<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>113323</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/08/2021 10:27</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/08/2021 10:27</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ธอส. เคาะเพิ่มวงเงินอีก 4,000 ล้านบาท &#039;โครงการ My Hero&#039;ลดดอกเบี้ยเงินกู้บุคลากรทางการแพทย์ เหลือ 1.00% ต่อปี </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
15 ส.ค. 2564 ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ขยายความช่วยเหลือเพื่อเป็นกำลังใจให้กับความทุ่มเทของบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขที่เป็นด่านหน้าในการดูแลผู้ป่วย COVID-19 รวมถึงการปฏิบัติหน้าที่ในศูนย์ฉีดวัคซีน เพิ่มวงเงิน&amp;ldquo;โครงการ My Hero : บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข&amp;rdquo; อีก 4,000 ล้านบาท ทำให้กรอบวงเงินรวมของโครงการเพิ่มเป็น 12,000 ล้านบาท ลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้จากปัจจุบันเหลือเพียง 1.00% ต่อปี นาน 4 เดือน (กันยายน - ธันวาคม 2564) หรือ เงินงวดลดลงประมาณ 50% ของเงินงวดเดิม เพื่อแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายรายเดือนบุคลากร &amp;nbsp;ทางการแพทย์และสาธารณสุข ลงทะเบียนแจ้งความประสงค์เข้าโครงการผ่าน Mobile Application : GHB ALL ตั้งแต่วันที่ 16 สิงหาคม 2564 เวลา 8.30 น. เป็นต้นไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp;
นายฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า หลังจากเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2564 ธนาคารเปิดให้ลูกค้าปัจจุบันของธนาคารที่ประกอบอาชีพแพทย์ บุคลากรทางการแพทย์ และสาธารณสุขที่ปฏิบัติหน้าที่เป็นบุคลากรด่านหน้าในการดูแลรักษาผู้ป่วยติดเชื้อ COVID-19 รวมถึงการปฏิบัติหน้าที่ในศูนย์ฉีดวัคซีน และมีสถานะบัญชีปกติ ลงทะเบียนแจ้งความประสงค์เข้าร่วม &amp;ldquo;โครงการ My Hero : บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข&amp;rdquo; เพื่อรับสิทธิ์ลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้เหลือ 1.00% ต่อปี จากทุกอัตราดอกเบี้ยที่บุคลากรการแพทย์และสาธารณสุขใช้อยู่ในปัจจุบันเป็นระยะเวลานาน 4 เดือน ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน &amp;ndash; 31 ธันวาคม 2564 ทำให้เงินงวดที่ลูกค้าต้องชำระลดลงมากกว่า 50% ของเงินงวดเดิม และผลปรากฏว่ามีบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขลงทะเบียนแจ้งความประสงค์เข้าร่วมโครงการจนเต็มกรอบวงเงิน 8,000 ล้านบาท ภายในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมงนั้น เพื่อเป็นการเพิ่มโอกาสให้บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขสามารถเข้า รับความช่วยเหลือตามมาตรการได้มากยิ่งขึ้น ธอส. จึงได้ เพิ่มกรอบวงเงินของโครงการ My Hero : บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข อีก 4,000 ล้านบาท ทำให้กรอบวงเงินรวมโครงการเพิ่มเป็น 12,000 ล้านบาท โดยจะเปิดให้ลงทะเบียนแจ้งความประสงค์เข้าร่วมโครงการในวันจันทร์ - ศุกร์ เวลา 8.30-15.00 น. เว้นวันหยุดราชการและวันหยุดนักขัตฤกษ์ ตั้งแต่วันที่ 16-29 สิงหาคม 2564 หรือจนกว่าจะเต็มกรอบวงเงิน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข สามารถลงทะเบียนแจ้งความประสงค์ได้ทาง Mobile Application : GHB ALL , GHB Buddy บน Line Application และเว็บไซต์ธนาคารอาคารสงเคราะห์ www.ghbank.co.th พร้อมแนบหลักฐาน/เอกสารเพื่อแสดงว่าปฏิบัติงานที่เกี่ยวกับการดูแลรักษาผู้ป่วยติดเชื้อ COVID-19 รวมถึงปฏิบัติหน้าที่ในศูนย์ฉีดวัคซีน เช่น บัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ หนังสือรับรองการปฏิบัติงานจากหน่วยงาน และเมื่อครบกำหนดระยะเวลาความช่วยเหลือ 4 เดือนแล้ว ลูกค้าจะกลับไปใช้อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ตามโครงการเดิมที่เคยเลือกใช้ก่อนเข้าร่วมโครงการโดยไม่ถือว่ามีดอกเบี้ยค้างชำระแต่อย่างใด สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์(Call Center) โทร 0-2645-9000 หรือ Facebook Fanpage ธนาคารอาคารสงเคราะห์ หรือที่ ธอส. ทุกสาขาทั่วประเทศ และติดตามข้อมูลข่าวสารได้ที่ Application : GHB ALL และ www.ghbank.co.th&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/113323</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธนาคารอาคารสงเคราะห์, บุคลากรทางการแพทย์, ลดดอกเบี้ยเงินกู้</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210815/image_big_6118892c60109.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>71069</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/07/2020 19:24</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/07/2020 19:24</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>มูลค่าอสังหาฯตกรูดต่อเนื่อง &#039;คอนโด - บ้านจัดสรร&#039; ลดราคาขายสูงถึง 36% </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 ก.ค.2563 นายวิชัย วิรัตกพันธ์ รักษาผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ เปิดเผยว่า ดัชนีราคาที่อยู่อาศัยที่อยู่ระหว่างการขายในกรุงเทพฯ - ปริมณฑล ไตรมาส 2 ปี 2563 ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 และมาตรการล็อกดาวน์ประเทศ เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโรค มีการปิดกิจการและลดการจ้างแรงงานในหลายธุรกิจ ส่งผลต่อกำลังซื้อที่อยู่อาศัยมีการชะลอตัวเป็นอย่างมาก ทำให้ผู้ประกอบการต้องเร่งระบายสต็อกหน่วยสร้างเสร็จเหลือขายด้วยการลดราคาขาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับในไตรมาสที่ 2 ปี 2563 โครงการอาคารชุด มีการลดราคาขายมากที่สุดถึง 36% &amp;nbsp;โครงการทาวน์เฮ้าส์มีการลดราคาขายมากที่สุดถึง 32% ขณะที่โครงการบ้านเดี่ยวมีการลดราคาขายมากที่สุดถึง 12% ซึ่งหากสถานการณ์การลดราคาขายที่อยู่อาศัยสร้างใหม่ยังคงมีอย่างต่อเนื่อง จนเกิดสงครามราคา อาจส่งผลกระทบต่อตลาดบ้านมือสองที่ต้องลดราคาขาย เพื่อแข่งขันกับที่อยู่อาศัยสร้างใหม่ และจะมีผลต่อมูลค่าทรัพย์สินของสถาบันการเงิน และวงเงินกู้ของผู้ซื้อบ้านที่จะต้องลดลงตามราคาขาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกันในไตรมาส 2 ปี 2563 &amp;nbsp;ดัชนีราคาบ้านจัดสรรใหม่ที่อยู่ระหว่างการขาย ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล มีค่าดัชนีเท่ากับ 128.3 เพิ่มขึ้น 1.9% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน แต่ลดลง 0.1 % เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ดัชนีราคาบ้านจัดสรรลดลงเป็นครั้งแรก ตั้งแต่ปี 2555 ซึ่งศูนย์ข้อมูลฯ ได้เริ่มจัดทำดัชนีราคาบ้านจัดสรร
อย่างไรก็ตาม โครงการอาคารชุดที่ปรับลดราคาลงมากที่สุด เป็นโครงการอาคารชุดสร้างเสร็จเหลือขายทำเลปลายสายรถไฟฟ้าสายสีเขียวในจังหวัดสมุทรปราการ ส่วนทำเลที่โครงการอาคารชุดปรับราคาเพิ่มขึ้น เป็นโครงการที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างทำเลแนวเส้นทางรถไฟฟ้าสายสีเหลือง และสายสีส้มที่อยู่ระหว่างก่อสร้างในขณะนี้
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/71069</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธนาคารอาคารสงเคราะห์, ราคาอสังหาฯ, วิชัย วิรัตกพันธ์, ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190124/image_big_5c48b0f96f2dd.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>41397</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/07/2019 16:49</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/07/2019 16:49</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ธอส.ดีเดย์จองสลากพรีเมี่ยม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19 ก.ค.62 นายฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) กล่าวว่า วันที่ 22 ก.ค. นี้ ถือเป็นวันแรกที่ธนาคารกำหนดให้ลูกค้าแจ้งความประสงค์ซื้อสลากออมทรัพย์ ธอส. ชุดวิมานเมฆ หน่วยละ 1 ล้านบาท ได้ ณ ที่ทำการสาขาของธนาคารทั่วประเทศ โดยการเปิดบัญชี&amp;nbsp;&amp;ldquo;เงินฝากออมทรัพย์รับโชค&amp;rdquo;&amp;nbsp;ซึ่งกำหนดให้เปิดบัญชีขั้นต่ำเพียง 500 บาท เพื่อจองซื้อสลากได้ไม่เกิน 5 หน่วย ต่อ 1 ราย และยังไม่จำเป็นต้องฝากเงินให้ครบจำนวนที่จองซื้อในวันที่เปิดบัญชี โดยสามารถเปิดบัญชีได้ทั้งในนามบุคคลธรรมดา คณะบุคคล/ห้างหุ้นส่วนสามัญ สถาบันที่ไม่แสดงหาผลกำไร นิติบุคคล หจก. บจก. บมจ. และบุคคลที่มีถิ่นฐานอยู่นอกประเทศ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ผู้เปิดบัญชีและแจ้งความประสงค์จะซื้อสลากฯ จะได้รับ ใบแจ้งความประสงค์จะซื้อสลากออมทรัพย์ดังกล่าวเพื่อเป็นหลักฐานยืนยันการจอง โดยกำหนดให้เปิดบัญชีและแจ้งความประสงค์ได้จนถึงวันที่ 15 ส.ค. 2562 เท่านั้นและผู้เปิดบัญชีเงินฝากออมทรัพย์รับโชคสามารถผูกการใช้บริการกับ&amp;nbsp;Mobile Application : GHB All&amp;nbsp;เพื่อรับการแจ้งเตือนผลการRandom&amp;nbsp;รายชื่อผู้ที่ได้รับสิทธิ์ซื้อสลากและรายชื่อสำรอง (ในกรณีที่มีผู้จองซื้อสลากเกิน 27,000 หน่วย) ที่ธนาคารกำหนดไว้ในวันที่ 19 ส.ค. 2562&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รวมถึงสามารถตรวจสอบวันที่ธนาคารกำหนดให้ผู้ที่ได้รับสิทธิ์ซื้อสลากต้องฝากเงินเข้าบัญชีให้ครบตามจำนวนหน่วยที่ได้รับสิทธิ์ต่อไป นอกจากนี้บัญชีเงินฝากออมทรัพย์รับโชคจะเป็นบัญชีคู่โอนสำหรับการรับเงินรางวัลสลากออมทรัพย์ ธอส. ในวันถัดจากวันที่มีการออกรางวัลในแต่ละครั้ง และยังเป็นบัญชีเพื่อรับดอกเบี้ยหรือเงินต้นคืนเมื่อไถ่ถอนอีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ สลากออมทรัพย์ ธอส. แบบพรีเมียม ชุดวิมานเมฆ ราคาจำหน่ายหน่วยละ 1 ล้านบาท จำนวน 27,000 หน่วย หรือ 27,000 ล้านบาท อายุสลาก 3 ปี ผลตอบแทนเมื่อฝากครบ 3 ปี จะได้รับเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยหน่วยละ 42,000 บาท หรือคิดเป็น 1.4% ต่อปี ได้ลุ้นรางวัลทุกวันที่ 16 ของเดือน รางวัลละ 200,000 บาท จำนวน 27 รางวัล/เดือน&amp;nbsp;&amp;nbsp;หรือตลอด 3 ปีจะได้ลุ้นรางวัลถึง 36 ครั้ง รวม 972 รางวัล&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หากถูกรางวัล 1 ครั้ง ผลตอบแทนเฉลี่ยจะอยู่ที่ 8.07% ต่อปี ถูกรางวัล 3 ครั้ง ผลตอบแทนเฉลี่ย 21.40% ต่อปี หรือถูกรางวัล 5 ครั้ง ผลตอบแทนเฉลี่ยจะสูงถึง 24.73% ต่อปี และเมื่อครบ 3 ปี ยังสามารถเลือกที่จะถือสลากต่อเพื่อรับผลตอบแทนตามที่ธนาคารกำหนดหรือมอบเป็นมรดกตกทอดให้แก่ลูกหลานได้ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ธอส. ทุกสาขาทั่วประเทศ หรือ&amp;nbsp;&amp;nbsp;ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ โทร.0-2645-9000 หรือ&amp;nbsp;www.ghbank.co.th&amp;nbsp;และ&amp;nbsp;Facebook Fanpage&amp;nbsp;ธนาคารอาคารสงเคราะห์&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/41397</URL_LINK>
                <HASHTAG>ฉัตรชัย ศิริไล, ธนาคารอาคารสงเคราะห์, สลากออมทรัพย์ ธอส. ชุดวิมานเมฆ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190719/image_big_5d31917610a39.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>39431</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/06/2019 16:46</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/06/2019 16:46</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อนุมัติแล้วให้&#039;ธอส.&#039;ออกสลากขายเหมือน&#039;ออมสิน-ธ.ก.ส.&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25 มิ.ย.2562 - &amp;nbsp;คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงว่าด้วยการออกและขายสลากออมทรัพย์ พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้วดำเนินการต่อไปได้ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้สาระสำคัญของร่างกฎกระทรวงมีดังนี้ 1.กำหนดให้สลากออมทรัพย์ หมายถึง หนังสือตราสารชนิดผู้ถือหรือชนิดระบุชื่อ ซึ่งธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ออกให้โดยมีข้อสัญญาว่า ถ้าหนังสือตราสารนั้นถูกรางวัล ธอส. จะจ่ายเงินรางวัลให้แก่ผู้ถือหรือผู้มีชื่อในหนังสือตราสารเป็นจำนวนเงินที่กำหนดไว้ และเมื่อหนังสือตราสารนั้นมีอายุครบกำหนด ธอส. จะให้สิทธิในการต่ออายุสลากออมทรัพย์หรือจ่ายเงินคืนตามราคาสลากออมทรัพย์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราที่กำหนดให้แก่ผู้ถือหรือผู้ที่มีชื่อในหนังสือตราสาร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.การจำหน่ายสลากออมทรัพย์ให้ปฏิบัติตามที่ ธอส. กำหนด โดย ธอส. สามารถเรียกเก็บค่าธรรมเนียมสำหรับการดำเนินการใด ๆ เกี่ยวกับสลากออมทรัพย์ได้ตามอัตราที่ ธอส. กำหนดโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการ ธอส. หรือผู้ที่ได้รับมอบหมายจากคณะกรรมการ ธอส.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.กำหนดให้ ธอส. มีอำนาจดำเนินการใด ๆ เกี่ยวกับการจัดทำ การออกจำหน่ายสลากออมทรัพย์ การรับชำระเงินราคาสลากออมทรัพย์ การจ่ายดอกเบี้ยและเงินรางวัล &amp;nbsp;โดยสลากออมทรัพย์จะออกจำหน่ายเป็นชุด ๆ สลากออมทรัพย์ในชุดใดจะมีลักษณะ &amp;nbsp;ราคา จำนวนหน่วยออมทรัพย์ เลขหมาย &amp;nbsp;อายุและอัตราดอกเบี้ย (ถ้ามี) การจ่ายเงิน สถานที่จ่ายเงิน &amp;nbsp;ลำดับรางวัล &amp;nbsp;จำนวนเงินรางวัล &amp;nbsp; และเงื่อนไขอื่นใด ตามที่ ธอส. ประกาศกำหนดโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการ ธอส. หรือผู้ที่ได้รับมอบหมายจากคณะกรรมการ ธอส.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4.สลากออมทรัพย์อย่างน้อยต้องแสดงราคา จำนวนหน่วยออมทรัพย์ เลขหมายอายุและดอกเบี้ย (ถ้ามี) โดยสลากออมทรัพย์แต่ละฉบับอาจถูกรางวัลในการออกรางวัลแต่ละครั้งได้มากกว่าหนึ่งรางวัลและสลากออมทรัพย์ฉบับที่เคยถูกรางวัลแล้วสามารถถูกรางวัลในการออกรางวัลครั้งต่อ ๆ ไปได้ตลอดอายุของสลากออมทรัพย์ฉบับนั้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5.สลากออมทรัพย์สามารถโอนได้ กรณีของสลากออมทรัพย์ชนิดผู้ถือ สามารถโอนกันได้ด้วยการส่งมอบ สำหรับสลากออมทรัพย์ชนิดระบุชื่อ สามารถโอนได้โดยให้ผู้มีชื่อบนสลากออมทรัพย์ลงลายมือชื่อในสลากและแจ้งการโอนให้ ธอส. ทราบ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6.กำหนดให้ ธอส. ออกรางวัลสลากออมทรัพย์อย่างน้อยทุกสามเดือน โดย ธอส. ไม่จำเป็นต้องประกาศวันที่ออกรางวัลให้ทราบล่วงหน้า ทั้งนี้ &amp;nbsp;การออกรางวัลในแต่ละครั้งให้ ธอส. กระทำโดยเปิดเผยและมีบุคคลภายนอกร่วมเป็นสักขีพยาน และประกาศผลการออกรางวัลแก่สาธารณชนโดยเร็ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่ผ่านมาสำหรับธนาคารรัฐที่มีการออกสลากแล้วก็มีทั้งธนาคารออมสิน และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ (ธ.ก.ส.)&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/39431</URL_LINK>
                <HASHTAG>กฎกระทรวง, กระทรวงการคลัง, คณะรัฐมนตรี, ครม., ธนาคารอาคารสงเคราะห์, ธอส., ออกและขายสลากออมทรัพย์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190625/image_big_5d11ed111fc05.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>28219</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/02/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/02/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อีอีซี สร้างเรียลดีมานด์อสังหาฯ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;สิ่งที่เป็นจุดเด่นอีกเรื่องหนึ่งของที่อยู่อาศัยในพื้นที่อีอีซี&amp;nbsp; โดยเฉพาะในจังหวัดระยองและฉะเชิงเทรา คือ ลักษณะการซื้อที่อยู่อาศัยเป็น เรียลดีมานด์ โดยเมื่อพิจารณาสถิติการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยทั้งจากประเภทที่อยู่อาศัยแนวราบและแนวสูง พบว่าอัตราการเติบโตสูงขึ้น 8% และ 2% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา รวมทั้งมูลค่าตลาดมีการขยายตัวที่ 7% โดยระดับราคาที่อยู่อาศัยที่ได้รับความนิยมแยกตามประเภท ประกอบด้วย คอนโดมิเนียมยูนิตละ 2.15 ล้านบาท, บ้านเดี่ยวยูนิตละ 2.05 ล้านบาท และทาวน์เฮาส์ยูนิตละ 1.27 ล้านบาท&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จากความคืบหน้าของโครงการเมกะโปรเจ็กต์ที่ได้มีการเร่งเดินเครื่องพัฒนาการลงทุนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในโครงการพัฒนาพื้นที่พัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรืออีอีซี ใน 3 จังหวัดภาคตะวันออก อันประกอบไปด้วย ชลบุรี ฉะเชิงเทรา และระยอง ส่งผลให้ผู้ประกอบการในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เข้าไปเดินหน้าพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยเพื่อรองรับความต้องการของผู้บริโภคที่จะหลั่งไหลเข้ามาพักอาศัยในพื้นที่เพื่อทำงานกันมากยิ่งขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เป็นที่แน่นอนแล้วว่าในปัจจุบันการพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกมีความคืบหน้าไปมาก เมื่อพร้อมเปิดตัวอย่างเป็นรูปธรรม เชื่อมั่นว่าจะยิ่งสร้างเศรษฐกิจให้กับ 3 จังหวัดในพื้นที่อีอีซีได้อย่างมหาศาล โดยคาดว่าจะมีการลงทุนทั้งจากนักลงทุนในประเทศและต่างประเทศเดินทางเข้ามาลงทุนกันอย่างคับคั่ง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;อสังหาริมทรัพย์ปี 2562 ยังคึกคัก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทั้งนี้ หากมองในภาพรวมของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในปี 2562 มั่นใจได้ว่าจะมีความคึกคักมากกว่าในปี 2561 ที่ผ่านมา โดยมีปัจจัยหนุนจากเศรษฐกิจของประเทศมีการขยายตัวได้ในทิศทางที่ดี ซึ่ง นายอนุกูล รัฐพิทักษ์สันติ กรรมการผู้จัดการ บริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ได้ให้มุมมองถึงสถานการณ์ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในปี 2562 ว่า โดยภาพรวมอสังหาริมทรัพย์ของไทยยังมีแนวโน้มการเติบโตท่ามกลางประเด็นความท้าทายที่สำคัญ อาทิ มาตรการควบคุมสินเชื่อที่อยู่อาศัยของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ซึ่งมาตรการนี้มีผลต่อที่อยู่อาศัยที่มีราคา 10 ล้านบาทขึ้นไป และการกู้สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยหลังที่ 2 ขึ้นไป ส่วนปัจจัยที่ต้องจับตาดูเรื่องการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยที่อาจจะส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นอกจากนี้ สำหรับกลุ่มผู้ที่มีความต้องการที่อยู่อาศัยที่แท้จริง ก็ย่อมผลักดันให้ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ปี 2562 เติบโตต่อไปได้ อีกทั้งในส่วนของภาพรวมเศรษฐกิจศูนย์วิจัยเศรษฐกิจของทั้งภาครัฐและเอกชน ต่างมองไปในทิศทางเดียวกันว่าน่าจะเติบโตอย่างต่อเนื่องจากในปี 2561-2562 ประมาณ 4% ตัวเลขนี้เองได้สะท้อนมุมมองของผู้เชี่ยวชาญทั้งหลายว่าเศรษฐกิจในภาคส่วนต่างๆ ของประเทศนั้นทิศทางที่ดี รวมทั้งความต่อเนื่องของการลงทุนภาครัฐ โดยเฉพาะเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นายอนุกูลกล่าวว่า ข้อมูลจาก ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและธุรกิจ บริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;ได้ประเมินว่าเม็ดเงินที่ภาครัฐลงทุนในการก่อสร้างปี 2562 จะมีมูลค่าประมาณ 8.13 แสนล้านบาท หรือเติบโต 9% จากปีก่อน โดยการเติบโตมาจากความคืบหน้าของโครงการที่เริ่มมีการก่อสร้างเป็นหลัก เช่น รถไฟฟ้าในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล รถไฟทางคู่ มอเตอร์เวย์ และการขยายสนามบิน เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการอยู่อาศัยยังคงเป็นสิ่งสำคัญที่มองข้ามไม่ได้ เช่น การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ซึ่งจะส่งผลให้ความต้องการที่อยู่อาศัยมีการปรับเปลี่ยนเพื่อรองรับวิถีชีวิตของคนกลุ่มนี้ รวมไปถึงการพัฒนาทางเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วและเข้าถึงวิถีชีวิตของคนมากกว่าเดิม&amp;nbsp; ย่อมมีอิทธิพลกับพฤติกรรมการอยู่อาศัยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้&amp;nbsp; จึงส่งผลให้เกิดความต้องการที่อยู่อาศัยใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์ความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง&amp;rdquo; นายอนุกูลกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;อสังหาริมทรัพย์อีอีซีบูม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นายอนุกูล กล่าวว่า สำหรับตลาดที่อยู่อาศัยที่มีการเติบโตอย่างโดดเด่นในประเทศไทยนั้น ยังคงเป็นเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลเป็นหลัก นอกจากนี้ยังกระจายไปสู่หัวเมืองท่องเที่ยว เช่น พัทยา ภูเก็ต หัวหิน-ชะอำ เชียงใหม่ และเขาใหญ่ อย่างไรก็ดี ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในเขตระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออกก็เริ่มเป็นที่จับตามองมากขึ้น เมื่อเกิดเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกใน 3 จังหวัด คือ ฉะเชิงเทรา ระยอง และชลบุรี ภาครัฐเริ่มผลักดันแผนการพัฒนาและเริ่มลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน สนามบิน รถไฟความเร็วสูง ตลอดจนท่าเรืออู่ตะเภา ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา เริ่มเห็นการเติบโตของการเข้ามาลงทุนในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม และคาดว่าจะเติบโตขึ้นประมาณ 17%&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ซึ่งแน่นอนจะมีการจ้างงานและแรงงานที่เข้ามาในพื้นที่ต่างๆ อีกหลายแสนคน ซึ่งจะมีความต้องการที่อยู่อาศัยที่สะดวกในการเดินทางหรือใกล้กับแหล่งงานที่เกิดขึ้นตามมา&amp;nbsp;&amp;nbsp; และจากการสำรวจพบว่าในปี 2561 ภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ในพื้นที่อีอีซีมีอุปสงค์ตอบรับโครงการอสังหาริมทรัพย์ (บ้านเดี่ยว ทาวน์เฮาส์ และคอนโดมิเนียม) มีการตอบรับแล้วกว่า 76% จากจำนวนอุปทานรวม 121,377 ยูนิต 465 โครงการ โดยชลบุรีซึ่งเป็นจังหวัดใหญ่นั้นมีการตอบรับรวมไปแล้วกว่า 80% ขณะที่ระยองและฉะเชิงเทราก็มีการตอบรับถึง 66% และ 60%&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม จากผลการศึกษาของ ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ พบว่าการพัฒนาโครงการในพื้นที่อีอีซีเป็นโครงการที่พัฒนาจากผู้ประกอบการรายใหญ่ หรือผู้ประกอบการที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์สัดส่วนประมาณ 15% และมาจากผู้ประกอบการรายย่อย 85% ส่วนทำเลที่ขายดีในพื้นที่ EEC ได้แก่ โครงการอสังหาริมทรัพย์ บริเวณนิคมอุตสาหกรรม ได้แก่ นิคมอุตสาหกรรมบ่อวิน, นิคมอุตสาหกรรมพานทอง, บ้านบึง, &amp;nbsp;ศรีราชา เป็นต้น &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หากเปรียบเทียบสัดส่วนยอดขายกับพื้นที่อื่นๆ ที่เป็นหัวเมืองใหญ่ เช่น เชียงใหม่ ภูเก็ต ขอนแก่น และหัวหิน จะเห็นโอกาสเติบโตขึ้นอีกเยอะ เนื่องจากสัดส่วนยอดขายใน EEC ยังคงต่ำกว่าจังหวัดหลักอื่นๆ ในขณะที่ทิศทางความต้องการที่อยู่อาศัยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามแหล่งงานที่เกิดขึ้นใหม่ดังที่กล่าวไปแล้วข้างต้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;สิ่งที่เป็นจุดเด่นอีกเรื่องหนึ่งของที่อยู่อาศัยในพื้นที่อีอีซี&amp;nbsp; โดยเฉพาะในจังหวัดระยองและฉะเชิงเทรา คือ ลักษณะการซื้อที่อยู่อาศัยเป็นเรียลดีมานด์ โดยเมื่อพิจารณาสถิติการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยทั้งจากประเภทที่อยู่อาศัยแนวราบและแนวสูง พบว่าอัตราการเติบโตสูงขึ้น 8% และ 2% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา รวมทั้งมูลค่าตลาดมีการขยายตัวที่ 7% โดยระดับราคาที่อยู่อาศัยที่ได้รับความนิยมแยกตามประเภท ประกอบด้วย คอนโดมิเนียมยูนิตละ 2.15 ล้านบาท, บ้านเดี่ยวยูนิตละ 2.05 ล้านบาท และทาวน์เฮาส์ยูนิตละ 1.27 ล้านบาท&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยอุปสงค์หลักในพื้นที่อีอีซีมาจาก 2 กลุ่ม คือ 1.กลุ่มคนไทยที่ทำงานในนิคมอุตสาหกรรมส่วนมากเป็นประชากรแฝงจากจังหวัดอื่น ที่เข้ามาทำงานในนิคมอุตสาหกรรม ที่อาจมีรายได้ไม่มากนัก ซึ่งอาจซื้ออสังหาริมทรัพย์ในพื้นที่นี้เป็นบ้านหลังที่สอง ทำให้ตอบรับกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ในระดับราคาที่ไม่สูง ได้แก่ คอนโดมิเนียมราคาไม่เกิน 1.5 ล้านบาทต่อยูนิต หรือ บ้านแฝด/ทาวน์เฮาส์ ที่มีราคาไม่เกิน 2 ล้านบาทต่อยูนิต &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยด้านการปฏิเสธสินเชื่อจากธนาคารที่อาจเป็นปัญหาในการซื้ออสังหาริมทรัพย์ อย่างไรก็ตามมาตรการ LTV หรือ Loan to Value (อัตราส่วนการให้สินเชื่อเพื่อซื้อบ้านเทียบกับมูลค่าบ้าน) ที่จำกัดยอดเงินดาวน์สำหรับการซื้ออสังหาริมทรัพย์หลังที่ 2 อาจส่งผลให้อุปสงค์กลุ่มนี้ซื้อได้น้อยลง 2.กลุ่ม expat (ชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในประเทศอื่นที่ไม่ใช้ประเทศต้นกำเนิด) เป็นกลุ่มที่เข้ามาทำงานในพื้นที่อีอีซี&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนใหญ่จะนิยมเช่าเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์หรือโรงแรม&amp;nbsp; เนื่องจากไม่ได้อยู่อาศัยถาวร หรืออาจอยู่อาศัยเป็นช่วงสั้นๆ&amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม หากมีการออก พ.ร.บ.อีอีซีที่กำหนดให้คนต่างชาติและนิติบุคคลชาวต่างชาติในพื้นที่อีอีซี คือ ชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา ได้สิทธิพิเศษเกี่ยวกับที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ให้มีสิทธิถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินภายในเขตส่งเสริมฯ เพื่อประกอบกิจการที่ได้รับอนุญาตได้ โดยไม่ต้องได้รับอนุญาตตามประมวลกฎหมายที่ดิน และยังมีสิทธิ์ถือกรรมสิทธิ์ในห้องชุดได้ 100% จากเดิมสามารถถือครองกรรมสิทธิ์ไม่เกิน 49% จะส่งผลให้ตลาดอสังหาริมทรัพย์มีการตอบรับที่ดีจากกลุ่มนี้มากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม เมื่อเกิดเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกใน 3 จังหวัด ภาครัฐได้มีการปรับ &amp;lsquo;ผังเมืองเดิม&amp;rsquo; และจัดทำ &amp;lsquo;ผังเมืองใหม่&amp;rsquo; ขึ้นมาทดแทน และจะบังคับใช้ในเดือนสิงหาคม 2562 โดยมีสาระสำคัญมุ่งเน้นให้การพัฒนาเป็นไปตามทิศทางการพัฒนาของทางรัฐบาล และตั้งอยู่บนหลักการ 3 สาธารณะ ซึ่งประกอบไปด้วย ความปลอดภัยสาธารณะ, &amp;nbsp;ความเป็นอยู่ที่ดีสาธารณะ และสุขอนามัยสาธารณะ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยใช้คำว่า &amp;lsquo;ผังเมืองรวมรอนสิทธิแบบไม่จ่ายคืน&amp;rsquo; ซึ่งถือเป็นความเสี่ยงที่ผู้ประกอบการระมัดระวังและส่งผลให้ชะลอการลงทุนในที่ดินและการพัฒนาโครงการ ดังจะเห็นได้จากภาพรวมสถิติการขอใบอนุญาตก่อสร้างในพื้นที่พัฒนาพิเศษภาคตะวันออกทั้ง 3 จังหวัดลดลงจากปีช่วง 3 ไตรมาสแรกของปี 2560 ที่มี 14,337 ยูนิต เป็น 12,048 ยูนิต ในช่วง 3 ไตรมาสแรกของปี 2561&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;อีอีซีจุดเปลี่ยนที่สำคัญ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำหรับเป้าหมายการพัฒนาของรัฐบาลที่ชัดเจนโดยกำหนดยุทธศาสตร์ที่จะขับเคลื่อนการพัฒนาในเชิงปฏิบัติอย่างต่อเนื่องตามนโยบาย Thailand 4.0 เห็นได้จากที่มี พ.ร.บ.อีอีซีที่มีผลบังคับใช้ในวันที่ 15 พ.ค.2561 การปรับปรุงกฎหมาย กฎระเบียบ และออกมาตรการใหม่ๆ รวมถึงการปรับกลไกความร่วมมือระหว่างรัฐและเอกชน (Public Private Partnership : PPP) ให้มีความคล่องตัวมากยิ่งขึ้น และยังได้เพิ่มเติมสิทธิประโยชน์พิเศษของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ที่จะเอื้อต่อการประกอบธุรกิจและการลงทุน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนและผู้ประกอบการทั้งในและต่างประเทศที่จะพร้อมเข้ามาลงทุนในอนาคต ดังนั้นอีอีซีจะเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญอีกครั้ง และไทยจะเป็นประตูทางการค้าสู่เอเชีย และขยายผลจากการพัฒนาโครงการอีสเทิร์น ซีบอร์ด ในช่วงก่อนหน้านี้ การดำเนินโครงการโครงสร้างพื้นฐานหลักในระยะแรกควบคู่กับนโยบายสนับสนุนอื่นตามที่ทราบ จะเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้ภาคเอกชนในเรื่องสิทธิประโยชน์ที่จะเข้ามาลงทุนในพื้นที่อีอีซี &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;ระยะยาวโครงการดังกล่าวถือเป็นจุดดีที่จะดึงทั้งเงินลงทุน และการจ้างงานให้เกิดขึ้นในภูมิภาค หากรัฐบาลต่างๆ เข้ามาและสามารถดำเนินโครงการส่วนที่เหลือได้เสร็จเรียบร้อยตามยุทธศาสตร์ไม่ว่าอย่างไรโครงการนี้จะเป็นผลดีแน่นอนกับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์&amp;rdquo;.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ศรยุทธ&amp;nbsp; เทียนสี รายงาน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/28219</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธนาคารอาคารสงเคราะห์, ศรยุทธ  เทียนสี, อนุกูล รัฐพิทักษ์สันติ, อีอีซี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190203/image_big_5c56f0c69fd72.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>27303</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/01/2019 11:20</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/01/2019 11:20</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“ธอส.” จ่อออกสลากออมทรัพย์ 5 หมื่นล. เล็งออกรุ่นพิเศษหน่วยละ 1 ล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23 ม.ค. 2562 นายฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ผ่านการเห็นชอบวาระ 2-3 ของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ซึ่งอยู่ระหว่างชั้นเลขาคณะรัฐมนตรี (ครม.) ตรวจร่างกฎหมาย เพื่อเสนอให้มีผลบังคับใช้ต่อไป โดยหลังจากที่กฎหมายมีผลแล้ว ธอส.จะดำเนินการได้ทันที คือ การออกสลากออมทรัพย์ ธอส. ประเภท 3 ปี และ 5 ปี ราคาหน่วยละ 100 บาท และ 500 บาท ในช่วงเดือน ส.ค.นี้ ใช้เวลาเตรียมการ 5 เดือน โดยมีแผนการออกสลากในปี 2562 ในวงเงิน 5 หมื่นล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การออกสลาก ธอส.รุ่นที่ 1 จะต้องมีรางวัลจูงใจให้กับผู้ที่ต้องการซื้อ ฝากเงินในสลากกับ ธอส. เบื้องต้นจะให้เป็นรางวัลเงินสด ซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์กับผู้ซื้อสลากมากกว่าให้เป็นคอนโดมิเนียม หรือรถยนต์ และในระยะต่อไปสามารถนำสลากมาเป็นสินทรัพย์เพื่อใช้ลดดอกเบี้ยกู้บ้านได้ นอกจากนี้ ยังมีแนวคิดที่จะออกสลากรุ่นพิเศษหน่วยละ 1 ล้านบาท อายุ 10 ปี สำหรับผู้ที่สนใจออมเงินระยะยาว และใช้เป็นมรดกตกทอดได้&amp;rdquo; นายฉัตรชัย กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ กฎหมายใหม่จะช่วยให้การระดมเงินทุนผ่านการออกพันธบัตรมีความคล่องตัวมากขึ้น จากเดิมที่จะต้องขอความเห็นชอบจาก ครม. ก็จะขอความเห็นชอบผ่านคณะกรรมการ ธอส.ได้เลย จะส่งผลดีต่อต้นทุนระดมทุนให้มีความสอดคล้องกับการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น โดยคาดว่าในปี 2562 จะมีการออกพันธบัตรประมาณ 2-3 หมื่นล้านบาท เมื่อรวมกับการออกสลาก ธอส. จะทำให้ต้นทุนในการระดมทุนลดลงจาก 2.09% เหลือ 1.9% ทำให้ธนาคารสามารถตรึงดอกเบี้ยเงินกู้เพื่อช่วยเหลือลูกค้า และคาดว่าในช่วงปลายปี จะมีสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำคงที่ 5 ปี ให้กับลูกค้าได้&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/27303</URL_LINK>
                <HASHTAG>ฉัตรชัย ศิริไล, ธนาคารอาคารสงเคราะห์, ออกสลากออมทรัพย์ ธอส.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180322/image_big_5ab389253a223.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>27200</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/01/2019 09:46</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/01/2019 09:46</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ธอส. อวดผลงานปี 61 ปล่อยกู้กระฉูดแตะ 2.1 แสนล.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 ม.ค. 2562 นายฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยถึงผลการดำเนินงานปี 2561 ว่า ธนาคารสามารถปล่อยสินเชื่อใหม่ได้ทั้งสิ้น 2.13 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.30% &amp;nbsp;คิดเป็น 1.73 แสนบัญชี สูงกว่าเป้าหมาย 2.42 หมื่นล้านบาท เป็นสินเชื่อที่มีวงเงินกู้ไม่เกิน 2 ล้านบาท จำนวน 1.05 แสนราย ส่งผลให้ธนาคารมียอดสินเชื่อคงค้างรวมทั้งสิ้น 1.11 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.03% สินทรัพย์รวม 1.16 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.55% เงินฝากรวม 9.43 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.94% มีหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) จำนวน 4.64หมื่นล้านบาท คิดเป็น 4.17% ของยอดสินเชื่อรวม และมีกำไรสุทธิ 1.26 หมื่นล้านบาท สูงกว่าเป้าหมายที่ 1.21หมื่นล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ปี 2561 ถือเป็นครั้งแรกที่ ธอส. สามารถปล่อยสินเชื่อใหม่ได้ถึงระดับ 2 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นผลมาจากการจัดทำผลิตภัณฑ์สินเชื่ออัตราดอกเบี้ยต่ำที่ตรงกับความต้องการของลูกค้า และจากการหารือในสภาธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ มีความเห็นร่วมกันว่าจะช่วยตรึงดอกเบี้ยดูแลลูกค้าต่อไป และคาดว่าการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยอีกในปีนี้ โดยในส่วน ธอส. หาก กนง.ขึ้นดอกเบี้ยอีก 0.25% ก็จะปรับขึ้นดอกเบี้ยแค่ 0.125%&amp;rdquo; นายฉัตรชัย กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับปี 2562 ธอส. ตั้งเป้าหมายสินเชื่อปล่อยใหม่ที่ 2.03 แสนล้านบาท สินเชื่อคงค้างที่ 1.18 ล้านล้านบาท สินทรัพย์รวม 1.21 ล้านล้านบาท หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ลดลงเหลือ 4.02% ของยอดสินเชื่อรวม ขณะเดียวกัน ในปี 2562 จะเร่งแก้ปัญหาแมชชิ่งฟันด์ เพื่อลดต้นทุนระดมเงินทุนของธนาคาร จากปัจจุบันที่ 2.09% ให้เหลือ 1.9% เพื่อให้สามารถตรึงดอกเบี้ยเงินกู้ช่วยเหลือลูกค้าได้ รวมทั้งเดินหน้านโยบาย ดิจิทัล เซอร์วิส ในไตรมาส 2 ให้ แอพลิเคชั่นของธนาคารสามารถให้บริการลูกค้าได้เต็มรูปแบบ เช่นการขอประนอมหนี้ การยื่นเอกสารกู้บ้าน สามารถทำผ่านแอพลิเคชั่นได้เลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี ในส่วนของการพิจารณาอนุมัติสินเชื่อโครงการบ้านล้านหลังให้ครบทั้งกรอบวงเงินรวม 5 หมื่นล้านบาท คาดว่าในปี 2562 จะอนุมัติวงเงินกู้ได้ 80% หรือประมาณ 4 หมื่นล้านบาท โดยขณะนี้ อนุมัติสินเชื่อไปแล้ว 320 ล้านบาท คิดเป็นจำนวน 500 บัญชี จากจำนวนสินเชื่อที่เข้ามาในระบบแล้ว 600 ล้านบาท คิดเป็น 1 พันบัญชี ซึ่งขณะนี้กลุ่มลูกค้าที่เข้ายื่นขอสิทธิกว่า 1.2 แสนราย สามารถแบ่งได้เป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มที่มีศักยภาพ และ กลุ่มที่มีศักยภาพแต่ขาดเอกสาร ก็จะเร่งสินเชื่อให้ผ่านภายในไตรมาส 2 ปีนี้ ส่วนกลุ่มที่ไม่มีศักยภาพ ธนาคารก็จะพิจารณาช่วยเหลือเต็มที่ที่สุดเพื่อให้สามารถกู้ได้ถ้ามีความพร้อม&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/27200</URL_LINK>
                <HASHTAG>ฉัตรชัย ศิริไล, ธนาคารอาคารสงเคราะห์, ปล่อยสินเชื่อใหม่ได้ทั้งสิ้น 2.13 แสนล้านบาท</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180322/image_big_5ab389253a223.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
