<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>101586</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/05/2021 11:09</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/05/2021 11:09</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ธ.ก.ส. พร้อมนำเงินช่วยเหลือจากธปท.อัดฉีดผู้ประกอบการภาคเกษตร ฝ่าวิกฤต COVID-19</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3 พ.ค. 2564 นายธนารัตน์ งามวลัยรัตน์ ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า ตามที่รัฐบาลได้ออกพระราชกำหนด การให้ความช่วยเหลือและฟื้นฟูผู้ประกอบการธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 พ.ศ. 2564 ซึ่ง ธ.ก.ส. พร้อมดำเนินการตามนโยบายเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs เกษตร และสถาบันเกษตรกร ผ่าน 2 มาตรการ ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1) มาตรการสนับสนุนการให้สินเชื่อแก่ผู้ประกอบธุรกิจ (สินเชื่อฟื้นฟู) วงเงินรวม 5,000 ล้านบาท โดยเติมวงเงินอัตราดอกเบี้ยต่ำให้แก่ผู้ประกอบการ ทั้งที่เป็นเกษตรกร บุคคล ผู้ประกอบการ (นิติบุคคล) กลุ่มเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง สหกรณ์ภาคการเกษตร และสหกรณ์นอกภาคการเกษตรที่ประกอบธุรกิจพาณิชยกรรม อุตสาหกรรม และบริการ โดยลูกค้าเดิม สามารถขอวงเงินสินเชื่อเพิ่มเติม สูงสุดไม่เกินร้อยละ 30 ของวงเงินสินเชื่อธุรกิจ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2562 หรือ ณ วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2564 แล้วแต่จำนวนใดจะสูงกว่า แต่ไม่เกิน 150 ล้านบาท โดยให้นับรวมวงเงิน Soft Loan เดิม ที่เคยได้รับ &amp;nbsp;กรณีลูกค้าใหม่ที่ไม่มีวงเงินสินเชื่อธุรกิจกับสถาบันการเงินทุกแห่ง ณ วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2564 &amp;nbsp;กู้ได้ไม่เกินรายละ 20 ล้านบาท คิดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 2 ต่อปี ในช่วง 2 ปีแรก และปีต่อไปคิดดอกเบี้ย &amp;nbsp; ร้อยละ 4.875 ต่อปี หรือร้อยละ 6.50 ต่อปี ตามประเภทลูกค้า โดยรัฐบาลรับภาระจ่ายดอกเบี้ยแทนในช่วง 6 เดือนแรก กำหนดระยะเวลาชำระคืนภายใน 5 ปี นับแต่วันที่ลูกค้าได้รับเงินกู้ หรือตามที่ ธปท. กำหนด โดยมีบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ค้ำประกันสินเชื่อตามมาตรการนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2) มาตรการสนับสนุนการรับโอนทรัพย์สินหลักประกันเพื่อชำระหนี้ (พักทรัพย์ พักหนี้) วงเงินรวม 5,000 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบธุรกิจที่และได้รับผลกระทบจากการระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 แต่ยังมีศักยภาพและมีทรัพย์สินเป็นหลักประกันเงินกู้กับ ธ.ก.ส. ก่อนวันที่ 1 มีนาคม 2564 ทั้งนี้ เพื่อช่วยรักษาโอกาสไม่ให้ถูกกดราคาบังคับขายทรัพย์สิน (Fire Sale) และช่วยให้สามารถกลับมาสร้างงานและ ทำรายได้เมื่อสถานการณ์คลี่คลาย ซึ่งในการตีโอนทรัพย์ชำระหนี้ จะให้สิทธิลูกค้าที่เป็นเจ้าของทรัพย์สิน หรือบุคคลอื่นซึ่งผู้ประกอบธุรกิจและเจ้าของทรัพย์สินกำหนด สามารถเช่าทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันและซื้อคืนได้ภายตามระยะเวลาที่กำหนด ไม่เกิน 5 ปี กรณีมีต้นเงินและดอกเบี้ยส่วนที่เหลือจากการตีโอนทรัพย์ชำระหนี้ จะดำเนินการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ กำหนดอายุสัญญาไม่เกิน 20 ปี โดยคิดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 2 ต่อปี ในช่วง 2 ปีแรก และปีต่อไป กรณีเป็นผู้ประกอบการและสถาบัน คิดอัตราดอกเบี้ย MLR-1 (ปัจจุบัน MLR เท่ากับร้อยละ 4.875 ต่อปี) และกรณีเป็นเกษตรกรและบุคคล คิดอัตราดอกเบี้ย MRR - 1 ต่อปี (ปัจจุบัน MRR เท่ากับร้อยละ 6.50 ต่อปี) นอกจากนี้ สามารถขอสนับสนุนสินเชื่อเพิ่มเติมตามมาตรการสนับสนุนการให้สินเชื่อแก่ผู้ประกอบธุรกิจ (สินเชื่อฟื้นฟู) ได้
&amp;nbsp;
ทั้งนี้ คุณสมบัติผู้เข้าร่วมโครงการต้องประกอบธุรกิจในประเทศไทย มีสถานะไม่เป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (Non-Performing Loan : NPLs) ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2562 และไม่เป็นบริษัทที่มีหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (The Stock Exchange of Thailand : SET) เริ่มดำเนินการตั้งแต่วันนี้ ถึง วันที่ 9 เมษายน 2566 &amp;nbsp;ซึ่งลูกค้าที่มีความประสงค์เข้าร่วมโครงการสามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่ ธ.ก.ส. ทุกสาขาทั่วประเทศ หรือที่ Call Center 02 555 0555&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/101586</URL_LINK>
                <HASHTAG>ช่วยเหลือผู้ประกอบการภาคเกษตร, ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.), ธนารัตน์ งามวลัยรัตน์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210503/image_big_608f773802f8f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>100737</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/04/2021 10:07</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/04/2021 10:07</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ข่าวดีสำหรับคนมีหนี้นอกระบบ ธ.ก.ส.จัด3โครงการช่วยเกษตรกรฝ่าวิกฤต</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;26 เมษายน2564 นายธนารัตน์ งามวลัยรัตน์ ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า ในช่วงที่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยอันเนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ส่งผลให้ประชาชนบางส่วนว่างงาน รวมทั้งเกษตรกรไม่สามารถขายผลผลิตได้ตามปกติ ทำให้รายได้ลดลงหรือไม่มีรายได้ จนนำไปสู่ปัญหาการกู้เงินนอกระบบ ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิต ดังนั้น เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรและบุคคลในครัวเรือนที่ประสบปัญหาดังกล่าว ธ.ก.ส. จึงได้ออกมาตรการจัดการหนี้นอกระบบ &amp;nbsp;อย่างยั่งยืน จำนวน 3 โครงการ ประกอบด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1) โครงการแก้ไขหนี้นอกระบบของเกษตรกรและบุคคลในครัวเรือน สำหรับชำระหนี้นอกระบบที่เกิดจากเกษตรกรลูกค้า คู่สมรส บุตร บิดามารดาของเกษตรกรลูกค้าหรือของคู่สมรสซึ่งอยู่ในอุปการะของเกษตรกรลูกค้า วงเงินกู้ไม่เกินรายละ 100,000 บาท เว้นแต่กรณีมีวัตถุประสงค์ในการสงวนที่ดินทำกินที่ลูกหนี้ใช้ที่ดินในการจำนองไม่เกินรายละ 150,000 บาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 12 ต่อปี ระยะเวลาชำระหนี้ 10 ปี สูงสุดไม่เกิน 12 ปี พร้อมรับสิทธิประโยชน์ความคุ้มครองสินเชื่อกรณีเสียชีวิตรายละไม่เกิน 100,000 บาท และการคืนดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 30 ของดอกเบี้ยที่ชำระหนี้ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2) โครงการสินเชื่อชำระดีมีวงเงิน Smart Cash สำหรับลูกค้าผู้กู้สินเชื่อตามโครงการแก้ไขหนี้นอกระบบ ที่ชำระหนี้ตรงตามระยะเวลาที่กำหนดและมีเหตุจำเป็นต้องใช้เงินฉุกเฉิน ทั้งนี้ เพื่อป้องกันการก่อหนี้ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นอกระบบของลูกค้า โดยสนับสนุนเงินเครดิตหมุนเวียนผ่านบัตร ATM ตามต้นเงินกู้ที่ได้รับชำระหนี้ตามโครงการแก้ไขหนี้นอกระบบ สูงสุดรายละไม่เกิน 50,000 บาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ MRR + (0 ถึง 3) ต่อปี ระยะเวลาชำระหนี้ไม่เกิน 12 เดือนนับจากวันกู้ นอกจากนี้ยังได้รับสิทธิประโยชน์ผ่านการคุ้มครองสินเชื่อกรณีเสียชีวิต รายละไม่เกิน 50,000 บาท ทั้งนี้ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับเกษตรกรลูกค้าที่มีความต้องการสินเชื่อสามารถแจ้งความประสงค์ขอสินเชื่อได้ผ่านช่องทาง LINE Official BAAC Family&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และ 3) โครงการสินเชื่ออาชีพเสริมเพิ่มรายได้ เพื่อสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำให้กับลูกค้าผู้กู้สินเชื่อตามโครงการแก้ไขหนี้นอกระบบ ให้สามารถสร้างรายได้เพิ่มขึ้นจากการประกอบอาชีพเสริม โดยผ่านการฝึกอบรมความรู้หรือทักษะจากสถาบันการศึกษาหรือหน่วยงานของรัฐหรือเอกชน วงเงินกู้รายละไม่เกิน 50,000 บาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 0 ต่อปี ในช่วง 6 เดือนแรก และตั้งแต่เดือนที่ 7 เป็นต้นไปอัตราดอกเบี้ยร้อยละ MRR ต่อปี (ปัจจุบันอัตราดอกเบี้ย MRR เท่ากับร้อยละ 6.50) ระยะเวลาชำระหนี้ไม่เกิน 10 ปี ระยะเวลาโครงการตั้งแต่บัดนี้ &amp;ndash; 31 มีนาคม 2566&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายธนารัตน์ กล่าวอีกว่า เพื่อให้การแก้ไขหนี้นอกระบบเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพตามหลักความรู้นำ สินเชื่อตาม ธ.ก.ส. จึงได้สนับสนุนให้ลูกค้าผู้เข้าร่วมโครงการต้องเข้ารับการอบรมเสริมสร้างความรู้ การพัฒนาทักษะอาชีพต่าง ๆ กับศูนย์เรียนรู้ต้นแบบเศรษฐกิจพอเพียง ธ.ก.ส. ศูนย์เรียนรู้ 459 รวมถึงศูนย์พัฒนาความรู้ พัฒนาอาชีพของส่วนงานอื่น ๆ เพื่อเติมเต็มศักยภาพของลูกค้า สร้างโอกาสในการประกอบอาชีพหรือปรับเปลี่ยนการผลิต ทำให้เกษตรกรและบุคคลในครัวเรือนก้าวผ่านวิกฤต สามารถสร้างอาชีพและรายได้อย่างมั่นคงยั่งยืน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยปัจจุบันมีลูกค้าเข้าร่วมโครงการแก้ไขหนี้นอกระบบกับ ธ.ก.ส. จำนวน 50,634 ราย เป็นเงิน 5,085 ล้านบาท ทั้งนี้ ผู้ที่สนใจสามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดโครงการฯ ได้ที่ ธ.ก.ส. ทุกสาขาทั่วประเทศ หรือที่ Call Center 02 555 0555&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/100737</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธนารัตน์ งามวลัยรัตน์, ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.), หนี้นอกระบบ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210426/image_big_60862de54a3cf.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>98975</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/04/2021 20:43</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/04/2021 20:51</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ธ.ก.ส.เดินเครื่องประกันภัยข้าวนาปี 46 ล้านไร่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9 เมษายน 2564 นายธนารัตน์ งามวลัยรัตน์ ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า ธ.ก.ส. ได้ดำเนินโครงการประกันภัยข้าวนาปี ปีการผลิต 2564 เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรในการสร้างภูมิคุ้มกันและบริหารจัดการความเสี่ยงด้านการผลิต โดยใช้การประกันภัย เป็นเครื่องมือในการบรรเทาความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น โดยคุ้มครองในกรณีเกิดภัยธรรมชาติ 7 ภัย ได้แก่ ภัยน้ำท่วม/ฝนตกหนัก ภัยแล้ง/ฝนแล้ง/ฝนทิ้งช่วง ลมพายุ/พายุไต้ฝุ่น ภัยอากาศหนาว/น้ำค้างแข็ง ลูกเห็บ ไฟไหม้ และช้างป่า วงเงินคุ้มครองจำนวน 1,260 บาทต่อไร่ และในกรณีเกิดภัยศัตรูพืช/โรคระบาด วงเงินคุ้มครอง 630 บาทต่อไร่ เป้าหมายการทำประกันภัยบนพื้นที่ปลูกข้าวทั่วประเทศ 46 ล้านไร่ ซึ่งเป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 30 มี.ค. ที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับเงื่อนไขโครงการประกันภัยข้าวนาปี ปีการผลิต 2564 เกษตรกรที่เป็นผู้เอาประกันภัยต้องขึ้นทะเบียนและปรับปรุงทะเบียนผู้ปลูกข้าวนาปี ปี 2564/65 กับกรมส่งเสริมการเกษตรหรือที่สำนักงานเกษตรอำเภอ ซึ่งการรับประกันประกอบด้วย การประกันภัยขั้นพื้นฐาน (Tier 1) สำหรับเกษตรกรลูกค้าที่ใช้บริการสินเชื่อ ธ.ก.ส. คิดอัตราค่าเบี้ยประกันภัย 96 บาท/ไร่ เท่ากันทุกพื้นที่ความเสี่ยง โดยรัฐบาลอุดหนุนค่าเบี้ยประกันภัยให้ 58 บาทต่อไร่ และ ธ.ก.ส. สมทบเพิ่มให้ 38 บาทต่อไร่ กรณีเกษตรกรทั่วไปและเกษตรกรลูกค้าสินเชื่อ ธ.ก.ส. ที่ประสงค์ซื้อเพิ่ม (ส่วนที่เกินสิทธิ์จากที่ธนาคารกำหนด) จ่ายค่าเบี้ยประกันภัยตามประเภทพื้นที่ ได้แก่ พื้นที่เสี่ยงต่ำ อัตราค่าเบี้ยประกันภัย 55 บาทต่อไร่ พื้นที่เสี่ยงปานกลาง อัตราค่าเบี้ยประกันภัย 210 บาทต่อไร่ และในพื้นที่เสี่ยงสูง อัตราค่าเบี้ยประกันภัย 230 บาทต่อไร่ (ไม่รวมอากรแสตมป์และภาษีมูลค่าเพิ่ม)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยรัฐบาลอุดหนุนค่าเบี้ยประกันภัยให้กับเกษตรกรทั่วไปและเกษตรกรลูกค้าสินเชื่อ ธ.ก.ส. ที่ซื้อเพิ่มในอัตรารายละ 55 บาทต่อไร่ ซึ่งโครงการประกันภัยดังกล่าวจะช่วยให้เกษตรกรในพื้นที่เสี่ยงต่ำได้รับประกันภัยฟรี โดยรัฐบาลเป็นผู้สนับสนุนจ่ายค่าเบี้ยประกันภัยแทน ซึ่งเมื่อประสบภัยจะได้รับการคุ้มครองตามที่กำหนด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ปัจจุบันสภาวะอากาศของโลกมีความแปรปรวนสูง โดยภัยพิบัติที่เกิดขึ้นแต่ละครั้งมีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่ครอบคลุมการผลิต เกษตรกรสามารถทำประกันภัยส่วนเพิ่ม (Tier 2) เพื่อเพิ่มความคุ้มครอง โดยแบ่งตามระดับความเสี่ยง กรณีพื้นที่เสี่ยงต่ำ ชำระค่าเบี้ยประกันเพิ่ม 24 บาทต่อไร่ พื้นที่เสี่ยงปานกลาง ชำระค่าเบี้ยประกันเพิ่ม 48 บาทต่อไร่ และพื้นที่เสี่ยงสูง ชำระค่าเบี้ยประกันเพิ่ม 101 บาทต่อไร่ (ไม่รวมอากรแสตมป์และภาษีมูลค่าเพิ่ม) โดยการทำประกันภัยส่วนเพิ่มดังกล่าวเกษตรกรจะได้รับวงเงินคุ้มครอง เมื่อเกิดภัยธรรมชาติเพิ่มอีกในวงเงิน 240 บาทต่อไร่ รวมเงินประกันภัยที่ได้รับ 1,500 บาทต่อไร่ และกรณีเกิดภัยศัตรูพืช/โรคระบาด ได้รับวงเงินคุ้มครองเพิ่ม 120 บาทต่อไร่ รวมเงินประกันภัยที่ได้รับ 750 บาทต่อไร่ ระยะเวลาขายกรมธรรม์ตั้งแต่บัดนี้จนถึงวันสิ้นสุดการขายเป็นรายจังหวัด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ธ.ก.ส. ได้จ่ายสมทบค่าเบี้ยประกันภัยให้กับเกษตรกรลูกค้าที่ใช้บริการสินเชื่อกับ ธ.ก.ส. โดยทุก ๆ เงินกู้จำนวน 4,000 บาท จะได้รับสิทธิ์สมทบ 38 บาทต่อ 1 ไร่ ซึ่งเมื่อรวมกับเบี้ยประกันภัยที่รัฐบาลสนับสนุนทำให้เกษตรกรผู้กู้ได้รับประภัยโดยที่ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย รวมถึงเกษตรกรทั่วไปที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงต่ำ ก็จะได้รับการอุดหนุนค่าเบี้ยประกันภัยจากรัฐทั้งหมดเช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ผู้ที่ได้รับสิทธิ์ประกันภัยฟรี ไม่ต้องมาติดต่อธนาคาร โดย ธ.ก.ส. จะดำเนินการให้ทั้งหมด ส่วนเกษตรกรทั่วไปที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงปานกลางและสูง สามารถซื้อประกันภัย ผ่านช่องทางแอปพลิเคชัน BAAC INSURE โดยเป็นการซื้อประกันภัยด้วยตัวเองผ่านสมาร์ทโฟน หรือขอทำประกันภัยได้ที่ ธ.ก.ส. ทุกสาขาทั่วประเทศ เพียงนำบัตรประชาชนไปติดต่อก็สามารถทำประกันภัยได้ทันที&amp;rdquo; นายธนารัตน์ กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/98975</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.), ธนารัตน์ งามวลัยรัตน์, โครงการประกันภัยข้าวนาปี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210404/image_big_6069782a00761.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>98510</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/04/2021 15:35</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/04/2021 15:35</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ธ.ก.ส.ผุดประกันภัยโคนม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6 เมษายน 2564 &amp;nbsp;นายธนารัตน์ งามวลัยรัตน์ ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า ธ.ก.ส. ได้จัดทำโครงการประกันภัยโคนม เพื่อช่วยบรรเทาความเสียหายของเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม จากการตายของโคนมที่เจ็บป่วยหรืออุบัติเหตุ โดยมีบริษัทอาคเนย์ประกันภัย จำกัด (มหาชน) เป็นผู้รับประกันภัย คิดอัตราค่าเบี้ยประกันภัยตัวละ 810 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่มและอากรแล้ว) ให้ความคุ้มครองการตายจากการเจ็บป่วยของโคนม 30,000 บาทต่อตัว การตายจากอุบัติเหตุ 30,000 บาทต่อตัว และการตายจากไฟไหม้ ฟ้าผ่า น้ำท่วม และลมพายุ 30,000 บาทต่อตัว ระยะเวลารอคอย 30 วันแรกนับแต่วันขอเอาประกันภัย โดยมีระยะเวลาคุ้มครอง 1 ปี สำหรับเงื่อนไข ผู้ขอเอาประกันภัยต้องเป็นเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม และโคนมที่ขอเอาประกันภัยต้องมีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง ปราศจากโรคหรือไม่เจ็บป่วยในขณะที่กรมธรรม์เริ่มมีผล โดยต้องมีใบรับรองสุขภาพจากสัตวแพทย์ อายุโคนมตั้งแต่ 18 เดือน &amp;ndash; 8 ปี และขึ้นทะเบียนกับกรมปศุสัตว์แล้ว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/98510</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.), ธนารัตน์ งามวลัยรัตน์, ประกันภัยโคนม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210404/image_big_6069782a00761.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>98284</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/04/2021 15:34</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/04/2021 15:34</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“ธนารัตน์ งามวลัยรัตน์” ปักธงภารกิจ ธ.ก.ส. ดึงดิจิทัลเสริมแกร่งเกษตร พัฒนาชนบทสู่ความยั่งยืน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;ldquo;ภาคเกษตร&amp;rdquo; ถือเป็นอีกเครื่องยนต์เศรษฐกิจที่มีความสำคัญกับประเทศไทยเป็นอย่างมาก นั่นเพราะมีอัตราการจ้างงานที่อยู่ในระดับสูง พื้นที่ในการทำเกษตรกรรมครอบคลุมกว่า&amp;nbsp;40%&amp;nbsp;ของพื้นที่ทั่วประเทศ แต่จากโครงสร้างในภาคเกษตรกรรมของไทยที่ยังเน้นการใช้กำลังแรงงาน หลายส่วนยังเข้าไม่ถึงเทคโนโลยี ซึ่งปัจจุบันได้มีการพัฒนาไปในหลายรูปแบบ ทั้งเทคโนโลยีในการสนับสนุนการผลิต การเพาะปลูก ไปจนถึงเทคโนโลยีด้านการเงินเพื่อเสริมศักยภาพการทำเกษตรกรรมในมิติต่างๆ อาจทำให้ประสิทธิภาพของภาคเกษตรกรรมไทยยังเดินหน้าได้ไม่เต็มที่ ดังนั้นการเร่งพัฒนาภาคเกษตรผ่านการส่งเสริม และสนับสนุนเทคโนโลยีในแง่มุมต่างๆ จึงกลายเป็นประเด็นสำคัญที่ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องเร่งดำเนินการ
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร&amp;nbsp;(ธ.ก.ส.)&amp;rdquo;&amp;nbsp;ตระหนักถึงการเพิ่มศักยภาพให้ภาคเกษตรกรรมของไทย ผ่านการยกระดับและมุ่งสร้าง&amp;nbsp;Social Safety Net&amp;nbsp;สู่เกษตรกรและชุมชน ด้วยการร่วมมือกับภาคีเครือข่ายในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการ การวิจัย-นวัตกรรม การตลาด การดูแลด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม พร้อมสนับสนุนเกษตรกรและผู้ประกอบการรุ่นใหม่เข้ามาเสริมความเข้มแข็งและการเติบโตในภาคชนบท รวมทั้งยังเร่งเติมเทคโนโลยี เพื่อส่งมอบผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินที่สะดวก รวดเร็ว ทันสมัย ตอบโจทย์ความต้องการในยุคดิจิทัล
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ธนารัตน์ งามวลัยรัตน์ ผู้จัดการ ธ.ก.ส.คนล่าสุด ได้เปิดนโยบายในการขับเคลื่อน ธ.ก.ส. ว่า&amp;nbsp;ยังคงมุ่งไปสู่วิสัยทัศน์ที่ธนาคารวางไว้ คือ เป็น&amp;nbsp;&amp;ldquo;ธนาคารพัฒนาชนบทที่ยั่งยืน มุ่งสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในชนบท&amp;rdquo;&amp;nbsp;แต่จะปรับวิธีหรือกระบวนการทำงานเพื่อมุ่งสู่เป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเน้นการดูแลเกษตรกรลูกค้าให้สามารถยืนอยู่ได้อย่างมั่นคง ยั่งยืน ผ่านมาตรการสนับสนุนด้านสินเชื่อ โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีทักษะความรู้ความสามารถด้านเทคโนโลยี การบริหารจัดการด้านการตลาด ให้เข้ามาต่อยอดในการเพิ่มมูลค่าผลผลิต และสร้างขีดความสามารถทางการแข่งขัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนการขับเคลื่อนงานพัฒนาชนบท จะมุ่งสร้างการมีส่วนร่วมในชุมชน ให้ชุมชนสามารถพึ่งตนเองได้ทางเศรษฐกิจ เน้นดูแลรักษาสุขภาพในครัวเรือนและชุมชน การรวมกลุ่มวิเคราะห์ปัญหา สร้างทางเลือกและนำไปสู่การแก้ไขปัญหาที่ตรงจุด มีการจัดการด้านการดูแลทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การดำรงรักษาวัฒนธรรม ประเพณี ภูมิปัญญาท้องถิ่นและการใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมกับชุมชน โดยเน้นความร่วมมือกับภาคีเครือข่าย ทั้งภาครัฐและเอกชน ในการดำเนินโครงการต่างๆ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อผู้บริโภค การเพิ่มมูลค่าผลผลิต และการบริหารจัดการทางการตลาด เช่น การเชื่อมโยงตลาด&amp;nbsp;Social Commerce&amp;nbsp;การส่งเสริมระบบการตรวจสอบย้อนกลับในสินค้าเกษตรอินทรีย์ตลอดห่วงโซ่คุณค่าบนระบบ&amp;nbsp;Blockchain&amp;nbsp;การพัฒนาสินค้าเกษตรสู่ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมาตรฐาน&amp;nbsp;เป็นต้น
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ธ.ก.ส.&amp;nbsp;รวมถึงสถาบันการศึกษาต่างๆ ที่เข้าไปสร้างองค์ความรู้ เพื่อต่อยอดผลผลิต สร้างอาชีพและรายได้ให้กับชุมชน เป็นต้น&amp;nbsp;ทั้งนี้ โครงการที่ดำเนินการถือเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างตาข่ายความปลอดภัยทางสังคม&amp;nbsp;(Social Safety Net)&amp;nbsp;ที่จะเข้าไปดูแลและสร้างภูมิคุ้มกันให้เกษตรกรและชุมชนมีความเข้มแข็งและเติบโตอย่างมีคุณภาพ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ธนารัตน์ กล่าวอีกว่า&amp;nbsp;สร้างการเปลี่ยนแปลงโดยการนำเทคโนโลยีมาใช้เป็นเครื่องมือสนับสนุนการดำเนินงานของธนาคาร&amp;nbsp;การนำ&amp;nbsp;Fin Tech&amp;nbsp;มาใช้ผ่าน&amp;nbsp;Digital Banking&amp;nbsp;เพื่อส่งมอบผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินที่ทันสมัย รวดเร็ว สะดวกสบาย ช่วยลดต้นทุนและตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า เช่น การรับชำระเงินด้วย&amp;nbsp;QR Code&amp;nbsp;ผ่าน&amp;nbsp;Alipay&amp;nbsp;ผ่านแอปพลิเคชันร้านน้องหอมจัง ซึ่งเป็นการเชื่อมระบบการชำระเงินกับต่างประเทศ ช่วยอำนวยความสะดวกในการชำระเงินให้กับลูกค้า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โครงการ&amp;nbsp;ATM White Label&amp;nbsp;ระบบเอทีเอ็มกลางที่รับบัตรอิเล็กทรอนิกส์ของทุกธนาคาร ช่วยให้ผู้บริโภคเข้าถึงบริการทางการเงินได้อย่างสะดวกและไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมการใช้บริการตู้เอทีเอ็มระหว่างธนาคารหรือข้ามเขต&amp;nbsp;การสร้างเครือข่ายทางการเงิน&amp;nbsp;(Banking Agent)&amp;nbsp;ร่วมกับเคาน์เตอร์เซอร์วิส ไปรษณีย์ไทย ตู้บุญเติมและตู้เติมสบาย เพื่อให้ลูกค้ามีทางเลือกในการทำธุรกรรมกับ ธ.ก.ส.มากยิ่งขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รวมถึง การบริหารจัดการข้อมูลเพื่อรองรับการดำเนินงานและสร้างโอกาสการแข่งขัน การเชื่อมโยงกับผู้ให้บริการอื่น&amp;nbsp;และที่สำคัญคือ การพัฒนาบุคลากรให้มีทักษะและความสามารถตรงกับงานที่รับผิดชอบ โดยปรับปรุงกระบวนการทำงาน เพิ่มศักยภาพในการบริหารจัดการและให้บริการ พร้อมทั้งลดต้นทุนและค่าใช้จ่ายการดำเนินงาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ธ.ก.ส.ได้วางเป้าหมายในการสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน ผ่านการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการขับเคลื่อนและเพิ่มประสิทธิภาพของลูกค้าของธนาคารและชุมชน โดยเฉพาะในด้านการตลาด ด้วยการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการวิเคราะห์ บริหารจัดการข้อมูลเพื่อสร้างโอกาสในการแข่งขันที่มากขึ้น ตอบสนองความต้องการของกลุ่มลูกค้าที่ตรงจุด พร้อมกับการหาช่องทางการจัดจำหน่ายในมิติใหม่ๆ ที่สอดคล้องกับยุคปัจจุบัน นั่นคือ ช่องทางออนไลน์ ผ่านแพลตฟอร์มต่างๆ ที่ได้รับความนิยม โดยภายในปีนี้ ธ.ก.ส.วางแผนว่าจะร่วมมือกับธนาคารกรุงไทยในการทำ Social Commerce&amp;nbsp;เพื่อนำสินค้าจากเกษตรกรและวิสาหกิจชุมชนกว่า&amp;nbsp;150&amp;nbsp;รายไปจำหน่ายได้ช่วงเดือน เม.ย.-พ.ค.2564&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตลอดระยะเวลา&amp;nbsp;55&amp;nbsp;ปี ธ.ก.ส.ยังคงมุ่งมั่นสร้าง&amp;nbsp;Better Life&amp;nbsp;คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของคนในชนบท&amp;nbsp;Better Community&amp;nbsp;ชุมชนที่ดีและเข้มแข็งขึ้น และ&amp;nbsp;Better Pride&amp;nbsp;สร้างความภาคภูมิใจในการประกอบอาชีพเกษตรกรรมให้มากยิ่งขึ้น เพื่อสร้างรากฐานที่เข้มแข็งให้กับระบบเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมของประเทศ.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;---
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/98284</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.), ธนารัตน์ งามวลัยรัตน์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210404/image_big_6069782a00761.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>96884</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/03/2021 15:45</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/03/2021 15:45</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จ๊าก!ธ.ก.ส.การันตีปีนี้ได้กินทุเรียนแพง!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 มี.ค.2564 นายธนารัตน์ งามวลัยรัตน์ ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) กล่าวว่า แนวโน้มราคาทุเรียนในปี 2564 จะปรับตัวสูงขึ้นกว่าปีที่ผ่านมาประมาณ 15-20% ส่วนหนึ่งเป็นเพราะสภาพอากาศที่มีฝนตกชุก ทำให้ดอกทุเรียนไม่ติด ก็อาจจะส่งผลถึงปริมาณทุเรียนที่จะออกสู่ท้องตลาดในปีนี้ รวมถึงความต้องการและกำลังซื้อของผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะจากตลาดจีน ที่กลับมาฟื้นตัวหลังจากสถานการณ์โควิด-19 ทำให้มีความต้องการบริโภคเพิ่มสูงขึ้นเป็นอย่างมากจากปีที่ผ่านมา เป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อราคาทุเรียนของไทยในปีนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ได้มีการแบ่งทุเรียนออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ 1. ทุเรียนพรีเมี่ยม มีสตอรี่ในการสร้างมูลค่าเพิ่ม อาทิ ทุเรียนป่าละอู ของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ น้ำหนักเฉลี่ย 3.5 โลต่อลูก มีการประเมินว่าราคาจะอยู่ที่ 1,600 บาทต่อลูก หรือทุเรียนภูเขาไฟ ของจังหวัดศรีษะเกษ ที่คาดว่าราคาเฉลี่ยจะอยู่ที่ 150-170 บาทต่อกิโลกรัม ขณะที่หากเป็นการขายแบบยกต้น ราคาจะอยู่ที่ประมาณ 40,000-50,000 บาทต่อต้น 2. ทุเรียนส่งออก โดยเฉพาะตลาดจีน ที่คาดว่าราคาเฉลี่ยจะอยู่ที่กิโลกรัมละ 120-150 บาท และ 3 ทุเรียนทั่วไปที่มีการบริโภคในประเทศ คาดว่าราคาเฉลี่ยปีนี้จะอยู่ที่ 120-130 บาทต่อกิโลกรัม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ต้องยอมรับว่าแนวโน้มราคาทุเรียนในปี 2564 จะปรับตัวสูงขึ้นกว่าปีก่อนมาก เพราะปริมาณผลผลิตที่คาดว่าจะออกสู่ตลาดไม่มากนัก รวมถึงความต้องการของผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วอย่างมาก โดยเฉพาะจีนที่ฟื้นจากโควิด-19 ได้ก่อน ซึ่งเป็นตลาดที่มีกำลังซื้อสูงก็เริ่มกลับมาบริโภคจำนวนมาก&amp;rdquo; นายธนารัตน์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายธนารัตน์ กล่าวอีกว่า ในส่วนของพืชผลทางการเกษตรในปีนี้ ที่คาดว่าราคาจะชะลอตัวลง มีอยู่ 3-4 ชนิด ได้แก่ ปาล์มน้ำมัน ข้าว ข้าวโพด และมันสำปะหลัง ซึ่งในส่วนนี้อาจมีผลกระทบต่อความสามารถในการชำระหนี้ของเกษตรกรบ้าง ซึ่งธนาคารก็พร้อมจะพิจารณาแนวทางในการช่วยเหลือต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/96884</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทุเรียนแพง, ธ.ก.ส., ธนารัตน์ งามวลัยรัตน์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210322/image_big_605858aae7c1e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>96863</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/03/2021 12:17</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/03/2021 12:17</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ธ.ก.ส.&#039;พร้อมปล่อยกู้หนุนเกษตรกรปลูกกัญชา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 มี.ค.2564 นายธนารัตน์ งามวลัยรัตน์ ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) กล่าวว่า เตรียมหารือร่วมกับการยาสูบแห่งประเทศไทย (ยสท.) หลังจากที่ ยสท. เตรียมจะขึ้นทะเบียนเกษตรผู้ปลูกกัญชง-กัญชา ในวันที่ 1 เม.ย. นี้ จำนวน 13,000 ครัวเรือน โดยจะมีการหารือถึงเงื่อนไขในการรับรองการปลูกกัญชง-กัญชา ก่อนพิจารณาแนวทางในการปล่อนสินเชื่อเพื่อสนับสนุนเกษตรกรในกลุ่มนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ธ.ก.ส. สามารถปล่อยสินเชื่อให้เกษตรกรผู้ปลูกกัญชง-กัญชาได้ ซึ่งจะอยู่ในวงเงินสินเชื่อสำหรับปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิต วงเงิน 10,000 ล้านบาท หากเกษตรกรต้องการจะเปลี่ยนการเพราะปลูกมาปลูกกัญชงกัญชา ส่วนจะมีสินเชื่ออะไรเพิ่มเติมอีกหรือไม่ ก็ขอพิจารณาความต้องการของเกษตรกร และดูเรื่องกระบวนการผลิตให้ชัดเจนก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;โดยเบื้องต้นได้สั่งให้เจ้าหน้าที่ลงไปดูลูกค้าไว้บ้างแล้ว ซึ่งกัญชง-กัญชาที่จะปลูก จะต้องผ่านเกณฑ์ที่ภาครัฐกำหนด โดยขณะนี้เห็นว่ายังอนุญาตให้ปลูกแค่ครัวเรือนละ 6 ต้นเท่านั้น&amp;quot; นายธนารัตน์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายธนารัตน์ กล่าวอีกว่า จะไปคุยกับอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เพื่อหารือหลักเกณฑ์การดำเนินการปลูกกัญชง-กัญชา ซึ่งขณะนี้มีบริษัทขนาดใหญ่ที่สนใจนำมาใช้ในอุตสาหรรม เช่น ซีพี ที่สนใจนำมาใช้ในอุตสาหกรรมอาหาร คาราบาว ที่จะใช้กัญชาในอุตสาหกรรมเครื่องดื่มบำรุงกำลัง แต่การให้สินเชื่อก็ต้องดูเงื่อนไขของกฎหมายด้วย ที่ออกโดยองค์การเภสัชกรรม ที่ตอนนี้ยังไม่ได้อนุญาตให้ปลูกเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมทั่วไป จึงต้องดูนโยบายให้ชัดเจน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/96863</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธนารัตน์ งามวลัยรัตน์, ปลูกกัญชา, ปล่อยกู้</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210322/image_big_605828279b9e9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
