<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>118157</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/09/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/09/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘เวิลด์แบงก์’หั่น จีดีพีไทยโตแค่1% คนจนเพิ่มนับแสน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เวิลด์แบงก์&amp;rdquo; หั่นจีดีพีไทยปีนี้โตแค่ 1% พิษโควิดกระทุ้งคนจนเพิ่มอีก 1.7 แสน ประเมินท่องเที่ยวยังอ่วม แซนด์บ็อกซ์ไม่แรงดึงต่างชาติเข้าไทยได้แค่หลักแสน ประเมินเศรษฐกิจกลับมาฟื้นตัวปี 66 ช้ากว่าเดิม 1 ปี หนุนขยับเพดานหนี้ช่วยประคอง ศก.ระยะสั้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 28 กันยายน นายเกียรติพงศ์ อริยปรัชญา นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) ประจำประเทศไทย กล่าวว่า ธนาคารโลกได้ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปีนี้ลงเหลือ 1% จากเดิมที่ 2.2% และปีหน้าอยู่ที่ 3.6% โดยประเมินว่าเศรษฐกิจไทยจะกลับมาฟื้นตัวเท่ากับช่วงก่อนเกิดการระบาดของโควิด-19 ได้ในปี 2566 ล่าช้ากว่าคาดการณ์เดิมประมาณ 1 ปี จากปัจจัยเรื่องการกระจายวัคซีน ขณะที่การระบาดของโควิด-19 ยังส่งผลกระทบกับภาคครัวเรือน ทำให้อัตราการว่างงาน และภาคธุรกิจเอสเอ็มอีขาดรายได้ ส่งผลให้ในปีนี้ประเทศไทยจะมีผู้ที่มีความยากจนเพิ่มขึ้น 1.7 แสนคน เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวในปีนี้มองว่าจะยังไม่ฟื้นตัว แม้จำนวนนักท่องเที่ยวจะเริ่มปรับตัวดีขึ้นจากมาตรการแซนด์บ็อกซ์ แต่จำนวนนักท่องเที่ยวที่เข้ามาในไทยก็ยังน้อยมากเมื่อเทียบกับช่วงก่อนเกิดการระบาดของโควิด-19 โดยคาดว่าในปี 2564 จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าไทยจะอยู่ที่ 1.6 แสนคน ซึ่งถือว่าต่ำมาก ขณะที่ปี 2565 คาดว่าสถานการณ์จะดีขึ้น เนื่องจากมีการเร่งกระจายวัคซีนอย่างทั่วถึง โดยคาดว่านักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าไทยจะเพิ่มขึ้นเป็น 1.7 ล้านคน ถือเป็นการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ภาคการส่งออกตอนนี้ยังเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ สินค้าเกษตรและสินค้าเพื่อการผลิตเริ่มมีการฟื้นตัวได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะตลาดในประเทศใหญ่ๆ เช่น จีน แต่ก็ยังมีความเสี่ยงที่เข้ามากดดัน เนื่องจากมีการประเมินว่าเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าหลักๆ อาจจะมีการชะลอตัวลงบ้าง เนื่องจากมาตรการลดการเดินทางและการบริโภคที่อาจจะยังมีข้อจำกัดจากการระบาดของโควิด-19 รวมถึงปัญหาคอขวดด้านโลจิสติกส์ ซึ่งถือเป็นความเสี่ยงที่อาจส่งผลกระทบกับภาคการส่งออกได้ โดยเฉพาะสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ และสินค้าที่มีห่วงโซ่การผลิตค่อนข้างยาว&amp;rdquo; นายเกียรติพงศ์ระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับกรณีที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ส่งสัญญาณปรับลดวงเงินในโครงการซื้อพันธบัตรตามมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) นั้น มองว่าอาจจะส่งผลกระทบให้เกิดการเคลื่อนย้ายของเงินทุนบ้าง แต่มองว่าตลาดการเงินในหลายประเทศเริ่มมีการปรับตัวเพื่อตอบรับกับข่าวดังกล่าวแล้ว ขณะที่ไทยเองจากแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่เริ่มมีทิศทางที่ดีขึ้น มองว่าน่าจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ความเสี่ยงเรื่องการเคลื่อนย้ายเงินทุนลดลง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายเกียรติพงศ์กล่าวว่า การที่รัฐบาลมีการขยายเพดานหนี้สาธารณะเพิ่มเป็น 70% ต่อจีดีพี จากเดิมที่ 60% ต่อจีดีพีนั้น เป็นสิ่งที่ดี เพราะจะช่วยเพิ่มโอกาสให้ภาครัฐในการประคับประคองเศรษฐกิจในระยะสั้น และจะช่วยเพิ่มการลงทุนในโครงการสำคัญ เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจในระยะปานกลาง และมองว่าการขยายเพดานหนี้สาธารณะของไทยนั้นจะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นชั่วคราวเท่านั้น โดยหากสามารถฟื้นฟูเศรษฐกิจที่ดี มีการลงทุนที่ดี สัดส่วนหนี้สาธารณะของไทยหลังจากนี้ก็มีโอกาสที่จะลดลงสู่ระดับต่ำกว่า 60% ของจีดีพีแน่นอน เพราะหนี้สาธารณะของไทยส่วนใหญ่เป็นการกู้ยืมในประเทศเป็นหลัก ดังนั้นความเสี่ยงเมื่อเทียบกับหนี้ต่างประเทศจึงต่ำกว่ามาก อย่างไรก็ตาม การกู้เงินและการใช้จ่ายเงินในการลงทุนและมาตรการเยียวยาต่างๆ ต้องมีความโปร่งใส เป็นมาตรการที่เฉพาะเจาะจง ช่วยเหลือผู้ที่ต้องการจริงๆ เม็ดเงินดังกล่าวจะได้มีประสิทธิภาพอย่างเต็มที่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางเบอร์กิท ฮานสล์ ผู้จัดการธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) ประจำประเทศไทย กล่าวว่า การที่รัฐบาลปรับเพิ่มเพดานหนี้สาธารณะนั้นถือเป็นมาตรการที่สุขุม เป็นการสร้างความสมดุล และมองว่านโยบายการคลังเป็นเรื่องสำคัญที่จะนำมาใช้ในการให้ความช่วยเหลือในช่วงที่มีความเปราะบาง และจำเป็นต้องดำเนินการในเรื่องนี้ เพื่อรักษาระดับการเติบโตที่ยั่งยืน และถือเป็นแนวทางหนึ่งในการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและเพิ่มการลงทุน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118157</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธนาคารโลก, นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส, นายเกียรติพงศ์ อริยปรัชญา, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เวิลด์แบงก์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210715/image_big_60efbe8718627.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>118096</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/09/2021 13:46</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/09/2021 13:46</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;เวิลด์แบงก์&#039;หั่นจีดีพีไทยปีนี้โตแค่1%โควิดกระทุ้งคนจนเพิ่ม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;28 ก.ย. 2564 นายเกียรติพงศ์ อริยปรัชญา นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) ประจำประเทศไทย กล่าวว่า ธนาคารโลกได้ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปีนี้ลงเหลือ 1% จากเดิมที่ 2.2% และปีหน้า อยู่ที่ 3.6% โดยประเมินว่าเศรษฐกิจไทยจะกลับมาฟื้นตัวเท่ากับช่วงก่อนเกิดการระบาดของโควิด-19 ได้ในปี 2566 ล่าช้ากว่าคาดการณ์เดิมประมาณ 1 ปี จากปัจจัยเรื่องการกระจายวัคซีน ขณะที่การระบาดของโควิด-19 ยังส่งผลกระทบกับภาคครัวเรือน ทำให้อัตราการว่างงาน และภาคธุรกิจเอสเอ็มอีขาดรายได้ ส่งผลให้ในปีนี้ประเทศไทยจะมีผู้ที่มีความยากจนเพิ่มขึ้น 1.7 แสนคน เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวในปีนี้ มองว่าจะยังไม่ฟื้นตัว แม้จำนวนนักท่องเที่ยวจะเริ่มปรับตัวดีขึ้นจากมาตรการแซนด์บ็อกซ์ แต่จำนวนนักท่องเที่ยวที่เข้ามาในไทยก็ยังน้อยมากเมื่อเทียบกับช่วงก่อนเกิดการระบาดของโควิด-19 โดยคาดว่าในปี 2564 จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าไทย จะอยู่ที่ 1.6 แสนคน ซึ่งถือว่าต่ำมาก ขณะที่ปี 2565 คาดว่าสถานการณ์จะดีขึ้น เนื่องจากมีการเร่งกระจายวัคซีนอย่างทั่วถึง โดยคาดว่านักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าไทย จะเพิ่มขึ้นเป็น 1.7 ล้านคน ถือเป็นการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ภาคการส่งออกตอนนี้ยังเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ สินค้าเกษตรและสินค้าเพื่อการผลิตเริ่มมีการฟื้นตัวได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะตลาดในประเทศใหญ่ ๆ เช่น จีน แต่ก็ยังมีความเสี่ยงที่เข้ามากดดัน เนื่องจากมีการประเมินว่าเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าหลัก ๆ อาจจะมีการชะลอตัวลงบ้าง เนื่องจากมาตรการลดการเดินทางและการบริโภคที่อาจจะยังมีข้อจำกัดจากการระบาดของโควิด-19 รวมถึงปัญหาคอขวดด้านโลจิสติกส์ ซึ่งถือเป็นความเสี่ยงที่อาจส่งผลกระทบกับภาคการส่งออกได้ โดยเฉพาะสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ และสินค้าที่มีห่วงโซ่การผลิตค่อนข้างยาว&amp;rdquo; นายเกียรติพงศ์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับกรณีที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ส่งสัญญาณปรับลดวงเงินในโครงการซื้อพันธบัตรตามมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) นั้น มองว่า อาจจะส่งผลกระทบให้เกิดการเคลื่อนย้ายของเงินทุนบ้าง แต่มองว่าตลาดการเงินในหลายประเทศเริ่มมีการปรับตัวเพื่อตอบรับกับข่าวดังกล่าวแล้ว ขณะที่ไทยเอง จากแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่เริ่มมีทิศทางที่ดีขึ้น มองว่าน่าจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ความเสี่ยงเรื่องการเคลื่อนย้ายเงินทุนลดลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายเกียรติพงศ์ กล่าวว่า การที่รัฐบาลมีการขยายเพดานหนี้สาธารณะเพิ่มเป็น 70% ต่อจีดีพี จากเดิมที่ 60% ต่อจีดีพีนั้น เป็นสิ่งที่ดี เพราะจะช่วยเพิ่มโอกาสให้ภาครัฐในการประคับประคองเศรษฐกิจในระยะสั้น และจะช่วยเพิ่มการลงทุนในโครงการสำคัญ เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจในระยะปานกลาง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ มองว่าการขยายเพดานหนี้สาธารณะของไทยนั้นจะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นชั่วคราวเท่านั้น โดยหากสามารถฟื้นฟูเศรษฐกิจที่ดี มีการลงทุนที่ดี สัดส่วนหนี้สาธารณะของไทยหลังจากนี้ก็มีโอกาสที่จะลดลงสู่ระดับต่ำกว่า 60% ของจีดีพีแน่นอน เพราะหนี้สาธารณะของไทยส่วนใหญ่เป็นการกู้ยืมในประเทศเป็นหลัก ดังนั้นความเสี่ยงเมื่อเทียบกับหนี้ต่างประเทศจึงต่ำกว่ามาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;จากแบบจำลองของธนาคารโลกมองว่าไทยมีโอกาสที่จะเพิ่มเพดานหนี้มากกว่า 60% ต่อจีดีพี ซึ่งการเพิ่มเพดานหนี้นี้จะช่วยให้ไทยสามารถขยายการกู้เงินเพิ่มเติมได้ ในกรณีที่การระบาดแย่ลง ซึ่งจะช่วยให้ไทยสามารถรักษาเสถียรภาพทางการคลังในระยะปานกลางได้ แต่การกู้เงินและการใช้จ่ายเงินในการลงทุนและมาตรการเยียวยาต่าง ๆ ต้องมีความโปร่งใส เป็นมาตรการที่เฉพาะเจาะจง ช่วยเหลือผู้ที่ต้องการจริง ๆ เม็ดเงินดังกล่าวจะได้มีประสิทธิภาพอย่างเต็มที่&amp;rdquo; นายเกียรติพงศ์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางเบอร์กิท ฮานสล์ ผู้จัดการธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) ประจำประเทศไทย กล่าวว่า การที่รัฐบาลปรับเพิ่มเพดานหนี้สาธารณะนั้นถือเป็นมาตรการที่สุขุม เป็นการสร้างความสมดุล และมองว่านโยบายการคลังเป็นเรื่องสำคัญที่จะนำมาใช้ในการให้ความช่วยเหลือในช่วงที่มีความเปราะบาง และจำเป็นต้องดำเนินการในเรื่องนี้ เพื่อรักษาระดับการเติบโตที่ยั่งยืน และถือเป็นแนวทางหนึ่งในการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและเพิ่มการลงทุน ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน ด้านการศึกษา และด้านพลังงานสะอาด ซึ่งที่ผ่านมาไทยยังดำเนินการในส่วนนี้ค่อนข้างน้อย
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118096</URL_LINK>
                <HASHTAG>#เศรษฐกิจไทย, ธนาคารโลก, ธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์), นายเกียรติพงศ์ อริยปรัชญา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210715/image_big_60efbe8718627.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>111672</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/07/2021 19:28</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/07/2021 09:27</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> “แรงงานไทย” ยังโคม่า! วิกฤติไวรัสดันเตะฝุ่นพุ่ง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัญหาเรื่องการแพร่ระบาดของโควิด-19&amp;nbsp;ไม่เพียงส่งผลกระทบอย่างหนักในด้านสาธารณสุขเท่านั้น แต่ในด้านเศรษฐกิจก็ได้รับผลกระทบอย่างหนักหนาสาหัสไม่แพ้กัน ภาคธุรกิจ ผู้ประกอบการจำนวนมากต้องปิดกิจการลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ด้วยผลกระทบจากมาตรการป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดของทางการ หลายประเทศทั่วโลก รวมถึงไทย ก็เจอกับสถานการณ์กดดันในด้านเศรษฐกิจในลักษณะที่ไม่แตกต่างกันมากนัก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
สำหรับประเทศไทยเอง ภาพที่เห็นได้ชัดเจนจากผลกระทบจากการปิดกิจการ ส่งตรงมายัง &amp;ldquo;แรงงาน&amp;rdquo; ปัญหาการว่างงานเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องภายหลังการระบาดของโควิด-19&amp;nbsp;ตั้งแต่ช่วงปีที่ผ่านมา สืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน แม้ว่าที่ผ่านมาภาครัฐจะพยายามผลักดันมาตรการเพื่อช่วยเหลือและบรรเทาผลกระทบของ &amp;ldquo;ภาคแรงงาน&amp;rdquo; แต่ก็ดูเหมือนว่าจะยังทำได้ไม่ดีพอ เรียกว่าการแก้ปัญหายังไม่ตรงจุดเกิดเหตุ!&amp;nbsp;นั่นเพราะหากยังควบคุมสถานการณ์การระบาดให้อยู่ในวงจำกัดไม่ได้ การแก้ปัญหาในมิติอื่นๆ ที่กำลังประสบก็จะไม่สัมฤทธิผลอย่างแน่นอน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พูดกันตามตรงว่า ปัญหาการว่างงาน คนไม่มีงานทำ คนตกงาน ไม่ได้มีแค่ประเทศไทยที่ประสบ โดยจากข้อมูลของ &amp;ldquo;องค์การแรงงานระหว่างประเทศ&amp;nbsp;(International Labour Organization : ILO)&amp;nbsp;ซึ่งได้จัดทำ&amp;nbsp;World Employment and Social Outlook &amp;ndash; Trends (WESO Trends)&amp;nbsp;ปี&amp;nbsp;2564&amp;nbsp;ซึ่งเป็นรายงานแนวโน้มการจ้างงานและประเด็นทางสังคมทั่วโลก พบว่า&amp;nbsp;ILO&amp;nbsp;มีการคาดการณ์ว่าวิกฤติตลาดแรงงานที่เกิดขึ้นจากการระบาดใหญ่ของโควิด-19&amp;nbsp;จะยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง ถึงแม้จะมีการเติบโตของการจ้างงานอยู่บ้าง แต่ก็ไม่เพียงพอที่จะชดเชยความสูญเสียที่เกิดขึ้น และปัญหาดังกล่าวอาจจะกินระยะเวลายาวนานถึงปี&amp;nbsp;2566&amp;nbsp;เป็นอย่างน้อย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดย&amp;nbsp;ILO&amp;nbsp;ระบุว่า ตำแหน่งงานขาดแคลน เนื่องจากวิกฤติโลกจะทะยานสูงถึง&amp;nbsp;75&amp;nbsp;ล้านตำแหน่งในปีนี้ ก่อนจะปรับลดลงมาเหลือ&amp;nbsp;23&amp;nbsp;ล้านตำแหน่งในปี&amp;nbsp;2565&amp;nbsp;ขณะที่ช่องว่างที่เกี่ยวกับชั่วโมงการทำงาน รวมถึงการว่างงานและชั่วโมงการทำงานที่ลดลง มีจำนวนเทียบเท่ากับการจ้างงานเต็มเวลา&amp;nbsp;100&amp;nbsp;ล้านตำแหน่งในปีนี้ และ&amp;nbsp;26&amp;nbsp;ล้านตำแหน่งในปีหน้า อีกทั้งยังมีการคาดการณ์ว่าในปี&amp;nbsp;2565&amp;nbsp;จะมีคนว่างงานทั่วโลกพุ่งสูงถึง &amp;ldquo;205 ล้านคน&amp;rdquo; ซึ่งสูงกว่าปี&amp;nbsp;2562&amp;nbsp;ที่มีคนว่างงานทั่วโลกอยู่ที่&amp;nbsp;187&amp;nbsp;ล้านคน ข้อมูลตรงนี้สอดคล้องกับอัตราการว่างงานที่&amp;nbsp;5.7%&amp;nbsp;และหากตัดเหตุผลด้านการระบาดของโควิด-19&amp;nbsp;ออกไป จะเท่ากับว่าการว่างงานในอัตราดังกล่าวเกิดขึ้นครั้งสุดท้ายเมื่อปี&amp;nbsp;2556
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับประเทศไทย &amp;ldquo;ธนาคารแห่งประเทศไทย&amp;nbsp;(ธปท.)&amp;rdquo;&amp;nbsp;ประเมินตลาดแรงงานไทยว่ามีความเปราะบางมากขึ้น โดยเฉพาะในภาคบริการและผู้ประกอบอาชีพอิสระ ซึ่งอาจจะก่อให้เกิด&amp;nbsp;scarring effects&amp;nbsp;ที่แก้ไขได้ยาก หากไม่ดูแลอย่างทันท่วงที โดยผู้ประกอบอาชีพอิสระยังมีความกังวลมากและต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงของการระบาดของโควิด-19&amp;nbsp;ระลอกที่&amp;nbsp;3
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตลาดแรงงานอาจจะมีแนวโน้มฟื้นตัวช้ากว่าในอดีต และคาดการณ์ว่าการฟื้นตัวจะมีลักษณะเป็น&amp;nbsp;W-Shaped&amp;nbsp;ขณะที่จำนวนผู้ว่างงานระยะยาวเริ่มจะปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น ตรงนี้อาจทำให้ในระยะต่อไปเมื่อเศรษฐกิจของประเทศเริ่มฟื้นตัวขึ้น กลุ่มนี้จะเข้าสู่ตลาดแรงงานได้ช้า จากการสูญเสียทักษะและอาจทำให้ตลาดแรงงานกลายเป็นแผลเป็นทางเศรษฐกิจได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ธปท.ยังได้มีการประเมินระดับรายได้ของกลุ่มแรงงาน พบว่าแรงงานในภาคการค้ามีรายได้ลดลง และเริ่มเห็นการปลดพนักงาน ส่วนภาคบริการรายได้ปรับลดลงชัดเจน มีการลดวันทำงาน ตรงนี้จะส่งผลกระทบต่อฐานะการเงินของครัวเรือนที่เดิมเปราะบางอยู่แล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ &amp;ldquo;สภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย&amp;rdquo; ได้ออกมายอมรับว่า ตลอดระยะเวลาการแพร่ระบาดของโควิด-19&amp;nbsp;ในช่วง&amp;nbsp;1&amp;nbsp;ปี&amp;nbsp;4&amp;nbsp;เดือนที่ผ่านมา สร้างความเสียหายให้กับเศรษฐกิจแล้วไม่น้อยกว่า&amp;nbsp;11&amp;nbsp;ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น&amp;nbsp;65.3%&amp;nbsp;ของจีดีพีจากปี&amp;nbsp;2562&amp;nbsp;ซึ่งปัจจัยดังกล่าวส่งผลกระทบอย่างรุนแรงกับเศรษฐกิจของไทย เนื่องจากเศรษฐกิจไทยพึ่งพาการค้าระหว่างประเทศ นักท่องเที่ยวต่างชาติ และการลงทุนทางตรงจากต่างประเทศ&amp;nbsp;(FDI)
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ผลกระทบในตลาดแรงงานพบว่า หากเปรียบเทียบตัวเลขแรงงานในระบบประกันสังคมมาตรา&amp;nbsp;33&amp;nbsp;ในเดือน พ.ค.2564&amp;nbsp;พบว่ามีจำนวน&amp;nbsp;11.07&amp;nbsp;ล้านคน ขณะที่ช่วงเดียวกันในปี&amp;nbsp;2562&amp;nbsp;ก่อนเกิดการระบาด มีแรงงานในระบบประกันสังคมตามมาตรา&amp;nbsp;33&amp;nbsp;อยู่ที่&amp;nbsp;11.54&amp;nbsp;ล้านคน ข้อมูลตรงนี้สะท้อนให้เห็นชัดเจนว่า&amp;nbsp;&amp;ldquo;วิกฤติเศรษฐกิจทำให้แรงงานในระบบหายไปแล้วถึง&amp;nbsp;4.63&amp;nbsp;แสนคน หรือลดลง&amp;nbsp;4.01%&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนแรงงานต่างด้าว ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของกำลังแรงงานของประเทศ พบว่าในเดือน พ.ค.2562&amp;nbsp;แรงงานต่างด้าวทุกประเภท อยู่ที่&amp;nbsp;3.18&amp;nbsp;ล้านคน ขณะที่ข้อมูลในเดือน พ.ค.2564&amp;nbsp;แรงงานในส่วนนี้ลดลงเหลือเพียง&amp;nbsp;2.3&amp;nbsp;ล้านคนเท่านั้น หายไปกว่า&amp;nbsp;27.6%&amp;nbsp;หรือ&amp;nbsp;8.82&amp;nbsp;แสนคน เมื่อรวมกับแรงงานในระบบประกันสังคมตามมาตรา&amp;nbsp;33&amp;nbsp;จะพบว่า ขณะนี้แรงงานหายไปแล้วว่า&amp;nbsp;1.34&amp;nbsp;ล้านคน&amp;nbsp;ต่ำสุดในรอบ&amp;nbsp;2&amp;nbsp;ปี แสดงให้เห็นถึงสภาวะเศรษฐกิจและตลาดแรงงานที่หดตัวอย่างชัดเจน
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;โดยแรกเริ่มเดิมที&amp;nbsp;&amp;ldquo;สภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย&amp;rdquo;&amp;nbsp;ได้มีการคาดการณ์ไว้แล้วว่า ในปี&amp;nbsp;2564&amp;nbsp;อัตราการว่างงานสะสมของแรงงานไทยจะอยู่ที่ระดับ&amp;nbsp;2.9&amp;nbsp;ล้านคน และมองว่าภาพรวมตลาดแรงงานไทยยังมีโอกาสฟื้นตัวได้ แต่ก็ยังมีความเปราะบางอยู่ ตามทิศทางของเศรษฐกิจและยังมีปัจจัยที่ไม่แน่นอนสูง โดยเฉพาะจากการระบาดของโควิด-19&amp;nbsp;ซึ่งจะส่งผลกระทบกับแรงงานไทยที่มี&amp;nbsp;3&amp;nbsp;รูปแบบ คือ&amp;nbsp;1.แรงงานในตลาดแรงงานปัจจุบัน&amp;nbsp;2.แรงงานที่ตกงาน และ&amp;nbsp;3.แรงงานใหม่ที่เตรียมเข้าสู่ตลาดแรงงาน ยังคงต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง จากการที่ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ต้องเร่งปรับลดรายจ่ายเพื่อประคองธุรกิจให้อยู่รอดนั่นเอง
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ด้าน &amp;ldquo;ธนาคารโลก&amp;nbsp;(เวิลด์แบงก์)&amp;rdquo;&amp;nbsp;เอง ก็มองปัจจัยเสี่ยงจากสถานการณ์การระบาดของโควิด-19&amp;nbsp;ไม่แตกต่างกันมากนัก เพราะโควิด-19&amp;nbsp;ยังเป็นปัจจัยสำคัญและเป็นประเด็นที่ท้าทายต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจและสังคม รวมถึง &amp;ldquo;ตลาดแรงงาน&amp;rdquo; อีกด้วย นั่นหมายถึงรัฐบาลจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีกลไกในการคุ้มครองทางสังคม ตลาดแรงงาน รวมถึงประชากรสูงวัยที่มีสัดส่วนเพิ่มสูงขึ้น ให้สามารถรับมือและเข้าใจกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงในปัจจุบันได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ภาวะประชากรสูงวัยในไทย จะเป็นส่วนสำคัญในการทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงานในไทย และอาจส่งผลกระทบต่อการเติบโตของเศรษฐกิจในอนาคตได้ ดังนั้น การมีนโยบายที่ดี จึงมีส่วนสำคัญในการสนับสนุนตลาดแรงงานอย่างมาก และทำให้ตลาดแรงงานไทยมีความยั่งยืน ประชากรมีความเป็นอยู่ที่ดี&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฮรี โมรอซ นักเศรษฐศาสตร์ธนาคารโลก&amp;nbsp;ระบุว่า ในช่วงไตรมาส 2/2563 ตลาดแรงงานไทยได้รับผลกระทบอย่างมากจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 จนทำให้ตำแหน่งงาน 7&amp;nbsp;แสนตำแหน่งหายไปจากตลาดแรงงาน รวมถึงชั่วโมงการทำงานก็ลดลงด้วย ส่งผลกระทบต่ออัตราค่าแรงงานในระบบ ก่อนจะฟื้นตัวขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปีที่ผ่านมา แต่เมื่อมีการระบาดของโควิด-19 ระลอกที่&amp;nbsp;2 ต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในตลาดแรงงานอีกครั้ง สะท้อนจากในไตรมาส&amp;nbsp;1/2564&amp;nbsp;พบว่าชั่วโมงการทำงานมีการปรับตัวลดลงกว่าปีก่อน ตรงนี้บ่งชี้ว่าตลาดแรงงานไทยไม่มีการฟื้นตัว หรือฟื้นตัวได้ช้า แรงงานในภาคอุตสาหกรรมหายไปจำนวนมาก ขณะที่แรงงานนอกระบบเพิ่มขึ้นมากกว่าครึ่งหนึ่งของแรงงานทั้งหมด
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;quot;ผลกระทบจากประชากรสูงวัยเกี่ยวเนื่องกับการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างชัดเจน การหดตัวของวัยทำงานอย่างมากในไทยจะหลายเป็นปัญหาในระยะยาว หากรัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่มีนโยบายที่ชัดเจน อาจทำให้ตั้งแต่ปี&amp;nbsp;2563&amp;ndash;2583 จะมีแรงงานในวันทำงานลดลงอย่างน้อย 4 ล้านคน ขณะที่ประชากรสูงวัยที่ปรับเพิ่มขึ้น จะทำให้การเติบโตทางเศรษฐกิจลดลงด้วย&amp;quot; นายแฮรีระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;และก่อนหน้านี้ &amp;ldquo;ธนาคารโลก&amp;rdquo; ยังเคยประเมินผลกระทบที่รุนแรงจากการระบาดของโควิด-19&amp;nbsp;ขณะที่ยังไม่มีการระบาดในระลอกที่&amp;nbsp;2&amp;nbsp;และ&amp;nbsp;3&amp;nbsp;ว่า สถานการณ์โควิด-19&amp;nbsp;จะทำให้มีคนไทยจนเพิ่มขึ้นอีก&amp;nbsp;1.5&amp;nbsp;ล้านคน โดยการเกิดขึ้นของโควิด-19&amp;nbsp;ถือเป็นประเด็นซ้ำเติมความท้าทายเดิมที่มีอยู่แล้วในตลาดแรงงาน ไม่ว่าจะเป็นการจ้างงานที่อ่อนแอลง และแรงงานนอกระบบ รวมถึงในระยะกลางยังต้องเผชิญปัญหาประชากรสูงอายุด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;โดย &amp;ldquo;ธนาคารโลก&amp;rdquo; มีข้อเสนอเพื่อช่วยประสิทธิภาพของแรงงานโดยรวม ในระยะสั้น ด้วยการสนับสนุนให้ขยายการคุ้มครองเพื่อช่วยแรงงานที่ตกงาน ผ่านมาตรการเยียวยาด้านการเงินและช่วยฝึกทักษะอาชีพสำหรับผู้ตกงาน ส่วนมาตรการระยะยาวคือการเพิ่มด้านประสิทธิภาพการทำงานให้สอดคล้องกับสังคมไทยที่กำลังเข้าสู่สังคมสูงอายุ การลดช่องว่างระหว่างแรงงานผู้หญิงกับแรงงานชาย ตลอดจนแนะนำให้ขยายเวลาการเกษียณอายุออกไปอีก เพื่อรองรับสังคมสูงอายุ.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/111672</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธนาคารโลก, แรงงาน, แรงงานต่างด้าว, โควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210730/image_big_6103f00836995.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>109784</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/07/2021 11:51</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/07/2021 11:51</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;เวิลด์แบงก์&#039; ชี้ล็อกดาวน์ทุบจีดีพีปีนี้เหลือ1.2%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15 ก.ค. 64 - นายเกียรติพงศ์ อริยปรัชญา นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) ประจำประเทศไทย กล่าวในงานสัมมนาออนไลน์ Thailand Economic Monitor July 2021 &amp;ndash; The Road to Recovery ว่า หากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกที่ 3 ยืดเยื้อยาวนานเกินกว่าจะควบคุมได้ จนส่งผลให้รัฐบาลมีความจำเป็นต้องใช้มาตรการล็อกดาวน์เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดยาวจนไตรมาสที่ 3/2564 ซึ่งถือเป็นกรณีเลวร้ายที่สุด จะส่งผลกระทบต่อภาพรวมการขยายตัวของตัวเลขเศรษฐกิจไทย (จีดีพี) ในปีนี้ให้ลดลงเหลือ 1.2% จากปัจจุบันคาดว่าจีดีพีจะขยายตัวได้ 2.2% ขณะที่ปี 2565 การเติบโตจะลดลงเหลือ 2.1% จากปัจจุบันคาดว่าจะขยายตัวได้ที่ 5.1%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;ldquo;เวิลด์แบงก์มีการคาดการณ์ผลกระทบต่อเศรษฐกิจจากการระบาดในแต่ละระลอกของโควิด-19 ไว้ ผ่านมาตรการต่าง ๆ ที่รัฐบาลใช้ควบคุมการแผ่ระบาด โดยยอมรับว่ามาตรการล็อกดาวน์ในปัจจุบันที่ดำเนินการอยู่ไม่ได้เข้มข้นเท่ารอบแรก และยังเข้มข้นน้อยกว่าหลายประเทศ เช่น มาเลเซีย อินโดนีเซีย ดังนั้นผลกระทบที่จะเกิดขึ้นคือ การบริโภคชะลอตัวลงบ้าง แต่ท้ายที่สุดประชาชน และครัวเรือนก็จะมีการปรับตัวตามมาตรการต่าง ๆ ที่รัฐบาลประกาศใช้ เช่น การเวิร์ค ฟอร์ม โฮม เป็นต้น โดยการบริโภคที่ชะลอตัวลง แต่ก็ยังขยายตัวได้ โดยปีนี้คาดว่าจะขยายตัวที่ 2.4% และปีหน้าที่ 3.9% ถือเป็นการฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป&amp;rdquo; นายเกียรติพงษ์ กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/109784</URL_LINK>
                <HASHTAG>#เศรษฐกิจไทย, จีดีพี, ธนาคารโลก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210715/image_big_60efbe8718627.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>96112</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/03/2021 13:38</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/03/2021 13:38</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นำวิจัยธนาคารโลก กำหนดคุณภาพ7ด้านประเมินสถานศึกษา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
15มี.ค.64- สพฐ. นำวิจัยธนาคารโลก นำระบบFSQLs &amp;nbsp;ระบบองค์ประกอบพื้นฐานคุณภาพโรงเรียน7ด้าน เป็นตัววัดตรวจสุขภาพสถานศึกษาหวังทำให้ โรงเรียนทุกแห่งมีคุณภาพเท่าเทียมกันตามบริบทของตัวเอง

นายเอกชัย กี่สุขพันธ์ ประธานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ในการประชุม กพฐ. ที่ประชุมได้นำเสนอโครงการวิจัยเพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียนจากนายดิลกะ ลิทธพิพัฒน์ นักเศรษฐศาสตร์ด้านการพัฒนามนุษย์ของธนาคารโลก ซึ่งมีองค์ประกอบมาตรฐานขั้นพื้นฐานในการจัดการศึกษาที่มีคุณภาพของโรงเรียน (Fundamental School Quality Levels (FSQLs) 7 ด้าน ประกอบด้วย 1.ประสิทธิภาพการบริหารจัดการโรงเรียน 2.อำนาจอิสระและธรรมาภิบาลของโรงเรียน 3.โครงสร้างพื้นฐาน 4.ความเสมอภาคทางการศึกษา 5.คุณภาพและประสิทธิภาพการสอนครู 6.ประสิทธิภาพในการใช้ทรัพยากร และ7.การมีส่วนร่วมของชุมชน โดยนำรูปแบบ FSQLs มาใช้ประเมินสถานศึกษามาใช้เป็นเครื่องมือ เพื่อดูว่าโรงเรียนต่างๆ มีองค์ประกอบครบทั้ง 7 ด้านหรือไม่ ซึ่งจะนำไปสู่การจัดสรรงบประมาณโรงเรียนในอนาคต &amp;nbsp; ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการควบรวมสถานศึกษาด้วย เนื่องจากที่ผ่านมาการของบประมาณ อาจจัดสรรให้ตามความคิดและความจำเป็น แต่จากนี้ไปเรานำ FSQLs มาใช้ในการจัดสรรงบประมาณด้วย ทั้งนี้ที่ประชุมได้มอบหมายให้สำนักนวัตกรรมการศึกษาของสพฐ.นำไปจัดทำรายละเอียดแล้ว เพราะหากสำเร็จจะมีการทดลองนำร่องใช้ระบบ FSQLs ในโรงเรียนเขตพื้นที่นวัตกรรม
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;
ด้านนายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาฯ กพฐ.) กล่าวว่า ตนได้เสนอกรอบแนวทางการพัฒนาคุณภาพโรงเรียน เพื่อให้สอดคล้องกับการนำระบบ FSQLs มาใช้ในโรงเรียน สพฐ. โดยจะมีการจัดกลุ่มโรงเรียน แบ่งออกเป็น กลุ่มโรงเรียนเด็กด้อยโอกาสและพิการ และกลุ่มโรงเรียนปกติที่อยู่ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) ซึ่งการดำเนินงานเราอยากเห็นโรงเรียนทุกแห่งมีคุณภาพเท่าเทียมกัน โดยจะให้โรงเรียนนำระบบ FSQLs มาประเมิน เพื่อสำรวจคุณภาพผู้เรียน การจัดการเรียนการสอน การใช้สื่อต่างๆ จากนั้นจะให้โรงเรียนที่แบ่งกลุ่มได้มีการพัฒนาโรงเรียนของตัวเอง เช่น โรงเรียนแห่งไหนพบว่ามีจุดด้อยเรื่องใดจะมีวิธีการและแผนพัฒนาอย่างไรให้ดีขึ้น เป็นต้น หากมีการประเมินด้วยรูปแบบนี้ทุกปีจะเชื่อมโยงกับการกันคุณภาพภายในและรองรับการประเมินคุณภาพภายนอกได้ด้วย &amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;ldquo;ผมไม่อยากเห็นการเปรียบเทียบว่าโรงเรียนนี้ดีกว่าโรงเรียนนั้น แต่ต้องการทำให้โรงเรียนทุกแห่งมีคุณภาพเท่าเทียมกันตามบริบทของตัวเอง ดังนั้นการตรวจสุขภาพสถานศึกษาด้วยระบบ FSQLs นี้จะทำให้เกิดการพัฒนาและค้นพบว่าโรงเรียนมีจุดเด่นจุดด้อยตรงไหนบ้าง รวมถึงการบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็กจะใช้ FSQLs เข้ามาดำเนินการ เพราะระบบนี้จะช่วยการบริหารงบและบุคลากรทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะไม่เป็นการลงทุนที่สูญเปล่า และมีคุณภาพการศึกษาตามต้องการ เนื่องจากประเทศมาเลเซียและเวียดนามที่นำระบบดังกล่าวมาใช้แล้วจนประสำเร็จด้านการศึกษา&amp;rdquo;เลขาฯ กพฐ.กล่าว &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/96112</URL_LINK>
                <HASHTAG>FSQLs, คุณภาพการศึกษา, ดร.วาวดิลกะ ลัทธพิพัฒน์, ธนาคารโลก, นายเอกชัย กี่สุขพันธุ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190822/image_big_5d5e42caed6e1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>79026</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/09/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/09/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ผวา‘โควิด’รอบ2ฉุดGDPดิ่ง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ธนาคารโลกหวั่นโควิดระบาดรอบ 2 ฉุดจีดีพีดิ่งเหว ติดลบ 10.4% ชี้ปัญหาเชิงปฏิบัติทำนโยบายใช้เงินกระตุ้นเศรษฐกิจไม่แรงพอ แนะรัฐบาลพิจารณาการใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เหตุเอี่ยวการเมือง ห่วงส่งผลกระทบเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยวระยะยาว แต่ &amp;quot;คลัง&amp;quot; ยังลุ้นจีดีพีปีนี้โตเพิ่มอีก 0.25% หลังรัฐบาลอัดฉีดอีก 5.1 หมื่นล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายเกียรติพงศ์ อริยปรัชญา นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสธนาคารโลกประจำประเทศไทย กล่าวว่า การระบาดของโควิด-19 ส่งผลกระทบเศรษฐกิจไทยค่อนข้างรุนแรง โดยคาดว่าในปี 2563 เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวติดลบ 8.3% โดยจะต้องใช้เวลาประมาณ 2 ปีครึ่งกว่าที่เศรษฐกิจไทยจะกลับมาขยายตัวได้ในระดับปกติก่อนมีการระบาดของโควิด-19
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ดี กรณีเลวร้าย หากมีการระบาดของโควิด-19 รอบ 2 จะส่งผลกระทบต่อการส่งออกและการท่องเที่ยว ภาคการเงินมีปัญหา ทำให้ธุรกิจต้องปิดตัวเหมือนเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา รวมถึงการเกิดภัยแล้งน้ำท่วมยังกระทบกับรายได้เกษตรกร ซึ่งได้รับผลกระทบเรื่องภัยแล้งมาตั้งแต่ปลายปี 2562 ถึงต้นปี 2563 โดยปัจจัยเสี่ยงดังกล่าวจะทำให้เศรษฐกิจปี 2563 ขยายตัวติดลบถึง 10.4% และต้องใช้เวลาถึง 3 ปี กว่าจะฟื้นฟูเศรษฐกิจให้กลับมาเป็นเหมือนเดิมก่อนมีการระบาดของโควิด-19 สำหรับเศรษฐกิจของไทยในปี 2564 ธนาคารโลกคาดว่าจะขยายตัวได้ 4.9% กรณีปกติ และกรณีเลวร้ายจะขยายตัวได้ 3.5%
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ความเสี่ยงของเศรษฐกิจยังอยู่ที่การระบาดของโควิด-19 ที่ยังไม่มีวัคซีน รวมถึงความไม่แน่นอนทางการเมืองยังส่งผลกระทบต่อทีมเศรษฐกิจของรัฐบาล จากกรณี รมว.การคลังลาออกจากตำแหน่ง นอกจากนี้ ยังส่งผลทำให้การเบิกจ่ายงบประมาณล่าช้า ทำให้ความเชื่อมั่นของนักลงทุนลดลง&amp;quot; นายเกียรติพงศ์ระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายเกียรติพงศ์กล่าวอีกว่า ในส่วนของนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของไทยใช้เงินถึง 13% ของจีดีพี มากสุดในภูมิภาค แต่ปัญหาอยู่ที่การปฏิบัติได้หรือไม่ การเบิกจ่ายงบลงทุนโครงสร้างพื้นฐานทำได้แค่ 50% ความเสี่ยงการเมือง ความไม่แน่นอนเรื่องทีมเศรษฐกิจ และคณะรัฐมนตรี (ครม.) การประท้วงรัฐบาล ทำให้นักลงทุนเชื่อมั่นเศรษฐกิจต่ำลง ซึ่งปัจจัยเหล่านี้จะส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจไทยไตรมาส 3 และ 4 ของปีนี้ และมีโอกาสที่จะลากยาวไปถึงปีหน้า และกรณีเลวร้ายจะลากยาวไปถึง 3 ปี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางเบอร์กิท ฮานสล์ ผู้จัดการธนาคารโลกประจำประเทศไทย กล่าวว่า ประเทศไทยคุมการระบาดของโควิด-19 ได้ดี แต่ก็ส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจไทย ทั้งการส่งออก การท่องเที่ยว ถึงเวลาที่รัฐบาลต้องหาสมดุลในการดูแลการระบาดของโควิด-19 และการดูแลการขยายตัวของเศรษฐกิจให้กลับมาโดยเร็ว เพราะตอนนี้การลงทุนลดลง กิจกรรมทางเศรษฐกิจน้อยลง รัฐบาลต้องมองยาวว่านโยบายของรัฐบาลควรเป็นอย่างไร จะมีการดึงนักลงทุนต่างประเทศกลับมาได้อย่างไร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ มองว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่รัฐบาลออกมายังไม่เพียงพอ ถึงจะมีวงเงิน 8-13% ของจีดีพี แต่การนำไปปฏิบัติได้จริง โดยมีเงินช่วยเหลือออกไปน้อยแค่ 4% ของจีดีพี ซึ่งธนาคารโลกยังติดตามดูว่ารัฐบาลมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอื่นอะไรออกมาอีกบ้าง ทั้งมาตรการแจกเงิน 3,000 บาท ซึ่งธนาคารโลกมองว่ายังไม่เพียงพอ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;รัฐบาลต้องพิจารณาเรื่องการประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เพราะมีผลกระทบกับเศรษฐกิจ การท่องเที่ยวของไทย รัฐบาลต้องชั่งใจว่าการมี พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และยังไม่สามารถทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาในเมืองไทยได้ เป็นการดำเนินการที่ถูกต้องหรือไม่ เรื่องนี้เป็นเรื่องยาก เพราะนโยบายการออก พ.ร.ก.ฉุกเฉินเกี่ยวข้องกับการเมืองด้วย รัฐบาลต้องตัดสินใจว่าสมดุลต่อไปในอนาคตจะสร้างสมดุลเรื่องสาธารณสุขกับเรื่องเศรษฐกิจให้ไปกันได้อย่างไร&amp;quot; นางเบอร์กิท ฮานสล์ กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน นายสันติ พร้อมพัฒน์ รมช.การคลัง เปิดเผยว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบโครงการกระตุ้นการบริโภค 2 โครงการ วงเงินรวม 51,000 ล้านบาท ประกอบด้วย 1.โครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 14 ล้านคน โดยโครงการดังกล่าวจะเป็นการช่วยเหลือวงเงินค่าซื้อสินค้าบริโภคอุปโภคที่จำเป็นจากร้านธงฟ้าราคาประหยัดพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น จำนวน 500 บาทต่อคนต่อเดือน เป็นระยะเวลา 3 เดือน ตั้งแต่เดือน ต.ค.-ธ.ค.2563 เป็นวงเงินรวม 21,000 ล้านบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;2.โครงการคนละครึ่ง มีวัตถุประสงค์เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจระดับฐานราก สำหรับผู้ประกอบการรายย่อยโดยเฉพาะกลุ่มหาบเร่ แผงลอย เพื่อให้มีรายได้จากการขายสินค้าเพิ่มขึ้น โดยภาครัฐร่วมจ่ายค่าอาหาร เครื่องดื่ม และสินค้าทั่วไปผ่านฝ่ายของผู้ซื้อ 50% ทั้งนี้ ไม่เกิน 150 บาทต่อคนต่อวัน หรือไม่เกิน 3,000 บาท ต่อคนตลอดระยะเวลาโครงการ เป็นวงเงินรวม 30,000 ล้านบาท ซึ่งการร่วมจ่ายคนละครึ่งนี้จะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน และจะช่วยเติมกำลังซื้อของประชาชนเพื่อให้มีการใช้จ่ายหมุนเวียนไปถึงผู้ประกอบการรายย่อยได้อย่างต่อเนื่องเป็นเงิน 60,000 ล้านบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ จะเริ่มให้ประชาชนผู้ที่มีสัญชาติไทย มีอายุ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป และมีบัตรประจำตัวประชาชน ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการผ่านเว็บไซต์ ww w.คนละครึ่ง.com ตั้งแต่วันที่ 16 ต.ค.2563 เวลา 06.00-23.00 น. จำกัดจำนวนไม่เกิน 10 ล้านคน&amp;nbsp; สำหรับผู้ประกอบการร้านค้าสามารถลงทะเบียนได้ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.2563 เวลา 06.00-23.00 น. ผ่านเว็บไซต์ ww w.คนละครึ่ง.com หรือลงทะเบียนผ่านทางสาขาธนาคารกรุงไทย โดยธนาคารกรุงไทยจะช่วยติดตั้งแอปพลิเคชัน &amp;ldquo;ถุงเงิน&amp;rdquo; เพื่อใช้ในการรับชำระเงินจากการขายสินค้า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายลวรณ แสงสนิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวว่า โครงการกระตุ้นการบริโภคของรัฐบาลในครั้งนี้ จะมีส่วนช่วยทำให้ตัวเลขเศรษฐกิจในปีนี้ ขยายตัวเพิ่มขึ้น 0.25% และเชื่อว่าภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปี 2563 จะขยายตัวติดลบน้อยลง โดยจะน้อยลงกว่าที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คาดการณ์ว่าจะติดลบ 7.8% และน้อยกว่าที่ธนาคารโลกได้ประเมินว่าจะติดลบ 8.3%.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/79026</URL_LINK>
                <HASHTAG>COVID-19, GDP, ธนาคารโลก, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, โควิด 19, โควิด-19, โควิดระบาดรอบ 2</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200929/image_big_5f73360e442f7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>59022</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/03/2020 12:22</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/03/2020 12:22</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>มหาวิกฤติ!โฆษกพท.ยกรายงานเวิล์ดแบงก์อัด&#039;ประยุทธ์&#039;ยิ่งอยู่นานคนจนยิ่งเพิ่มขึ้น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;06มี.ค.63-นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณี ธนาคารโลก (เวิล์ดแบงก์ ) เผยแพร่รายงานว่าด้วยความเหลื่อมล้ำในประเทศไทย ระบุ ประเทศไทยมีอัตราความยากจนเพิ่มขึ้นถึง 9.8 เปอร์เซ็นต์ ว่า รายงานนี้ออกมาในทิศทางเดียวกับหลายรายงานก่อนหน้านี้ของธนาคารโลกและองค์กรที่น่าเชื่อถือต่างๆ สวนทางกับคำประกาศของนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ที่ประกาศว่าภายในปี 2561 คนจนจะหมดไปจากประเทศ แต่ล่วงเลยมาถึงปี 2563 คนจนนอกจากจะไม่หมดไปแล้ว กลับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง คำแก้ตัวของรัฐบาล ท่องคาถาแต่เพียงว่า งบประมาณล่าช้า และมีการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ไม่แปลกใจที่จำนวนผู้ถือบัตรคนจนเพิ่มขึ้นตลอด บรรดาพรรคร่วมรัฐบาลที่ช่วยกันพายเรือให้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหมในฐานะหัวหน้าทีมเศรษฐกิจนั่ง จะพายกันต่ออีกนานแค่ไหน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอนุสรณ์ กล่าวว่า การปรับครม.ไม่ช่วยอะไร คนไทยไม่หายจน คนได้ประโยชน์สูงสุดคือตัวพล.อ.ประยุทธ์เอง ที่จะเอื้อประโยชน์ต่อการสืบทอดอำนาจของตัวเองออกไปให้นานที่สุด ประเทศไทยในขณะนี้ ถือว่าตกอยู่ในมหาวิกฤติ คือ วิกฤติเศรษฐกิจ วิกฤติการเมือง และวิกฤติกฎหมาย #ผนงรจตกม ผู้นำโง่เราจะตายกันหมด คนไทยทั้งประเทศจะยอมจำนน เดินตามพล.อ.ประยุทธ์ กันต่อไปอีกนานแค่ไหน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;พล.อ.ประยุทธ์ ใช้งบไปมหาศาล แต่ผ่านไป 6 ปี คนไทยนอกจากจะไม่หายจน กลับจนเพิ่มขึ้น พล.อ.ประยุทธ์ ต้องรับผิดชอบโดยการลาออก&amp;rdquo; นายอนุสรณ์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/59022</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธนาคารโลก, นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์, นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด, ประยุทธ์ จันทร์โอชา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200302/image_big_5e5c8f21e2164.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
