้ยนโยบายอยู่ให้มีความเหมาะสม ซึ่งหากจะขึ้นอย่างเร็วก็ปลายปีนี้ แต่ปีหน้าก็น่าจะขยับได้แน่ อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันท่าทีการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ก็เริ่มเบาลง เพราะหากขึ้นไวจะทำให้เงินไหลเข้าประเทศมากไปจนไปทำให้ดอลลาร์สหรัฐฯแข็งค่ามากเกิน ดังนั้นจึงไม่น่าจะเป็นปัจจัยกดดันมากนัก ส่วนปีหน้าธนาคารจะมีการพิจารณาถึงความเหมาะสมอีกครั้ง&amp;rdquo; นายชาติชาย กล่าว


นายสมศักดิ์ กังธีระวัฒน์ รองผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า ธนาคารพร้อมจะตรึงดอกเบี้ยเงินกู้ไว้ในอัตราเดิม เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรและเอสเอ็มอีเกษตรที่เป็นลูกค้ากับธ.ก.ส.กว่า 12 ล้านบัญชี ไว้ได้อย่างน้อยถึงสิ้นปีนี้ เพื่อเป็นการบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายต่อเกษตรกร ซึ่งปัจจุบันธนาคารคิดดอกเบี้ยสินเชื่อแก่ลูกค้าเกษตรกรประมาณ 6% ต่อปี แต่ล่าสุด ครม.ได้มีมติให้ธ.ก.ส.ช่วยลดดอกเบี้ยให้ลูกหนี้ในส่วนของวงเงินกู้ 3 แสนบาทแรก อีก 3%&amp;nbsp; ซึ่งจะทำให้เกษตรกรเสียดอกเบี้ยแค่ 3% เป็นเวลา 1 ปีเท่านั้น&amp;nbsp; ส่วนดอกเบี้ยปัจจุบัน เอ็มอาร์อาร์&amp;nbsp; 7%&amp;nbsp; เอ็มโออาร์ 7.125% เอ็มแอลอาร์ 5%


ด้านนายมงคล ลีลาธรรม กรรมการผู้จัดการธพว. เปิดเผยว่า ธนาคารจะไม่ขึ้นดอกเบี้ยเงินกู้ตลอดสิ้นปีนี้แน่นอน ตามนโยบายของรัฐบาล เพื่อต้องการดูแลธุรกิจรายย่อยและเอสเอ็มอีให้มีแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยถูกในการทำธุรกิจ&amp;nbsp; ซึ่งปัจจุบันธนาคารมีฐานสินเชื่อเอสเอ็มอีประมาณ 1.1 แสนล้านบาท&amp;nbsp; ประมาณ 1 แสนรายที่เป็นลูกค้าซึ่งจะไม่ได้รับผลกระทบ และยังมีอีก 3 พันล้านบาท ที่มียอดอนุมัติไปแล้วและรอการเบิกใช้ นอกจากนี้ ธนาคารยังมีสินเชื่อ


นายฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ เปิดเผยว่า ปัจจุบันธนาคารมีฐานสินเชื่อที่อยู่อาศัยรวมอยู่ประมาณ 1.1 ล้านล้านบาท และมีลูกค้ากู้ซื้อบ้านอยู่ประมาณ 1.1 ล้านคน&amp;nbsp; ซึ่งขอให้ลูกค้าสบายใจได้ว่าธอส.จะยังไม่ปรับขึ้นดอกเบี้ยสินเชื่อบ้านตามธนาคารพาณิชย์อื่นแน่ เพราะตามแผนธุรกิจยังคงไม่จำเป็นต้องปรับขึ้นไปถึงสิ้นปี ยกเว้นแต่ถ้าทางการขึ้นดอกเบี้ยนโยบายเร็ว ก็จะมาพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง โดยดอกเบี้ยปัจจุบัน เอ็มอาร์อาร์&amp;nbsp; 6.75%&amp;nbsp; เอ็มโออาร์ 7% เอ็มแอลอาร์ 6.25%


อย่างไรก็ตามที่ประชุมระดับผู้บริหารระดับซีอีโอ สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐได้มีการประชุมร่วมกันทุกเดือน โดยมีการจับตาความเคลื่อนไหวดอกเบี้ยในตลาดโลก และดอกเบี้ยในเมืองไทยอย่างใกล้ชิด เพื่อดูว่าจะมีการรับมืออย่างไรให้ทันท่วงที แต่ยังระบุไม่ได้ว่าสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐจะตรึงดอกเบี้ยได้นานแค่ไหน เพราะขึ้นอยู่กับแผนงานธุรกิจของแต่ละธนาคาร แต่ทว่าตามนโยบายของกระทรวงการคลังได้กำชับให้ดูแลดอกเบี้ยให้ขึ้นได้ช้าที่สุด&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/15751</URL_LINK>
                <HASHTAG>ตรึงดอกเบี้ย, ธ.ก.ส., ธ.ออมสิน, ธนาคารรัฐ, ธพว., ธสน., ธอส.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180531/image_big_5b0fff05b1d8b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>6037</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/03/2018 08:45</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/03/2018 08:45</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กอช. จ่อชวนลูกจ้างภาครัฐเสริมสมาชิกหวังดันยอดเข้าเป้า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
กอช. ผุดระบบหักบัญชีเงินฝากอัตโนมัติอำนวยความสะดวกสมาชิกนักออม &amp;ldquo;ปลัดคลัง&amp;rdquo; ฝันสิ้นปีดูดประชาชนสมัครสมาชิกแตะ 1.2 ล้านคน เล็งดึงลูกจ้างประจำภาครัฐช่วยเสริม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) เปิดเผยว่า กอช. ได้เปิดตัวบริการวางแผนการออมผ่านระบบหักบัญชีเงินฝากอัตโนมัติ (Direct Debit) พร้อมธนาคารรัฐ 5 แห่ง ได้แก่ ธนาคารกรุงไทย, ธนาคารออมสิน, ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.), ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) และธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (เอสเอ็มอีแบงก์) ในการประกาศเจตนารมณ์ร่วมขับเคลื่อนการออมภาคประชาชน เพื่อร่วมส่งเสริมและสนับสนุนด้านวิชาการและให้ความรู้กับประชาชนเกี่ยวกับการออมเงิน การวางแผนการเงินเพื่อยามเกษียณ โดยมุ่งเป้าหมายเพื่อกระตุ้นให้เกิดการตัดสินใจออมและสมัครสมาชิก กอช. มากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ปัจจุบันประเทศไทยมีปริมาณการออมเพื่อวัยเกษียณเพียง 2.5 ล้านล้านบาท ซึ่งถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับต่างประเทศที่มีความพร้อมด้านนี้อย่างมาก ซึ่งหลายประเทศมีการนำเงินออมในส่วนนี้ไปใช้เพื่อการลงทุนในการพัฒนาประเทศด้านอื่น ๆ ขณะที่ไทยเองเงินออมยังลงทุนไม่ได้ และที่ผ่านมารัฐบาลก็ได้มีการผลักดันเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การออมเพื่อวัยเกษียณของไทยยังถือว่าต่ำมาก ซึ่งรัฐบาลพยายามส่งเสริมเรื่องนี้ผ่านช่องทางการออมในรูปแบบต่าง ๆ และให้สิทธิประโยชน์เพื่อจูงใจให้เกิดการออมมากขึ้น โดยเฉพาะในส่วนของ กอช. ที่ปัจจุบันมีสมาชิกอยู่เพียง 5.3 แสนราย จากเป้าหมายแรงงานนอกระบบกว่า 20 ล้านคน เราอายที่ยอดสมาชิกยังไม่ถึงเป้าหมาย โดยในปีนี้ตั้งเป้าหมายหาสมาชิกเพิ่มเป็น 1.2 ล้านราย ก็อยากจะทำให้ได้ โดยอาจจะมีการดึงลูกจ้างชั่วคราวของภาครัฐเข้ามาเสริม เพราะการสนับสนุนให้มีการออมเงิน ถือเป็นแนวทางสำคัญที่จะทำให้ประชาชนมีความสามารถในการดูแลชีวิตของตัวเองในอนาคต และจะช่วยลดภาระของรัฐบาลในการจัดสรรงบประมาณเข้ามาดูแลด้วย&amp;rdquo; นายสมชัย กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสมชัย กล่าวอีกว่า ได้มีการเดินหน้าผลักดันเรื่องการออมอย่างเป็นระบบ ผ่าน 4 เสาสำคัญ ได้แก่ 1. การเสริมความรู้ทางการเงิน 2. การเสริมผลิตภัณฑ์ทางการออมใหม่ ๆ เพื่อเป็นแรงจูงใจในการออมเงิน 3. องค์กรการเงินชุมชนต้องเสริมให้แข็งแกร่ง เพราะเป็นฐานรากของการออมเงินชุมชน และ 4. เติมเต็มระบบการออมเพื่อวัยเกษียณ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ยังได้มอบหมายให้สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ไปศึกษาแนวโน้มอัตราประชากรของประเทศไทยในแต่ละช่วงอายุ ในช่วง 30-40 ปีจากนี้ เพื่อให้สามารถเตรียมความพร้อมในการวางแผนบริหารจัดการประชากรอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะในวัยแรกเกิด และวัยแรงงาน เนื่องจากแนวโน้มประชากรผู้สูงวัยที่จะมีเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่อัตราเด็กแรกเกิดน้อยลง ซึ่งในระยะยาวอาจส่งผลกระทบถึงฐานการจัดเก็บภาษีของรัฐบาลด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;เรื่องนี้เป็นที่มาของการปรับโครงสร้างประมวลรัษฎากรซึ่งกำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้ ทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บ การให้สิทธิประโยชน์ด้านต่าง ๆ อาทิ สนับสนุนการมีบุตรเพิ่มขึ้น เบื้องต้น รมว.การคลังได้เห็นชอบในหลักการเรียบร้อยแล้ว แต่ยังต้องหารือในรายละเอียดกับกรมสรรพากรในอีก 2-3 ประเด็น โดยทั้งหมดคาดว่าจะได้ข้อสรุปเร็ว ๆ นี้&amp;rdquo; นายสมชัย กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/6037</URL_LINK>
                <HASHTAG>Direct Debit, กรุงไทย, กองทุนการออมแห่งชาติ, กอช., ธ.ก.ส., ธนาคารรัฐ, ธอส., ปลัดกระทรวงการคลัง, ลูกจ้างประจำ, สมชัย สัจจพงษ์, หักบัญชีเงินฝากอัตโนมัติ, ออมสิน, เอสเอ็มอีแบงก์, แบงก์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180121/image_big_5a64aa312e660.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
