<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>116820</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/09/2021 18:52</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/09/2021 18:52</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;SCB EIC&#039; หั่นจีดีพีไทยปีนี้เหลือ 0.7% แนะกู้เพิ่มอีก 1 ล้านล้านบาท </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15 ก.ย. 2564 นายยรรยง ไทยเจริญ รองผู้จัดการใหญ่อาวุโส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มงาน Economic Intelligence Center ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC)กล่าวว่า ได้ปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยปี2564 เหลือ 0.7% จากเดิมที่ 0.9% จากผลการระบาดของโควิด-19 ในประเทศระลอกที่สามที่รุนแรงและยืดเยื้อ ส่งผลให้การบริโภคภาคเอกชนได้รับผลกระทบค่อนข้างมาก รวมถึงจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติน้อยกว่าคาด โดยได้ปรับลดคาดการณ์จำนวนนักท่องเที่ยวเหลือ 1.7 แสนคน จากเดิมคาด 3 แสนคนจากความกังวลของสถานการณ์ระบาดในประเทศโดย คาดว่าสถานการณ์จะทยอยปรับดีขึ้นในช่วงต้นไตรมาส 4/2564จากอัตราการฉีดวัคซีนครบโดสของประชากรที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งจะส่งผลดีต่อความเชื่อมั่นและการฟื้นตัวของกิจกรรมเศรษฐกิจในประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่มูลค่าการส่งออกสินค้าในปีนี้ จะขยายตัวได้ 15% โดยการส่งออกยังขยายตัวได้ต่อเนื่อง แต่คาดว่าในช่วงที่เหลือของปีนี้ จะมีทิศทางชะลอลงบ้างทั้งจากฐานที่ปรับสูงขึ้น และผลกระทบของการระบาดสายพันธุ์เดลตาทั่วโลกที่ทำให้เศรษฐกิจโลกชะลอตัวและเกิด Supply disruption ในหลายห่วงโซ่การผลิตของภาคอุตสาหกรรมของไทยและกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาในอาเซียน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายยรรยง กล่าวว่า ในส่วนของภาครัฐ ยังมีการอัดฉีดเม็ดเงินเข้าเศรษฐกิจต่อเนื่อง ทั้งจากการใช้จ่ายอุปโภคบริโภคและการลงทุนภาครัฐ รวมถึงมาตรการพยุงเศรษฐกิจหลายประเภท ส่วนมาตรการที่ออกมาล่าสุดยังไม่เพียงพอทั้งในมิติเชิงพื้นที่ ระยะเวลา และจำนวนเงิน โดย EIC คาดว่าภาครัฐจะออกมาตรการพยุงเศรษฐกิจเพิ่มเติมในปีนี้ โดยจะเป็นการใช้เม็ดเงินในส่วนที่เหลือจาก พ.ร.ก. กู้เงิน 1 ล้านล้านบาท และเพิ่มเติมอีก 2 แสนล้านบาท จาก พ.ร.ก. กู้เงิน 5 แสนล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;มาตรการภาครัฐที่ช่วยเหลือเยียวยาประชาชน และภาคธุรกิจในช่วงการระบาดที่ยืดเยื้อและรุนแรงในรอบที่ 3 นี้ หากเทียบแล้วยังใช้เม็ดเงินน้อยกว่าช่วงการระบาดรอบแรก และรอบสอง ยังมีช่องว่างที่ภาครัฐจะใช้จ่ายเพิ่มเติมได้ โดย พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้านบาท ที่คาดว่าจะนำมาใช้ในปีนี้ 2 แสนล้านบาท และที่เหลือปีหน้าอีก 3 แสนล้านบาทนั้น ไม่ตอบโจทย์เพียงพอสำหรับการเยียวยา ฟื้นฟู และปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ&amp;quot; นายยรรยง กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายยรรยง กล่าวอีกว่า เศรษฐกิจไทยปีนี้ ยังมีโอกาสที่จะเติบโตต่ำกว่าระดับที่คาดการณ์ไว้ที่ 0.7% ได้ หากการระบาดโควิด-19 กลับมารุนแรงอีกครั้งในช่วงไตรมาส 4/2564จนทำให้รัฐบาลต้องกลับไปใช้มาตรการควบคุมโรคที่เข้มงวดมากขึ้น นอกจากนี้ หากการใช้จ่ายของภาครัฐตาม พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้านบาทในปีนี้ทำได้น้อยกว่า 2 แสนล้านบาท ก็อาจจะทำให้เศรษฐกิจไทยปีนี้มีโอกาสหดตัว -0.5% ได้
ทั้งนี้คาดว่ากว่าเศรษฐกิจไทยจะกลับไปอยู่เท่ากับปี 2562 จะต้องรอถึงช่วงกลางปี 2566 ดังนั้น ภาครัฐจึงควรพิจารณากู้เงินเพิ่มเติมเพื่อสนับสนุนการฟื้นฟูและการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย โดยแม้ระดับหนี้สาธารณะจะปรับสูงขึ้นกว่าเพดานหนี้ที่ 60% ต่อจีดีพีแต่ยังอยู่ในวิสัยที่ภาครัฐจะสามารถบริหารจัดการได้ในภาวะดอกเบี้ยต่ำ และสภาพคล่องในประเทศที่อยู่ในระดับสูง โดยภาครัฐต้องสื่อสารถึงแผนการลดระดับหนี้ในระยะปานกลางที่น่าเชื่อถือ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อเสถียรภาพการคลัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;รัฐบาลอาจมีความจำเป็นต้องกู้เงินเพิ่มเติมได้อีก 5 แสนล้านบาท -1 ล้านล้านบาท เพื่อมาใช้เยียวยา ฟื้นฟู และปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 ซึ่งการกู้เงินเพิ่มในระดับดังกล่าว อาจทำให้หนี้สาธารณะขึ้นไปที่ 69% สูงกว่าเพดานที่กำหนดไว้ที่ 60% ต่อจีดีพี แต่มองว่าผลลัพธ์ที่ได้น่าจะเป็นประโยชน์มากกว่า&amp;quot; นายยรรยง กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับนโยบายการเงิน คาดว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 0.5% ตลอดปี 2564 และ 2565 เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ โดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะให้น้ำหนักกับการเพิ่มประสิทธิภาพการส่งผ่านนโยบายการเงินผ่านมาตรการทางการเงินต่าง ๆ เพื่อกระจายสภาพคล่องไปยังภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจเอสเอ็มอีให้มากขึ้น ควบคู่กับการสนับสนุนการปรับโครงสร้างหนี้ของสถาบันการเงินให้สอดคล้องกับปัญหาของลูกหนี้แต่ละกลุ่มมากยิ่งขึ้น รวมทั้งพิจารณาเข้าดูแลอัตราดอกเบี้ยในตลาดการเงินหากเกิดความผันผวนตามภาวะการเงินโลกที่อาจตึงตัวขึ้น แต่ก็ยังยังมีโอกาส 20-30% ที่กนง.จะลดดอกเบี้ยนโยบายในปีนี้ โดยขึ้นอยู่กับการแพร่ระบาดโควิด และอัตราการฉีดวัคซีนที่อาจล่าช้ากว่า คาดจนทำให้เศรษฐกิจกลับมาหดตัวอีกครั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่คาดว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2565 จะเติบโตได้ที่ 3.4% จากการฟื้นตัวจากทั้งอุปสงค์ภายในและนอกประเทศ ตามความคืบหน้าในการฉีดวัคซีนที่มากขึ้น โดยอัตราการฉีดวัคซีนที่มากขึ้นทั่วโลกในปีหน้าจะเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจโลกโดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนาที่เศรษฐกิจจะฟื้นตัวเร่งขึ้นจากปีก่อน ซึ่งทำให้การส่งออกไทยยังมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง แต่ในอัตราที่ชะลอลงมาที่ 4.7% ขณะที่ภาคท่องเที่ยวระหว่างประเทศก็มีแนวโน้มฟื้นตัวเช่นกัน โดยคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าไทยเพิ่มขึ้นเป็น 6.3 ล้านคน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;แม้เศรษฐกิจไทยจะเริ่มฟื้นตัวได้ในปี 2565 แต่ก็จะเป็นการฟื้นตัวแบบช้า ๆ เนื่องจากผลของแผลเป็นเศรษฐกิจที่สำคัญ 3 ตัว คือ 1.แผลเป็นในภาคธุรกิจ 2.แผลเป็นในตลาดแรงงาน และ 3.แผลเป็นจากหนี้สิน โดยแผลเป็นในภาคธุรกิจ ที่การเปิดกิจการยังมีการหดตัวสูงเมื่อเทียบกับช่วงก่อนโควิด-19 โดยเฉพาะกลุ่มโรงแรม ยานยนต์ และอสังหาริมทรัพย์ ขณะที่กิจการที่เปิดใหม่มีขนาดเล็กและอยู่ในสาขาที่ลงทุนน้อยกว่า ขณะที่อัตราการว่างงานช่วงครึ่งแรกของปี 2564 ที่อยู่ในระดับสูงต่อเนื่องที่ราว 1.9% เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวจากในช่วงก่อนโควิด-19 โดยสภาวะตลาดแรงงานที่ซบเซานี้ จะบั่นทอนความสามารถของภาคครัวเรือนในการหารายได้และการบริหารจัดการหนี้ ซึ่งยังเป็นหนึ่งในภาระหนักของภาคครัวเรือนไทยต่อเนื่องในระยะปานกลาง&amp;rdquo; นายยรรยง กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/116820</URL_LINK>
                <HASHTAG>กู้เงินเพิ่ม 1 ล้านล้าน, จีดีพี, ธนาคารไทยพาณิชย์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210311/image_big_6049c894be6e6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>95736</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/03/2021 14:38</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/03/2021 14:38</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ไทยพาณิชย์&#039;ขยับจีดีพีปีนี้โต2.6%อานิสงส์ส่งออก-มาตรการรัฐช่วยดัน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 มี.ค. 2564 นายยรรยง ไทยเจริญ รองผู้จัดการใหญ่อาวุโส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ฝ่ายวิจัยด้านเศรษฐกิจและตลาดเงิน ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) กล่าวว่า ธนาคารไทยพาณิชย์ได้ปรับประมาณการการเติบโตทางเศรษฐกิจไทยในปี 2564 เพิ่มขึ้นเป็น 2.6% จากประมาณการครั้งก่อนที่คาดว่าจะเติบโตที่ 2.2% เนื่องจากมีปัจจัยสนับสนุนจากภาคการส่งออกของไทยที่มีแนวโน้มฟื้นตัวเร็วกว่าคาด ซึ่งรับผลบวกจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยข้อมูลล่าสุด พบว่า มูลค่าการส่งออกในช่วงเดือน ธ.ค. 2563 และ ม.ค. 2564 ปรับเพิ่มขึ้นมาเทียบเท่าในช่วงก่อนเกิดโควิด-19 นับเป็นการฟื้นตัวที่เร็วกว่าที่เคยคาดไว้ ขณะที่ในระยะต่อไปมีแนวโน้มปรับดีขึ้นต่อเนื่องตามทิศทางเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัว จากการเร่งฉีดวัคซีนและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ โดยเฉพาะสหรัฐฯ ทำให้ SCB EIC ปรับเพิ่มคาดการณ์มูลค่าส่งออกของไทยในปี 2564 เป็นขยายตัวที่ 6.4% จากเดิมที่เคยคาดไว้ที่ 4% ซึ่งช่วยหนุนการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปีนี้ได้อย่างมีนัยสำคัญ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐที่ออกมาอย่างต่อเนื่อง เช่น โครงการคนละครึ่ง โครงการเราชนะ และโครงการ ม33 เรารักกัน นั้น สามารถช่วยพยุงให้กำลังซื้อสามารถเพิ่มขึ้นได้ โดยมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจดังกล่าวที่มีวงเงินช่วยเหลือกว่า 2.5 แสนล้านบาท ครอบคลุมผู้ที่ได้รับความช่วยเหลือกว่า 40 ล้านคน ถือเป็นเม็ดเงินขนาดใหญ่จะที่ช่วยพยุงเศรษฐกิจในช่วงนี้ได้ แม้ว่าจะมีแรงกดดันจากรายได้ของคนในประเทศที่ลดลง จากการทำงานที่ต่ำกว่าศักยภาพ ทำให้กำลังซื้อและความเชื่อมั่นในการบริโภคถูกกระทบมาก จนเป็นข้อจำกัดสำคัญต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในระยะถัดไป ส่วนอัตราการว่างงานจะยังอยู่ในระดับที่ไม่สูงมากที่ 1.5%&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เศรษฐกิจไทยยังมีแรงกดดันจากภาคท่องเที่ยวที่ยังมีแนวโน้มฟื้นตัวช้า โดยคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติในปีนี้จะมีเพียง 3.7 ล้านคนเท่านั้น เนื่องจากการเดินทางระหว่างประเทศจะฟื้นตัวได้อย่างชัดเจนก็ต่อเมื่อประเทศส่วนใหญ่มีภาวะภูมิคุ้มกันหมู่แล้ว (Herd immunity) ซึ่งจะทำให้ประเทศเหล่านั้นเปิดประเทศต่อนักเดินทางที่ฉีดวัคซีนแล้วทั้งขาเข้าและขาออกอย่างเสรีมากขึ้น โดยกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วที่มีโอกาสได้รับภาวะภูมิคุ้มกันหมู่ที่เร็วกว่าในช่วงไตรมาส 2/2564 และไตรมาส 3/2564 แต่ไม่ใช่กลุ่มนักท่องเที่ยวหลักของไทย จึงทำให้การท่องเที่ยวของไทยยังมีแนวโน้มฟื้นช้า&amp;rdquo; นายยรรยง กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายยรรยง กล่าวอีกว่า คาดว่าภาคการท่องเที่ยวของไทยจะฟื้นตัวชัดเจนในช่วงไตรมาส 4/2564 และต้นปี 2565 ซึ่งเป็นช่วงที่ประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียซึ่งเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวหลักของไทยจะทยอยมีภูมิคุ้มกันหมู่มากขึ้น &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับงบประมาณของภาครัฐที่ยังเหลือเงินพยุงเศรษฐกิจได้เพิ่มเติมอีกราว 3.9 แสนล้านบาท จาก 2.5 แสนล้านบาทที่เหลือภายใต้ พ.ร.ก.กู้เงิน 1 ล้านล้านบาท และจากงบกลางอีกราว 1.4 แสนล้านบาท คาดว่าจะยังมีการเบิกใช้ออกมาได้มากขึ้น ผ่านการลงทุนโครงการต่าง ๆ และการมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจออกมาเพิ่มเติม เพื่อทำให้เกิดการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในประเทศมาชดเชยภาคการท่องเที่ยวที่ยังไม่ฟื้นตัวกลับมาเร็ว &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนโยบายการเงิน คาดว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 0.50% ตลอดปี 2564 รวมทั้งใช้มาตรการเฉพาะจุดร่วมกับหน่วยงานอื่น ๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการส่งผ่านนโยบายการเงินและจัดสรรสภาพคล่อง รวมถึงสนับสนุนการปรับปรุงโครงสร้างหนี้และการจัดการกับหนี้เสีย ภาวะการเงินโดยรวมของไทยยังคงอยู่ในระดับผ่อนคลายจากการที่ธปท.คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ และใช้มาตรการต่าง ๆ เพื่อกระจายสภาพคล่องและลดค่าใช้จ่ายการชำระหนี้ให้แก่ครัวเรือนและธุรกิจที่ได้รับผลกระทบ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี ในส่วนของค่าเงินบาทในสิ้นปี 2564 คาดว่ามีแนวโน้มอ่อนค่าลงจากสิ้นปี 2563 มาอยู่ในช่วง 30-31 บาท/ดอลลาร์สหรัฐฯ เป็นผลจากเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ที่มีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น เนื่องจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ มีแนวโน้มเร็วกว่าประเทศอื่นตามมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม 1.9 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ระยะยาวที่ปรับเพิ่มขึ้นเร็ว ขณะที่การฟื้นตัวอย่างช้า ๆ ของเศรษฐกิจของไทย และการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดที่ลดลงจากปีก่อนมาอยู่ที่ราว 1.9% ต่อจีดีพีในปีนี้ ช่วยลดแรงกดดันด้านการแข็งค่าของเงินบาทลงได้บ้าง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/95736</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธนาคารไทยพาณิชย์, ปรับจีดีพี, ยรรยง ไทยเจริญ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210311/image_big_6049c894be6e6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>86401</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/12/2020 14:57</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/12/2020 14:57</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> &#039;ไทยพาณิชย์&#039;เคาะจีดีพีปี63ติดลบ6.5%ข่าวดีวัคซีนโควิดหนุนท่องเที่ยวฟื้น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9 ธ.ค.2563 นายยรรยง ไทยเจริญ รองผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสูงสุด ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ Economic Intelligence Center (EIC) กล่าวว่า คาดว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2563 จะหดตัวที่ติดลบ 6.5% ดีขึ้นจากคาดการณ์เดิมที่ ติดลบ 7.8% โดยแนวโน้มเศรษฐกิจในไตรมาส 4/2563 จะฟื้นตัวในอัตราที่ชะลอลง เนื่องจากการกลับมาระบาดของโควิด-19 ในหลายประเทศทั่วโลก ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการส่งออกในช่วงปลายปี ขณะที่การระบาดในไทยที่เริ่มมีขึ้นอีกครั้ง ก็อาจจะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในการใช้จ่ายและการท่องเที่ยวในประเทศในช่วงสั้นได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ทิศทางเศรษฐกิจไทยในปี 2564 คาดว่าจะกลับมาขยายตัวเป็นบวกเนื่องจากฐานที่ต่ำ ที่ระดับ 3.8% ตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก รวมถึงเม็ดเงินของภาครัฐทั้งจากงบประมาณปกติและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม รวมถึงการกระจายวัคซีนในช่วงครึ่งหลังชองปี แต่ผลของแผลเป็นทางเศรษฐกิจ (scarring effects) จะยังคงกดดันการฟื้นตัวของอุปสงค์ภาคประชาชน รวมถึงประเมินว่าเม็ดเงินจากภาครัฐคาดว่าจะมีจำนวนมากกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ โดยเฉพาะการลงทุนของภาครัฐที่มีแนวโน้มขยายตัวได้ดี ประมาณ 9.8% และยังมีวงเงินเหลือจากพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงินฉุกเฉิน วงเงิน 1 ล้านล้านบาท อีกประมาณ 5 แสนล้านบาท ที่รัฐบาลสามารถนำมาใช้ได้ในปี 2564
สำหรับภาคส่งออกของไทย ยังมีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยคาดว่าจะขยายตัวที่ 4.7% ตามทิศทางเศรษฐกิจและการค้าโลก ส่วนแนวโน้มเงินบาทนั้น ยังประเมินว่ามีโอกาสแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องตามทิศทางการอ่อนค่าลงของเงินดอลล่าร์สหรัฐ ซึ่งประเด็นดังกล่าวจะเป็นปัจจัยกดดันการส่งออกในปี 2564 ด้วย โดยคาดว่าในปีหน้าเงินบาทจะทรงตัวที่ระดับ 29.50-30.50 บาทต่อดอลล่าร์สหรัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ล่าสุดที่รัฐบาลได้ออกมาตรการคนละครึ่งระยะที่ 2 และให้เงินสนับสนุนเพิ่มเติมกับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ รวมถึงขยายเวลามาตรการเราเที่ยวด้วยกัน ถือเป็นสัญญาณว่ารัฐบาลยังพร้อมใช้มาตรการเพื่อพยุงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะเป็นผลดีต่อการใช้จ่ายของภาคประชาชน ขณะที่ข่าวดีเรื่องการค้นพบวัคซีนโควิด-19 ที่มีประสิทธิภาพสูงนั้น จะมีส่วนช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวต่างชาติในช่วงครึ่งหลังของปีหน้าอีกด้วย ซึ่ง EIC คาดว่าประชากรในประเทศพัฒนาแล้วส่วนใหญ่จะได้รับการฉีดวัคซีนในครึ่งแรกของปี 2564 ขณะที่ไทยเองคาดว่าจะเริ่มต้นได้รับวัคซีนที่จองซื้อไว้ช่วงกลางปีและจะมีการฉีดอย่างแพร่หลายในช่วงครึ่งปีหลัง จึงทำให้คาดว่านักท่องเที่ยวต่างประเทศจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วงครึ่งหลังของปีหน้าแน่นอน ทำให้คาดว่าในปี 2564 จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ จะอยู่ที่ 8 ล้านคน&amp;rdquo; นายยรรยง กล่าว
ด้านนโยบายการเงิน คาดว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 0.5% ตลอดปี 2564 รวมทั้งใช้มาตรการเฉพาะจุดร่วมกับหน่วยงานอื่น ๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการส่งผ่านนโยบายการเงินและสนับสนุนการปรับปรุงโครงสร้างหนี้และการจัดการกับหนี้เสีย ภาวะการเงินโดยรวมของไทยยังคงอยู่ในระดับผ่อนคลายจากการที่ ธปท. คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ และใช้มาตรการต่าง ๆ เพื่อเพิ่มสภาพคล่องและลดค่าใช้จ่ายด้านการชำระหนี้ให้แก่ครัวเรือนและธุรกิจที่ได้รับผลกระทบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ในระยะต่อไป EIC คาดว่า ธปท. จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 0.5% ตลอดปี 2564 ควบคู่กับการเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลเมื่อจำเป็น เพื่อดูแลดอกเบี้ยในตลาดการเงินให้อยู่ในระดับต่ำซึ่งจะมีส่วนช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจภายใต้แนวโน้มเงินเฟ้อที่จะยังอยู่ในระดับต่ำ&amp;rdquo; นายยรรยง กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี EIC มองว่า เศรษฐกิจไทยในปี 2564 ยังมีความเสี่ยงด้านต่ำที่สำคัญ ประกอบด้วย 1. การระบาดระลอกใหม่ของโควิด-19 และความล่าช้าในการกระจายวัคซีนในไทยอย่างแพร่หลาย 2. แผลเป็นทางเศรษฐกิจที่อาจส่งผลต่อเสถียรภาพสถาบันการเงินผ่านระดับหนี้เสียที่เพิ่มขึ้น ซึ่งจะกระทบต่อความสามารถในการเข้าถึงเงินทุนของภาคเอกชน 3. ปัญหาเสถียรภาพการเมืองในประเทศ ซึ่งอาจกระทบต่อความเชื่อมั่นในการลงทุน 4. ภัยแล้ง และ 5. เงินบาทที่แข็งค่าเร็วกว่าคู่ค้าคู่แข่งซึ่งอาจกระทบต่อการฟื้นตัวของอุปสงค์ต่างประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ในระยะปานกลาง ต้องจับตาจำนวน Zombie Firm (ธุรกิจที่ขาดความสามารถในการทำกำไรเพื่อชำระดอกเบี้ยติดต่อกันเป็นเวลานาน) ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากวิกฤตในรอบนี้ จากการปรับตัวของธุรกิจที่ไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงทั้งด้านเทคโนโลยีและพฤติกรรมผู้บริโภค แต่สามารถอยู่รอดได้จากมาตรการช่วยเหลือของภาครัฐ ซึ่งจะทำให้การกระจายทรัพยากรไม่มีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ผลิตภาพในการผลิตและศักยภาพการขยายตัวของเศรษฐกิจโดยรวมลดลง
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/86401</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธนาคารไทยพาณิชย์, ยรรยง ไทยเจริญ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190109/image_big_5c34d8a3bfd00.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>84992</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/11/2020 14:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/11/2020 14:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หายใจก็ผิด&#039;เพื่อไทย&#039;ท่องคาถาให้&#039;บิ๊กตู่&#039;ลาออกถ่ายเดียว!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25 พ.ย.2563 - น.ส.อรุณี กาสยานนท์ โฆษกพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวถึงการชุมนุมที่ธนาคารไทยพาณิชย์ว่า การเตรียมการป้องกันด้วยเครื่องมือต่างๆ ของรัฐบาล ถือเป็นการเดินหน้าเพื่อสกัดกั้นการแสดงออกอย่างสันติโดยไม่สนใจข้อเรียกร้องของผู้ชุมนุม รัฐบาลต้องเรียนรู้เพื่อถอดบทเรียนจากการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจและผู้สั่งการในการสลายการชุมนุมที่หน้ารัฐสภา เมื่อวันที่ 17 พ.ย.ที่ผ่านมาจนทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก แม้วันนี้รัฐบาลพยายามเสนอทางออกประเทศแต่เต็มไปด้วยความจอมปลอมและยื้อเวลา ด้วยการตั้งคณะกรรมการสมานฉันท์ 21 คน 7 ฝ่าย ขณะเดียวกันยังมีความพยายามสกัดกั้นการชุมนุมต่อเนื่อง ยืนยันได้จากเอกสารลับของสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ถึงกระทรวงมหาดไทย ที่ให้ดูแลการระดมมวลชนร่วมชุมนุมในช่วงวันที่ 23-27 พ.ย.นี้ รวมถึงการจับกุมนายปิยรัฐ จงเทพ &amp;nbsp;หัวหน้าการ์ดคณะราษฎร ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการเจรจาเพื่อไม่ให้เกิดการปะทะกัน แต่รัฐบาลยังใช้กฎหมายทุกมาตราอย่างเข้มงวดจับกุมผู้ชุมนุม ยิ่งทำให้เกิดความหวาดระแวงต่อกันมากขึ้นสิ่งที่สำคัญที่ผู้ชุมนุมเรียกร้อง คือ พล.อ.ประยุทธ์ ต้องลาออกเท่านั้น &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;พรรคเพื่อไทยเสนอทางออกกรณีการตั้งคณะกรรมการสมานฉันท์ &amp;nbsp;ได้แก่ 1.รัฐต้องมีความจริงใจในการรับฟังข้อเรียกร้องที่แท้จริงของประชาชน &amp;nbsp;2.รัฐต้องหาผู้กระทำผิดมาลงโทษ กรณีที่เจ้าหน้าที่รัฐปล่อยปละละเลยให้เกิดม็อบชนม็อบ สลายการชุมนุมโดยใช้สารเคมีรุนแรงหน้ารัฐสภาเมื่อวันที่ 17 พ.ย.นี้ผ่านมา 3 พล.อ.ประยุทธ์ คือภาระ และเป็นสลักระเบิด ดึงให้สถานการณ์มาถึงจุดนี้ &amp;nbsp;ต้องลาออกทันที&amp;rdquo;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หากรัฐบาลดำเนินการตามข้อเสนอนี้ จะทำให้บรรยากาศการเมืองเดินหน้าได้ พรรคเพื่อไทยยังยืนยันว่า รัฐบาลควรฟังเสียงประชาชน และไม่สนับสนุนให้ใช้ความรุนแรงในทุกรูปแบบ ควบคู่ไปกับการทำหน้าที่ในสภา เพื่อเดินหน้าทวงถามความจริง และหาทางออกที่สันติให้กับประเทศต่อไป
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/84992</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธนาคารไทยพาณิชย์, น.ส.อรุณี กาสยานนท์, พท., พรรคเพื่อไทย, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, ลาออก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201005/image_big_5f7acb6242312.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>84987</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/11/2020 13:22</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/11/2020 13:22</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ตำรวจ2กองร้อยเตรียมรับมือม็อบ3นิ้วที่ SCB </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25 พ.ย.2563 - ที่ธนาคารไทยพาณิชย์ &amp;nbsp;สำนักงานใหญ่ ซึ่งกลุ่มคณะราษฎรแจ้งมวลชนจัดชุมนุมใหญ่เปลี่ยนจากสำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์มาเป็นที่ SCB &amp;nbsp;&amp;quot;ร่วมทวงคืนทรัพย์สินที่ควรเป็นของราษฎร&amp;quot; ในเวลา 15.00 น.นั้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานการเตรียมความพร้อมรักษาความปลอดภัย เบื้องต้นมีกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมฝูงชน จำนวน 2 กองร้อย และเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.พหลโยธิน และเจ้าหน้าที่ตำรวจกองบังคับการตำรวจนครบาล 2 ได้เข้าดูและพื้นที่เพื่อเตรียมความ เบื้องต้นยังไม่ได้วางแนวกั้นหรือสิ่งกีดขวางแต่อย่างใด เพียงแต่ปิดประตูเหล็กเลื่อนทางเข้าสำนักงานใหญ่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนพนักงานหรือผู้ที่ทำงานที่อาคารดังกล่าวบางตา เพราะเมื่อช่วงเช้าทางสำนักงานได้ประกาศหยุดทำการ 1 วันส่วนลูกค้าของธนาคารให้ไปทำธุรกรรมที่สาขาอื่นก่อนชั่วคราว ขณะที่การจราจรยังคงสัญจรไปมาได้ปกติและมีมวลชนคนเสื้อเริ่มทยอยเข้าพื้นที่&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/84987</URL_LINK>
                <HASHTAG>งกลุ่มคณะราษฎร, ชุมนุม, ตำรวจ, ธนาคารไทยพาณิชย์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201125/image_big_5fbdf803d06aa.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>84961</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/11/2020 11:04</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/11/2020 10:51</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ชี้คนที่ไปร่วมม็อบ 3 นิ้ว นับวันจะกลายเป็นตัวตลกในสายตาของสังคม แถมอาจโดนคดีตามมาด้วย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25 พ.ย.63 - นายสุวินัย ภรณวลัย ประธานยุทธศาสตร์วิชาการ สถาบันทิศทางไทย อดีตอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า ตำรวจมีบทเรียนจากช่วงที่ผ่านมา จึงหันมาใช้ตู้คอนเทนเนอร์แทนรถบัสในการเอามาตั้งขวางม็อบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ครั้งนี้ตำรวจได้ไปเช่ายืมตู้คอนเทนเนอร์ร้อยกว่าตู้จากลาดกระบัง มาตั้งขวางถนนแบบซ้อนสูงๆ โดยตั้งสกัดไว้ทุกถนน และทุกทิศที่จะมาถึงสำนักงานทรัพย์สินฯ ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มิหนำซ้ำบริเวณรอบสำนักงานทรัพย์สินยังเอาตู้คอนเทนเนอร์มาปิดกันเป็นกำแพงชั้นในอีกชั้นด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตรงนี้คือความคิดสร้างสรรค์และคิดนอกกรอบของฝ่ายตำรวจในการรับมือกับม็อบ คาดว่าหลังจากนี้ตู้คอนเทนเนอร์จะเป็นเครื่องมือสำคัญที่ตำรวจจะเอามาใช้สกัดม็อบอย่างแน่นอน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ฝ่ายม็อบคงคาดไม่ถึงว่าตำรวจจะใช้ตู้คอนเทนเนอร์มาสกัดม็อบ และหาทางแก้ไม่ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ความเสียเปรียบตรงนี้น่าจะเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ฝ่ายม็อบเปลี่ยนใจ หันไปชุมนุมแฟลชม็อบที่สำนักงานใหญ่ SCB แทน ซึ่งตอนนี้ทาง SCB ได้ประการปิดสำนักงานใหญ่ 1 วันแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จาก Google Map ตอนนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กากบาทสีน้ำเงิน คือ สำนักงานทรัพย์สินฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;


	&amp;#39;เพนกวิน&amp;#39; อ่วมสุด! 12 แกนนำม็อบ 3 นิ้วโดนคดี 112 จ่อโดนอีก 5 ราย


&lt;p&gt;เครื่องหมาย วงกลมแดงห้ามเข้า คือที่ตั้งตู้คอนเทนเนอร์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตำรวจยังไม่เอาตู้คอนเทรเนอร์ที่กีดขวางออก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แม้ ม็อบจะประกาศ ย้ายจุดรวมพล ไปที่ SCB รัชโยธินแล้วก็ตาม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เพราะไม่แน่ใจว่า ม็อบอาจเปลี่ยนแปลงอีก เนื่องจากม็อบนัดหมาย ตอนบ่ายสามโมงวันนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในอีกมุมหนึ่ง เราอาจมองได้ว่า นี่คือเกมเอาเถิดเจ้าล่อระหว่าง ก๊วน Joker น้อย กับทางการ &amp;nbsp;คนที่ไปร่วมม็อบนี้ นับวันจะกลายเป็นตัวตลกในสายตาของสังคม แถมอาจโดนคดีตามมาด้วย.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/84961</URL_LINK>
                <HASHTAG>การเมือง, ธนาคารไทยพาณิชย์, ม็อบคณะราษฎร, สุวินัย ภรณวลัย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201025/image_big_5f956b235930c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>84941</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/11/2020 07:59</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/11/2020 07:59</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หลบม็อบราษฎร!แบงก์ไทยพาณิชย์สำนักงานใหญ่ปิด1วัน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25 พ.ย.2563 - &amp;nbsp;จากกรณีกลุ่มราษฎรได้ย้ายการชุมนุมจากบริเวณสำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์มายังธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาใหญ่ ทำให้เพจธนาคารไทยพาณิชย์ได้ โพสต์ข้อความว่า สำนักงานใหญ่ สาขารัชโยธินแจ้งปิดทำการ 1 วัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ธนาคารไทยพาณิชย์ใคร่ขอแจ้งปิดทำการสาขาสำนักงานใหญ่ รัชโยธิน ในวันที่ 25 พฤศจิกายน 2563 ธนาคารฯ ใคร่ขออภัยในความไม่สะดวกที่เกิดขึ้น ทั้งนี้ ลูกค้าของธนาคารสามารถทำธุรกรรมผ่านช่องทางอื่นๆ หรือที่สาขาใกล้เคียงได้ตามปกติ
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/84941</URL_LINK>
                <HASHTAG>กลุ่มราษฎร, ธนาคารไทยพาณิชย์, สำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201125/image_big_5fbdac23b3cae.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
