<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>96093</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/03/2021 10:44</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/03/2021 10:44</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> &#039;รักษ์&#039;กลับบ้านนั่งเอ็มดีคนใหม่ EXIM BANK</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
15 มี.ค. 2564 คณะกรรมการธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) มีมติแต่งตั้ง ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร เป็นกรรมการผู้จัดการ EXIM BANK โดยจะเข้ารับตำแหน่งตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2564&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ EXIM BANK ได้ดำเนินการตามกระบวนการสรรหากรรมการผู้จัดการตามเกณฑ์ของกระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทย และคณะกรรมการธนาคารมีมติแต่งตั้ง นายรักษ์ วรกิจโภคาทร กรรมการและผู้จัดการทั่วไป บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) และอดีตรองกรรมการผู้จัดการ EXIM BANK ดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ EXIM BANK โดยได้รับความเห็นชอบจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ตามพระราชบัญญัติธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2536 เรียบร้อยแล้ว
&amp;nbsp;
ดร.รักษ์ จบการศึกษาปริญญาเอกด้านเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสแตรธไคลด์ สหราชอาณาจักร ปริญญาโท บริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเบอร์มิงแฮม สหราชอาณาจักร และปริญญาตรีคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เคยดำรงตำแหน่งรองกรรมการผู้จัดการ สายพัฒนาธุรกิจและการตลาด บริษัท ธนารักษ์พัฒนาสินทรัพย์ จำกัด รองกรรมการผู้จัดการ ผู้บริหารสายงานธุรกิจรายย่อย ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย รองกรรมการผู้จัดการ EXIM BANK และล่าสุดดำรงตำแหน่งกรรมการและผู้จัดการทั่วไป บสย. ก่อนจะได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการผู้จัดการ EXIM BANK คนที่ 6 นับตั้งแต่ก่อตั้ง EXIM BANK เมื่อปี 2537 มีวาระการดำรงตำแหน่ง 4 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2564 ถึง 31 มีนาคม 2568
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/96093</URL_LINK>
                <HASHTAG>EXIM BANK, กรรมการและผู้จัดการ, ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย, รักษ์ วรกิจโภคาทร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210315/image_big_604ed7cb9df9e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>34989</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/05/2019 10:45</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/05/2019 10:45</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> “เอ็กซิมแบงก์” ส่ง 2 บริหารช่วยเอสเอ็มอีรับมือความเสี่ยงเศรษฐกิจโลก ลุ้นปีนี้โต 3.5%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3 พ.ค. 2562 &amp;nbsp;นายพิศิษฐ์ เสรีวิวัฒนา กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (เอ็กซิมแบงก์) เปิดเผยว่า &amp;nbsp;ธนาคารได้ออกบริการใหม่เพื่อช่วยป้องกันความเสี่ยงและเพิ่มสภาพคล่องให้ธุรกิจเอสเอ็มอี เพื่อรับมือกับสงครามการค้า และเศรษฐกิจโลกชะลอตัว ได้แก่ ประกันส่งออก เอสเอ็มอี อีซี สำหรับผู้มีแผนส่งออกในมูลค่าไม่สูงนัก หรือกำลังไปเจรจาการค้าที่งานแสดงสินค้าในต่างประเทศ และต้องการความคุ้มครองความเสี่ยงจากการทำการค้ากับผู้ซื้อในต่างประเทศ บริการนี้ให้ความคุ้มครองกว่า 140 ประเทศทั่วโลก ครอบคลุมกลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวี ลาว เมียนมา กัมพูชา เวียดนาม ด้วย จุดเด่นบริการ สามารถเลือกรูปแบบวงเงินคุ้มครอง แต่ไม่เกิน 2 ล้านบาท โดยคุ้มครอง 85% ของมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ยังมีสินเชื่อเอ็กซิมเชื่อมเอสเอ็มอีไทยสู่ซีแอลเอ็มวี สำหรับเอสเอ็มอีที่ต้องการเริ่มต้นส่งออกไปซีแอลเอ็มวี &amp;nbsp;เป็นสินเชื่อหมุนเวียนก่อนและหลังการส่งออกวงเงินสูงสุด 2 ล้านบาท &amp;nbsp;ดอกเบี้ย 4.50% ต่อปี &amp;nbsp;และลดดอกเบี้ยให้อีก 0.50% ถ้าทำประกันการส่งออกกับธนาคาร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพิศิษฐ์ กล่าวว่า &amp;nbsp;ทิศทางการส่งออกไทยปี 2562 มีโอกาสขยายตัวได้ 3.5% ถ้าสถานการณ์สงครามการค้าจีนและสหรัฐฯ ยุติลงอย่างรวดเร็ว รวมถึงประเทศไทยสามารถจัดตั้งรัฐบาลใหม่ และสามารถประกาศนโยบายออกมาได้ในครึ่งปีแรก โดยตลาดส่งออกใหม่ เช่น ซีแอลเอ็มวี รวมถึงแอฟริกา และอินเดียยังสามารถขยายตัวได้ดีอยู่ ขณะที่ในกลุ่มตลาดเก่า เช่น ยุโรป สหรัฐ มีทิศทางชะลอตัว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ภาพรวมการส่งออกอาจจะชะลอลงจากปีก่อนซึ่งมีมูลค่ากว่า 2.5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ เพราะได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่แน่นอนทางการค้าและการเมืองระหว่างประเทศ ตลอดจนราคาน้ำมันและค่าเงินบาทยังผันผวนสูง แต่โอกาสในการส่งออกของไทยไปยังตลาดประเทศเกิดใหม่&amp;rdquo; นายพิศิษฐ์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับผลการดำเนินงานธนาคารช่วง 3 เดือนแรกปี 2562 มีเงินให้สินเชื่อคงค้าง 106,342 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16,653 ล้านบาท หรือ 18.57% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปีก่อน แบ่งเป็นสินเชื่อเพื่อการค้า 35,394 ล้านบาท และสินเชื่อเพื่อการลงทุน 70,948 ล้านบาท ทำให้เกิดปริมาณธุรกิจ 46,735 ล้านบาท ซึ่งในจำนวนนี้เป็นปริมาณธุรกิจของเอสเอ็มอี เท่ากับ 25,834 ล้านบาท และมีเงินให้สินเชื่อคงค้างแก่เอสเอ็มอี 40,978 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4,529 ล้านบาท หรือ 12.42% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้ในไตรมาสแรกมีกำไรสุทธิ 334 ล้านบาท หนี้เสียอยู่ที่ 4.26% หรือ 4,534 ล้านบาท และเงินสำรองหนี้สงสัยจะสูญ 9,631 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,285 ล้านบาท&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/34989</URL_LINK>
                <HASHTAG>การส่งออก, ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย, ป้องกันความเสี่ยง, พิศิษฐ์ เสรีวิวัฒนา, เพิ่มสภาพคล่อง, เอ็กซิมแบงก์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180115/5a5c49dd884f2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>16062</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/08/2018 11:16</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/08/2018 11:16</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> “เอ็กซิมแบงก์” โอดส่งครามการค้าทุบส่งออกไทยครึ่งปีหลังโตแผ่วเหลือ 7%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เอ็กซิมแบงก์&amp;rdquo; โอดสงครามการค้ากระทบส่งออกไทยครึ่งปีหลังแผ่ว เหลือโตแค่ 7% แนะผู้ประกอบการไทยเร่งปรับตัวหันลงทุนในประเทศที่ไม่ถูกพิษกำแพงภาษี พร้อมคลอด 2 สินเชื่อช่วยผู้ประกอบการรับมือความผันผวนในตลาดการค้าโลก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพิศิษฐ์ เสรีวิวัฒนา กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) หรือเอ็กซิมแบงก์ เปิดเผยว่า &amp;nbsp;ขณะนี้ธนาคารกำลังจับตาผลกระทบจากสงครามโลกที่มีต่อผู้ส่งออกไทยอย่างใกล้ชิด โดยยอมรับว่าการส่งออกในช่วงครึ่งปีหลังน่าจะชะลอตัวลงเหลือเติบโต 7% ต่ำกว่าครึ่งปีแรกที่ขยายตัวเกิน 10% เนื่องจากครึ่งปีแรกผู้นำเข้ามีการสั่งสินค้าจากไทยเข้าไปสต็อกล่วงหน้าจำนวนมาก โดยเฉพาะจากสหรัฐฯ เพื่อลดผลกระทบจากสงครามการค้า ที่จะมีการขึ้นภาษีในภายหลัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ธนาคารยังได้คุยกับผู้ประกอบการไทย เพื่อติดตามผลกระทบระยะยาว รวมถึงแนะแนวทางในการปรับตัว เพราะต่อไปหากสหรัฐฯ มีการตั้งกำแพงภาษีที่สูงขึ้นอีกกลับกลุ่มประเทศที่เกินดุลสหรัฐฯ ไทยก็อาจได้รับผลกระทบตามไปด้วย ทางผู้ประกอบการอาจต้องการปรับตัวด้วยการหันไปลงทุนผลิตสินค้าในประเทศที่ไม่ถูกตั้งกำแพงภาษี หรือถูกกีดกันการค้าน้อยแทน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามเพื่อรับมือกับสถานการณ์ความผันผวนจากการค้าโลกที่กำลังเกิดขึ้น ธนาคารได้ออกสินเชื่อพิเศษสำหรับผู้ประกอบการขนาดกลางที่มียอดขาย 50-500 ล้านบาท 2 โครงการ ได้แก่ &amp;nbsp;สินเชื่อเอ็กซิมเพื่อธุรกิจขนาดกลาง &amp;nbsp;เป็นเงินหมุนเวียนก่อนและหลังการส่งออก วงเงินสูงสุด 50 ล้านบาทต่อราย &amp;nbsp;ดอกเบี้ยปีแรกขั้นต่ำที่ &amp;nbsp;4.25% ต่อปี ปีสอง 4.75% &amp;nbsp;ปีที่ 3 เป็นต้นไปเป็นไปตามมาตรฐานธนาคาร พร้อมให้วงเงินสัญญาซื้อขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้า สูงสุด 3 เท่าของวงเงินสินเชื่อ ใช้หลักประกันขั้นต่ำ 35% และบุคคลค้ำประกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนอีกโครงการเป็น สินเชื่อรับซื้อตั๋วเพื่อธุรกิจขนาดกลาง ใช้หมุนเวียนหลังการส่งออก เพื่อเสริมสภาพคล่องให้กับผู้ประกอบการขนาดกลาง วงเงินสูงสุด 10 ล้านบาทต่อราย &amp;nbsp;ดอกเบี้ยปีแรกขั้นต่ำ 4.25% ต่อปี ปีที่สอง ขั้นต่ำ &amp;nbsp;4.75% หลังจากนั้นเป็นไปตามมาตรฐานธนาคาร พร้อมวงเงินสัญญาซื้อขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้า สูงสุด 3 เท่าของวงเงินสินเชื่อ ใช้หนังสือค้ำประกันของ บสย.และบุคคลค้ำประกัน หรือหลักประกันขั้นต่ำ 30% และบุคคลค้ำประกัน ทั้งสองบริการนี้มีระยะเวลาอนุมัติตั้งแต่วันนี้ถึงสิ้นเดือนก.ค.62 มีเป้าหมายอนุมัติวงเงินรวม 3 พันล้านบาท &amp;nbsp;ช่วยเหลือผู้ส่งออกได้ 100-200 ราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับผลดำเนินการของธนาคารช่วง 7 เดือน ของปีนี้ สามารถปล่อยสินเชื่อไปได้แล้วกว่า 2 หมื่นล้านบาท จากเป้าหมาย 3 หมื่นล้านบาท และคาดว่าสิ้นปีนี้จะเพิ่มยอดสินเชื่อคงค้างให้ได้ตามเป้าหมายถึง 1 แสนล้านบาท จากปัจจุบันที่มีอยู่ 9.8 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นสินเชื่อเพื่อการลงทุน 65% และสินเชื่อหมุนเวียน 35% ขณะที่หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) อยู่ในระดับที่บริหารได้ 3.56% และคาดว่าตลอดทั้งปีจะทรงตัวอยู่ในระดับนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัจจุบัน ผู้ประกอบการขนาดกลาง มีสัดส่วนเพียง 0.5% ของผู้ประกอบการทั้งประเทศ แต่กลับสามารถสร้างประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจได้สูง มีผลต่อจีดีพีถึง 12.5% &amp;nbsp;หรือ 1.79 ล้านล้านบาท ก่อให้เกิดการจ้างงาน 7.4% ของการจ้างงานรวม &amp;nbsp;หรือ 1.09 ล้านราย มีสัดส่วน 9.4% ของมูลค่าส่งออกรวม หรือ 7.1 แสนล้านบาท&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/16062</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทบส่งออก, ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย, พิศิษฐ์ เสรีวิวัฒนา, สงครามการค้า, เอ็กซิมแบงก์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180115/5a5c49dd884f2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>11355</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/06/2018 14:33</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/06/2018 14:33</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> ธสน. แนะโอกาสทองเอสเอ็มอี-พลังงานลุยลงทุนเวียดนาม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;ธสน. ปลื้มถกเวียดนามฉลุย ฟุ้งเศรษฐกิจยังมีลุ้นขยายตัวต่อเนื่อง แนะเอสเอ็มอีไทยลุยจับคู่ธุรกิจ พร้อมชี้ช่องธุรกิจพลังงานโอกาสทอง เหตุความต้องการใช้พลังงานในเวียดนามยังสูง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;14 มิ.ย. 61 - นายพิศิษฐ์ เสรีวิวัฒนา กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) หรือเอ็กซิมแบงก์ เปิดเผยภายหลังได้เข้าพบผู้บริหารระดับสูงจากธนาคารกลางเวียดนาม (State Bank of Vietnam : SBV) ธนาคารเพื่อการพัฒนาเวียดนาม สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงฮานอย&amp;nbsp;
และสำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ณ กรุงฮานอย เพื่อหารือเกี่ยวกับกฎระเบียบทางการเงิน&amp;nbsp;โอกาสทางการค้าและการลงทุนของผู้ประกอบการไทยในเวียดนาม ว่า ได้มีการหารือถึงแนวทางขยายความร่วมมือระหว่าง ธสน. กับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องในไทยและเวียดนาม เพื่อเพิ่มมูลค่าการค้าการลงทุนไทย-เวียดนาม ตลอดจนศึกษาความเป็นไปได้ที่ ธสน. จะเข้าไปจัดตั้งสำนักงานผู้แทน ธสน. ในเวียดนาม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;นอกจากนี้ ยังได้มีการหารือร่วมกับประธานสมาคมนักธุรกิจไทยในเวียดนามและกลุ่มนักธุรกิจไทยในเวียดนาม สมาชิกโครงการสร้างเครือข่ายผู้ประกอบการรุ่นใหม่ของไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน &amp;nbsp;และผู้แทนจากหน่วยงานต่าง ๆ จากภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้อง เพื่อแสวงหาลู่ทางขยายความร่วมมือในการส่งเสริมและสนับสนุนการค้าการลงทุนไทย-เวียดนามเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากเวียดนามเป็นตลาดที่มีความโดดเด่นหลายประการ อาทิ มีอัตราขยายตัวทางเศรษฐกิจสูงเป็นอันดับต้นๆ&amp;nbsp;ของโลกและมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่องเฉลี่ยปีละ 6% ไปอีกไม่ต่ำกว่า 5 ปีข้างหน้า กลุ่มผู้บริโภครายได้ปานกลางขยายตัว อย่างรวดเร็วจาก 12 ล้านคนในปี 2557 เป็น 33 ล้านคนในปี 2563&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;จากการเดินทางเยือนเวียดนามครั้งนี้ พบว่าผู้ประกอบการรายใหญ่ของไทยเข้าไปลงทุนในเวียดนามหลายธุรกิจแล้ว ดังนั้น โอกาสในระยะถัดไปของผู้ประกอบการไทย รวมถึงเอสเอ็มอีจึงอยู่ที่การผนวกเข้ากับซัพพลายเชนของผู้ประกอบการรายใหญ่ที่มีธุรกิจในเวียดนาม อาทิ การส่งออกสินค้าไปจำหน่ายในห้างค้าปลีกของไทยในเวียดนาม พร้อมทั้งการเข้าไปเติมเต็มซัพพลายเชนด้วยธุรกิจสนับสนุน อาทิ ธุรกิจบรรจุภัณฑ์ เพื่อสนับสนุนซัพพลายเชนในอุตสาหกรรมอาหารแปรรูป&amp;quot; นายพิศิษฐ์ กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนั้น ธุรกิจพลังงานก็ยังเป็นอีกหนึ่งโอกาสสำคัญของผู้ประกอบการไทย สอดคล้องกับความต้องการพลังงานของเวียดนามที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งแนวทางดังกล่าวจะช่วยขยายการค้าและการลงทุนระหว่างไทยและเวียดนาม และยกระดับความสัมพันธ์ไปสู่การเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระหว่างไทยกับเวียดนามที่จะผลิตและส่งออกจากเวียดนามไปยังประเทศที่สาม โดยปัจจุบันเวียดนามเป็นตลาดส่งออกสำคัญอันดับ 5 ของไทย สินค้าส่งออกสำคัญของไทยได้แก่ น้ำมันสำเร็จรูป ผลไม้สด แช่เย็น&amp;nbsp;
แช่แข็งและแห้ง รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เม็ดพลาสติก และเคมีภัณฑ์&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี เวียดนามเป็นแหล่งนำเข้าอันดับ 13 ของไทย สินค้าสำคัญที่ไทยนำเข้าจากเวียดนาม ได้แก่ เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน น้ำมันดิบ เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ เหล็กและผลิตภัณฑ์ ส่วนประกอบและอุปกรณ์ยานยนต์ ทั้งนี้ สินค้าส่งออกสำคัญของเวียดนามไปยังตลาดโลก โดยเฉพาะสหรัฐฯ ยุโรป จีน และญี่ปุ่น ได้แก่ โทรศัพท์และส่วนประกอบ สิ่งทอและเสื้อผ้า ผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ รองเท้า เครื่องจักรและอุปกรณ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/11355</URL_LINK>
                <HASHTAG>จับคู่ธุรกิจ, ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย, ธสน., พิศิษฐ์ เสรีวิวัฒนา, เวียดนาม, เอสเอ็มอี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180115/5a5c49dd884f2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>10885</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/06/2018 14:26</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/06/2018 14:26</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ธสน. ขยับคาดการณ์ส่งออกไทยปีนี้ลุ้นโต 9%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ธสน. ขยับคาดการณ์ตัวเลขส่งออกไทยปี 2561 ลุ้นโตถึง 9% รับอานิสงส์เศรษฐกิจโลกขยายตัวสูง ราคาน้ำมันขยับเพิ่ม ดันมูลค่าส่งออกสินค้าที่เกี่ยวเนื่องขยับตาม ชี้ทุกตลาดส่งออกของไทยบูมไม่หยุด ชู &amp;ldquo;ยุโรป-ญี่ปุ่น-ซีแอลเอ็มวี-ตลาดใหม่&amp;rdquo; คึกคัก พร้อมหนุนอุตสาหกรรมอาหารก้าวสู่เวทีโลก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;7 มิ.ย. 61 - นายพิศิษฐ์ เสรีวิวัฒนา กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) หรือเอ็กซิมแบงก์ เปิดเผยว่า ธนาคารได้ปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตของภาคส่งออกไทยในปี 2561 เพิ่มเป็น 7-9% จากเดิมที่ 5-8% หลังจากที่มูลค่าการส่งออกในช่วง 4 เดือนแรกของปี ขยายตัวที่ 11.5% สูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ โดยมีปัจจัยสนับสนุน จากการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกขยายตัวในระดับสูง โดยล่าสุดกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) คาดว่าเศรษฐกิจโลกปี 2561 จะขยายตัว 3.9% สูงสุดในรอบ 7 ปี พร้อมทั้งปรับเพิ่มคาดการณ์มูลค่าการค้าโลกจากเดิมที่ขยายตัว 4.6% เป็น 5.1%&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;นอกจากนี้ ราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นมากกว่าที่เคยคาดการณ์ ทำให้สำนักบริหารสารสนเทศพลังงานของสหรัฐฯ (อีไอเอ) ปรับเพิ่มคาดการณ์ราคาน้ำมันปี 2561 จาก 63 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เป็น 70 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล จากอุปสงค์น้ำมันที่ฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ทำให้มูลค่าส่งออกสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับราคาน้ำมัน ได้แก่ น้ำมันสำเร็จรูป เคมีภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์ยาง และเม็ดพลาสติกซึ่งมีสัดส่วนรวมกันราว 15% ของมูลค่าส่งออกรวมขยายตัวในระดับสูงตาม &amp;nbsp;อีกทั้งผู้ผลิตรายใหญ่ของโลกยังใช้ไทยเป็นฐานการผลิตที่สำคัญและมีการลงทุนเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยส่วนหนึ่งได้อานิสงส์จากโครงการระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ที่มีความคืบหน้าและชัดเจนมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;สำหรับการส่งออกของไทยไปยังแต่ละตลาดในปี 2561 ยังมีแนวโน้มขยายตัวได้มากกว่าที่เคยคาดการณ์ในทุกตลาด โดยเฉพาะตลาดยุโรป ญี่ปุ่น และอาเซียนเดิม ที่คาดว่าจะขยายตัวได้สูงกว่า 9% เช่นเดียวกับตลาดใหม่ อย่าง ซีแอลเอ็มวี (กัมพูชา, สปป.ลาวม เมียนมาร์ และเวียดนาม) เพิ่มคาดการณ์เป็น 8.5% จากเดิม 6.7% และตลาดใหม่อื่นๆ ที่ปรับเพิ่มคาดการณ์เป็น 6.3% จากคาดการณ์เดิมที่ 5%&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ขณะที่มูลค่าส่งออกจำแนกรายสินค้า ธสน. ปรับเพิ่มคาดการณ์มูลค่าส่งออกปี 2561 ใน 3 กลุ่มสินค้าหลัก ได้แก่ สินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับราคาน้ำมัน ขยายตัวเพิ่มเป็น 17.5% จากคาดการณ์เดิมที่ 11.2% รถยนต์ อุปกรณ์ และส่วนประกอบ ปรับเพิ่มเป็น 8.4% จากคาดการณ์เดิมที่ 7.8% และสินค้าเกษตร ปรับเพิ่มเป็น 6.6% จากคาดการณ์เดิมที่ 2.0% โดยยังต้องจับตามองปัจจัยบั่นทอนบางประการที่อาจกระทบต่อการส่งออกและทำให้มูลค่าส่งออกในช่วงที่เหลือของปีน้อยกว่าที่คาด ได้แก่ ค่าเงินที่มีแนวโน้มผันผวนมากขึ้น รวมถึงมาตรการกีดกันทางการค้าและความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างประเทศ โดยเฉพาะประเด็นเรื่องสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีนที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;อย่างไรก็ดี ธสน.พร้อมสนับสนุนทั้งด้านข้อมูลข่าวสารและบริการทางการเงินอย่างครบวงจร โดยความร่วมมือกับภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้อง ไม่จำกัดเฉพาะในอุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มส่งออกได้เพิ่มขึ้น แต่รวมถึงอุตสาหกรรมที่ไทยมีศักยภาพแต่ยังมีส่วนแบ่งในตลาดโลกอยู่น้อย อาทิ อุตสาหกรรมอาหาร ซึ่งสร้างรายได้จากการส่งออกให้กับประเทศได้มากถึงปีละ 1 ล้านล้านบาท ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับประเทศเป็นอย่างมากเพราะใช้วัตถุดิบในประเทศมากถึง 80%&amp;nbsp;
&amp;nbsp;
&amp;nbsp;อีกทั้งยังเป็นอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับคนจำนวนมากตลอดห่วงโซ่การผลิตจึงสามารถกระจายรายได้ให้กับคนในประเทศเป็นวงกว้าง ก่อให้เกิดการจ้างแรงงานในภาคการผลิตราว 1 ล้านคนแล้ว อีกทั้งยังเชื่อมโยงกับประชากรที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานของกลุ่มสินค้าเกษตรกว่า 30 ล้านคน แต่ปัจจุบันอุตสาหกรรมอาหารมีผลผลิตใช้เพื่อการบริโภคภายในประเทศถึง 70% และส่งออกเพียง 30% โดยไทยมีส่วนแบ่งในตลาดโลกอยู่เพียง 2.3% จึงยังมีโอกาสอีกมากที่จะขยายการส่งออกเพิ่มมากขึ้น&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/10885</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย, ธสน., พิศิษฐ์ เสรีวิวัฒนา, ส่งออก, เศรษฐกิจโลก, เอ็กซิมแบงก์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>DELETE</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180115/5a5c49dd884f2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>10871</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/06/2018 11:40</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/06/2018 11:40</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>EXIM BANK ปรับเพิ่มคาดการณ์ส่งออกปี 2561 โตได้ถึง 9%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;EXIM BANK จับตาทิศทางการส่งออกที่ปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่อง &amp;nbsp;จึงได้ปรับเพิ่มคาดการณ์การเติ บโตของภาคการส่งออกไทยทั้งปี 2561 จากเดิม EXIM BANK คาดการณ์ไว้ที่ 5-8% เป็น 7-9%&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพิศิษฐ์ เสรีวิวัฒนา กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้ าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) เปิดเผยว่า การส่งออกในปี 2561 มีแนวโน้มขยายตัว เนื่องจากมูลค่าส่งออกในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2561 ขยายตัวถึง 11.5% สูงกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ EXIM BANK จึงได้ปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตของภาคการส่งออกไทยทั้งปี 2561 จากเดิม EXIM BANK คาดการณ์ไว้ที่ 5-8% เป็น 7-9% โดยมีปัจจัยสนับสนุนดังนี้ 1. การขยายตัวของเศรษฐกิจโลกขยายตัวในระดับสูง โดยล่าสุดกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund : IMF) คาดว่าเศรษฐกิจโลกปี 2561 จะขยายตัว 3.9% สูงสุดในรอบ 7 ปี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พร้อมทั้งปรับเพิ่มคาดการณ์มูลค่าการค้าโลกจากเดิมที่ขยายตัว 4.6% เป็น 5.1% 2. ราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นมากกว่าที่ เคยคาดการณ์ ทำให้สำนักบริหารสารสนเทศพลังงานของสหรัฐฯ (U.S. Energy Information Administration : EIA) ปรับเพิ่มคาดการณ์ราคาน้ำมันปี 2561 จาก 63 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เป็น 70 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล จากอุปสงค์น้ำมันที่ฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งตามการฟื้นตั วของเศรษฐกิจโลก ทำให้มูลค่าส่งออกสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับราคาน้ำมัน ได้แก่ น้ำมันสำเร็จรูป เคมีภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์ยาง และเม็ดพลาสติกซึ่งมีสัดส่วน รวมกันราว 15% ของมูลค่าส่งออกรวมขยายตัวในระดับสูงตาม &amp;nbsp;3. ผู้ผลิตรายใหญ่ของโลกยังใช้ ไทยเป็นฐานการผลิตที่สำคัญและมี การลงทุนเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยส่วนหนึ่งได้อานิสงส์ จากโครงการระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ที่มีความคืบหน้าและชัดเจนมากขึ้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพิศิษฐ์ เปิดเผยต่อไปว่า การส่งออกของไทยไปยังแต่ละตลาดในปี 2561 ยังมีแนวโน้มขยายตัวได้มากกว่า ที่เคยคาดการณ์ในทุกตลาด โดยเฉพาะตลาดยุโรป ญี่ปุ่น และอาเซียนเดิม ที่คาดว่าจะขยายตัวได้สูงกว่า 9% เช่นเดียวกับตลาดใหม่ อย่าง CLMV และตลาด New Frontiers อื่นๆ ที่ปรับเพิ่มคาดการณ์เป็น 8.5% และ 6.3% จากคาดการณ์เดิมที่ 6.7% และ 5.0% ตามลำดับ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับมูลค่าส่งออกจำแนกรายสินค้า EXIM BANK ปรับเพิ่มคาดการณ์มูลค่าส่งออกปี 2561 ใน 3 กลุ่มสินค้าหลัก ได้แก่ สินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับราคาน้ำมัน ขยายตัวเพิ่มเป็น 17.5% จากคาดการณ์เดิมที่ 11.2% รถยนต์ อุปกรณ์ และส่วนประกอบ ปรับเพิ่มเป็น 8.4% จากคาดการณ์เดิมที่ 7.8% และสินค้าเกษตร ปรับเพิ่มเป็น 6.6% จากคาดการณ์เดิมที่ 2.0% อย่างไรก็ตาม ยังต้องจับตามองปัจจัยบั่นทอนบางประการที่อาจกระทบต่อการส่งออกและทำให้มูลค่าส่ งออกในช่วงที่เหลือของปีน้อยกว่ าที่คาด ได้แก่ ค่าเงินที่มีแนวโน้มผันผวนมากขึ้ น รวมถึงมาตรการกีดกันทางการค้าและความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างประเทศ โดยเฉพาะประเด็นเรื่ องสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีนที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/10871</URL_LINK>
                <HASHTAG>EXIM BANK, ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย, ประมาณการส่งออก, พิศิษฐ์ เสรีวิวัฒนา, ส่งออก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180404/image_big_5ac49d47d9932.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>10374</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/05/2018 08:51</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/05/2018 08:51</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เอ็กซิมแบงก์เผยพม่าเคลียร์หนี้เงินกู้ยุคทักษิณหมดแล้ว </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เอ็กซิมแบงก์ เผยซอฟท์โลนพม่า ยุคทักษิณ วงเงิน 4 พันล้านถูกชำระหนี้ครบหมดแล้ว ตั้งแต่ปี 2559 &amp;nbsp;ยันเงินกู้ดังกล่าว เอ็กซิมไม่ได้สั่งซื้อสินค้าของเอกชนเจ้าใด ทางพม่า เลือกเอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพิศิษฐ์ เสรีวิวัฒนา กรรมการผู้จัดการธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) หรือเอ็กซิมแบงก์ เปิดเผยถึงกรณีโครงการปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำมีวงเงิน 4 พันล้านบาทให้กับรัฐบาลพม่าว่า เมื่อปี 2546 สมที่ผ่านมารัฐบาลพม่าได้ชำระคืนเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยให้กับธนาคารครบทั้งหมดมาตั้งแต่ปี 2559 แล้ว ซึ่งการดำเนินการทั้งหมดถือว่า ธสน. ทำตามมติคณะรัฐมนตรี ( ครม. ) ซึ่งเป็นการปล่อยกู้ปกติในลักษณะเป็นการให้ความช่วยเหลือจากประเทศที่พัฒนามากกว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับเงื่อนไขการปล่อยกู้ในอัตราดอกเบี้ย 3 % ส่วนภาระดอกเบี้ยที่เกินจากนี้ที่กำหนดให้รัฐบาลเป็นผู้รับภาระดอกเบี้ยส่วนเกินจ่ายชดเชยให้กับธนาคารนั้น ปรากฎว่าในช่วงหลายปีหลังแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยอยู่ในขาลงทำให้ต้นทุนทางการเงินของธนาคารลดลงไปด้วย จึงไม่ได้ทำเรื่องขอเงินชดเชยจากรัฐบาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แหล่งข่าวจาก ธสน. เปิดเผยว่า ธสน.ปล่อยกู้ตามมติ ครม. ที่มีเงื่อนไขว่ารัฐบาลกู้ดอกเบี้ยต่ำ เพื่อให้ทางการพม่าเลือกซื้อสินค้าจากบริษัทไทย ซึ่งทางรัฐบาลพม่าเป็นผู้ตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าเอง โดยที่ธนาคารไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการตัดสินใจดังกล่าว ทั้งนี้ในส่วนของธนาคารถือว่าเรื่องเงินกู้พม่าของ ธสน. นั้น จบลงแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ปัจจุบันธนาคารมีพอร์ตสินเชื่อกลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวี (กัมพูชา, ลาว, เมียนมา และเวียดนาม) ประมาณ 30% ของพอร์ตสินเชื่อทั้งหมด คิดเป็นมูลค่า 2.81 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็น ลาว 2.3 หมื่นล้านบาท, กัมพูชา 2.2 พันล้านบาท, พม่า 2.7 พันล้านบาท และเวียดนาม 10 ล้านบาท โดยในปีนี้ตั้งเป้าหมายสินเชื่อกลุ่มดังกล่าวขยายตัว 5-7% คิดเป็นมูลค่า 2.9 หมื่นล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพิศิษฐ์ กล่าวอีกว่า ในปีนี้ธนาคารตั้งเป้าหมายสินเชื่อเติบโต 9-10% คิดเป็นวงเงินเกือบ 1 แสนล้านบาท พร้อมทั้งตั้งเป้าหมายปล่อยสินเชื่อเพื่อช่วยลูกค้ากลุ่มเอสเอ็มอีเพิ่มอีก 30% ส่วนแนวโน้มยอดเอาประกันในปีนี้ปรับเพิ่มขึ้นจากปีก่อน โดยในช่วง 5 เดือนของปี 2561 (ม.ค-พ.ค.) มียอดเอาประกันแล้ว 5 ราย เนื่องจากคู่ค้ามีปัญหาเรื่องสภาพคล่อง เทียบกับจากปี 2560 มียอดเอาประกัน 8-9 ราย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/10374</URL_LINK>
                <HASHTAG>ซอฟท์โลนพม่า, ทักษิณ ชินวัตร, ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย, ธสน., พิศิษฐ์ เสรีวิวัฒนา, เอ็กซิมแบงก์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180115/5a5c49dd884f2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
