<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>24629</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/12/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/12/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;ช็อปออนไลน์&quot;ฮิตติดลมบน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตอนนี้คงแทบจะไม่มีใครไม่เคย &amp;ldquo;ช็อปปิ้งออนไลน์&amp;rdquo; ด้วยเพราะความสะดวก สบาย และรวดเร็วจากเทคโนโลยีหลายๆ อย่าง ทำให้การช็อปปิ้งออนไลน์ได้รับความนิยมตามไปด้วย ซึ่งส่งผลให้แนวโน้มของธุรกิจดังกล่าวเติบโตขึ้นอย่างโดดเด่น และเห็นได้ชัดตามไปด้วยนั่นเอง ยิ่งกระแสการเข้าถึง &amp;ldquo;โซเชียลมีเดีย&amp;rdquo; ที่เพิ่มมากขึ้นทุกวัน ก็ยิ่งเป็นอีกกำลังสำคัญที่ทำให้การซื้อ-ขายผ่านระบบออนไลน์ โตแรงแบบฉุดไม่อยู่ตามไปด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ธนาวัฒน์ มาลาบุปผา&amp;rdquo; ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท ไพร์ซซ่า จำกัด ระบุถึงพฤติกรรมของผู้บริโภคในปัจจุบันว่า ส่วนใหญ่ใช้เวลาอยู่กับแพลตฟอร์มต่างๆ จำนวนมาก เพื่อความบันเทิง การติดต่อสื่อสาร โอนเงิน ทำธุรกรรมต่างๆ ตลอดจนการซื้อขายสินค้า โดยการช็อปปิ้งออนไลน์ถือเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมยอดฮิตของผู้บริโภคบนโซเชียลมีเดีย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พฤติกรรมของคนไทยที่เข้ามาค้นหาสินค้าเปรียบเทียบราคาบนไพรซ์ซ่า พบว่า วันที่พีกคือวันจันทร์ และจำนวนจะค่อยๆ ลดลงในวันถัดไป ส่วนวันเสาร์และอาทิตย์นั้นจะน้อยที่สุด ซึ่งอาจหมายถึงว่าคนไทยนิยมช็อปปิ้งออนไลน์ในวันทำงานนั่นเอง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ จากการสำรวจในหลายประเทศ ในช่วงปี 2560 พบว่าจีนและไทยเป็นนักช็อปข้ามประเทศที่นิยมซื้อสินค้าผ่านอุปกรณ์มือถือมากที่สุด โดยกว่า 47% ของนักช็อปจีนที่ซื้อสินค้าออนไลน์จากต่างประเทศ จะเลือกช็อปผ่านแท็บเล็ตและสมาร์ทโฟน ส่วนนักช็อปจากไทย ประมาณ 46% นิยมซื้อสินค้าข้ามประเทศผ่านอุปกรณ์มือถือ และจากการรวบรวมข้อมูลจากผู้ตอบแบบสอบถามในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกทั้งหมด โดยเฉลี่ยจะมีนักช็อปข้ามประเทศที่ซื้อสินค้าผ่านอุปกรณ์มือถือประมาณ 37% ซึ่งในส่วนนี้เป็นผู้ใช้สมาร์ทโฟนถึง 27%
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตรงนี้เองทำให้ผู้ประกอบการร้านค้าส่วนใหญ่เริ่มได้รับผลกระทบจากพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป ด้วยการหันไปช็อปปิ้งออนไลน์กันมากขึ้น ซึ่งส่วนใหญ่ยอมรับว่า &amp;ldquo;ยอดขาย&amp;rdquo; ไม่ได้เติบโตดีเหมือนที่ผ่านมา และบางส่วนก็รับทราบเป็นอย่างดีว่า ผู้บริโภคหันไปช็อปปิ้งผ่านระบบออนไลน์ผ่านแพลตฟอร์มต่างๆ มากขึ้นเป็นลำดับด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตรงนี้ถือเป็นจุดสำคัญที่สะท้อนให้เห็นชัดเจนว่า หากผู้ประกอบการยังไม่มีการปรับตัว ยืนนิ่งอยู่เหมือนเดิม ยังประกอบธุรกิจในรูปแบบเดิมๆ อาจทำให้ &amp;ldquo;อยู่ไม่รอด&amp;rdquo; การปรับตัวเพื่อสอดรับกับเทคโนโลยีจึงกลายเป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งนั่นเองเป็นเหตุผลที่เรามักได้เห็นร้านค้าหลายร้านหันมาจับธุรกิจการค้าขายผ่านระบบออนไลน์กันมากขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การซื้อ-ขายผ่านระบบออนไลน์ที่กำลังเติบโตเพิ่มมากขึ้นนั้น ได้แผ่อานิสงส์ไปยังธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องให้มีทิศทางการเติบโตที่น่าสนใจเพิ่มมากขึ้นด้วยเช่นกัน หนึ่งในนั้นคือ &amp;ldquo;ธุรกิจส่งพัสดุ&amp;rdquo; ที่พบว่ามีการเติบโตอย่างก้าวกระโดด และมีผู้ประกอบการมากหน้าหลายตาเข้ามาต่อสู่ในสนามธุรกิจครั้งนี้เพิ่มมากขึ้นด้วยเช่นกัน ตัวอย่างหนึ่งที่เห็นได้อย่างชัดเจน คือ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด โดยข้อมูลของ DBD Business Data Warehouse พบว่า รายได้เติบโตอย่างมีนัยสำคัญ ในปี 2557 ไปรษณีย์ไทยมีรายได้อยู่ที่ 2.13 หมื่นล้านบาท ก่อนจะขยายตัวเพิ่มขึ้นเป็น 2.78 หมื่นล้านบาทในปี 2560 เช่นเดียวกับอีกหลากหลายแบรนด์ในธุรกิจส่งพัสดุ ที่มีทิศทางรายได้เติบโตได้อย่างโดดเด่นและน่าจับตาเช่นเดียวกัน ตรงนี้อาจถือเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่เกาะเทรนด์การเติบโตจากการช็อปปิ้งออนไลน์ที่กำลังเติบโตได้เป็นอย่างดี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้วยความร้อนแรงของเทรนด์การช็อปปิ้งออนไลน์นี้เอง จึงอาจกลายเป็นอีกเหตุผลหนึ่งของ &amp;ldquo;ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่..) พ.ศ... เพื่อรองรับระบบภาษีและเอกสารธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ตามแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบการชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติ (อี-เพย์เมนต์) ซึ่งผ่านความเห็นชอบของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ทั้ง 3 วาระเรียบร้อยแล้ว โดยเป้าประสงค์หนึ่งของกฎหมายนี้คือ &amp;ldquo;ร้านค้าออนไลน์ที่ยังไม่อยู่ในระบบภาษี&amp;rdquo; แต่กฎหมายนี้จะไม่กระทบกับผู้เสียภาษีที่ทำถูกต้อง ซึ่งสาระสำคัญของกฎหมาย คือ กำหนดให้สถาบันการเงินต้องแจ้งข้อมูลที่เข้าข่ายการเป็นธุรกรรมพิเศษ ประกอบด้วย การฝากหรือรับโอนเงินทุกบัญชีรวมกันตั้งแต่ 3,000 ครั้งต่อปี และการฝากหรือรับโอนเงินทุกบัญชีรวมกันตั้งแต่ 400 ครั้งต่อปี ขณะที่ยอดรวมของการรับฝากโอนยังคงไว้ที่ตั้งแต่ 2 ล้านบาทขึ้นไป.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ครองขวัญ รอดหมวน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/24629</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระจกไร้เงา, ครองขวัญ รอดหมวน, ธนาวัฒน์ มาลาบุปผา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180114/5a5b68b2a156d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
