<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>119768</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/10/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/10/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ธปท.ฟันธงศก.ฟื้นตัว ห่วงเตะฝุ่น3.4ล้านคน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;แบงก์ชาติ&amp;rdquo; ฟันธงเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวต่อเนื่อง หลังผ่านจุดต่ำสุดในไตรมาส 3/64 ไปแล้ว ลุ้นรัฐเร่งนำเข้า-กระจายวัคซีน หนุนกิจกรรม ศก.คึกคัก แนะเร่งดูแลตลาดแรงงาน ประเมินปีนี้เตะฝุ่นอีก 3.4 ล้านคน ชี้ภาคบริการ-ฟรีแลนซ์หนักสุด นายกฯ ปลื้ม Fitch Ratings ประเมินเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวได้เร็วขึ้นในปี 65&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้เผยแพร่รายงานการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ฉบับย่อ ครั้งที่ 6/2564 โดยระบุว่า เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 3/2564 ได้รับผลกระทบจากมาตรการควบคุมการระบาดของโควิด-19 และการส่งออกที่ชะลอลงกว่าคาด แต่พัฒนาการด้านวัคซีนที่ดีขึ้นชัดเจน และการผ่อนคลายมาตรการควบคุมการระบาดที่เร็วกว่าคาด จะส่งผลดีต่อความเชื่อมั่นและการบริโภคภาคเอกชนในช่วงที่เหลือของปีนี้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยประเมินว่า ปี 2564 เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวที่ 0.7% และในปี 2565 ที่ระดับ 3.9% จากการทยอยฟื้นตัวจากการใช้จ่ายในประเทศเป็นสำคัญ ตามความเชื่อมั่นที่ปรับดีขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจะทยอยฟื้นตัวอย่างช้าๆ ขณะที่การส่งออกจะยังคงได้รับผลกระทบจากปัญหา global supply disruption &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ เศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้ายังเผชิญความไม่แน่นอนสูง โดยต้องติดตาม 1.แนวโน้มการระบาดและการกลายพันธุ์ของไวรัส รวมถึงการผ่อนคลายมาตรการควบคุมการระบาดและนโยบายการเปิดรับนักท่องเที่ยว 2.การฟื้นตัวของความเชื่อมั่นภาคเอกชนหลังผ่อนคลายมาตรการควบคุมการระบาด ซึ่งจะส่งผลต่อการบริโภคและการลงทุน 3.ความต่อเนื่องของมาตรการภาครัฐ เพื่อสนับสนุนให้เศรษฐกิจฟื้นตัวในระยะต่อไป และ 4. ปัญหา supply disruption และต้นทุนค่าขนส่งสินค้าทางเรือ ที่อาจส่งผลกระทบต่อภาคการผลิตและการส่งออกสินค้า&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;กนง.ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยผ่านจุดต่ำสุดแล้วในไตรมาส 3/2564 และมีแนวโน้มฟื้นตัวต่อเนื่องในระยะข้างหน้า แต่ยังมีความไม่แน่นอนสูง โดยปัจจัยสนับสนุนการฟื้นตัวของอุปสงค์ที่เลื่อนมาจากช่วงก่อนหน้า (pent-up demand) ในช่วงที่เหลือของปีนี้ จากพัฒนาการด้านวัคซีนที่ปรับดีขึ้น และการผ่อนคลายมาตรการควบคุมการระบาดที่เร็วกว่าคาด แต่ยังต้องติดตามพัฒนาการด้านวัคซีน ทั้งการนำเข้าและการกระจายตามแผนของรัฐบาล รวมถึงการฟื้นตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะความเชื่อมั่นและการบริโภคภาคเอกชนที่อาจฟื้นตัวช้ากว่าคาดหากการระบาดกลับมารุนแรงขึ้น&amp;rdquo; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ดี การฟื้นตัวในแต่ละภาคเศรษฐกิจมีความแตกต่างกันมากขึ้น (uneven recovery) ทำให้ตลาดแรงงานยังเปราะบาง ซึ่งประเมินว่าจำนวนผู้ว่างงานและผู้เสมือนว่างงาน ณ สิ้นปีนี้ จะอยู่ที่ 3.4 ล้านคน โดยเฉพาะภาคบริการและผู้ประกอบอาชีพอิสระ ซึ่งภาครัฐควรดูแลภาคเศรษฐกิจและตลาดแรงงานในจุดที่เปราะบางอย่างเพียงพอและต่อเนื่อง เพื่อลดผลกระทบต่อเศรษฐกิจในระยะยาวหลังการระบาดสิ้นสุดลง (scarring effects)&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับโจทย์สำคัญที่สุดของเศรษฐกิจไทย ณ ปัจจุบัน คือการดำเนินมาตรการควบคุมการระบาดที่เอื้อให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจและรายได้ฟื้นตัวต่อเนื่อง โดยมุ่งเน้นการรักษาสมดุลระหว่างมาตรการด้านสาธารณสุขเพื่อควบคุมการระบาด และความสามารถในการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ซึ่งจะส่งผลต่อความเชื่อมั่นและการฟื้นตัวของภาคธุรกิจและครัวเรือน &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ต่อผลการวิเคราะห์ของบริษัท Fitch Ratings (ประเทศไทย) จำกัด (Fitch Rating Thailand) ซึ่งเป็นบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือชั้นนำ ได้ระบุว่า เศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวได้เร็วขึ้นภายในปี 2565 โดยมีปัจจัยหนุนจากอัตราการฉีดวัคซีนโควิด-19 ที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ การกลับมาเปิดธุรกิจอีกครั้ง และสภาพแวดล้อมจากทั่วโลกที่มีการปรับตัวในทิศทางที่ดีขึ้น อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวมีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป ตลอดจนอันดับความน่าเชื่อถือของบริษัทไทยรายใหญ่ต่างๆ มีเสถียรภาพเพิ่มมากขึ้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;quot;พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ยินดีกับผลการประเมินดังกล่าว ซึ่งสะท้อนถึงมุมมองของภาคเอกชนในต่างประเทศที่เชื่อมั่นต่อรัฐบาล และการดำเนินนโยบายด้านเศรษฐกิจของไทย โดยรัฐบาลพร้อมจะต่อยอดนโยบายที่เป็นประโยชน์กับการฟื้นฟูทางเศรษฐกิจในประเทศให้แข็งแกร่ง สอดรับกับการเจรจากับต่างประเทศ และในกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อเพิ่มปฏิสัมพันธ์ในเวทีโลก ควบคู่กับการพัฒนาด้านสาธารณสุขอย่างครอบคลุมให้ทันต่อสถานการณ์ทั้งในปัจจุบันและอนาคต&amp;quot; นายธนกรกล่าว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119768</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธนาคารแห่งประเทศไทย, ฟันธงเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวต่อเนื่อง, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, แบงก์ชาติ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210407/image_big_606d5f071edc6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>113798</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/08/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/08/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ไวรัสระบาดหนัก ทุบศก.พังเกินคาด เร่งกระจายวัคซีน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;กนง.&amp;rdquo; รับโควิดทุบเศรษฐกิจไทยพังเกินคาด ตลาดแรงงานช้ำหนัก เหตุระบาดรุนแรงยืดเยื้อทำล็อกดาวน์ลากยาว บี้รัฐเร่งกระจายวัคซีนที่มีประสิทธิภาพให้ทั่วถึง ลดผู้ป่วยไม่เกินกำลังสาธารณสุข หวังกิจกรรม ศก.กลับมาฟื้นตัว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้เผยแพร่รายงานการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (ฉบับย่อ) ครั้งที่ 5/2564 ซึ่งประชุมเมื่อวันที่ 4 ส.ค.ที่ผ่านมา โดยที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มชะลอตัวลงมากจากมาตรการควบคุมการระบาดของโควิด-19 ที่เข้มงวดขึ้น ส่งผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจและอุปสงค์ในประเทศ ทำให้คาดว่าแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปี 2564 จะขยายตัวได้ที่ 0.7% และปี 2565 จะขยายตัวได้ 3.7% โดยปรับลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ตามการบริโภคภาคเอกชนที่ได้รับผลกระทบมากในปีนี้ และแนวโน้มนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ปรับลดลงมากในปีหน้า ขณะที่ตลาดแรงงานมีแนวโน้มเปราะบางขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มลูกจ้างในภาคบริการและผู้ประกอบอาชีพอิสระที่มีรายได้ลดลง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ คณะกรรมการ กนง.ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19 มากกว่าที่ประเมินไว้เดิม และมีความเสี่ยงด้านต่ำอย่างมีนัยสำคัญจากการระบาดที่อาจรุนแรงและยืดเยื้อกว่าที่คาด โดยการกระจายวัคซีนอย่างทั่วถึงที่ใช้เวลา อาจทำให้จำนวนผู้ป่วยใหม่และจำนวนผู้ป่วยวิกฤติเร่งสูงขึ้นเกินระดับที่ศักยภาพของระบบสาธารณสุขสามารถรองรับได้อย่างต่อเนื่อง ขณะที่มาตรการควบคุมการระบาดมีโอกาสที่จะเข้มงวดและยาวนานมากขึ้น ซึ่งจะทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจได้รับผลกระทบมากขึ้น ส่วนความเชื่อมั่นของภาคเอกชนและภาคครัวเรือนอาจปรับลดลงมากตามแนวโน้มรายได้และส่งผลกระทบต่อแนวโน้มการบริโภค
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;การระบาดที่ยืดเยื้อทำให้การฟื้นตัวมีความแตกต่างกันมากขึ้นในแต่ละภาคเศรษฐกิจ อีกทั้งยังซ้ำเติมให้ตลาดแรงงานเปราะบางมากขึ้น และอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในระยะยาวหลังการระบาดสิ้นสุดลง โดยเฉพาะการจ้างงานในภาคบริการและผู้ประกอบอาชีพอิสระที่เห็นสัญญาณการลดชั่วโมงทำงาน อีกทั้งยังมีแรงงานเคลื่อนย้ายกลับภูมิลำเนาสูงขึ้น นอกจากนี้ ตลาดแรงงานยังมีแนวโน้มฟื้นตัวช้า สะท้อนจากกลุ่มผู้ว่างงานระยะยาว กลุ่มผู้ว่างงานที่เป็นนักศึกษาจบใหม่ และกลุ่มผู้ออกนอกกำลังแรงงานที่ยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง&amp;rdquo; รายงาน กนง.ระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ คณะกรรมการ กนง.เห็นว่าโจทย์สำคัญที่สุดของเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันคือการเร่งควบคุมการระบาดและป้องกันการระบาดของโรค โดยเฉพาะการเร่งจัดหาวัคซีนที่มีประสิทธิภาพและกระจายวัคซีนให้ทั่วถึงทันการณ์ ซึ่งจะช่วยลดจำนวนผู้ป่วยให้อยู่ในระดับที่ระบบสาธารณสุขสามารถรองรับได้ และสามารถผ่อนคลายมาตรการควบคุมการระบาดให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจทยอยกลับมาฟื้นตัว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนมาตรการด้านการคลังควรเร่งเยียวยาและพยุงเศรษฐกิจให้สอดคล้องกับสถานการณ์มากยิ่งขึ้น โดยดูแลการจ้างงานและภาคธุรกิจเพิ่มขึ้นในจุดที่เปราะบางอย่างเพียงพอและทันการณ์ โดยสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีนั้น อาจจะปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่องและสูงกว่าระดับเพดานที่ 60% ต่อจีดีพี แต่จะไม่ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อเสถียรภาพการคลังอย่างมีนัยสำคัญ หากเม็ดเงินดังกล่าวถูกนำไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพเพื่อช่วยพยุงเศรษฐกิจที่มีความเสี่ยงสูงในระยะสั้น รวมถึงใช้เพื่อสนับสนุนการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจไทย จะเอื้อให้สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีในระยะยาวปรับลดลงได้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นโยบายการเงินต้องสนับสนุนให้ภาวะการเงินโดยรวมผ่อนคลายต่อเนื่อง ส่วนมาตรการด้านการเงินและสินเชื่อควรเร่งปรับปรุงให้มีประสิทธิผลมากขึ้น เร่งกระจายสภาพคล่องสู่ผู้ได้รับผลกระทบให้ตรงจุดและลดภาระหนี้ โดยคณะกรรมการ กนง.ยังคงให้น้ำหนักกับการสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจเป็นสำคัญ โดยจะติดตามปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อแนวโน้มเศรษฐกิจ ได้แก่ การกระจายและประสิทธิภาพของวัคซีน สถานการณ์การระบาดทั้งในและต่างประเทศ ความเพียงพอของมาตรการการคลัง มาตรการด้านการเงินและสินเชื่อ โดยพร้อมใช้เครื่องมือนโยบายการเงินที่เหมาะสมเพิ่มเติมหากจำเป็น.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/113798</URL_LINK>
                <HASHTAG>ตลาดแรงงานช้ำหนัก, ธนาคารแห่งประเทศไทย, รับโควิดทุบเศรษฐกิจไทยพังเกินคาด, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เหตุระบาดรุนแรงยืดเยื้อทำล็อกดาวน์ลากยาว</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180207/image_big_5a7a710d94695.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>111734</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/07/2021 12:50</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/07/2021 12:50</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เศรษฐา กระทุ้งรัฐบาลสั่งแบงก์ชาติออกคำสั่งพักชําระหนี้ ก่อนธุรกิจล่มสลาย </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;31 ก.ค. 2564 นายเศรษฐา ทวีสิน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ทวีตข้อความผ่านทวิตเตอร์ส่วนตัว ระบุว่า &amp;nbsp;ธุรกิจเดือนร้อนจากโควิด+ล๊อกดาวน์ ไม่มีเงินจ่ายดอกเบี้ยแบงค์ ความผิดเขา? ส่วนหนึ่งมาจากการบริหารวัคซีนผิดพลาดของรัฐบาล เป็น&amp;rdquo;หน้าที่&amp;rdquo; ของรัฐบาลที่ต้องสั่ง ธปท ให้ออกคำสั่งพักชําระหนี้ ก่อนระบบธุรกิจจะล่มสลาย ผลกระทบมหาศาล ท่านนายกต้องสั่งคนที่ท่านตั้งมาครับ ถ้าเขาไม่ทําก็หาคนใหม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/111734</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธนาคารแห่งประเทศไทย, พักชำระหนี้, ออกคำสั่งพักชำระหนี้, เศรษฐา ทวีสิน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210731/image_big_6104e3674e90b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>111717</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/07/2021 09:50</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/07/2021 09:50</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;แบงก์ชาติ&#039;ชี้โควิดระบาดหนักทุบศก.พังยับ ห่วงคลัสเตอร์โรงงานกระทบส่งออก!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;31 ก.ค. 2564 &amp;nbsp;นางสาวชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)กล่าวว่า ภาพรวมกิจกรรมทางเศรษฐกิจในเดือน ก.ค. 2564 ยังมีแนวโน้มปรับลดลงจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่รุนแรงขึ้น ซึ่งส่งผลให้ต้องมีมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดที่เข้มงวดขึ้น และยังต้องติดตามความเสี่ยงจากปัญหา supply disruption จากการแพร่ระบาดในโรงงานอุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มรุนแรงขึ้น อาจทำให้บางโรงงานต้องหยุดผลิตชั่วคราว และปัญหาการขาดแคลนเซมิคอนดักเตอร์ที่ยังมีอย่างต่อเนื่อง รวมถึงปัญหาการขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์ที่รุนแรงต่อเนื่อง จนส่งผลให้ผู้ประกอบการบางรายพิจารณาย้ายสายการผลิตไปอยู่ในประเทศคู่ค้าแทน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;ldquo;ต้องยอมรับว่าการระบาดของโควิด-19 ในคลัสเตอร์โรงงานอุตสาหกรรม เป็นความน่ากังวลและความเสี่ยงหนึ่งต่อภาคการส่งออกของไทยที่กำลังขยายตัวได้ดีขึ้น แน่นอนว่าปัจจัยเสี่ยงดังกล่าวจะกลายเป็นผลกระทบในระยะสั้นกับผู้ประกอบการ ซึ่งที่ผ่านมาผู้ประกอบการส่วนใหญ่ก็ได้มีการปรับตัว และพยายามดูแลการผลิตให้เดินหน้าต่อเนื่องมากที่สุด ส่วนผลกระทบในระยะต่อไปกับภาคการส่งออกนั้น คงต้องรอการพิจารณาของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ซึ่งจะมีการประชุมในวันที่ 4 ส.ค. นี้&amp;rdquo; นางสาวชญาวดี กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2/2564 ยังคงได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดระลอกสามของโควิด-19 ส่งผลให้เครื่องชี้การบริโภคภาคเอกชนปรับลดลงจากไตรมาสก่อน แม้มาตรการภาครัฐจะช่วยพยุงกำลังซื้อได้บางส่วน ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวยังอ่อนแอ เนื่องจากมาตรการจำกัดการเดินทางระหว่างประเทศยังมีอยู่ ส่วนการส่งออกสินค้าปรับดีขึ้นต่อเนื่อง โดยขยายตัวสูงถึง 36.2% ซึ่งช่วยพยุงการผลิตภาคอุตสาหกรรมและการลงทุนภาคเอกชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ขณะที่การใช้จ่ายภาครัฐที่ไม่รวมเงินโอนขยายตัวเมื่อเทียบกับระยะเดียวกันปีก่อน สะท้อนถึงบทบาทในการพยุงเศรษฐกิจของภาครัฐ ด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปกลับมาเป็นบวกตามอัตราเงินเฟ้อหมวดพลังงานเป็นสำคัญ เนื่องจากราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศปรับสูงขึ้นตามราคาน้ำมันในตลาดโลก รวมทั้งฐานราคาพลังงานที่ต่ำในปีก่อน ด้านตลาดแรงงานเปราะบางมากขึ้น สำหรับดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุลมากกว่าไตรมาสก่อน ตามดุลบริการ รายได้ และเงินโอนที่ขาดดุลเพิ่มขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นางสาวชญาวดี กล่าวอีกว่า ในส่วนภาพรวมเศรษฐกิจไทยในเดือน มิ.ย. 2564 พบว่า เศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบต่อเนื่องจากการแพร่ระบาดระลอกสามของโควิด-19 โดยเครื่องชี้การบริโภคภาคเอกชนยังอ่อนแอ โดยขยายตัวติดลบ 1.2% แม้ปรับดีขึ้นเล็กน้อยหลังจากภาครัฐทยอยผ่อนคลายมาตรการควบคุมการระบาดตั้งแต่กลางเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา สอดคล้องกับรายได้และความเชื่อมั่นของครัวเรือนที่อ่อนแอจากผลกระทบของการแพร่ระบาดของโควิด-19&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ทั้งนี้ มูลค่าการส่งออกสินค้าปรับตัวดีขึ้นจากเดือนก่อนหน้า โดยขยายตัวที่ 46.1% จากการฟื้นตัวของอุปสงค์ประเทศคู่ค้าและวัฏจักรอิเล็กทรอนิกส์โลกที่อยู่ในช่วงขาขึ้นส่งผลให้การส่งออกยังเพิ่มขึ้นในหลายหมวด โดยเฉพาะสินค้าเกษตรแปรรูป เครื่องใช้ไฟฟ้า และสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ นอกจากนี้ การส่งออกเหล็กเร่งขึ้น เนื่องจากผู้ประกอบการเปลี่ยนไปเน้นตลาดส่งออกมากขึ้นในช่วงที่ความต้องการในประเทศลดลง ส่วนเครื่องชี้การลงทุนภาคเอกชนทรงตัวจากเดือนก่อน โดยการลงทุนหมวดเครื่องจักรและอุปกรณ์ปรับดีขึ้นเล็กน้อยตามการส่งออก ขณะที่การลงทุนหมวดก่อสร้างปรับลดลงต่อเนื่องตามอุปสงค์ในประเทศที่อ่อนแอ รวมทั้งการได้รับผลกระทบเพิ่มเติมจากมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดในกลุ่มแรงงานก่อสร้าง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นอกจากนี้ การผลิตภาคอุตสาหกรรมลดลงเล็กน้อยจากเดือนก่อน ตามการผลิตหมวดยานยนต์ ปิโตรเลียม และวัสดุก่อสร้าง สอดคล้องกับอุปสงค์ในประเทศที่อ่อนแอ โดยปัญหาการขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์และ เซมิคอนดักเตอร์ยังคงส่งผลกระทบต่อการผลิตหมวดอาหารแปรรูป เครื่องใช้ไฟฟ้า และยานยนต์ ด้านมูลค่าการนำเข้าสินค้าที่ขจัดปัจจัยฤดูกาลแล้วปรับลดลงจากเดือนก่อน โดยเฉพาะหมวดเชื้อเพลิงและสินค้าอุปโภคบริโภคสอดคล้องกับอุปสงค์ในประเทศที่ยังอ่อนแอ โดยการนำเข้าวัตถุดิบและสินค้าขั้นกลางปรับดีขึ้นต่อเนื่องสอดคล้องกับการฟื้นตัวของภาคการส่งออก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่การใช้จ่ายภาครัฐที่ไม่รวมเงินโอนขยายตัวเมื่อเทียบกับระยะเดียวกันปีก่อน สะท้อนบทบาทในการพยุงเศรษฐกิจของภาครัฐที่มีต่อเนื่อง โดยรายจ่ายประจำขยายตัวตามการเบิกจ่ายค่าตอบแทนบุคลากร ขณะที่รายจ่ายลงทุนของรัฐบาลกลางขยายตัวตามการเบิกจ่ายของหน่วยงานด้านคมนาคมเป็นสำคัญ ส่วนจำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศยังอยู่ในระดับต่ำต่อเนื่อง จากมาตรการจำกัดการเดินทางระหว่างประเทศของไทยที่ยังมีอยู่ ด้านอัตราแลกเปลี่ยนบาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ อ่อนค่าลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับสกุลเงินคู่ค้าคู่แข่งส่วนใหญ่ ส่วนหนึ่งเป็นผลจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ภายในประเทศที่ยังยืดเยื้อ ขณะที่ตลาดแรงงานยังคงเปราะบางมากขึ้น จากความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ลดลงต่อเนื่อง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/111717</URL_LINK>
                <HASHTAG>คลัสเตอร์โรงงานอุตสาหกรรม, ชญาวดี ชัยอนันต์, ธนาคารแห่งประเทศไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210515/image_big_609f4df0b5a2e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>109913</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/07/2021 10:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/07/2021 10:03</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ราชกิจจาฯแพร่ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย รายงานฐานะเงินสํารองระหว่างประเทศ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;16 ก.ค.64 - &amp;nbsp;เว็บไซต์ ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ ฝบช. 3/2564 เรื่อง รายงานฐานะเงินสํารองระหว่างประเทศของทางการ ประจําเดือนมีนาคม พ.ศ. 2564&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตามมาตรา 58 แห่งพระราชบัญญัติธนาคารแห่งประเทศไทย พุทธศักราช 2485 และที่แก้ไขเพิ่มเติมให้จัดทํารายงานแสดงฐานะของเงินสํารองระหว่างประเทศของทางการ ทั้งในฐานะรวม ฐานะสุทธิ และฐานะล่วงหน้าสุทธิ โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นประจําทุกเดือน นั้น ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศรายงาน ดังต่อไปนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รายงานฐานะเงินสํารองระหว่างประเทศของทางการ ณ วันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2564&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ndash;ทองคํา 8,444.96 (ล้านดอลลาร์ สรอ.) 264,808.71 (ล้านบาท)
&amp;nbsp;
-สิทธิพิเศษถอนเงิน 1,403.73 (ล้านดอลลาร์ สรอ.) 44,016.64 (ล้านบาท)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;-สินทรัพย์ส่งสมทบกองทุนการเงินระหว่างประเทศ และเงินให้กู้แก่กองทุนฯ 1,256.30 (ล้านดอลลาร์ สรอ.) 39,393.93 (ล้านบาท)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ndash;สินทรัพย์ต่างประเทศ 234,430.08 (ล้านดอลลาร์ สรอ.) 7,351,023.93 (ล้านบาท)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;-ฐานะรวม 245,535.07 (ล้านดอลลาร์ สรอ.) 7,699,243.21 (ล้านบาท)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;-ฐานะล่วงหน้าสุทธิ 32,680.86 (ล้านดอลลาร์ สรอ.) 1,024,773.73 (ล้านบาท)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;-ฐานะสุทธิ 278,215.93 (ล้านดอลลาร์ สรอ.) 8,724,016.94 (ล้านบาท)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อมูลเทียบเท่าบาทคํานวณจากมูลค่าเทียบเท่าดอลลาร์ สรอ. ที่แสดงเป็นหลักหน่วย โดยใช้อัตราแลกเปลี่ยนถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักระหว่างธนาคาร ณ วันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2564 ดอลลาร์ สรอ. ต่อ 31.3570 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย

&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/109913</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธนาคารแห่งประเทศไทย, ราชกิจจานุเบกษา, เงินสํารองระหว่างประเทศ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210307/image_big_60449eb034253.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>108423</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/07/2021 18:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/07/2021 17:49</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คปภ. เผยผลการประเมินความทนทานภายใต้สถานการณ์เศรษฐกิจมหภาคจำลอง (Stress Test) บริษัทประกันภัย มีฐานะความมั่นคงทางการเงินในระดับที่ปลอดภัย และเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด พร้อมกำหนดมาตรการเสริมความแข็งแกร่ง ด้วยการติดตามการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยเสี่ยงอย่างใกล้ชิด จากสถานการณ์การระบาดของโรค COVID-19 เพื่อคุ้มครองประชาชนอย่างเต็มพิกัด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร. สุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (เลขาธิการ คปภ.) เปิดเผยว่า สำนักงาน คปภ. ในฐานะหน่วยงานกำกับดูแลระบบประกันภัย และคุ้มครองสิทธิประโยชน์ประชาชนด้านประกันภัย ได้ดำเนินการวิเคราะห์และติดตามความเสี่ยงที่อาจส่งผลกระทบต่อธุรกิจประกันภัย เพื่อลดโอกาสในการเกิดความเสี่ยง และความรุนแรงของความเสี่ยงภายในธุรกิจประกันภัย เนื่องจากธุรกิจประกันภัยเป็นส่วนหนึ่งของภาคการเงินเช่นเดียวกันกับธุรกิจธนาคารพาณิชย์และธุรกิจหลักทรัพย์ จึงได้มีการร่วมมือกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (สำนักงาน ก.ล.ต.) ในการวิเคราะห์ความเชื่อมโยงและประเมินความเสี่ยงต่อภาคการเงินโดยรวมอย่างต่อเนื่อง โดยหนึ่งในกิจกรรมการประเมินความเสี่ยงต่อภาคการเงินโดยรวมที่มีการดำเนินการเป็นประจำทุกปี ได้แก่การประเมินความทนทานของระบบการเงินภายใต้สถานการณ์เศรษฐกิจมหภาคจำลอง (Stress Test) ซึ่งใช้สถานการณ์และค่าพารามิเตอร์ที่กำหนดร่วมกันระหว่าง 3 หน่วยงาน เพื่อประเมินความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นต่อภาคการเงินจากการเผชิญกับสถานการณ์เศรษฐกิจมหภาคจำลองที่กำหนด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เลขาธิการ คปภ. กล่าวว่า สืบเนื่องจากปี 2564 สถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 ยังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจเป็นวงกว้าง สำนักงาน คปภ. จึงนำสถานการณ์ดังกล่าวมาเป็นหนึ่งในปัจจัยหลักที่ส่งผลกระทบ ไม่ใช่เฉพาะต่อการดำเนินธุรกิจของภาคการเงินเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจในทุกภาคอุตสาหกรรม รวมไปถึงการดำเนินชีวิตของประชาชนอีกด้วย ดังนั้น สำนักงาน คปภ. ธปท. และสำนักงาน ก.ล.ต. ได้กำหนดสถานการณ์ที่ใช้ในการจัดทำ Stress Test โดยเน้นเกี่ยวกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อระบบเศรษฐกิจและตลาดการเงินจากการระบาดของ COVID-19 ในช่วง 1&amp;ndash;3 ปี ข้างหน้า (พ.ศ. 2564&amp;ndash;พ.ศ. 2566) และได้กำหนดสถานการณ์ใน 2 ระดับความรุนแรง คือ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. ระดับความรุนแรงปานกลาง (moderate scenario) โดยตั้งสมมติฐานให้มีการระบาดของ COVID-19 ระลอกใหม่ในปี 2564 และจากการพัฒนาวัคซีนป้องกัน COVID-19 ทำให้สามารถควบคุมการระบาดและทำให้สถานการณ์กลับมาเป็นปกติในปี 2565 และ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. ระดับความรุนแรงสูง (severe scenario) โดยตั้งสมมติฐานให้ในปี 2564 เชื้อ COVID-19 เกิดการกลายพันธุ์และส่งผลให้วัคซีนที่มีการพัฒนาขึ้นในปัจจุบัน ไม่สามารถใช้ในการป้องกันการระบาดของไวรัสพันธุ์ใหม่นี้ได้ โดยทั่วโลกใช้เวลาในพัฒนาวัคซีนชนิดใหม่เพื่อป้องกันการระบาดของ COVID-19 ที่มีการกลายพันธุ์ได้สำเร็จในช่วงปลายปี 2565 และจะเริ่มทำการกระจายและฉีดวัคซีนชนิดใหม่นี้ในช่วงต้นปี 2566&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ เนื่องจากการระบาดของ COVID-19 มีความเกี่ยวพันกับธุรกิจประกันภัยในระดับสูง ดังนั้น นอกจากผลกระทบต่อปัจจัยด้านเศรษฐกิจและการเงินแล้ว สำนักงาน คปภ. ร่วมกันกับสมาคมประกันชีวิตไทย (TLAA) สมาคมประกันวินาศภัยไทย (TGIA) และสมาคมนักคณิตศาสตร์ประกันภัยแห่งประเทศไทย (SOAT) ได้กำหนดเพิ่มผลกระทบต่อปัจจัยด้านประกันภัยเป็นพิเศษสำหรับการจัดทำ Stress Test ของบริษัทประกันภัย เพื่อให้การประเมินความเสี่ยงของธุรกิจประกันภัยมีความเข้มข้นมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากผลการทดสอบดังกล่าวพบว่า ธุรกิจประกันภัยโดยรวมทั้งประกันชีวิตและประกันวินาศภัย สามารถทนทานต่อสถานการณ์เศรษฐกิจมหภาคจำลองที่กำหนดขึ้นได้ ทั้งในกรณี moderate scenario และ severe scenario โดยในด้านของฐานะความมั่นคงทางการเงิน พบว่า สถานการณ์เศรษฐกิจมหภาคจำลองที่กำหนดขึ้นส่งผลกระทบต่อธุรกิจประกันภัยในภาพรวมเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แม้ว่าผลกระทบดังกล่าวอาจมีระดับสูงขึ้นสำหรับบริษัทประกันชีวิตและบริษัทประกันวินาศภัยที่มีการขายผลิตภัณฑ์ประกันภัยที่ให้ความคุ้มครองด้านสุขภาพในสัดส่วนที่สูง แต่บริษัทเหล่านี้ยังคงมีฐานะความมั่นคงทางการเงินในระดับที่ปลอดภัยและเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด ในด้านของสภาพคล่อง พบว่า ธุรกิจประกันภัยในภาพรวมยังคงมีสภาพคล่องที่เพียงพอต่อการจ่ายผลประโยชน์ตามกรมธรรม์ให้แก่ผู้เอาประกันภัยได้อย่างครบถ้วน &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ สำนักงาน คปภ. ยังได้คำนึงถึงความไม่แน่นอนของปัจจัยด้านสถานการณ์การระบาดของโรค COVID-19 และปัจจัยเกี่ยวกับการฉีดวัคซีน ซึ่งทั้ง 2 ปัจจัยย่อมส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและภาคการเงิน ดังนั้น เพื่อให้สามารถประเมินเสถียรภาพของระบบประกันภัยได้อย่างต่อเนื่อง และสามารถกำหนดมาตรการที่จำเป็นเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นและให้ระยะเวลาการปรับตัวกับธุรกิจประกันภัย สำนักงาน คปภ. จะได้ติดตามการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยทางเศรษฐกิจและการเงินอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะปัจจัยที่มีผลกระทบต่อธุรกิจประกันภัยในระดับสูง ได้แก่ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทย Spread ของหุ้นกู้ และราคาตราสารทุน รวมถึงสถานการณ์การระบาดของโรค COVID-19 และการฉีดวัคซีนทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ หากในกรณีที่เห็นว่าสถานการณ์มีความรุนแรงมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ หรือสถานการณ์มีแนวโน้มทวีความรุนแรงมากขึ้นและอาจต่อเนื่องเป็นยาวนาน&amp;nbsp;ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อธุรกิจประกันภัยรุนแรงกว่าสถานการณ์ที่ใช้ทดสอบในครั้งนี้ สำนักงาน คปภ.จะกำหนดให้บริษัททำการทดสอบ Stress Test เพิ่มเติม เพื่อประเมินความทนทานและเสถียรภาพของระบบประกันภัยอีกครั้ง &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;จากผลการทดสอบ Stress Test ที่ได้รับในครั้งนี้ จะทำให้ประชาชนผู้เอาประกันภัยทราบข้อมูลว่าธุรกิจประกันภัยไทยยังมีความแข็งแกร่งแม้ในสถานการณ์การระบาดที่รุนแรงของ COVID-19 ในปัจจุบัน จึงสามารถมั่นใจได้ว่าระบบประกันภัยยังมีความพร้อมที่จะเป็นเครื่องมือในการบริหารความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพของประชาชนในสถานการณ์ปัจจุบัน&amp;rdquo; เลขาธิการ คปภ. กล่าวในตอนท้าย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/108423</URL_LINK>
                <HASHTAG>moderate scenario, severe scenario, Stress Test, คณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย, ความทนทานภายใต้สถานการณ์เศรษฐกิจมหภาคจำลอง, คุ้มครองสิทธิประโยชน์ประชาชนด้านประกันภัย, ดร. สุทธิพล ทวีชัยการ, ธนาคารแห่งประเทศไทย, ธปท., สถานการณ์เศรษฐกิจมหภาคจำลอง, สำนักงาน ก.ล.ต., สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์, เลขาธิการ คปภ.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210702/image_big_60def06562b44.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>99806</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/04/2021 09:18</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/04/2021 09:18</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ข่าวดี ธปท. ขยายเวลามหกรรมไกล่เกลี่ยหนี้บัตร ถึง 30 มิ.ย.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 มิ.ย. 2564 ธนาคารแห่งประเทศไทย ขยายเวลาโครงการ &amp;ldquo;มหกรรมไกล่เกลี่ยหนี้บัตรและสินเชื่อส่วนบุคคล&amp;rdquo; ออกไปจนถึงวันที่ 30 มิ.ย. 64 จากเดิมสิ้นสุดเมื่อ 14 เม.ย. 64 เพื่อให้ลูกหนี้มีโอกาสเข้ามาไกล่เกลี่ยหนี้ได้มากยิ่งขึ้น ปัจจุบันมีผู้สนใจลงทะเบียน 234,906 คน หรือ 481,936 บัญชี ซึ่งผู้ให้บริการอยู่ระหว่างตรวจสอบสถานะ และทยอยแจ้งผลเข้ามาต่อเนื่อง โดยภาพรวมการให้ความช่วยเหลือเบื้องต้น ณ วันที่ 31 มี.ค. 64 มีกลุ่มลูกหนี้ที่เข้าเงื่อนไข 110,956 บัญชี สามารถตกลงเจรจาไกล่เกลี่ยกันได้ประมาณร้อยละ 63&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนกรณีที่ยังไม่สามารถหาข้อสรุป บางส่วนอยู่ระหว่างตรวจสอบเอกสาร และลูกหนี้ยื่นขอไกล่เกลี่ยผิดกลุ่ม เช่น สถานะยังผ่อนชำระดี แต่ยื่นขอไกล่เกลี่ยในช่องทางของกลุ่มที่มีคำพิพากษาแล้ว เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3 สถานะลูกหนี้ที่สามารถเข้าร่วมมหกรรมไกล่เกลี่ยหนี้บัตรฯ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;- กลุ่มแรก เป็นหนี้บัตรฯ ที่ยังไม่เป็นหนี้เสียแต่รู้สึกฝืดเคือง สามารถลดภาระดอกเบี้ยได้ โดยหยุดการจ่ายขั้นต่ำ และขอเปลี่ยนวงเงินสินเชื่อบัตร มาเป็นสินเชื่อแบบมีกำหนดเวลา ซึ่งจะได้รับดอกเบี้ยถูกลง จาก 16% เหลือ 12% โดยสามารถคงวงเงินที่เหลือไว้ใช้ได้ และไม่เสียประวัติเครดิตบูโร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;- กลุ่มที่สอง เป็นหนี้บัตรฯ ที่เป็นหนี้เสียแล้ว ยังไม่ฟ้อง หรือฟ้องแล้วแต่ยังไม่พิพากษา สามารถผ่อนชำระได้นานสูงสุดถึง 10 ปี ดอกเบี้ยต่ำเพียง 4% - 7% ตามเงื่อนไขของคลินิกแก้หนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;- กลุ่มที่สาม เป็นหนี้บัตรฯ เป็นคดีมีคำพิพากษาแล้ว จะเปิดโอกาสให้เข้ามาปรับโครงสร้างหนี้ โดยให้ผ่อนชำระเฉพาะเงินต้น นานสูงสุด 5 ปี และยกดอกเบี้ยที่ค้างให้หากลูกหนี้จ่ายชำระตามแผนได้สำเร็จ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สนใจสามารถลงทะเบียนได้ด้วยตนเองได้ผ่านทาง https://www.1213.or.th/App/DMed/V1 และหากต้องการความช่วยเหลือหรือคำแนะนำเพิ่มเติม สามารถติดต่อศูนย์คุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน ธปท. โทร 1213 หรืออีเมล์มาที่ fcc@bot.or.th เพื่อที่เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/99806</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขยายเวลา, งานมหกรรมไกล่เกลี่ยหนี้ออนไลน์, ธนาคารแห่งประเทศไทย, หนี้บัตรและสินเชื่อส่วนบุคคล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210418/image_big_607b96bd76b14.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
