<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>120151</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/12/2025 11:17</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/10/2021 08:40</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ธปท.ชูแผน&#039;3เปิด&#039;รับฟินเทคเดินเครื่องสกัดภัยไซเบอร์การเงิน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
18 ต.ค.2564 - นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวเปิดงาน Bangkok FinTech Fair 2021: Shaping Digital Finance in the New Decade ว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นเร็วและแรง โดยเฉพาะการปรับตัวของภาคการเงินในทศวรรษนี้ ซึ่งจะเห็นการเปลี่ยนแปลงสำคัญอย่างน้อย 2 ด้าน คือ การนำเทคโนโลยีมาใช้ในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและบริการทางการเงินอย่างกว้างขวาง และการเพิ่มขึ้นของบทบาทของผู้ให้บริการที่ไม่ใช่ธนาคารพาณิชย์ ทั้งในรูปแบบที่เป็น non-bank เดี่ยวหรือ non-bank ร่วมมือกับธนาคาร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น ธปท.จึงจำเป็นต้องปรับและดำเนินการเพื่อช่วยให้ทุกภาคส่วนได้รับประโยชน์จากโอกาสที่มากับความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ อย่างเต็มที่ โดยการเพิ่มความยืดหยุ่นในการกำกับดูแล และรักษาสมดุลระหว่างการส่งเสริมนวัตกรรมและการดูแลเสถียรภาพของระบบการเงินที่จะคำนึงถึงต้นทุนจากการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ของผู้ประกอบธุรกิจ และการกำกับดูแลตามสัดส่วนที่เหมาะสมกับความเสี่ยงของผู้ประกอบการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ธปท. จะดำเนินการใน 3 แนวทางสำหรับสร้างภูมิทัศน์ของระบบการเงินไทยในระยะต่อไป หรือที่เรียกกันภายในว่า 3 Open คือ 1. Open, shared and interoperable infrastructure ได้แก่ การมีโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินดิจิทัลที่เอื้อต่อการพัฒนานวัตกรรม โดยต้องเปิดกว้างให้ผู้ให้บริการทั้งรายเดิมและรายใหม่สามารถเข้ามาต่อยอดบริการทางการเงินได้ และแข่งขันได้อย่างเท่าเทียมกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. Open environment หรือ การสร้างสภาพแวดล้อมสำหรับการแข่งขันอย่างเท่าเทียมเพื่อให้เกิดนวัตกรรมจากผู้เล่นทุกประเภท โดยจะปรับปรุงกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ไม่ให้เป็นอุปสรรคต่อทั้งการปรับตัวของผู้เล่นรายเดิมและการเข้าสู่ตลาดของผู้เล่นรายใหม่ และ 3. Open data คือ การพัฒนาฐานข้อมูลขนาดใหญ่ที่เชื่อมโยงกันได้ เพื่อให้เกิดการไหลเวียนของข้อมูล และนำมาใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ธปท.หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องกล่าวถึงความเสี่ยงที่มาพร้อมกับการพัฒนาเทคโนโลยี ทั้งด้านภัยไซเบอร์และการหลอกลวงที่ทวีจำนวนและความหลากหลายของรูปแบบมากขึ้น ธปท. จึงยังคงให้ความสำคัญกับการยกระดับความสามารถให้การป้องกันและรับมือกับภัยไซเบอร์ของผู้ประกอบการทางการเงินอย่างต่อเนื่องตามมาตรฐานสากล รวมทั้งการให้ความรู้แก่ประชาชนและผู้ใช้บริการในการระวังป้องกันตัวเอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;wowslot818 bar4bets dk7 gg168 imba96pro livewin1688 pxj ufa100 wingame99 wowgame1234 sbobet ambbet askmebet ufa24h ufa25hr ufa350 ufa4k ufa747 ufa777 ufa888 sands999 lagalaxy1 legalaxy88 ufa168 ufa191&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/120151</URL_LINK>
                <HASHTAG>teslastocknetwork.com, การเงิน, ธปท, ฟินเทค, ภัยไซเบอร์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210708/image_big_60e6a8f0caa03.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>113996</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/08/2021 19:22</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/08/2021 19:22</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘แบงก์ชาติ’เอาจริงหนุนรัฐกู้อีก1ล้านล้านประคองศก. ชี้ช่องขึ้น VAT </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 สิงหาคม 2564 นางสาวชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค&amp;nbsp;ธนาคารแห่งประเทศไทย&amp;nbsp;(ธปท.)&amp;nbsp;กล่าวว่า ปัญหาของเศรษฐกิจไทยในขณะนี้ คือ หลุมรายได้ จากรายได้ครัวเรือนที่หายไปค่อนข้างมาก โดยประเมินว่าในช่วง&amp;nbsp;3&amp;nbsp;ปี&amp;nbsp;(2563-2565)&amp;nbsp;รายได้ครัวเรือนจะหายไปกว่า&amp;nbsp;2.6&amp;nbsp;ล้านล้านบาท จากปี&amp;nbsp;2563&amp;nbsp;ที่หายไปกว่า&amp;nbsp;8&amp;nbsp;แสนล้านบาท และปี&amp;nbsp;2564&amp;nbsp;อีก&amp;nbsp;1&amp;nbsp;ล้านล้านบาท และปี&amp;nbsp;2565&amp;nbsp;ที่คาดว่าจะเพิ่มเติมอีก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ตลาดแรงงานของประเทศไทยยังคงเปราะบาง และได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่อง โดยกลุ่มผู้ว่างงานและเสมือนผู้ว่างงานเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจากช่วงก่อนเกิดการระบาดของโควิด-19&amp;nbsp;กว่า&amp;nbsp;1&amp;nbsp;ล้านคน และที่น่าจับตามองคือ กลุ่มผู้ว่างงานระยะยาว หรือผู้ที่ไม่มีงานทำเกิน&amp;nbsp;1&amp;nbsp;ปี ที่ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นกว่าช่วงก่อนเกิดการระบาดถึง&amp;nbsp;3&amp;nbsp;เท่าตัว สะท้อนถึงทักษะของแรงงานที่จะหายไป และความยากลำบากของแรงงานในกลุ่มดังกล่าวที่จะกลับมาหางานทำเมื่อเศรษฐกิจฟื้นตัวดีขึ้น ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจในระยะต่อไปต้องเจอปัญหาแรงงานที่หาได้ยากขึ้น ขณะที่ผู้ว่างงานที่ไม่เคยทำงานมาก่อน&amp;nbsp;(นักศึกษาจบใหม่)&amp;nbsp;ที่เพิ่มขึ้นจำนวนมาก ปัญหาเหล่านี้สะท้อนความเปราะบางอย่างมากของตลาดแรงงานไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสักกะภพ พันธ์ยานุกุล ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายนโยบายการเงิน ธปท.กล่าวว่า ต้องยอมรับว่าการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปีนี้&amp;nbsp;(จีดีพี)&amp;nbsp;และปีก่อนหน้ายังเติบโตได้ต่ำกว่าศักยภาพค่อนข้างเยอะ ส่วนหนึ่งเป็นผลกระทบมาจากการระบาดของโควิด-19&amp;nbsp;ดังนั้นแนวทางหนึ่งในการช่วยประคองให้เศรษฐกิจยังสามารถเดินหน้าต่อไปได้ มองว่าภาครัฐจำเป็นต้องเร่งอัดฉีดเม็ดเงินเข้าระบบ โดยอาจจะดำเนินการผ่านการกู้เงินเพิ่มเติมอีก&amp;nbsp;1&amp;nbsp;ล้านล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดย ธปท.&amp;nbsp;ได้มีการทำแบบจำลองกรณีรัฐบาลมีการกู้เงินเพิ่มเติมเพื่อประคองเศรษฐกิจ พบว่า หากรัฐบาลมีการกู้เงินเพิ่ม และเร่งอัดฉีดเม็ดเงินเข้าระบบเศรษฐกิจ ในช่วง&amp;nbsp;2-3&amp;nbsp;ปีนี้ จะช่วยให้จีดีพีของไทยเฉลี่ย&amp;nbsp;5&amp;nbsp;ปีข้างหน้า สามารถขยายตัวได้ที่ระดับ&amp;nbsp;3.2%&amp;nbsp;แต่หากรัฐบาลไม่มีการกู้เงินเพิ่มเติม ไม่มีการอัดฉีดเม็ดเงินเข้าระบบเศรษฐกิจ ภาพการขยายตัวของจีดีพีในช่วง&amp;nbsp;5&amp;nbsp;ปีข้างหน้าก็จะเติบโตได้ไม่ถึง&amp;nbsp;3%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;หากรัฐบาลมีการกู้เงินเพิ่มอีก&amp;nbsp;1&amp;nbsp;ล้านล้านบาท ก็จะทำให้มีความเสี่ยงที่หนี้สาธารณะจะปรับสูงขึ้นแตะระดับ&amp;nbsp;70%&amp;nbsp;ในช่วง&amp;nbsp;3-4&amp;nbsp;ปีข้างหน้าได้ แต่ในระยะกลางและระยะยาวรัฐบาลต้องเตรียมความพร้อมเรื่องการลดภาระ การรัดเข็มขัด ผ่านการปฏิรูปรายได้ การจัดเก็บภาษี การเพิ่มฐานภาษี การใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการขยายฐานภาษี โดยมองว่าการที่เศรษฐกิจดีจะทำให้เราปฏิรูปเรื่องภาษีได้ง่ายขึ้น เช่น การขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม&amp;nbsp;(VAT)&amp;nbsp;ในช่วงที่เศรษฐกิจดีย่อมทำได้ง่ายกว่า ดังนั้นหากรัฐบาลใส่เงินได้เร็ว ก็จะช่วยทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวเร็ว ถือเป็นการช่วยลดความเสี่ยงของฐานะการคลังในระยะยาวด้วย&amp;rdquo; นายสักกะภพ กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/113996</URL_LINK>
                <HASHTAG>กู้เงิน 1 ล้านล้าน, ขึ้นภาษีVAT, ธปท, แบงก์ชาติ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210515/image_big_609f4df0b5a2e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>109019</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/07/2021 09:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/07/2021 09:39</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ธปท.&#039;ปลื้ม9เดือนประคองลูกหนี้ 99%ผ่อนค่างวด!ได้ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
8 ก.ค. 2564 นางธัญญนิตย์ นิยมการ ผู้ช่วยผู้ว่าการสายกำกับสถาบันการเงิน 2 ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า คณะกรรมการกำกับดูแลโครงการคลินิกแก้หนี้ได้ประชุมเพื่อประเมินผลมาตรการช่วยเหลือในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมา (ต.ค.63 -มิ.ย.64) พบว่า ผลโดยรวมถือว่าอยู่ในระดับที่น่าพอใจมาก โดยผลของมาตรการยา 2 สูตร เพื่อช่วยเหลือลูกหนี้ของโครงการคลินิกแก้หนี้ในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมา ได้แก่ สูตรจ่ายเท่าที่ไหวโดยผ่อนปรนและจูงใจให้ลูกหนี้ชำระหนี้ตามความสามารถ ยิ่งชำระมาก จะได้ส่วนลดดอกเบี้ยมากขึ้น ผลของยาสูตรจ่ายเท่าที่ไหวแสดงให้เห็นว่า การได้รับส่วนลดดอกเบี้ยเป็นแรงจูงใจที่สำคัญ ทำให้ลูกหนี้ยังคงพยายามชำระหนี้อย่างต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยภาพรวมลูกหนี้ 99% ยังคงชำระค่างวดได้ โดยลูกหนี้จำนวน 14,044 ราย หรือคิดเป็น77% ชำระหนี้เฉลี่ย 80% ขึ้นไป ของค่างวด ได้ส่วนลดดอกเบี้ย 2% และจำนวน 2,467 ราย หรือคิดเป็น14% ชำระหนี้เฉลี่ย 40-79.99% ของค่างวด ได้ส่วนลดดอกเบี้ย 1% ส่วนจำนวน 1,520 ราย หรือคิดเป็น8% ชำระค่าหนี้น้อยกว่า 40% ของค่างวด จะไม่ได้รับส่วนลดดอกเบี้ย และมีลูกหนี้ที่ใช้ยาสูตรจ่ายไม่ไหวที่ไม่ชำระค่างวดเลยมีเพียง 192 รายเท่านั้น คิดเป็น1%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;จุดเด่นของมาตรการยาสองสูตรที่ดำเนินการมาแล้ว ก็คือเป็นมาตรการที่ยึดความต้องการของลูกหนี้เป็นศูนย์กลางทำให้สามารถช่วยเหลือและตอบโจทย์ลูกหนี้ได้ตรงกับความต้องการควบคู่กับการใช้แรงจูงใจและกลไกตลาดในการแยกคนสองกลุ่มออกจากกัน ทำให้คลินิกแก้หนี้ลดภาระงานที่จะต้องประเมินลูกหนี้เป็นรายบุคคลไปมาก หากสถาบันการเงินนำกรอบความช่วยเหลือยาสองสูตรไปใช้ จะเป็นประโยชน์ในการบริหารจัดการช่วยเหลือลูกหนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ&amp;rdquo; นางธัญญนิตย์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ตามที่สถานการณ์โควิดระลอกที่ 3 ยังคงน่าเป็นห่วง และส่งผลกระทบต่อคนในวงกว้างคณะกรรมการกำกับดูแลโครงการคลินิกแก้หนี้จึงเห็นชอบให้ขยายมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ต่อไปอีกจนถึง เดือน ธ.ค. 2564 โดยลูกหนี้สามารถชำระหนี้ตามความสามารถหรือจ่ายเท่าที่ไหว ซึ่งจะได้รับส่วนลดดอกเบี้ย 1-2 % ขึ้นอยู่กับจำนวนเงินที่ชำระเข้ามาในช่วงเวลามาตรการ แบ่งออกเป็น 2 แบบ ดังนี้1.รายที่จ่ายค่างวดเฉลี่ยตั้งแต่ 80%ขึ้นไป จะได้รับส่วนลดดอกเบี้ย 2% และ 2. รายที่จ่ายค่างวดเฉลี่ยตั้งแต่ 40% แต่ไม่ถึง80% จะได้รับส่วนลดดอกเบี้ย 1% โดยส่วนลดดอกเบี้ยที่คำนวณได้จะถูกนำไปตัดเงินต้นในเดือน ม.ค.2565 ซึ่งจะทำให้หมดหนี้เร็วขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับมาตรการช่วยเหลือในช่วง 6 เดือนข้างหน้านี้ จะมีผลอัตโนมัติกับลูกหนี้ทุกรายและลูกหนี้ใหม่ในโครงการโดยไม่ต้องลงทะเบียนโดยที่ลูกหนี้ต้องชำระหนี้ต่อเนื่อง โดยลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจทำให้ไม่สามารถชำระหนี้ได้ในช่วงนี้ สามารถขอผ่อนผันการชำระหนี้ได้ตามเงื่อนไขของโครงการ ซึ่งลูกหนี้ที่อยู่ในกลุ่มนี้ขอให้ติดต่อโครงการเพื่อสอบถามรายละเอียด ซึ่งผลการพิจารณาผ่อนผันขึ้นกับดุลพินิจของโครงการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ คณะกรรมการกำกับดูแลโครงการคลินิกแก้หนี้ยังเห็นชอบให้ผ่อนปรนหลักเกณฑ์การสมัครเข้าโครงการ 2 ประการ คือ 1. เกณฑ์ด้านอายุ จากเดิมไม่เกิน 65 ปี เป็นไม่เกิน 70 ปี (เมื่อรวมระยะเวลาการปรับโครงสร้างหนี้) และ2. ปรับอัตราดอกเบี้ยจากเดิม 4-7% เป็นอัตราเดียวที่ 5% ซึ่งเป็นค่าเฉลี่ยของอัตราดอกเบี้ยในโครงการ การปรับหลักเกณฑ์ดังกล่าวจะช่วยขยายความช่วยเหลือให้ลูกหนี้และช่วยให้การดำเนินการเร็วขึ้น โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค.2564&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี ในส่วนผลการดำเนินงานของโครงการคลินิกแก้หนี้สิ้นสุดเดือน มิ.ย.2564 มีลูกหนี้เข้าโครงการ รวม 60,578 บัญชี ภาระหนี้เงินต้น 4,670 ล้านบาท โดยเฉลี่ยลูกหนี้ 1 ราย มีเจ้าหนี้ 3 ราย เฉลี่ยเงินต้น 244,444 บาท
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/109019</URL_LINK>
                <HASHTAG>คลินิกแก้หนี้, ธปท, ประเมินผลมาตรการช่วยเหลือในช่วง 9 เดือน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210531/image_big_60b4c8365e7ec.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>105344</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/06/2021 12:22</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/06/2021 12:22</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;มหกรรมไกล่เกลี่ย&#039;ที่พึ่งลูกหนี้ยามวิกฤติโควิด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
การระบาดของโควิด-19 ส่งผลกระทบเรียกได้ว่า &amp;ldquo;ทุกวงการ&amp;rdquo; ตั้งแต่ภาพรวมเศรษฐกิจ ภาคธุรกิจ รวมถึงภาคประชาชน โดยเฉพาะเมื่อรัฐบาลได้ใช้มาตรการเพื่อควบคุมการแพร่ระบาด ตั้งแต่ปี 2563 กับมาตรการขั้นเด็ดขาดอย่าง &amp;ldquo;ล็อกดาวน์&amp;rdquo; ที่ทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจหยุดชะงักทั้งระบบ แม้ว่าจะมีการออกมาตรการเยียวยาในมิติต่าง ๆ แต่ก็เป็นเพียงการบรรเทาปัญหาเฉพาะหน้า เพราะท้ายที่สุดแล้วทั้งภาคธุรกิจ และประชาชนก็ได้รับบาดแผลไปตาม ๆ กัน หลังจากสถานการณ์การระบาดในประเทศดูเหมือนจะควบคุมได้เกือบ 100% แต่ก็ปิดไม่มิด สุดท้าย &amp;ldquo;โควิด-19 ระลอก 2&amp;rdquo; ก็ปะทุขึ้นมา แม้ว่ารอบนี้รัฐบาลจะไม่ได้ใช้ไม้แข็งในการควบคุมการระบาด เพียงแต่ระงับบางกิจกรรมทางเศรษฐกิจเท่านั้น ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับภาคเศรษฐกิจ ภาคธุรกิจ และภาคประชาชนอาจจะน้อยกว่าการระบาดในระลอกแรก แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มี!!&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และล่าสุดกับการระบาดในระลอกที่ 3 ที่รอบนี้ปะทุขึ้นใจกลางกรุง!! สร้างความวิตกกังวลให้กับประชาชนอย่างมาก และเช่นเคยรัฐบาลก็ไม่ได้ใช้มาตรการขั้นเด็ดขาดในการควบคุมการระบาด เพียงแต่ขอความร่วมมือจากทุกส่วนในประเด็นที่สำคัญ พร้อมทั้งระงับบางกิจกรรมทางเศรษฐกิจ แต่ดูเหมือนว่าสถานการณ์การระบาดจะยังไม่ทุเลาลง เพราะยังมีผู้ติดเชื้อรายใหม่ และคลัสเตอร์การระบาดใหม่ ๆ ผุดขึ้นมาเป็นดอกเห็ด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แน่นอนว่าภาคธุรกิจ และประชาชนย่อมต้องได้รับบผลกระทบที่เกิดจากมาตรการควบคุมการระบาดทั้งแบบขึ้นเด็ดขาด และแบบเบาะ ๆ อย่างแน่นอน มากบ้าง น้อยบ้างแล้วแต่ปัจจัยแวดล้อมที่เกี่ยวข้อง หลายธุรกิจพอหาสภาพคล่องมาประคองให้ธุรกิจเดินหน้าต่อไปได้ แต่อีกหลายแห่งที่ไม่ไหว ล้มหายตายจากไปก็มาก ขณะที่ภาคประชาชนเมื่อภาคธุรกิจไปไม่ไหว ทำให้ได้เห็นภาพการเลิกจ้างงาน คนต้องเตะฝุ่น! เป็นจำนวนมาก หลายคนที่มีภาระหนี้สิน วิกฤติครั้งนี้เรียกว่าหนักหนาสาหัสเอาการ ความต้องการในการได้รับความช่วยเหลือในฐานะลูกหนี้ก็มีให้เห็นมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะในภาคการเงิน อาทิ กระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สมาคมธนาคารไทย สมาคมสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ (SFI) และสถาบันการเงินทั้งหมด ต่างก็ให้ความร่วมมือในการออกมาตรการช่วยเหลือในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อช่วยเหลือลูกหนี้ที่กำลังเดือดร้อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มหกรรมไกล่เกลี่ยหนี้บัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 14 ก.พ. - 14 เม.ย. 2564 เป็นอีกมาตรการหนึ่งในการช่วยเหลือประชาชนจากปัญหาโควิด-19 ที่ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการชำระหนี้ โดยเป็นความร่วมมือกันของสำนักงานศาลยุติธรรม กรมบังคับคดี กระทรวงยุติธรรม ผู้ให้บริการบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล และ ธปท. เนื่องจากเห็นว่า กระบวนการไกล่เกลี่ยหนี้ที่มีประสิทธิภาพและเป็นมาตรฐานเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้เจ้าหนี้และลูกหนี้หาทางออกในการแก้ปัญหาร่วมกันได้อย่างรวดเร็วและเป็นธรรม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ธัญญนิตย์ นิยมการ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายกำกับสถาบันการเงิน 2 ธปท.ระบุว่า ปัจจุบันยังจำเป็นต้องมีมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 งานมหกรรมนี้จึงเป็นการไกล่เกลี่ยแบบออนไลน์ (Online mediation) เป้าหมายสำคัญและถือเป็นความพิเศษของงานมหกรรมไกล่เกลี่ยในครั้งนี้ คือ การไกล่เกลี่ยหนี้บัตรเครดิต และสินเชื่อส่วนบุคคลในส่วนที่มีคำพิพากษาและถูกบังคับคดีแล้ว ซึ่งไม่สามารถเข้าคลินิกแก้หนี้ได้ และปกติเมื่อเรื่องดำเนินมาถึงขั้นตอนนี้ เจ้าหนี้มักจะไม่ยอมเจรจา&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนความคืบหน้าของมหกรรมไกล่เกลี่ยหนี้บัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลนั้น ปัจจุบันมีลูกหนี้ที่ยื่นขอลงทะเบียนเพื่อขอรับความช่วยเหลือผ่านระบบออนไลน์ ประมาณ 3 แสนราย คิดเป็น 6-7 แสนรายการ เฉลี่ย 1 รายต่อ 2 รายการ และพบว่าที่ผ่านมา มีลูกหนี้ที่ยื่นขอรับความช่วยเหลือ และได้รับความช่วยเหลือเรียบร้อยแล้วประมาณ 1.5 แสราย คิดเป็น 70% ของยอดลงทะเบียนขอรับความช่วยเหลือทั้งหมด เป็นมูลหนี้ 8.6 พันล้านบาท ส่วนที่เหลืออยู่ระหว่างพิจารณาเงื่อนไข หากผ่านเกณฑ์ก็สามารถรับความช่วยเหลือได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดย ธปท. ระบุว่า หลังจากนี้คงไม่มีการขยายระยะเวลาสำหรับมหกรรมไกล่เกลี่ยหนี้บัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลแล้ว สำหรับลูกหนี้ที่ยังต้องการความช่วยเหลือก็สามารถขอรับความช่วยเหลือตาม &amp;ldquo;มาตรการช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อย ระยะที่ 3&amp;rdquo; ของ ธปท. ซึ่งจะดำเนินการถึงสิ้นปี 2564 ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และล่าสุดกับ มหกรรมไกล่เกลี่ยสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ออนไลน์ ซึ่งจัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย. - 31 ก.ค. 2564 โดยเป็นความร่วมมือของ ธปท. กรมคุ้มครองสิทธิ กระทรวงยุติธรรม สำนักงานศาลยุติธรรม สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) และผู้ให้บริการทางการเงิน 12 แห่ง ซึ่งมีส่วนแบ่งตลาดของธุรกิจเช่าซื้อรถยนต์รวมกันแล้วมากกว่า 65% ที่จัดมหกรรมดังกล่าวขึ้นเพื่อเป็นช่องทางในการช่วยลดภาระของลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ ในการชำระหนี้ของสินเชื่อเช่าซื้อรถนต์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เป้าหมาย คือ ให้ลูกหนี้เช่าซื้อรถยนต์ที่รายได้ลดลงในช่วงโควิด-19 สามารถเจรจาผ่อนชำระหนี้ได้ตามความสามารถ เพื่อให้ลูกหนี้สามารถนำรถที่ถูกยึดกลับไปใช้ในการประกอบอาชีพและนำรถไปใช้ในชีวิตประจำวันได้เช่นเดิม ซึ่งเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนในสถานการณ์ช่วงนี้อีกทางหนึ่ง&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับความช่วยเหลือจะแตกต่างกันตามความเหมาะสมและความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้ คือกลุ่ม1.ลูกหนี้ที่ยังไม่เป็น NPL หรือเป็น NPLแล้วแต่รถยังไม่ถูกยึด แนวทางช่วยเหลือจะสอดคล้องกับมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยระยะที่ 3ของ ธปท. ได้แก่ การปรับโครงสร้างหนี้ ลดค่างวด ขยายระยะเวลาชำระหนี้ สำหรับลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบรุนแรง สามารถขอพักชำระค่างวดได้ 3เดือน หรือตามผลกระทบที่ลูกหนี้ได้รับ โดยแนวทางใหม่จะคำนวณดอกเบี้ยในช่วงพักชำระหนี้จากฐานของค่างวดที่ได้พักชำระหนี้ตามเกณฑ์ของ สคบ. ซึ่งจะทำให้ดอกเบี้ยในช่วงที่พักชำระหนี้ถูกลงอย่างมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ลูกหนี้ที่เคยพักชำระค่างวดหรือปรับปรุงโครงสร้างหนี้ และได้รับผลกระทบรุนแรงจนไม่สามารถชำระหนี้ต่อไปได้ สามารถคืนรถยนต์เพื่อลดภาระหนี้ได้ และหากราคาขายรถทอดตลาดที่ได้รับต่ำกว่าภาระหนี้คงค้าง ลูกหนี้สามารถขอผ่อนปรนเพิ่มเติมได้โดยผู้ให้บริการทางการเงินอาจพิจารณายกหนี้ส่วนที่เหลือให้ตามความเหมาะสม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กลุ่มที่ 2. ลูกหนี้ที่รถถูกยึดแล้ว แต่ยังไม่ถูกขายทอดตลาด ลูกหนี้เช่าซื้อสามารถใช้ช่องทางของงานมหกรรมไกล่เกลี่ยสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ในครั้งนี้ เพื่อเจรจากับเจ้าหนี้เช่าซื้อที่ร่วมงานเพื่อขอรถที่ถูกยึดไปคืน โดยเจ้าหนี้เช่าซื้อจะชะลอการขายทอดตลาด และปรับโครงสร้างหนี้โดยงานมหกรรมในครั้งนี้จะช่วยให้ลูกหนี้เช่าซื้อมีโอกาสที่จะนำรถกลับไปประกอบอาชีพหรือใช้ในชีวิตประจำวันได้ โดยครั้งนี้หวังว่าลูกหนี้ที่ถูกยึดรถไป ส่วนหนึ่งจะมีโอกาสที่จะได้รับรถคืนซึ่งเป็นทางเลือกที่ได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กลุ่มที่ 3. ลูกหนี้ที่รถถูกขายทอดตลาดแล้ว แต่ยังมีมูลหนี้เช่าซื้อส่วนที่ขาดกรณีรถถูกขายทอดตลาดแล้ว ปรากฏว่าเงินที่ได้รับนั้นน้อยกว่ายอดหนี้เช่าซื้อคงเหลือ ทำให้มียอดหนี้ส่วนขาด หรือติ่งหนี้ โดยในงานมหกรรมครั้งนี้ สคบ.และ ธปท. ได้ร่วมกันศึกษาแนวคำพิพากษาของศาลยุติธรรมเกี่ยวกับการคำนวณยอดหนี้เช่าซื้อส่วนขาด และได้จัดทำโปรแกรมการคำนวณยอดหนี้เช่าซื้อส่วนขาดแบบง่าย ๆ เพื่อให้ลูกหนี้จะได้ใช้คำนวณ โดยลูกหนี้เช่าซื้อที่มีปัญหาเกี่ยวกับยอดหนี้เช่าซื้อส่วนขาดสามารถใช้ช่องทางของงานมหกรรมในครั้งนี้ไกล่เกลี่ยปัญหาที่เกิดขึ้นกับเจ้าหนี้ทั้งในส่วนที่ยังไม่มีการฟ้อง หรือฟ้องแล้วได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี ธปท. คาดหวังว่า จะมีลูกหนี้ที่เดือดร้อนและเข้ารับความช่วยเหลือตามแนวทางของมหกรรมดังกล่าว ประมาณ 1 แสนบัญชี คิดเป็นมูลหนี้ราว 3.8 หมื่นล้านบาท เฉลี่ยรายละประมาณ 3.8 แสนบาท จากปัจจุบันพอร์ตสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์อยู่ที่ 2.5 ล้านล้านบาท จาก 6.6 ล้านบัญชี
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/105344</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธปท, มหกรรมไกล่เกลี่ยสินเชื่อเช่าซื้อ, มหกรรมไกล่เกลี่ยหนี้ออนไลน์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210531/image_big_60b4c8365e7ec.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>102928</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/05/2021 18:22</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/05/2021 18:22</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ธปท.ช่วยลูกหนี้รายย่อยเฟส3เปิดช่องผ่อนไม่ไหวคืนรถได้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
14 พ.ค. 2564 นายรณดล นุ่มนนท์ รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ธปท. ได้ร่วมมือกับผู้ให้บริการทางการเงิน ผ่านสมาคมและชมรมต่าง ๆ รวม 8 แห่ง ในการออกมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยระยะที่ 3เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบ โดยยกระดับมาตรการเดิมให้ตอบสนองต่อสถานการณ์ที่รุนแรงขึ้น ซึ่งมุ่งเน้นช่วยลดภาระหนี้ในระยะยาว มีทางเลือก มีความยืดหยุ่น และมีวิธีปฏิบัติที่ชัดเจน สามารถช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับความเดือดร้อนได้อย่างเหมาะสม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ยังมีความไม่แน่นอนสูง การระบาดระลอกใหม่ยังส่งผลกระทบเป็นวงกว้างและรุนแรงขึ้น โดยจากการประเมินของสถาบันการเงิน พบว่า ลูกหนี้รายย่อยที่ได้รับความช่วยเหลือจากมาตรการเดิมยังคงต้องการความช่วยเหลือต่อเนื่องและมีลูกหนี้ใหม่ที่ต้องการรับความช่วยเหลือในครั้งนี้ ซึ่งเป็นความเปราะบางที่สะสมมาตั้งแต่การระบาดของโควิด -19 ในระลอกแรก จำเป็นจะต้องช่วยเหลือในเรื่องภาระหนี้ที่มีอยู่กับสถาบันการเงิน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยจากข้อมูล พบว่า ในช่วงเดือน ก.พ.- มี.ค. 2564 มียอดขอรับความช่วยเหลือจากลูกหนี้รายย่อยแล้ว 1 แสนราย คิดเป็นวงเงิน 4 หมื่นล้านบาท และมียอดค้างชำระเกิน 1 วัน อยู่ที่ 10% ของพอร์ตลูกหนี้รายย่อย ถือเป็นสัญญาณที่สะท้อนให้เห็นผลกระทบที่เกิดขึ้นกับลูกหนี้จากการระบาดของโควิด-19 ระลอกที่ 3&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ยอมรับว่าปัจจุบันภาพรวมหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) มีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นบ้าง แต่เชื่อมั่นว่าการดูแลลูกหนี้เชิงรุก การปรับโครงสร้างหนี้ และหากเหตุการณ์โควิด-19 ควบคุมได้ และมีการเปิดกิจกรรรมเศรษฐกิจ ลูกหนี้มีศักยภาพจะผ่านพ้นไปได้ ส่วนภาพรวมแม้ว่าหนี้เสียจะเพิ่มขึ้นบ้าง แต่ก็ไม่ได้เป็นสิ่งที่กังวลใจ ณ ขณะนี้ เพราะได้มีการติดตามอย่างใกล้ชิดในรูปแบบต่าง ๆ ดังนั้นจึงอยากสนับสนุนในกลุ่มลูกหนี้ที่มีศักยภาพให้ทยอยชำระหนี้ต่อเนื่อง เพราะแม้ว่าจะมีมาตรการพักเงินต้น จ่ายดอกเบี้ยบางส่วน ก็เป็นเพียงการชะลอเท่านั้น แต่ดอกเบี้ยจะเดินหลังครบกำหนดมาตรการ จึงอยากให้ลูกหนี้ที่มีศักยภาพชำระหนี้ต่อเนื่องไป เป็นการช่วยไม่ก่อให้เกิดภาระหนี้เพิ่มเติมในระยะยาวกับลูกหนี้รายย่อย&amp;rdquo; นายรณดล กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางวิเรขา สันตะพันธุ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายกำกับธุรกิจสถาบันการเงิน ธปท. กล่าวว่า ปัจจุบันมีลูกหนี้รายย่อยที่เข้าร่วมมาตรการในการให้ความช่วยเหลือเดิม ประมาณ 1.9 ล้านราย คิดเป็นวงเงิน 3.7 ล้านล้านบาท ซึ่งประเมินว่าจะยังมีลูกหนี้ที่ต้องการความช่วยเหลือต่อ หรือลูกหนี้ที่เดิมไม่เคยขอความช่วยเหลืออาจเข้ามาขอความช่วยเหลือ เนื่องจากมาตรการเดิมจะครบกำหนดในวันที่ 30 มิ.ย. นี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยระยะที่ 3จะครอบคลุมสินเชื่อ 4 ประเภท ดังนี้ 1. บัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล (Revolving &amp;amp; Installment Loan) โดยขยายระยะเวลาการชำระหนี้ให้ยาวขึ้น โดยหากขยายระยะเวลาเกิน 48 งวด ให้ทบทวนอัตราดอกเบี้ยให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม2. สินเชื่อจำนำทะเบียนรถยนต์และรถจักรยานยนต์ โดยจะเพิ่มทางเลือกการพักชำระค่างวด และสำหรับลูกหนี้จำนำทะเบียนรถยนต์ที่ได้รับผลกระทบรุนแรง ให้มีทางเลือกในการคืนรถ หากมีภาระหนี้คงเหลือจากการขายประมูล เพื่อลดการฟ้องร้องและผู้ให้บริการทางการเงินสามารถช่วยลดภาระหนี้ให้สอดคล้องกับสถานะของลูกหนี้ เช่น ขยายระยะเวลาการชำระหนี้ หรือลดค่างวด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. สินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์ ปรับวิธีการคิดดอกเบี้ยช่วงที่พักบนค่างวดที่พักชำระหนี้ สำหรับลูกหนี้เช่าซื้อรถยนต์ที่ได้รับผลกระทบรุนแรงไม่สามารถชำระหนี้ได้ ให้มีทางเลือกในการคืนรถ โดยหากมีภาระหนี้คงเหลือจากการขายประมูล ผู้ให้บริการทางการเงินสามารถช่วยลดภาระหนี้ให้สอดคล้องกับสถานะของลูกหนี้ โดยห้ามคิดอัตราดอกเบี้ยสูงกว่าสัญญาเดิม และ 4.สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยและสินเชื่อที่มีที่อยู่อาศัยเป็นหลักประกัน จะเพิ่มทางเลือกด้วยการพักเงินต้นและจ่ายดอกเบี้ยบางส่วน พักค่างวด และกรณีหมดมาตรการช่วยเหลือให้ลูกหนี้สามารถทยอยชำระคืนเป็นขั้นบันได (step up) ตามความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ลูกหนี้บัตรเครดิต และสินเชื่อส่วนบุคคล สามารถรวมหนี้กับสินเชื่อที่อยู่อาศัยได้ เพื่อลดอัตราดอกเบี้ยให้ลงมาอยู่ในระดับดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายย่อยชั้นดี (MRR) ซึ่งจะช่วยบรรเทาภาระให้ลูกหนี้ได้ โดยการรวมหนี้ที่สะดวกที่สุด คือการรวมหนี้ภายในสถาบันการเงินเดียวกัน หรือบริษัทลูกของสถาบันการเงิน ยังไม่สามารถรวมหนี้ข้ามผู้ประกอบธุรกิจได้ ยังเป็นประเด็นที่พิจารณาอยู่ โดยปัจจุบันมีลูกหนี้ที่ดำเนินการรวมหนี้ดังกล่าวแล้ว ประมาณ 2-3 พันราย คิดเป็นวงเงินประมาณ 4 พันล้านบาท&amp;rdquo; นางวิเรขา กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยลูกหนี้ที่ต้องการเข้าร่วมมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยระยะที่ 3 นั้น ต้องไม่เป็นลูกหนี้ค้างชำระเกิน 90 วัน ก่อนวันที่ 1 มี.ค. 2563สามารถแจ้งความประสงค์รับความช่วยเหลือได้ตั้งแต่วันที่ 17 พ.ค.- 31 ธ.ค.2564 ผ่านช่องทางต่าง ๆ ของผู้ให้บริการทางการเงิน โดย ธปท. ขอให้ผู้ให้บริการทางการเงินให้ความช่วยเหลือที่เหมาะสมกับสถานะของลูกหนี้ตามมาตรการที่กำหนด รวมทั้งให้ความช่วยเหลือเพิ่มเติมตามนโยบายของผู้ให้บริการทางการเงิน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ในกลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอีกำลังจะสิ้นสุดระยะเวลาในเดือน มิ.ย. 2564 นั้น ขณะนี้ ธปท. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่ระหว่างการพิจารณาแนวทางการดำเนินการต่อไป แต่มองว่าการพักชำระหนี้เอสเอ็มอี เป็นปลายเหตุ เป็นการแก้ปัญหาที่ไม่ตรงจุด โดยตั้งแต่ปีที่ผ่านมา ธปท. ได้ย้ำกับสถาบันการเงินทั้งหมดว่าการปรับปรุงโครงสร้างหนี้เป็นการแก้ปัญหาที่ตอบโจทย์ เพราะการปรับโครงสร้างหนี้ คือการเอากระแสรายรับของลูกหนี้มาดูให้สอดรับกับการชำระหนี้ระยะยาว แต่การพักหนี้เป็นการแก้ปัญหาชั่วคราว เมื่อมาตรการจบปัญหาก็ยังมีอยู่ โดยปัจจุบันมีลูกหนี้เอสเอ็มอีส่วนน้อยมากที่ไม่สามารถปรับปรุงโครงสร้างหนี้ได้ เนื่องจากยังติดปัญหาเรื่องการพิสูจน์กระแสเงินสด&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/102928</URL_LINK>
                <HASHTAG>กมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยระยะที่ 3, ธปท, รณดล นุ่มนนท์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210514/image_big_609e5d18d44e7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>85821</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/12/2020 10:38</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/12/2020 10:38</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>มาตรการปรับโครงสร้างหนี้ : ทำเพียงพอแล้วหรือต้องทำเพิ่มขึ้นอีก  </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การแพร่ระบาดของ COVID-19 ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและไทยอย่างรุนแรงและขยายวงกว้างรวดเร็ว รัฐบาลแต่ละประเทศรวมทั้งไทย จำเป็นต้องจำกัดกิจกรรมทางเศรษฐกิจเพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของ COVID-19 อย่างเข้มข้น &amp;nbsp;ภาครัฐออกมาตรการการคลังแก้ปัญหาและเยียวยาขนาดใหญ่อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน&amp;nbsp; และความเสี่ยงระบบการเงินโดยรวมเปราะบางมากขึ้นจากเศรษฐกิจที่หดตัวแรง ส่งผลต่อรายได้ภาคครัวเรือนและธุรกิจ ทำให้ความสามารถในการชำระหนี้และคุณภาพสินเชื่อด้อยลง &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ธปท.จึงออกมาตรการช่วยลูกหนี้ผ่านสถาบันการเงิน เช่น พักการชำระเงินต้นและดอกเบี้ย แก่ SMEs ที่มีวงเงินรวมของกลุ่มไม่เกิน 100 ล้านบาท เป็นเวลา 6 เดือน เริ่ม 23 เม.ย.- 22 ต.ค.2563 และไม่เป็นการผิดนัดชำระหนี้ตามสัญญา แต่ยังคิดดอกเบี้ยตลอดระยะเวลาที่พักชำระหนี้ รวมทั้งลดอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล ปรับปรุงโครงสร้างหนี้ด้วยการรวมหนี้ (debt consolidation) ลูกหนี้รายย่อย และการปรับปรุงโครงสร้างหนี้สำหรับลูกหนี้ธุรกิจที่มีเจ้าหนี้หลายราย (multi-creditors) เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.5pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ต่อมา ธปท.&amp;ldquo;ขยายการพักหนี้ &amp;rdquo; ผ่อนปรนการชำระเงินต้นและดอกเบี้ย อีกประมาณ 3 เดือน ถึงสิ้นปี 2563 เพื่อให้ไปเร่งเจรจาปรับโครงสร้างหนี้ตามสถานะของลูกหนี้แต่ละราย &amp;nbsp;โดยคงสถานะลูกหนี้ ไม่เป็นหนี้เสีย (NPL) และพร้อมเปิดให้ลูกหนี้ขอพักหนี้ต่อได้ถึงสิ้นเดือนมิถุนายน 2563 &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ที่ถูกถามบ่อยคือ การปรับโครงสร้างหนี้ที่ทำอยู่เพียงพอแล้วหรือไม่ เพราะเมื่อพบนักธุรกิจหลายรายเขาก็บอกว่า เจ้าหน้าที่ธนาคารโทรมาติดต่อและแจ้งให้พักชำระหนี้แล้ว การปรับโครงสร้างหนี้เสร็จแล้ว แต่ธุรกิจยังแย่อยู่ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;คำตอบขึ้นกับหลักการที่ว่าเมื่อเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ ลูกหนี้ของสถาบันการเงินไม่สามารถชำระหนี้ตามเงื่อนไขเดิมได้&amp;nbsp; เจ้าหนี้คือสถาบันการเงินและลูกหนี้ จึงควรเจรจากันเพื่อกำหนดเงื่อนไขการชำระหนี้กันใหม่ให้สอดคล้องกับฐานะการเงินและผลการดำเนินงานที่เป็นอยู่และที่คาดการณ์ในอนาคตอันใกล้ของลูกหนี้ ซึ่งเมื่อมีการเจรจาหรือที่เรียกว่าการปรับปรุงโครงสร้างหนี้แล้ว ลูกหนี้ก็สามารถชำระหนี้ได้ &amp;nbsp;เจ้าหนี้ก็มีรายได้ดอกเบี้ยและรับเงินต้นคืน นำเงินต้นและดอกเบี้ยไปปล่อยกู้ใหม่ ให้สินเชื่อหมุนเวียนต่อไปได้ &amp;nbsp;สถาบันการเงินมีความมั่นคง ไม่ส่งผลกระทบต่อผู้ให้กู้คือสถาบันการเงิน non-banks และย้อนมากระทบกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;ถ้าดูประสบการณ์การปรับโครงสร้างหนี้ช่วงวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 ส่วนใหญ่เป็นลูกหนี้รายใหญ่ การปรับโครงสร้างหนี้เมื่อเดินสุดทาง ส่วนใหญ่มีผลคล้ายคลึงกัน 3 ลักษณะ คือ (1) เจ้าหนี้ลดหนี้ (Hair cut) ดอกเบี้ยคงค้างให้ทั้งหมด ต้นเงินแบ่งเป็น 3 ก้อน ก้อนแรกแปลงหนี้เป็นทุน&amp;nbsp; ก้อนที่สองเป็นหนี้ปกติจ่ายคืนระยะ 10 ถึง 15 ปี คิดอัตราดอกเบี้ยต่ำ ๆ ปีแรก แล้วค่อย ๆ เพิ่มขึ้นไปจนถึงอัตราสูงสุดที่ MLR &amp;nbsp;เงินต้นก้อนที่สามตั้งพักไว้ ไม่มีดอกเบี้ยจ่าย และเริ่มชำระเงินต้นส่วนนี้คืน เมื่อชำระต้นเงินก้อนที่สองหมดแล้ว&amp;nbsp; (2) ก่อนแปลงหนี้เป็นทุน ผู้ถือหุ้นเดิมต้องลดทุนก่อน จากนั้นเจ้าหนี้ที่แปลงหนี้เป็นทุนเข้ามา &amp;nbsp;ลูกหนี้เดิมจะเหลือทุนจำนวนไม่มาก เช่น ร้อยละ 10 ของหุ้นใหม่ทั้งหมด ทรัพย์สินอื่น ๆ ที่ลงทุนไว้ไม่ได้ใช้ประโยชน์ เช่น หุ้น ที่ดิน ก็โอนใช้หนี้ไป (3) การบริหารงาน เจ้าหนี้แต่งตั้งผู้แทนเข้ามาเป็นกรรมการและกรรมการบริหาร ส่วนลูกหนี้เดิมส่วนใหญ่เป็นแค่กรรมการ&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ถ้าถือตามหลักการข้างต้นนี้จะเห็นได้ว่าการปรับโครงสร้างหนี้ ขณะนี้เป็นเพียงช่วงเริ่มต้นส่วนใหญ่เพียงพักชำระหนี้ออกไปเป็นสำคัญ ทั้ง ๆ ที่การปรับโครงสร้างหนี้ยังมีวิธีการอีกมาก และสามารถปรับโครงสร้างหนี้เพื่อป้องกัน เพื่อให้ลูกหนี้เข้มแข็งกว่าปัจจุบันได้ &amp;nbsp;พร้อมที่จะดำเนินธุรกิจเมื่อเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว แต่ปัจจุบันลูกหนี้จำนวนมากไม่มีประสบการณ์ช่วงวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 เพราะวิกฤตรอบนี้เป็นลูกหนี้รายย่อย คือหนี้บ้าน เช่าซื้อรถยนต์ หนี้บัตรเครดิต หนี้ธุรกิจท่องเที่ยว ร้านอาหาร และอสังหาริมทรัพย์ เป็นต้น จึงไม่มีข้อมูลปรับโครงสร้างหนี้มากพอ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การชะลอชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ยเป็นเวลา 6 เดือน และต่ออายุไปอีก 9 เดือน จนถึงสิ้นเดือนมิถุนายน 2564 &amp;nbsp;เหมือนมีท่ออ๊อกซิเจนช่วยประคับประคองลูกหนี้ให้รอดรอเวลาเศรษฐกิจฟื้นตัว และไปชี้ชะตาวันสิ้นสุดการพักหนี้ว่าธุรกิจจะเดินต่อหรือเข้าขบวนการปรับโครงสร้างหนี้จริงจัง อย่างไรก็ดีการไม่รู้และไม่มีการปรับโครงสร้างหนี้หรือปรับเพียงบางส่วน จะไม่สอดคล้องกับสถานะทางการเงินแท้จริงของผู้ประกอบการ &amp;nbsp;อาจเป็นสาเหตุทำให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวช้ากว่าที่ควรจะเป็น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; คำถามที่ตามมาคือลูกหนี้ควรทำอย่างไร อยู่เฉยๆ รอวันสิ้นสุดการผ่อนผันการชำระหนี้ หรือเข้าไปหาเจ้าหน้าที่สถาบันการเงินเพื่อเจรจาปรับโครงสร้างหนี้ รวมทั้งผู้มีส่วนเกี่ยวข้องควรสนับสนุนอะไรเพิ่มเติม &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.5pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผมเห็นว่าลูกหนี้ที่เจ็บไม่ถึงล้มและใจกายสู้&amp;nbsp; ควรไปเจรจาปรับโครงสร้างหนี้กับสถาบันการเงินเชิงป้องกันก็ได้ เช่น ขอยึดหนี้ ขอลดอัตราดอกเบี้ย ขอเพิ่มเงินทุนหมุนเวียน เป็นต้น เพื่อปรับเงื่อนไขชำระหนี้ ให้มีความพร้อมทำธุรกิจเมื่อเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว &amp;nbsp;ส่วนลูกหนี้ NPL ที่ยังสู้ ให้ไปเจรจาปรับโครงสร้างหนี้กับสถาบันการเงิน เช่น ขอยึดหนี้ให้ยาวขึ้น พักชำระเงินต้น ชำระแต่ดอกเบี้ย ขอยกเลิกดอกเบี้ยปรับ เป็นต้น เพราะสถาบันการเงินต้องการเงินต้นและดอกเบี้ยมากกว่าหลักทรัพย์ค้ำประกัน และการเจรจาปรับโครงสร้างหนี้ ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้ลูกหนี้ได้เงื่อนไขที่ดีและสถาบันการเงินยอมรับได้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.5pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในส่วนผู้กำหนดนโยบาย (1) การเปลี่ยนแปลงวิธีคิดดอกเบี้ยผิดนัดชำระบนฐานเงินต้นที่ผิดนัดชำระจริง (2) การกำหนดอัตราดอกเบี้ยผิดนัดชำระหนี้ใหม่ไม่เกินร้อยละ 3 ต่อปีของสัญญาเดิม และ (3) กำหนดลำดับการตัดชำระหนี้โดยให้นำไปจ่ายค่าธรรมเนียม ดอกเบี้ยและเงินต้นของยอดหนี้ที่ค้างชำระนานที่สุดก่อน ได้ช่วยผู้ประกอบการเป็นอย่างมาก ได้รับคำชมในหมู่ผู้ประกอบการรายย่อยและกลางมาก อย่างไรก็ดีจากการพูดคุยกับอดีตผู้บริหารระดับสูงสุดของธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ ได้เสนอแนวคิดที่น่าสนใจ คือควรร่างรูปแบบการปรับโครงสร้างหนี้ที่เป็นมาตรฐานตามลักษณะสินเชื่อ เช่น สินเชื่อบ้าน รถยนต์ บัตรเครดิต ควรมีเกณฑ์ปรับโครงสร้างหนี้ที่เป็นมาตรฐานกลาง และให้ธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินเฉพาะกิจนำไปปรับใช้ซึ่งจะช่วยให้การแก้ไขหนี้รายย่อยทำได้รวดเร็วมีประสิทธิภาพ ซึ่งผมคิดว่าน่าสนใจนะครับ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.5pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.5pt&quot;&gt;&amp;nbsp;สมศักดิ์&amp;nbsp; วงศ์ปัญญาถาวร&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.5pt&quot;&gt;มูลนิธินโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมาภิบาล&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/85821</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธปท, มาตรการปรับโครงสร้างหนี้, สมศักดิ์  วงศ์ปัญญาถาวร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201108/image_big_5fa7f42a16112.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>81470</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/10/2020 18:51</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/10/2020 18:51</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> &#039;ธปท.&#039;ชี้ไวรัสทำหนี้ครัวเรือนไทยพุ่งแตะ83.3% ต่อจีดีพี </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
22 ต.ค. 2563 นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ปัญหาการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ได้ส่งผลกระทบต่อสุขภาพทางการเงินของคนไทย ทำให้มีภาระหนี้เพิ่มขึ้น โดยล่าสุด สัดส่วนหนี้ครัวเรือนของไทยในไตรมาส 2/2563 อยู่ที่ 83.8% ต่อจีพีดี คิดเป็น 13.58 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากสิ้นปี 2562 ที่อยู่ในระดับ 80% ต่อจีดีพี หรือคิดเป็น 13.49 ล้านล้านบาท และยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ จากแนวโน้มหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มสูงขึ้นทำให้ ธปท.ได้ร่วมมือกับสถาบันการเงินในการออกมาตรการช่วยบรรเทาผลกระทบจากวิกฤติโควิด-19 เพื่อให้ภาคธุรกิจและประชาชนที่เป็นลูกหนี้สามารถก้าวผ่านวิกฤติไปได้ ไม่ว่าจะเป็นการพักชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ย, การลดอัตราการผ่อนชำระขั้นต่ำของสินเชื่อบัตรเครดิต และสินเชื่อส่วนบุคคล เป็นต้น ส่วนในระยะยาว ต้องส่งเสริมให้มีการปรับโครงสร้างหนี้ ปรับรูปแบบของสินเชื่อระยะสั้นเป็นระยะยาว ซึ่งจะช่วยบรรเทาภาระหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มขึ้น ส่วนแนวทางการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนที่ยั่งยืนจะต้องสร้างภูมิคุ้มกันที่แข็งแกร่ง และส่งเสริมความรู้ทางการเงินควบคู่ไปด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ปัจจัยสำคัญที่ทำให้หนี้ครัวเรือนเพิ่มขึ้น คือ รายได้ครัวเรือนถูกกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 จำนวนชั่วโมงการทำงานที่ลดลง ซึ่งส่งผลกระทบต่อรายได้และความสามารถในการชำระหนี้ โดยประเมินว่าผลกระทบทางเศรษฐกิจจากวิกฤติโควิด-19 ทำให้ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 2 ปี หรือประมาณไตรมาส 3/2565 กว่าที่สถานการณ์ทางเศรษฐกิจจะกลับมาเท่ากับข่วงก่อนที่เกิดการระบาด&amp;rdquo; นายเศรษฐพุฒิ กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายเศรษฐพุฒิ กล่าวอีกว่า ปัญหาที่เห็นในขณะนี้คืออุปสงค์หายไปมากจากภาคท่องเที่ยวและการส่งออก ส่วนการจะทำให้อุปสงค์กลับมาก็ต้องมาจากการบริโภค การลงทุน ซึ่งเป็นบทบาทของภาครัฐ กระทรวงการคลัง ตลอดจนธนาคารพาณิชย์ ขณะที่ ธปท.ที่ทำได้ คือการสร้างความมั่นใจให้กับระบบสถาบันการเงินว่ายังมีความเข้มแข็งและมีเสถียรภาพที่จะให้เอกชนและภาคครัวเรือนเดินต่อไปได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ธปท. อยู่ระหว่างการพิจารณามาตรการในการให้ความช่วยเหลือเพิ่มเติม ซึ่งต้องดูให้เกิดความเหมาะสมที่สุด โดยต้องไม่ใช่มาตรการให้ความช่วยเหลือในลักษณะเหมือนปูพรมหรือเหมาเข่ง เพราะไม่ใช่ทางออกที่ดี แต่มาตรการให้ความช่วยเหลือจะต้องตรงจุดและครบถ้วน มีการแยกแยะลูกหนี้ได้อย่างตรงกลุ่มเป้าหมาย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;จำเป็นอยู่แล้วที่จะต้องออกมาตรการเพิ่ม แต่จะออกเมื่อไหร่นั้น ธปท.กำลังดูอยู่ ซึ่งมาตรการจะต้องเหมาะสม เพราะวิกฤติที่เกิดกับเศรษฐกิจรอบนี้จะใช้เวลานานในการฟื้นตัว และมีความไม่แน่นอนสูง ดังนั้นมาตรการต่าง ๆ ที่จะออกมาจะต้องมีความยืดหยุ่น ครบถ้วน ครบวงจร ธปท. ไม่ได้ละเลย บางเรื่องต้องแก้เร็ว ส่วนเรื่องที่สำคัญตอนนี้ คือการปรับโครงสร้างหนี้&amp;rdquo; นายเศรษฐพุฒิ กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/81470</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธปท, หนี้ครัวเรือน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201020/image_big_5f8e7d1ca8d10.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
