<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>113465</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/08/2021 13:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/08/2021 13:03</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ธนินท์&#039; เคลียร์ชัด &#039;ซีพี&#039;ไม่เกี่ยวสั่งซื้อซิโนแวค </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
16 ส.ค. 2564 &amp;nbsp;รายงานข่าวแจ้งว่า วันที่ 15 สิงหาคม 2564 ที่ผ่านมา นายธนินท์ เจียรวนนท์ ให้สัมภาษณ์ในรายการสุทธิชัยไลฟ์ ในหัวข้อ &amp;ldquo;มุมมองธนินท์ เจียรวนนท์ โควิดกับทางออกของประเทศไทย&amp;rdquo;โดยพิธีกรคือ นายสุทธิชัย หยุ่น เปิดประเด็นว่า ได้สัมภาษณ์บุคคลจากหลายภาคส่วน และ วันนี้จะเป็นการพูดคุยกับนายธนินท์ในบทบาทภาคธุรกิจ ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 และ แนวโน้มทางเศรษฐกิจของไทย ที่นายธนินท์ เน้นย้ำว่า เป็นหัวเลี้ยว หัวต่อของประเทศไทย ซึ่งวิกฤตโควิดเป็นเหมือนสงครามโลก (โรค) ครั้งที่ 3 ก็ว่าได้ เพราะทุกประเทศในโลกได้รับผลกระทบทั้งหมด แต่หากประเทศใดปรับตัวได้ ก็จะก้าวกระโดด แต่หากประเทศไทยขาดนโยบายที่มีความพร้อม และมีการเปลี่ยนแปลงไม่เร็วพอ ก็จะตกขบวน ตามหลังประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งนี้ในสถานการณ์ที่ตัวเลขผู้ติดเชื้อยังไม่ลดลง และยังไม่แน่ใจว่า ฟ้าจะกลับมาสว่างอีกครั้งเมื่อใด ทั้งนี้ นายธนินท์ ได้กล่าวถึง 4 ประเด็น ที่ต้องให้ความสำคัญ ได้แก่ 1) ปากท้อง 2) ป้องกัน 3) รักษา 4) อนาคต &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ประเด็นแรกคือเรื่อง &amp;ldquo;ปากท้อง&amp;rdquo; โดยนายธนินท์กล่าวว่า ในสถานการณ์ปัจจุบัน คนได้รับความลำบากมาก คนลำบากในต่างจังหวัด ยังพอมีญาติ มีอาหารมาแบ่งปัน ปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ ยังพอประทังชีพได้ แต่คนมีรายได้น้อยในเมือง และคนที่มีภาระ เมื่อเจอเข้ากับวิกฤตที่ต้องกักตัว ไปทำงานไม่ได้ จะทำให้ลำบากมาก แม้กระทั่งอาหาร บางครั้งยังไม่เพียงพอ เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ ที่ภาครัฐต้องมีมาตรการมาดูแล แต่ในส่วนของภาคเอกชน เราทำได้เพียงช่วยแบ่งเบาภาระ โดยเครือซีพี มีโครงการครัวปันอิ่ม แจกอาหาร 2 ล้านกล่อง ในเวลา 2 เดือน ร่วมกับ 100 พันธมิตรอาสาสมัคร ไปแจกให้กับชุมชน โดยอาหารจำนวน 1 ล้านกล่องจากจำนวนทั้งหมด จะสั่งซื้อจากร้านอาหาร ขนาดกลาง ขนาดเล็ก และ ขนาดจิ๋ว เป็นเป็นการช่วยเหลือจากปัญหาร้านถูกปิด เพื่อให้ร้านต่าง ๆ พออยู่ได้ และ ยังช่วยให้ชุมชนต่าง ๆ ที่ลำบาก เข้าถึงอาหาร และ หน้ากากอนามัย ที่แจกในคราวเดียวกัน นอกจากนี้ จะทำการคัดเลือกร้านที่สะอาด ปลอดภัย และช่วยโปร โมทร้านอาหาร พร้อมใส่เบอร์โทร หากใครสนใจก็สั่งซื้อจากร้านได้โดยตรงอีกด้วย &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ประเด็นที่สองคือ &amp;ldquo;ป้องกัน&amp;rdquo; โดยนายธนินท์ เน้นความสำคัญของวัคซีน ยิ่งฉีดได้ครอบคลุมรวดเร็วมากเท่าไหร่ ก็จะลดผลกระทบได้มากเท่านั้น ตัวอย่างมีให้ดูหลายประเทศ เช่น อังกฤษ พอฉีดได้จำนวนมาก ก็กลับมาเปิดประเทศ ถึงแม้ว่าจะติดเชื้อเพิ่ม แต่ก็ไม่ตาย ไม่เจ็บหนัก ก็จะทำให้ประเทศสามารถเดินต่อไปได้ ซึ่งต้องตั้งเป้าหมายฉีดให้ครบ 100% ไปเลย โดยนำเข้าวัคซีนทุกยี่ห้อ ในตอนหนี่งของการสัมภาษณ์ นายสุทธิชัย หยุ่น ได้ถามว่า นายธนินท์ หรือซีพี มีส่วนในการนำเข้าวัคซีนซิโนแวคของรัฐบาลหรือไม่ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งนายธนินท์ ได้ตอบอย่างเคลียร์ชัดว่า ไม่เกี่ยวข้องแน่นอน เพราะการผลิตวัคซีนทั้งหมดของซิโนแวคต้องส่งให้กับรัฐบาลจีน และต่อให้เอกชนอยากซื้อก็ซื้อไม่ได้ พนักงานเครือซีพีในประเทศจีน ยังไม่สามารถซื้อซิโนแวคมาฉีดให้พนักงานได้เลย ขึ้นอยู่กับรัฐบาลจีนทั้งหมด นายธนินท์กล่าวเสริมที่มาของประเด็นซิโนแวคว่า ตอนที่บริษัทซิโนแวคตั้งต้นจะทำวิจัยวัคซีนป้องกันโควิด อยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ มีเงินไม่พอ ต้องการระดมทุนเพิ่ม หลานชายซึ่งรู้จักกับหมอและนักวิจัยด้านยา ก็ได้รับเชิญชวนให้เข้าไปช่วยลงทุนในยามที่บริษัทนี้เงินไม่พอ ซึ่งต่อมาบริษัทนี้ซึ่งอยู่ในเครือฯของซิโนแวคก็ให้เป็นหุ้นบริษัทคืนแก่หลานชายในประเทศจีนมา 15% ในอัตราเท่ากับนักวิจัยที่มีหุ้นกันละ 15% ซึ่งในช่วงนั้น จริง ๆ เป็นการช่วยเหลือนักวิจัยในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ &amp;nbsp;แต่ไปสั่งการอะไรไม่ได้ จะขอซื้อวัคซีนก็ทำไม่ได้แน่นอน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งในประเทศไทย ซีพียังต้องสั่งซื้อวัคซีนซิโนฟาร์มมา 1 แสนโด้ส มาดูแลพนักงานของบริษัทเอง โดยซื้อจากราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ จะซื้อตรงก็ยังทำไม่ได้ เพราะวัคซีน ถูกควบคุมทั้งหมด นอกจากนี้ วัคซีนทุกยี่ห้อ หากผู้ผลิต กล้าฉีดให้คนประเทศของเขา ก็มั่นใจได้ว่า มีความปลอดภัยระดับสูง โดยนายธนินท์เอง ก็ฉีดวัคซีน แอสตร้าซินิก้า เพราะคนอังกฤษฉีดกัน ยอดผู้ป่วยหนัก และ ผู้เสียชีวิตก็ยังน้อย ดังนั้น ต้องนำเข้าวัคซีนหลาย ๆ ยี่ห้อ เข้ามาฉีด ของทางอเมริกา ยุโรป ก็มีเทคโนโลยีที่ดี และประเทศเหล่านั้นได้ฉีดให้คนของเขาจำนวนมาก เราจะกลัวอะไร ยิ่งมีทางเลือกมาก ประชาชนก็มั่นใจ และ ฉีดวัคซีนได้เร็วขึ้น &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ประเด็นที่สามคือ &amp;ldquo;รักษา&amp;rdquo; โดยกล่าวถึง การรักษาที่ต้องเร็ว ถึงแม้ว่าผู้ป่วย 90% หายได้ด้วยการดูแลตัวเอง แต่การที่ผู้ป่วยต้องอยู่บ้านเป็น Home Isolation มากขึ้น ยังจำเป็นต้องดำเนินการคู่กับหมอทางไกล Telehealth และต้องเข้าถึงยาโดยเร็ว หากคนไข้ได้ปรึกษาอาการกับหมอ มีหมอออนไลน์ จะมีกำลังใจ นอกจากนี้นายธนินท์ได้ย้ำว่าเรื่องการเข้าถึงยามีความสำคัญอย่างมาก อย่ารอให้คนไข้มีอาการหนัก และควรกระจายยาอย่างรวดเร็ว ลดขั้นตอน ยุคนี้ต้องเร็วและมีคุณภาพ สำหรับเครือซีพี คงช่วยได้บ้างในเรื่องการปลูกฟ้าทะลายโจรในโครงการ ปันปลูก ฟ้าทะลายโจร แจกฟรี 30 ล้านเม็ด ในพื้นที่ 100 ไร่ ใน 100 วัน เราจะปลูกเพื่อแจกจ่ายฟรี เพราะตอนนี้ฟ้าทะลายโจรขนาดตลาดมาก เป็นเพียงเข้าไปเสริมในตลาด ทำให้ผู้ประกอบการเดิมไม่กระทบ ดังนั้น เราเป็นการเติมซัพพลาย เข้าไปลดความขาดแคลนเท่านั้น โดยเป็นการแจกฟรี ไม่มีค่าใช้จ่ายแน่นอน โดยจะปลูกโดยควบคุมเป็นแบบปลอดสารพิษทั้งหมด และจะถ่ายทอดองค์ความรู้ให้เกษตรกร ชาวบ้าน โดยมีอิสระในการปลูก การขาย และขยายผล โดยไม่มีค่าใช้จ่าย แต่ทั้งนี้ การบริโภคฟ้าทะลายโจร ต้องรับประทานในปริมาณที่เหมาะสมตามคำแนะนำของสาธารสุข &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ประเด็นที่ 4 คือ &amp;ldquo;อนาคต&amp;rdquo; ซึ่งนายธนินท์ ชี้ประเด็นประเทศไทยเสี่ยงถดถอย หากภาครัฐไม่มีมาตรการรองรับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ปัจจุบัน ธุรกิจขนาดจิ๋ว เล็ก กลาง ใหญ่ ล้วนได้รับผลกระทบ และหากต้องล้มหาย ตายจากไป หลังพ้นวิกฤต บริษัทที่จะจ่ายภาษีให้ประเทศได้จะมีจำนวนลดน้อยลง และเครื่องจักรเศรษฐกิจ เช่น ท่องเที่ยว ส่งออก จะใช้เวลาฟื้นตัวช้า หากมีการปิดกิจการไปแล้ว ดังนั้น ต้องดูแลให้ธุรกิจทุกระดับอยู่รอด และ ปรับตัวสู่ธุรกิจอนาคต โดยเฉพาะ ธุรกิจ 4.0 และที่สำคัญต้องเตรียมพร้อมเรื่องคน วันนี้ประเทศไทยแข่งเรื่องแรงงานราคาถูก กับประเทศเพื่อนบ้านไม่ได้แล้ว เพราะเรายังต้องใช้แรงงานจากประเทศเพื่อนบ้าน ดังนั้น ไทย ต้องขยับไปสู่ธุรกิจไฮเทค แต่ก็ตามมาเรื่องคน คนเราพร้อมหรือไม่ รัฐบาลพูดไป แต่ยังขับเคลื่อนได้ช้า เราต้องออกไปเชิญชวนการลงทุน มาเพื่อสร้างงานในประเทศไทย ดึงดูดนักลงทุน ให้มาลงทุนอุตสาหกรรมใหม่ในประเทศไทย ไม่ใช่ไปประเทศเพื่อนบ้าน ทุกบริษัทระดับโลกด้านไฮเทค ล้วนเนื้อหอม ทุกประเทศอยากดึงบริษัทเหล่านี้ไปลงทุนในประเทศกันทั้งนั้น &amp;nbsp;แล้วประเทศไทย จะมีมาตรการเชิงรุกอะไร ในการไปดึงบริษัทเหล่านี้เข้ามา ดึงคนเก่งทั่วโลก มาอยู่เมืองไทย มาใช้จ่ายที่ประเทศไทย มาจ่ายภาษีให้ประเทศไทย เหมือนเช่นอเมริกา ดึงคนยุโรป จีน อินเดีย ญี่ปุ่น ไปอยู่อเมริกา หรือ คนสิงค์โปร์มีประชากรครึ่งหนึ่ง เป็นคนจากต่างประเทศที่เข้าไปลงทุน เศรษฐกิจใหม่ ก็จะเกิดขึ้น แต่ที่พูดมาทั้งหมด ต้องทำควบคู่กันทั้งหมด ยามมืดสุด ต้องคิดว่า เมื่อสว่างแล้ว ประเทศจะเป็นอย่างไร &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ดังนั้น ทั้ง 4 ประเด็น ตั้งแต่ปากท้องที่ต้องดูแล ป้องกันโดยการหาวัคซีนให้มากและเร็วที่สุด หากเอกชนจะช่วยนำเข้า รัฐควรรีบสนับสนุน วัคซีนยี่ห้อไหนดี ต้องพยายามนำเข้ามาทั้งหมด การรักษาที่ต้องรวดเร็ว ต้องเข้าถึงยา อย่าปล่อยให้หนัก และสุดท้ายคือ ต้องมองเรื่องอนาคตควบคู่ ทั้ง 4 เรื่องนี้ เป็นเรื่องที่ต้องทำพร้อมกัน ในยามวิกฤต จะใช้ขั้นตอนแบบเดิมไม่ได้ ต้องรวดเร็วและมีคุณภาพ นายธนินท์ ทิ้งท้ายว่า สิ่งที่ได้เรียนรู้จากวิกฤตครั้งนี้คือ ความสำคัญของการเปลี่ยนแปลง การปรับตัว หากใครไม่สามารถปรับตัวได้ก็จะไม่สามารถอยู่รอดได้ ไม่ว่าบริษัทจะใหญ่หรือเล็ก ประเทศใดปรับตัวได้จะเป็นผู้นำใหม่ ประเทศที่เคยเป็นผู้นำ หากปรับตัวไม่ได้ ก็จะกลายเป็นผู้ตาม และนี่แหละ คือ สงครามโลก(โรค) ครั้งที่ 3 ที่ทุกหย่อมหญ้า ได้รับผลกระทบอย่างเท่าเทียม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/113465</URL_LINK>
                <HASHTAG>ซีพี, ธนินท์ เจียรวนนท์, วัคซีนซิโนแวค, สุทธิชัย หยุ่น</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210816/image_big_6119ff2c13e34.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>106431</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/06/2021 13:12</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/06/2021 12:59</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ซีพี-ซีพีเอฟ ร้อยเรียงใจ &quot;ส่งเสบียง&quot; หนุนทีมแพทย์ทั่วไทย สู้วิกฤตโควิด </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การระบาดระลอกใหม่ของโควิด-19 ก่อให้เกิดความกังวลกับคนไทยอีกครั้งหนึ่ง นอกจากเราจะต้องปฏิบัติตามมาตรการป้องกันและอย่างเข้มงวด รวมทั้งการฉีดวัคซีนซึ่งเป็นความหวังของทุกคนแล้ว หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ต้องผนึกกำลังรวมใจช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายที่ปฏิบัติงานอย่างหนัก เพื่อให้คนไทยกลับมาใช้ชีวิตอย่างปกติสุขเช่นเดิมโดยเร็ว &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ ในฐานะผู้ผลิตอาหารชั้นนำ มุ่งมั่นส่งมอบอาหารคุณภาพ สะอาด และปลอดภัย ได้มาตรฐานขั้นสูงสุดของอุตสาหกรรมอาหารระดับโลก ดำเนินโครงการ &amp;ldquo;CPF ส่งอาหารจากใจ ร่วมต้านภัยโควิด-19&amp;rdquo; ตั้งแต่ปี 2563 จนถึงปัจจุบัน โดยมอบอาหารสำเร็จรูปพร้อมรับประทาน สนับสนุนการปฏิบัติหน้าที่ของแพทย์ พยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์ เพื่อบรรเทาความเหน็ดเหนื่อยจากภารกิจด่านหน้าในการรับมือกับโควิด &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร ซีพีเอฟ กล่าวว่า ซีพีเอฟ ในฐานะพลเมืองที่ดีของสังคม (Good Corporate Citizen) ได้นำความเชี่ยวชาญด้านการผลิตอาหารไปช่วยเหลือพี่น้องคนไทยให้ผ่านวิกฤตโควิด-19 ภายใต้โครงการ &amp;ldquo;CPF ส่งอาหารจากใจ ร่วมต้านภัยโควิด-19&amp;rdquo; เพื่อส่งมอบอาหารพร้อมทานที่มีคุณค่าทางโภชนาการ เสริมพลังกายและเป็นกำลังใจให้บุคลากรทางการแพทย์ เจ้าหน้าที่ อสม. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ที่เสียสละต่อสู้กับโรคระบาดเพื่อให้คนไทยปลอดภัย นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังแบ่งปันความอิ่มอร่อยเพื่อแทนคำขอบคุณประชาชนที่ให้ความร่วมมือกับภาครัฐฉีดวัคซีน ร่วมสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ให้กับประเทศไทยด้วย &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในการระบาดโควิด-19 ระลอกใหม่ ซีพีเอฟ ยังผนึกกำลัง บริษัทฯ ในเครือซีพี ทั้ง บริษัท ซีพี อินเตอร์เทรด จำกัด หรือซีพีไอ ซีพีออลล์ ทรู แม็คโคร บริษัท เกษตรภัณฑ์อุตสาหกรรม จำกัด หรือเคพีไอ มูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์ มูลนิธิธนินท์-เทวี เจียรวนนท์ มูลนิธิพุทธรักษา และมูลนิธิเชฟแคร์ ส่งมอบผลิตภัณฑ์อาหารพร้อมทาน น้ำดื่ม และครุภัณฑ์ทางการแพทย์ ให้แก่โรงพยาบาลหลักและโรงพยาบาลสนามทั่วประเทศ อาทิ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ โรงพยาบาลชลบุรี โรงพยาบาลระยอง โรงพยาบาลพุทธชินราช จ.พิษณุโลก โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชเด่นชัย จ.แพร่ โรงพยาบาลสนาม จ.เชียงใหม่ โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ จ.อุบลราชธานี โรงพยาบาลสนาม ม.ขอนแก่น โรงพยาบาลสนาม มหาวิทยาลัยมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี โรงพยาบาลสนาม จ.ตรัง โรงพยาบาลสงขลา เป็นต้น รวมถึงกลุ่มเปราะบาง แรงงานต่างชาติ และผู้ที่อาศัยในชุมชนแออัด เช่น คลองเตย ตลอดจนเจ้าหน้าที่และอาสาสมัครในศูนย์ฉีดวัคซีนต่างๆ อาทิ ศูนย์ฉีดวัคซีนกลางบางซื่อ ศูนย์ฉีดวัคซีนผู้ประกันตนมาตรา 33 จำนวน 46 จุดทั่ว กทม. ห้างสรรพสินค้าไอคอนสยาม และดิ เอ็มโพเรียม วิกฤตจากวันแรก...ถึงวันนี้ ซีพีเอฟ มอบอาหารไปแล้วหลายล้านแพ็ค น้ำดื่มและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพหลายล้านขวด ตลอดจนวัตถุดิบอาหารสดและเครื่องปรุงรสสำหรับนำไปปรุงเป็นอาหารพร้อมทาน รวมแล้วกว่า 500 แห่งทั่วประเทศ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การระดมความช่วยเหลือในครั้งนี้ เป็นไปตามนโยบายของประธานอาวุโส ธนินท์ เจียรวนนท์ ที่ต้องการให้ทุกบริษัทในเครือซีพี ภายใต้โครงการ &amp;ldquo;ซีพีร้อยเรียงใจ สู้ภัยโควิด-19&amp;rdquo; สอดคล้องกับหลักปรัชญา 3 ประโยชน์ ไปช่วยเหลือประเทศชาติและประชาชน เพื่อร่วมเคียงข้างคนไทยและเป็น &amp;#39;ทีมประเทศไทย&amp;#39; ก้าวผ่านวิกฤตโควิด-19 ไปด้วยกัน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/106431</URL_LINK>
                <HASHTAG>CPF ส่งอาหารจากใจ ร่วมต้านภัยโควิด-19, Good Corporate Citizen, การระบาดระลอกใหม่, ซีพี, ซีพีออลล์, ซีพีเอฟ, ซีพีไอ, ฐานะพลเมืองที่ดีของสังคม, ทรู, ธนินท์ เจียรวนนท์, นายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ, บริษัท ซีพี อินเตอร์เทรด จำกัด, บริษัท เกษตรภัณฑ์อุตสาหกรรม จำกัด, บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน), ประธานอาวุโส, มูลนิธิธนินท์-เทวี เจียรวนนท์, มูลนิธิพุทธรักษา, มูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์, มูลนิธิเชฟแคร์, ส่งมอบอาหารคุณภาพ สะอาด และปลอดภัย, ส่งเสบียง, อุตสาหกรรมอาหารระดับโลก, เคพีไอ, เครือซีพี, เป็นกำลังใจให้บุคลากรทางการแพทย์, แม็คโคร, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210615/image_big_60c8432cea959.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>99846</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/04/2021 16:53</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/04/2021 16:53</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;เจ้าสัวธนินท์&quot;ควัก200 ล้าน เสริมกำลังรพ.สนาม  สู้โควิดระลอก 3 ประเดิมที่รพ.จุฬาฯ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;

18เม.ย.64- นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ กล่าวว่า สถานการณ์โควิด-19 วันนี้เป็นตัวเลขที่สูงสุดอีกวันหนึ่ง ที่มีผู้ติดเชื้อถึง 1,767 คน ทำให้ผู้ป่วยสะสมในโรงพยาบาลสูงถึง 13,568 ราย ซึ่งโรงพยาบาลก็เริ่มประสบปัญหาเตียงไม่เพียงพอ ปัจจุบันมีผู้ป่วยอยู่โรงพยาบาลสนาม 571 ราย ซึ่งต่อไปจะมีตัวเลขสูงมากขึ้น สำหรับคนทั่วไป สามารถช่วยส่วนรวมได้โดยการดูแลตัวเองไม่ให้ติดเชื้อ ลดภาระทางการแพทย์ และในส่วนของภาคเอกชน ก็เป็นหน้าที่ต้องเข้ามาช่วยอีกแรง โดยเฉพาะเครือเจริญโภคภัณฑ์ ได้เตรียมงบประมาณ 200 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนเรื่องโรงพยาบาลสนาม ของโรงพยาบาลต่างๆ โดยเน้นไปที่สิ่งที่เครือทำได้เช่น อาหาร เครื่องดื่ม และเสริมอุปกรณ์การแพทย์ที่ขาด บริษัททุกบริษัทในเครือจะมาช่วยผนึกกำลังเพื่อช่วยเสริมบุคลากรทางการแพทย์ ที่เสียสละเป็นอย่างมาก โดยเริ่มต้นที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และต่อยอดไปยังโรงพยาบาลอื่นๆ อาทิ โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า โรงพยาบาลศิริราช โรงพยาบาลรามาธิบดี โรงพยาบาลตำรวจ &amp;nbsp;โรงพยาบาลของทหารบก ทหารเรือ ทหารอากาศ เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศ. นพ.สุทธิพงศ์ วัชรสินธุ ผู้อำนวยการ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทยกล่าวว่า ตอนนี้สถานการณ์รุนแรงขึ้นมาอีกครั้ง &amp;nbsp;คนไข้มีจำนวนมากขึ้น โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ฯ ร่วมกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จึงได้เตรียมการโรงพยาบาลสนาม เพื่อรองรับบุคลากร และนิสิตที่มีการติดเชื้อรวมถึงการเปิดให้กับผู้ป่วยต่อไปด้วย เพื่อให้ผู้ป่วยอาการปานกลางและอาการหนัก มีพื้นที่เพียงพอในโรงพยาบาล ทั้งนี้ต้องขอบคุณท่านประธานธนินท์ และบริษัทในเครือซีพี ที่เป็นองค์กรเอกชนที่มีความตั้งใจดี ในการเข้ามาสนับสนุนดำเนินโครงการทั้งเรื่องโรงพยาบาลสนาม และ Hospitel ให้ประสบความสำเร็จและผ่านวิกฤตไปด้วยกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศ.ดร.นพ.นรินทร์ หิรัญสุทธิกุล รองอธิการบดี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะประธานคณะกรรมการอำนายการ โรงพยาบาลสนาม &amp;nbsp;โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ฯ &amp;nbsp;กล่าวว่า สถานการณ์ยังอยู่ในช่วงขาขึ้น มีแนวโน้มที่โรงพยาบาลจะรองรับได้ไม่ครบถ้วน ทำให้โรงพยาบาลได้ประชุมเพื่อร่วมกันต่อสู้กับวิกฤตโควิด-19 ระลอกใหม่ ที่กำลังแพร่ระบาดอยู่ในขณะนี้ โดยจับมือกันเปิดโรงพยาบาลสนามเพื่อช่วยรักษาผู้ป่วยโควิด-19 โดยจะเริ่มให้บริการได้ในสัปดาห์หน้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายธนินท์ กล่าวเสริมอีกว่า &amp;nbsp;ตนเองมีความห่วงใยต่อสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ ทั้งนี้ในฐานะที่เป็นคนไทย &amp;nbsp;และเครือเจริญโภคภัณฑ์ได้ดำเนินธุรกิจอยู่บนแผ่นดินไทยมาเป็นเวลา 100 ปี จึงตระหนักดีว่านี่คืออีกสถานการณ์หนึ่งที่สำคัญซึ่งเครือเจริญโภคภัณฑ์จะต้องเข้ามาช่วยเหลือตามสรรพกำลังที่มีอยู่ ในการนี้เห็นว่าการรับมือด้านสาธารณสุขมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง จึงร่วมมือกับโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย และ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดโรงพยาบาลสนาม เพื่อให้การรักษาผู้ป่วยโควิด-19 พร้อมกันนี้จะจัดส่งอาหารครบ 3 มื้อให้กับโรงพยาบาลสนามของรพ.จุฬาลงกรณ์ฯ รวมถึง Hospitel อีก 4 แห่งในความรับผิดชอบของรพ.จุฬาลงกรณ์ฯ และจะให้กลุ่มทรูจัด ไวไฟบริการฟรีในโรงพยาบาลสนามของจุฬาลงกรณ์ที่จะเปิดใหม่นี้ด้วย &amp;nbsp;และหากรัฐบาลเปิดให้เอกชนนำเข้าวัคซีนมาฉีดให้กับพนักงาน ก็จะถือว่าเป็นการลดภาระภาครัฐ โดยเอกชนออกค่าใช้จ่ายในการดูแลจัดหาวัคซีนสำหรับพนักงาน ถือเป็นอีกแนวทางหนึ่ง ทั้งนี้หวังเป็นอย่างยิ่งว่าพี่น้องคนไทยจะก้าวผ่านวิกฤตโควิด-19 ได้อย่างปลอดภัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ผมเชื่อมั่นว่า คนไทยและประเทศไทยจะฝ่าวิกฤตโควิด-19 นี้ไปได้อย่างแน่นอน ขอเพียงทุกคนและทุกภาคส่วนร่วมแรงร่วมใจช่วยเหลือกันตามกำลังความสามารถ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าพวกเราจะกลับมาใช้ชีวิตตามปกติได้ในเร็ววันนี้&amp;quot;นายธนินท์กล่าว
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/99846</URL_LINK>
                <HASHTAG>#โควิด-19, ธนินท์ เจียรวนนท์, รพ.สนาม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210418/image_big_607c014bc30cc.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>94348</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/02/2021 15:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/02/2021 15:19</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เจ้าสัวซีพีจี้รัฐเปิดโอกาสสตาร์ทอัพเข้ามาไทยลุยตั้งกองทุน 100 ล้านเหรียญฯ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;26 ก.พ.2564 นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ เปิดเผยในคลับเฮาส์ ภายใต้หัวข้อ&amp;ldquo;SMEs Clinic ร่วมคิดฝ่าวิกฤตเศราฐกิจ&amp;rdquo; ว่า หากเปรียบเทียบระหว่างวิกฤตโควิด-19 กับต้มยำกุ้ง มองว่าการแพร่ระบาดของโควิด-19 รุนแรงกว่าและเกิดขึ้นในทั่วทุกมุมโลก จะเห็นได้ว่าในอดีตวิกฤตของต้มยำกุ้งอยู่ในเขตจำกัด โดยเป็นการเริ่มต้นจากประเทศไทยและเอเชีย ซึ่งแน่นอนว่าเศรษฐกิจเอเชียไม่ได้ใหญ่ และในช่วงเวลานั้นเศรษฐกิจทางแถบยุโรปและอเมริกาไม่ได้สะเทือน ซึ่งในความเป็นจริงแล้วเมืองไทยจะไม่ได้เสียหายขนาดนั้น แต่อยู่ที่ผู้นำประเทศบริหารประเทศไม่ถูก ไม่เข้าใจวิกฤตตัวนี้ว่าจะมีผลกระทบยังไง ไม่ได้ตัดไฟแต่ต้นลม &amp;nbsp;ขณะเดียวกันในรัฐบาลยุคนี้ ถ้ามีความเข้าใจก็เชื่อว่าหลังสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลาย เศรษฐกิจไทยจะสามารถเติบโตได้หรือไปได้ถูกทางมากขึ้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับในช่วงที่ผ่านมาจะพบว่าผู้ประกอบการขนาดเล็กและสตาร์ทอัพต้องการที่จะเข้ามาลงทุนหรือใช้ชีวิตในประเทศไทย เนื่องจากเห็นว่าประเทศไทยน่าลงทุนและไปอยู่ เพราะเทคโนโลยีในทุกวันนี้ทำให้สามารถทำงานจากที่ไหนก็ได้ ในยุคนี้คนเก่งต้องการเข้ามาอยู่เมืองไทย จะไม่มีคำว่าแรงงาน มีแต่วิศวกร ช่างเทคนิค ใช้หุ่นยนต์อัจฉริยะ ไม่มีสหภาพแรงงาน สวัสดิการ ประเทศที่เจริญแล้วจะไม่มีเกษตรกร แต่การขายจะง่ายขึ้น วัตถุดิบจะซื้อได้ง่ายขึ้นผ่านเว็บไซต์ โดยการไปดูว่าระเทศไทยมีสินค้าอะไร ขายราคาเท่าไหร่ เปรียบเทียบได้ด้วย &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ประเทศไทยเต็มไปด้วยโอกาส แต่รัฐบาลต้องเข้าใจกลุ่มสตาร์ทอัพที่เข้ามาลงทุน แต่ตอนนี้ก็มีหลายข้อจำกัดที่ทำให้เข้ามายากมาก วันนี้เราขาดแคลนคนเก่ง ขาดคนที่มีความรู้ ทำเรื่องธุรกิจรุ่นใหม่สำเร็จ ทำไมเราไม่ดึงคนเหล่านี้เข้ามาแล้วมาดึงคนไทยเก่งขึ้นไปด้วย&amp;rdquo;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนแผนจะตั้งกองทุนสตาร์ทอัพ 100 ล้านเหรียญนั้น ก็ต้องมาดูว่าธุรกิจเหล่านั้นเป็นแบบใหม่หรือเปล่า เพราะถ้าลงทุนแบบเก่าจะไปสู้คนเก่าก็คงจะยาก ต้องปล่อยให้คนที่มีประสบการณ์ต่อยอด ส่วนการลงทุนของบริษัทก็ต้องทำของใหม่ หรือคนเก่าทำไม่ได้ไม่ทำ ก็เข้าไปต่อยอด และจากการที่ผู้ประกอบการเหล่านั้นขาดเงิน ขาดความรู้ บางรายต้องการไปเรื่องการผลิต บริษัทก็ต้องคอยสนับสนุนด้านความรู้ด้วย เพราะการให้เงินอย่างเดียวไม่พอ ถ้าเห็นว่ามีโอกาสก็ต้องช่วยเขา ส่งเสริมการขาย ให้รู้จักวิธีการบริหาร แต่ใช้วิธีใหม่ของโลกเสริมเรื่องประสบการณ์ของเก่าไปประยุกต์เป็นของใหม่ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายธนินท์ ยังให้คำแนะนำแก่ผู้ประกอบการต่ออีกว่า หากวันนี้ธุรกิจของตัวเองได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ผู้ประกอบการต้องไปศึกษา และมองว่าตัวเองนั้นเก่งเรื่องอะไร ต้องไปดูธุรกิจที่ยังประสบความสำเร็จท่ามกลางวิกฤตโควิดว่ามีประเภทไหนบ้าง เพื่อมาต่อยอดกับธุรกิจที่ผู้ประกอบการนั้นๆ มีอยู่อาจจะไม่ต้องเปลี่ยนเป็นหน้ามือเป็นหลังมือ เพราะหากทำเรื่องไม่เข้าใจเลยต้องเริ่มใหม่ แต่ต้องต่อยอด &amp;nbsp;แล้วจะผิดอะไรที่จะใช้ความรู้ เครื่องจักร หรือความเชี่ยวชาญที่มีอยู่มาต่อยอด &amp;nbsp;อาทิ กระเป๋าเดินทาง ก็หันไปทำกระเป๋าเก็บอุณหภูมิ รองรับการจัดส่งสินค้าและธุรกิจเดลิเวอรี่ เพราะส่วนตัวแล้วเป็นคนชอบต่อยอดไม่ชอบมาเริ่มจากศูนย์เท่าไหร่นัก โดยอาจจะมีกองทุนใหญ่อีกหนึ่งกองทุน เพื่อเข้าไปลงทุนธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านธุรกิจท่องเที่ยวหรือไกด์ยังน่าสนใจแต่ต้องเปลี่ยนรูปแบบใหม่ ไม่ใช่แค่พาไปเที่ยวอย่างเดียว แต่ต้องมีความทันสมัย ส่วนตัวก็สนใจลงทุนธุรกิจไกด์กับทัวร์ ถ้าเป็นรัฐบาลคงจะเอาเงินเลี้ยงธุรกิจเหล่านี้ให้อยู่รอด อย่างรัฐบาลอังกฤษมีการจ่ายเงินเดือน ไม่ให้ไล่พนักงานออก เพราะประเทศเขามีความเข้าใจไม่เหมือนรัฐบาลไทย ต่อไปโควิดหายไปแล้วคนมาท่องเที่ยว มีการเตรียมความพร้อมผ่านการอบรม ต้องมีธุรกิจแบบนี้ในประเทศไทย &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ด้านบุคลากรการจะทำให้เขามีกำลังใจต้องคิดว่าพนักงานของบริษัทเหมาะสมกับอะไร แล้วเป้าหมายของบริษัทคืออะไร ต้องหาคนแบบไหนที่เหมาะสมกับงาน ต้องให้อำนาจและโอกาสเขาลองผิดลองถูก ให้เขามีอำนาจตัดสินใจ ไม่ใช่มาเที่ยวถามคนล้าสมัยแล้วคุมอำนาจเขา ควรเป็นการชี้แนะแต่ไม่ชี้นำ ให้โอกาสเขาทำผิด ตัวเรามีหน้าที่สนับสนุน จะไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงหากไปชี้นำเขา &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/94348</URL_LINK>
                <HASHTAG>SMEs Clinic ร่วมคิดฝ่าวิกฤตเศราฐกิจ, กองทุนสตาร์ทอัพ 100 ล้านเหรียญ, ธนินท์ เจียรวนนท์, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210226/image_big_6038aea9a2615.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>72919</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/07/2020 13:58</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/07/2020 13:58</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เจ้าสัวธนินท์มั่นใจท่องเที่ยวฟื้นแน่ แนะกลยุทธ์ตัวเบา หนุนร้านอาหารปรับตัวขายสินค้าหลากหลาย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30 ก.ค. 2563 นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด เปิดเผยในการเปิดซีพีเฟรช (CPFresh)&amp;nbsp;ซูเปอร์มาร์เก็ตแห่งใหม่ใจกลางเมืองปากช่อง จ.นครราชสีมาว่า ธุรกิจยุคใหม่ต้องเปลี่ยนแปลง คิดใหม่ ภัตตาคารร้านอาหารต้องก้าวสู่การเปลี่ยนแปลงโดยซีพีเฟรชจะเป็นคู่ค้าที่ดีของภัตตาคารและร้านอาหาร

นอกเหนือจากการเป็นแหล่งวัตถุดิบคุณภาพดี ซีพีเฟรชพร้อมสนับสนุนผู้ประกอบการภัตตาคารร้านอาหารให้เติบโต โดยอาศัยองคาพยพของซีพี อาทิ&amp;nbsp;&amp;nbsp;CPF RD Center&amp;nbsp;ซึ่งพร้อมเปิดกว้างให้เจ้าของภัตตาคารเข้ามาศึกษาเกี่ยวกับการทำอาหารสด สะอาด ปลอดภัย มีคุณภาพ และทำให้สุขภาพแข็งแรง อายุยืน

ทั้งนี้ประธานอาวุโส เครือซีพี มั่นใจว่าธุรกิจท่องเที่ยวกำลังกลับมาฟื้นตัว&amp;nbsp;&amp;nbsp;และต่อไปการท่องเที่ยวจะเป็นการท่องเที่ยวที่ปลอดภัยต่อสุขภาพ ดังนั้นจะเป็นโอกาสของธุรกิจภัตตาคารและร้านอาหาร เพราะเป็นธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยว โดยเฉพาะในแถบปากช่องและเขาใหญ่ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมอันดับต้น ๆ ของไทย โดยนายธนินท์ กล่าวว่า คนจะท่องเที่ยวมากขึ้น เพราะสามารถท่องเที่ยวไปด้วยทำงานไปด้วยพร้อม ๆ กันได้

&amp;nbsp;นอกจากนี้ประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ ได้แนะนำผู้ประกอบการภัตตาคารร้านอาหารแถบปากช่องและเขาใหญ่ เร่งปรับตัวสู้กับโควิด-19 โดยเริ่มจาก 1.ความปลอดภัยในร้านอาหาร ภัตตาคารและร้านอาหารต่าง ๆ ลงทุน ต้องวางระบบห้องอาหารในรูปแบบ&amp;nbsp;Clean room&amp;nbsp;สร้างระบบอากาศหมุนเวียน ใช้เครื่องกรองอากาศระบบฆ่าเชื้อด้วยแสง&amp;nbsp;UV&amp;nbsp;ที่คอยหมุนเวียนอากาศออกให้ถ่ายเท จะทำให้ร้านอาหารและธุรกิจร้านอาหารมีความปลอดภัยจากเชื้อโรค ซึ่งจะสร้างความมั่นใจให้ผู้เข้ามาใช้บริการ 2.รุกสู่ดิลิเวอรี่ เนื่องจากพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไป การรับประทานอาหารนอกบ้านของวิถีชีวิตใหม่อาจจะลดน้อยลง&amp;nbsp;

&amp;nbsp;นอกจากนี้ นายธนินท์ ได้เสนอให้ภัตตาคารร้านอาหารต้องเร่งเข้าสู่ยุค 4.0 ที่สามารถขายอะไรก็ได้ โดยแนะให้ใช้กลยุทธ์ &amp;ldquo;ตัวเบา&amp;rdquo; คือ ขยายไลน์การสินค้าอื่นเพิ่มเติมจากการจำหน่ายอาหาร โดยไม่ต้องลงทุนอุปกรณ์ที่หนักทั้งเงินและสร้างภาระ แต่ให้ใช้ภัตตาคารและร้านอาหารเป็นช่องทางนำสินค้าที่ลูกค้าของร้านจำเป็นต้องใช้มาจำหน่ายเพิ่มเติม เพื่อเป็นการเสริมรายได้

&amp;ldquo;ยุค 4.0 อะไรก็เกิดขึ้นได้ ขายอะไรก็ได้ อย่าจำกัดแต่การขายอาหาร ลูกค้าที่มารับประทานที่ร้านหรือภัตตาคารก็ต้องการสินค้าอื่นด้วย ต้องไปสำรวจความต้องการของลูกค้า เถ้าแก่ที่เป็นเจ้าของร้านก็สามารถแนะนำให้ลูกค้าซื้อได้ ซึ่งจะเพิ่มกำไรเข้าร้าน&amp;nbsp;&amp;nbsp;อย่าไปคิดว่าภัตตาคารร้านอาหารต้องขายอาหารอย่างเดียว&amp;rdquo; นายธนินท์ กล่าวในที่สุด
&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/72919</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธนินท์ เจียรวนนท์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200730/image_big_5f226f0fb974a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>63371</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/04/2020 19:23</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/04/2020 19:21</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เปิดแล้ว รง.หน้ากากอนามัยซีพี ผลิตได้3 ล้านชิ้น/เดือน&quot;เจ้าสัวธนินท์&quot;ลั่นได้รับใช้แผ่นดินในยามวิกฤต</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;
16 เม.ย.63 - นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ พร้อมด้วย ศ.นพ.สุทธิพงศ์ วัชรสินธุ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ศ.นพ.วิชัย เบญจชลมาศ ผู้อำนวยการศูนย์โรคหัวใจ รพ.จุฬาฯ นายสุภกิต เจียรวนนท์ ประธานกรรมการ เครือฯ นายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร เครือฯ พร้อมคณะแพทย์ รพ.จุฬาฯ และผู้บริหารเครือซีพี เข้าเยี่ยมชม &amp;quot;โรงงานซีพีหน้ากากอนามัยฟรีเพื่อคนไทย&amp;quot; ที่ อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ ซึ่งเปิดสายการผลิตหน้ากากอนามัยเป็นวันแรก รวมทั้งเครือซีพีได้ทำการส่งมอบหน้ากากอนามัยจำนวน 100,000 ชิ้น ให้กับรพ.จุฬาลงกรณ์ฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส เครือซีพี &amp;nbsp;กล่าวว่ารู้สึกยินดีและมีความสุขมากที่เครือซีพีสามารถสร้างโรงงานผลิตหน้ากากอนามัยเพื่อแจกฟรีให้แก่แพทย์ พยาบาล บุคลากรทางการแพทย์ตลอดจนประชาชนได้ภายในเวลา 5 สัปดาห์ &amp;nbsp;ซีพีเห็นความสำคัญว่าสถานการณ์ขณะนี้ต้องเร่งปกป้องแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ทั่วประเทศไม่ให้ติดเชื้อโควิด-19 เพื่อให้กลุ่มคนเหล่านี้มีพลังที่จะปกป้องประชาชน ดังนั้นจึงสำคัญมากที่ต้องผลิตหน้ากากอนามัยแจกจ่ายให้กับทุกโรงพยาบาลทั่วประเทศ โดยโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ฯ สภากาชาดไทย จะเป็นองค์กรดูแลแจกจ่ายหน้ากากอนามัยส่งต่อไปยังทุกโรงพยาบาลในประเทศ และส่วนที่เหลือจึงแจกจ่ายให้ประชาชนทั่วไปฟรี โดยกำลังการผลิตปัจจุบันตั้งเป้าคือวันละ 1 แสนชิ้น หรือ 3 ล้านชิ้นต่อเดือน โดยเป็นโรงงานอัตโนมัติใช้ผู้ควบคุมในโรงงานเพียง 3 คน เพื่อให้เป็นโรงงานที่ปลอดเชื้อโรคสูงสุด สามารถผลิตได้ 24 ชั่วโมง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประธานอาวุโสเครือซีพี กล่าวต่อว่า เครือฯ ดำเนินการสร้างโรงงานผลิตหน้ากากอนามัยบนพื้นฐานค่านิยม 3 ประโยชน์ ที่ต้องทำเพื่อประเทศชาติและประชาชนส่วนรวมเป็นสิ่งสำคัญ ยิ่งในภาวะที่ประเทศเผชิญวิกฤต หากมีผู้ป่วยเพิ่มมากขึ้นจะส่งผลให้แพทย์และโรงพยาบาลต่าง ๆ ต้องรับภาระสูงสุด ดังนั้นซีพีเห็นว่าหน้ากากอนามัยถือเป็นอุปกรณ์ป้องกันสำคัญในวิกฤตนี้ไม่ให้เชื้อโควิด-19 แพร่ระบาดลุกลามจนโรงพยาบาลต้องรับภาระหนัก ซีพีทำธุรกิจในแผ่นดินไทย ครั้งนี้จึงเป็นโอกาสที่เครือฯ จะได้รับใช้แผ่นดินไทยในยามวิกฤต ช่วยผลิตหน้ากากอนามัยให้กับแพทย์ พยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;แพทย์ พยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์คนกลุ่มนี้ปฏิบัติงานเสี่ยงชีวิตไม่ต่างกับทหารที่อยู่หน้าสนามรบ เหน็ดเหนื่อยทุ่มเท เอาชีวิตมาเสี่ยง ผมยกย่องและประทับใจมาก ซึ่งซีพีก็ได้ใช้เวลาตลอด 5 สัปดาห์ผ่านอุปสรรคต่าง ๆ จนสามารถสร้างโรงงานผลิตหน้ากากอนามัยได้สำเร็จ และวันนี้ถือเป็นหน้าที่คนไทยที่ต้องช่วยกันอยู่บ้านไม่จำเป็นอย่าออกมาให้มีความเสี่ยงต่อการแพร่เชื้อซึ่งจะยิ่งเพิ่มภาระให้กับโรงพยาบาลและแพทย์ จึงต้องเห็นใจและลดภาระช่วยพวกเขา การช่วยเหลือประเทศวันนี้หากใครไม่มีกำลังทรัพย์ก็สามารถช่วยกันด้วยวิธีอยู่บ้านไม่ออกจากบ้านแพร่เชื้อ เป็นวิธีที่จะทำให้ประเทศฟื้นเร็วที่สุด ในวิกฤตอย่างนี้ต้องช่วยกัน อย่าทำให้โรคนี้กระจายออกไปมากขึ้น เป็นการช่วยชาติ รัฐบาล และโรงพยาบาล&amp;quot; ประธานอาวุโสเครือซีพีกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน ศ.นพ.สุทธิพงศ์ วัชรสินธุ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย เปิดเผยว่า รพ.จุฬาฯ ขอขอบคุณเครือซีพีที่สร้างโรงงานผลิตหน้ากากอนามัยเพื่อแจกจ่ายฟรีให้กับโรงพยาบาลทั่วประเทศ &amp;nbsp;ทั้งนี้ รพ.จุฬาฯ จะประสานความร่วมมือกับสภากาชาดไทยเพื่อเป็นเครือข่ายในการกระจายหน้ากากอนามัยไปยังบุคลากรทางการแพทย์ตามโรงพยาบาลในจังหวัดต่าง ๆ อย่างครอบคลุม &amp;nbsp;โรงงานหน้ากากอนามัยนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยประเทศไทยรอดพ้นภาวะวิกฤต เป็นการสร้างอาวุธ เกราะในการป้องกันให้กับแพทย์และบุคลากร &amp;nbsp;โดยหน้ากากอนามัยที่ผลิตได้ก็มีมาตรฐานเป็นที่ยอมรับและผ่านการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา หรือ อย.เรียบร้อยแล้ว &amp;nbsp;และจากการที่ได้เยี่ยมชมก็เห็นถึงประสิทธิภาพว่าเป็นโรงงานที่สามารถผลิตหน้ากากอนามัยที่มีคุณภาพได้จริง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ผมขอพูดในนามตัวแทนโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ฯ และโรงพยาบาลต่าง ๆ ทั่วประเทศว่าประเทศไทยมีคุณค่าเรื่องการให้และการรับ ได้เห็นจิตใจคนไทยที่เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อกันและกัน ซึ่งเราซึ้งใจมากที่ประธานอาวุโสซีพีมอบสิ่งมีค่าในการใช้ป้องกันโรคให้เรา และพวกเราซาบซึ้งกับหลายท่านที่ได้เป็นผู้ให้ไม่ว่าบริจาคสิ่งใดให้กับโรงพยาบาลจุฬาฯ และโรงพยาบาลต่าง ๆทั่วประเทศ สิ่งเหล่านี้เรานำกลับมาใช้ป้องกันและร่วมกันฝ่าฟันวิกฤตนี้ได้เร็วที่สุด&amp;quot; ผอ.รพ.จุฬาลงกรณ์ฯ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้นายธนินท์ ยังกล่าวถึงการรับมือกับสถานการณ์โควิด-19 ว่า ในสถานการณ์นี้เครือซีพีประกาศว่าซีพีในทุกประเทศทั่วโลกจะไม่มีการเลิกจ้างพนักงานออกแม้แต่คนเดียว และเราต้องดูแลพนักงานของซีพีให้ดีที่สุดไม่ให้เกิดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ โดยมีมาตรการต่าง ๆ ออกมาเพื่อช่วยปกป้องพนักงานไม่ให้เข้าไปเผชิญความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ มีการใช้มาตรการทำงานที่บ้านโดยยังจ่ายเงินเดือนและรายได้เช่นเดิม ซึ่งซีพีให้ความสำคัญกับการดูแลพนักงานมาก เพราะการรักษาคนของซีพีก็เท่ากับบริษัทรักษาพลังของบริษัทไว้คู่กันเพื่อเตรียมพร้อมเดินหน้าหลังวิกฤตโควิด-19 คลี่คลาย เพราะเมื่อถึงเวลานั้นประเทศต้องเดินหน้าต่อได้ทันทีเมื่อเศรษฐกิจฟื้นตัว ภาคแรงงานและกำลังคนของซีพีก็จะเดินหน้าได้ทันที เป็นการเตรียมพร้อมในเวลานี้ของซีพีหลังวิกฤตจบลง ซึ่งซีพีใช้แนวทางนี้จนประสบความสำเร็จมาแล้วในช่วงวิกฤตการแพร่ระบาดหนักที่เมืองอู่ฮั่นในจีน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประธานอาวุโสเครือซีพี กล่าวด้วยว่า ประเมินว่าวิกฤตเศรษฐกิจที่เป็นผลมาจากการระบาดของโควิด-19 ทั่วโลกขณะนี้แตกต่างกับวิกฤตเศรษฐกิจอื่นๆ ที่ผ่านมาไม่เหมือนวิกฤตต้มยำกุ้ง แต่ครั้งนี้เป็นวิกฤตระดับโลกเกิดขึ้นกะทันหันทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจต้องหยุดชะงักลง ผู้คนต้องกักตัวในที่อยู่อาศัยเพื่อเลี่ยงการแพร่เชื้อโรค สำหรับประเทศไทยส่งผลให้ธุรกิจสำคัญอย่างภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวมีผลกระทบทั้งระบบ ซึ่งประเทศไทยพึ่งพารายได้ด้านการท่องเที่ยวมหาศาล ดังนั้นในช่วงวิกฤตจากโควิด-19 ที่ยังมีอยู่นี้จึงเสนอให้เตรียมแผนเชิงรุกด้านการท่องเที่ยวและส่งออกไว้เพื่อเป็นการเตรียมพร้อมสะสมพลังไว้ และขอให้ภาคเอกชนและธุรกิจต่าง ๆ เตรียมพร้อมด้านกำลังคน และภาคแรงงานไว้ หากสามารถที่จะช่วยเหลือไม่เลิกจ้างแรงงาน ทำให้ผู้คนยังมีกำลังจับจ่ายภายในประเทศได้จะเป็นเรื่องที่ดี เพราะวันนี้เมื่อมืดที่สุดก็จะสว่างไม่มีวันที่จะมืดไปตลอดกาล ดังนั้นเมื่อสว่างแล้วจะต้องเตรียมตัวทำอย่างไร เช่นเดียวกับที่เมื่อสถานการณ์คลี่คลายแล้วจะเป็นโอกาสของประเทศไทยอย่างมาก เพราะหลังวิกฤตแล้วมีโอกาสแน่นอน
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/63371</URL_LINK>
                <HASHTAG>#หน้ากากอนามัย, #โควิด-19, ซีพี, ธนินท์ เจียรวนนท์, รพ.จุฬา, ศ.นพ.สุทธิพงศ์ วัชรสินธุ์ ผอ.รพ.จุฬา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200416/image_big_5e984d2e8a244.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>38577</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/06/2019 18:57</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/06/2019 18:53</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทรู คอร์ปอเรชั่น รายงานตลาดหลักทรัพย์ฯ แจ้งมติที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท แต่งตั้ง นายศุภชัย เจียรวนนท์ ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการบริษัท</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;กรุงเทพฯ 14 มิถุนายน 2562 &amp;ndash; วันนี้ บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น แจ้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ว่า มติที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท ครั้งที่ 3/2562 เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2562 รับทราบการลาออกของกรรมการบริษัท 2 ท่าน คือ นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานกรรมการ และ นายสุภกิต เจียรวนนท์ กรรมการ และกรรมการในคณะกรรมการกำหนดค่าตอบแทนและสรรหากรรมการ โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 13 มิถุนายน 2562 พร้อมแต่งตั้ง นายศุภชัย เจียรวนนท์ ดำรงตำแหน่ง ประธานกรรมการ โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 14 มิถุนายน 2562&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/38577</URL_LINK>
                <HASHTAG>ตลาดหลักทรัพย์ฯ, ทรู คอร์ปอเรชั่น, ธนินท์ เจียรวนนท์, ศุภชัย เจียรวนนท์, สุภกิต เจียรวนนท์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190614/image_big_5d038b5138886.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
