<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>58828</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/03/2020 10:18</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/03/2020 10:18</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สภานายจ้างเตือนโควิดกระทบว่างงานเพียบ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4 มี.ค. 2563 นายธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย(อีคอนไทย) เปิดเผยว่า จากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 &amp;nbsp;คาดว่าจะเป็นปัจจัยที่เข้ามาซ้ำเติมการจ้างงานของไทยในปี 2563 ให้ชะลอตัวลงไปกว่าเดิม โดยเฉพาะนักศึกษาจบใหม่ที่จะทะยอยเข้ามาในระบบแรงงานเพิ่มเติมช่วงพ.ค.นี้ประมาณ 500,000 คนจะมีโอกาสได้งานทำค่อนข้างต่ำดังนั้นรัฐบาลจำเป็นต้องหามาตรการหรือแผนรองรับไว้ &amp;nbsp;เช่น การทำโครงการต่าง ๆ โดยใช้งบประมาณจ้างเด็กจบใหม่เช่นอดีตที่เคยดำเนินการไว้เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;รัฐคงต้องหาวิธีไม่ให้เด็กจบใหม่เกิดปัญหาว่างงานเพราะต้องเข้าใจว่าที่ผ่านมานั้นคนว่างงานจากธุรกิจหรือเด็กจบใหม่พอไม่มีงานทำก็ยังกลับบ้านไปทำภาคเกษตรได้บางส่วน แต่ปีนี้ภาคเกษตรของไทยก็เจอผลกระทบกับภัยแล้ง&amp;quot;นายธนิต กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัจจุบันผู้ประกอบการมีการปรับตัวรองรับผลกระทบจากโควิด-19 ที่คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยให้ถดถอยและยังไม่รู้ว่าจะจบเมื่อใดด้วยการรัดเข็มขัดทุกด้านทำให้ธุรกิจภาพรวมทั้งหมดมีการชะลอรับแรงงานใหม่ และธุรกิจที่ได้รับผลกระทบทันทีที่เป็นคลัสเตอร์ท่องเที่ยวอาทิ โรงแรม ร้านค้า สปา &amp;nbsp;ร้านอาหาร ฯลฯ ที่นักท่องเที่ยวหายไปมากกว่า 60%ที่บางส่วนเริ่มปรับแผนลดคน เช่นให้สมัครใจลาออก สมัครใจหยุดงานไม่รับเงินเดือน และเลิกจ้าง &amp;nbsp;ซึ่งหากยืดเยื้อสถานการณ์การเลิกจ้างก็จะมีสูงขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;แรงงานที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจท่องเที่ยวอยู่ในระบบ 3.2 ล้านคนนอกระบบอีก 7 ล้านคนเหล่านี้จะกระทบก่อนแต่จะมากน้อยแค่ไหนขึ้นอยู่ว่าการแพร่ระบาดชองโควิด -19 จะจบเร็วหรือช้าด้วย &amp;nbsp;ท่องเที่ยวที่กระทบยังจะลามไปยังอุตสาหกรรมที่ต่อเนื่องเช่น การผลิตผ้าเช็ดตัว สบู่ สมุนไพร ค้าปลีก ค้าส่ง ที่นักท่องเที่ยวจับจ่ายใช้สอย ถือเป็นเรื่องที่ต้องระวังเพราะเศรษฐกิจไทยจะเปราะบางมาก&amp;quot;นายธนิต กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้โควิด-19ถือเป็นปัจจัยซ้ำเติมการจ้างงานให้ชะลอตัวเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาการจ้างงานได้ชะลอตัวอยู่แล้วจากผลกระทบการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี ทำให้หลายอุตสาหกรรมชะลอการรับคนเพิ่มเพื่อหันไปลงทุนด้านหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติมาทดแทนแรงานคน รวมถึงผลกระทบการส่งออกที่ชะลอตัวจากภาวะสงครามทางการค้า(เทรดวอร์)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามสถานการณ์โควิด-19 ที่ลุกลามไปทั่วโลกและหากยืดเยื้อจะมีผลกระทบที่รุนแรงกว่าวิกฤติปี 2540 แน่นอนเนื่องจากวิกฤติปี 2540 เศรษฐกิจโลกยังดี การส่งออก การท่องเที่ยวของไทยเติบโตปัญหาแรงงานกระจุกอยู่เพียงสถาบันการเงินและเพียงไม่ถึงปีก็ฟื้นตัวได้ แต่โควิด-19 ไม่มีปัจจัยเอื้อเพราะเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจทั้งเศรษฐกิจโลก ส่งออก ท่องเที่ยว รวมถึงภาคเกษตรที่ประสบภัยแล้งดับเกือบทั้งหมด
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/58828</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธนิต โสรัตน์, นักศึกษาจบใหม่, ว่างงาน, สภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย(อีคอนไทย)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190218/image_big_5c6a18e1e65d4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>41079</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/07/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/07/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หวั่นขยับค่าแรงSMEเจ๊ง เอกชนแนะผ่านไตรภาคี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เอกชน&amp;quot; แนะรัฐบาลขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 400 บาทต้องผ่านกรรมการไตรภาคีและยึดตามคุณวุฒิทักษะฝีมือ หวั่นขยับเองเสี่ยงกระทบเอสเอ็มอีเจ๊งต้องปิดกิจการเหมือนอดีต &amp;quot;คสรท.&amp;quot; ชี้ควรปรับเพียง 360 บาทต่อวันเท่ากันทั้งประเทศกระตุ้นการจับจ่ายทั้งระบบมากกว่า &amp;quot;พิชัย&amp;quot; ซัดนโยบายเศรษฐกิจรัฐบาลพาประเทศถอยหลัง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 15 ก.ค. นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวถึงกรณีพรรคร่วมรัฐบาลมีแนวทางการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็น 400 บาทต่อวันว่า ส.อ.ท.เห็นว่าการปรับขึ้นค่าแรงเป็น 400 บาทต่อวันนั้น ควรยึดทักษะฝีมือแรงงานตามหลักของคุณวุฒิวิชาชีพเป็นสำคัญ &amp;nbsp;และการพิจารณาควรผ่านกระบวนการของคณะกรรมการไตรภาคี เพราะหากให้ปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ &amp;nbsp;400 บาทต่อวัน จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยเฉพาะวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) &amp;nbsp;ที่อาจทยอยปิดกิจการเช่นที่เคยเกิดขึ้นในอดีต และยังส่งผลกระทบต่อเกษตรกรรม เพราะขณะนี้ไทยมีการขาดแคลนแรงงาน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสุพันธุ์กล่าวว่า รัฐบาลต้องพิจารณาให้รอบคอบต่อกรณีการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็น 400 บาทต่อวัน เพราะค่าแรงเหล่านี้หากไม่ได้กำหนดตามทักษะและคุณวุฒิวิชาชีพก็เท่ากับจะไปอยู่ที่แรงงานต่างด้าว ซึ่งแรงงานเหล่านี้จะขนเงินกลับประเทศ ไม่ได้หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;การขึ้นค่าแรงควรสะท้อนทักษะฝีมือ ยึดตามกลไกเศรษฐกิจและแต่ละพื้นที่ด้วย ซึ่งที่ผ่านมาการพิจารณาอยู่ที่คณะกรรมการไตรภาคี&amp;quot; ประธาน ส.อ.ท.กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนนายธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย &amp;nbsp;กล่าวว่า หากรัฐบาลจำเป็นจะต้องปรับขึ้นค่าแรงตามที่ได้หาเสียงไว้ก็ควรที่จะกำหนดเป็น 2 แนวทาง &amp;nbsp;คือ ค่าแรงขั้นต่ำก็ควรจะปรับขึ้นให้สะท้อนกลไกเศรษฐกิจที่แท้จริง แต่การขึ้นค่าแรงให้เป็น 400 บาทต่อวัน ควรวางไว้ให้เป็นตามกลไกทักษะฝีมือแรงงานและคุณวุฒิวิชาชีพ ซึ่งจะทำให้ค่าจ้างเหล่านี้ไม่ตกถึงแรงงานทักษะฝีมือต่ำๆ หรือค่าแรงขั้นต่ำที่ปัจจุบันไม่ได้คำนึงถึงวุฒิการศึกษาและมีแรงงานต่างด้าวอยู่จำนวนหนึ่ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ผมยังคิดในแง่บวกว่า รัฐน่าจะมีการพิจารณารายละเอียดถึงการปฏิบัติให้เกิดขึ้นจริงอีกพอสมควร &amp;nbsp;คงไม่ได้หมายถึงการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเฉลี่ยจาก 320 กว่าบาทเป็น 400 บาทต่อวันทันที เพราะหากขึ้นทันทีจริงเศรษฐกิจคงลำบากแน่นอน เรื่องนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานคนใหม่เองก็ยังไม่ได้พูดถึง &amp;nbsp;จึงอยากให้รอดูการตัดสินใจของคณะกรรมการไตรภาคีก่อน&amp;quot; รอง ปธ.สภาองค์การนายจ้างฯ กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายชาลี ลอยสูง รองประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.) กล่าวว่า การขึ้นค่าจ้างเป็นผลดีกับผู้ใช้แรงงาน ซึ่งปัจจุบันได้ไม่ถึง 400 บาทต่อวัน แต่ถามว่าจะมีการจัดการกับค่าครองชีพที่ปรับขึ้นอย่างไร เพราะก่อนหน้าที่จะมีการเลือกตั้ง คณะกรรมการค่าจ้างมีการหารือเตรียมขึ้นค่าจ้างแต่ก็ไม่ได้ขึ้น แล้วรัฐบาลมาหาเสียงว่าจะขึ้น การออกมาพูด 2 รอบแต่ยังไม่มีการปรับค่าจ้างจริง &amp;nbsp;ทำให้บรรดาพ่อค้าแม่ค้าฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้าไปแล้ว ผู้ใช้แรงงานได้รับผลกระทบ ทั้งค่าสิ่งของเครื่องใช้ ค่ารถเมล์ ทุกอย่างขึ้นไปหมดแล้ว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายชาลีกล่าวว่า ครั้งนี้หากจะทำก็ไม่ต้องพูด ไม่ต้องตีกระแส และต้องทำให้ได้ 2 เรื่อง คือ 1.ควบคุมราคาสินค้าให้เป็นธรรม ถ้าคุมไม่ได้ขึ้นค่าจ้างมาก็ไม่มีประโยชน์ และ 2.ต้องบังคับให้นายจ้างปฏิบัติตามนโยบายอย่างแท้จริงทุกราย เพราะตอนขึ้นค่าจ้าง 300 บาท นายจ้างส่วนหนึ่งก็อ้างว่าจ่ายไม่ได้ &amp;nbsp;จ่ายได้เท่านี้ ถ้าไม่เอาก็ไม่จ้าง หรืออย่างคนจบปริญญาตรีเงินเดือน 1.5 หมื่นบาท นายจ้างก็ไปจ้างคนที่จบ ปวช., ปวส.แทน ปริญญาตรีก็ไม่มีงานทำ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ถ้าพูดถึงขึ้นค่าจ้างเป็น 400 บาทต่อวันก็เห็นด้วย แต่อยากเห็นรัฐบาลแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน ไม่ใช่แก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปวันๆ เป็นงูกินหาง ที่ผ่านมาเครือข่ายฯ เสนอว่าให้ปรับค่าจ้างเป็นวันละ 360 &amp;nbsp;บาทเท่ากันทั้งประเทศ แบบนี้คนทั้งประเทศมีเงินในกระเป๋าเท่ากัน กระตุ้นการจับจ่ายใช้สอย ถือว่าคุ้มกว่าการปรับ 400 บาทที่ได้รับจริงๆ เพียง 3-4 จังหวัดเท่านั้น ส่วนที่บอกว่าปรับเท่ากันทั้งประเทศไม่ได้ &amp;nbsp;เพราะแต่ละพื้นที่มีค่าครองชีพแตกต่างกัน เรียนว่าไม่จริง หากเป็นอดีตคงจริงที่คนสามารถเก็บผักเก็บหญ้ากินได้ แต่วันนี้สังคมเปลี่ยนไปแล้ว ทุกอย่างต้องซื้อหมด ร้านสะดวกซื้อมีทุกพื้นที่และขายในราคาเท่ากัน ตามตลาดสดต่างๆ ก็ขายราคาเท่ากัน&amp;quot; นายชาลีกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รองประธาน คสรท.กล่าวว่า ที่บอกขึ้นค่าจ้างเป็น 400 บาทให้แรงงานเพิ่มพูนทักษะก่อน ตรงนี้ไม่ใช่เลย เพราะแรงงานมีฝีมือในปัจจุบันค่าจ้างที่ได้รับก็มากกว่า 400 บาทแล้ว แต่ว่าอยู่สายไหน เช่นยานยนต์ต่ำๆ ก็ 500-600 บาท ไฟฟ้า 400-500 บาทขึ้นไป ทางที่ดีคือรัฐควรเปลี่ยนโครงสร้าง เปลี่ยนนโยบายเป็นเดินหน้าทำอัตราค่าจ้างแรกเข้า และพิจารณาปรับขึ้นในแต่ละปี โดยพิจารณาจากเงินเฟ้อ &amp;nbsp;ประเมินการทำงานของแรงงาน ใครทำดีก็ได้เพิ่ม หากเป็นเช่นนี้จะได้ไม่ต้องมาพูดกันเรื่องค่าจ้างขั้นต่ำทุกปี แรงงานต้องมีการพัฒนาตัวเอง เกิดการแข่งขันกันทำงานเพื่อให้ได้ค่าตอบแทนที่เพิ่มขึ้น แบบนี้เป็นประโยชน์ทุกฝ่าย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ขณะนี้กำลังทำหนังสือส่งไปกระทรวงแรงงานเพื่อขอเข้าพบ รมว.แรงงานคนใหม่และทีมผู้บริหาร &amp;nbsp;เพื่อขอทราบนโยบายและติดตามนโยบายเดิมๆ ว่าเป็นอย่างไร คาดว่าน่าจะเป็นช่วงปลาย ก.ค.นี้&amp;quot; รองประธาน คสรท.กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถามว่าการปรับ 400 บาท หรือ 360 บาทเท่ากันทั้งประเทศ เป็นการเพิ่มในอัตราที่ค่อนข้างสูง อาจกระทบผู้ประกอบการโดยเฉพาะรายย่อย นายชาลีกล่าวว่าเป็นผลกระทบที่เกิดขึ้นแน่อยู่แล้ว เป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องออกมาตรการแก้ปัญหา เช่นเรื่องเงินทุน หรือก่อนหน้าที่มีการปรับลดภาษีให้ในจำนวนที่มากและยาวนานด้วย ถือว่าคุ้มต่อผู้ประกอบการ ส่วนข้อกังวลว่าจะทำให้การย้ายฐานการผลิตไปประเทศอื่น เรียนว่าในส่วนของอุตสาหกรรมบางอย่าง เขาเตรียมที่จะย้ายฐานการผลิตแล้ว ถึงไม่ปรับเพิ่มค่าจ้างเขาก็ไป แต่ขณะเดียวกันก็มีอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่เข้ามาแทน ดังนั้นมองว่าไม่ใช่ปัญหา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีพลังงานและอดีตแกนนำพรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.) กล่าวว่า หลังจากที่มีการแต่งตั้ง ครม.ที่มีเสียงยี้ดังกันไปทั่ว และ ครม.เศรษฐกิจได้เริ่มเสนอนโยบายเศรษฐกิจแล้ว ซึ่งเกรงว่าอาจจะเพิ่มปัญหาทางเศรษฐกิจให้ประเทศมากกว่าจะแก้ไขปัญหา โดยเฉพาะนโยบายที่พรรค พปชร.หาเสียงค่าแรงขั้นต่ำที่ 400-425 บาท ซึ่งได้เคยทักท้วงไว้ก่อนหน้านี้แล้ว &amp;nbsp;ค่าแรงขั้นต่ำควรจะต้องขึ้นและควรจะต้องทยอยขึ้นทุกปีตามอัตราเงินเฟ้อและการพัฒนาของประเทศ &amp;nbsp;แต่ที่ผ่านมา 5 ปี รัฐบาลแทบไม่ยอมขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเลยหรือขึ้นก็น้อยมาก อีกทั้งปัญหาทางการเมืองทำให้การลงทุนในประเทศไทยหดหายมาตลอด ขนาดคนไทยยังหันไปลงทุนต่างประเทศมากกว่าจะลงทุนในไทย การขึ้นค่าแรงแบบก้าวกระโดดจะยิ่งทำให้การลงทุนยิ่งหายไปอีก เศรษฐกิจจะยิ่งทรุด ธุรกิจจะเจ๊งกันมากโดยเฉพาะเอสเอ็มอี และแรงงานจะตกงานกันเพิ่มขึ้นอีกมาก ดังนั้นจึงอยากให้พิจารณาให้ดี &amp;nbsp;ซึ่งจริงๆ แล้วหากไม่ได้มีการปฏิวัติและมีการลงทุนเป็นปกติทุกปี ค่าแรงก็จะค่อยๆ ทยอยปรับเพิ่มขึ้นทุกปี ป่านนี้ก็น่าจะอยู่ที่ประมาณ 400 บาทแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;อยากเห็นว่ารัฐบาลมีนโยบายจะเพิ่มราคาสินค้าเกษตรได้อย่างไร เพราะก่อนเลือกตั้ง พปชร.หาเสียงเรื่องราคาสินค้าเกษตรในระดับราคาที่สูงมาก เช่น ปาล์มกิโลกรัมละ 5 บาท ยางกิโลกรัมละ 65 &amp;nbsp;บาท ข้าวตันละ 12,000 บาท อ้อยตันละ 1,000 บาท เป็นต้น ซึ่งหากทำจริงต้องใช้เงินอีกมหาศาล จะหาเงินมาจากไหน และรัฐจะต้องใช้จ่ายเสียหายมากกว่าการจำนำข้าวมาก&amp;quot; นายพิชัยกล่าว.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/41079</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชาลี ลอยสูง, ธนิต โสรัตน์, พิชัย นริพทะพันธุ์, สุพันธุ์ มงคลสุธี, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190715/image_big_5d2c8912846ac.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
