<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>120164</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/10/2021 10:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/10/2021 10:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ธปท-สมาคมแบงก์&#039; จับมือเพิ่ม 4 แนวทางป้องกันการตัดเงินผิดปกติจากบัตรเครดิตและเดบิต</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19 ต.ค. 2564 &amp;nbsp;- ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท. )และสมาคมธนาคารไทย ชี้แจงความคืบหน้า กรณีการตัดเงินที่ผิดปกติผ่านบัตรเครดิตและบัตรเดบิต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตามที่ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และ สมาคมธนาคารไทย ได้ชี้แจงกรณีการตัดเงินที่ผิดปกติ ผ่านบัตรเครดิตและบัตรเดบิตของลูกค้าจำนวนมาก เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม ที่ผ่านมา ว่ามิได้เกิดจากการรั่วไหลของข้อมูลจากระบบธนาคาร โดยสาเหตุสำคัญเกิดจากการที่มิจฉาชีพสุ่มข้อมูลบัตรและนำไปสวมรอยทำธุรกรรมผ่านร้านค้าออนไลน์ต่างประเทศ ที่ไม่มีการใช้ One Time Password (OTP) โดยตั้งแต่ต้นเดือนตุลาคม มีบัตรที่มีการใช้งานผิดปกติจากเหตุข้างต้นจำนวน 10,700 ใบ โดยในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา เป็นรายการใช้จากบัตรเดบิตเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งการใช้งานส่วนใหญ่มีจำนวนเงินต่อรายการต่ำ เช่น 1 ดอลลาร์ สรอ. และมีการใช้เป็นจำนวนหลาย ๆ ครั้ง ทั้งนี้ ธนาคารมีระบบตรวจจับธุรกรรมที่ผิดปกติ โดยแต่ละธนาคารจะกำหนดเพดานและเงื่อนไขการใช้งานของบัตรตามลักษณะประเภทร้านค้าและประเภทสินค้าแตกต่างกันไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ธปท. และ สมาคมธนาคารไทย ได้ร่วมกันกำหนดมาตรการเพิ่มเติมเพื่อป้องกันและแก้ปัญหา ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. ยกระดับความเข้มข้นในการตรวจจับธุรกรรมที่ผิดปกติ ให้ครอบคลุมทั้งธุรกรรมที่มีจำนวนเงินต่ำและที่มีความถี่สูง หากพบธุรกรรมที่ผิดปกติ ธนาคารจะระงับการใช้บัตรทันทีและแจ้งลูกค้าในทุกช่องทาง รวมทั้งติดตามเฝ้าระวังรายการธุรกรรมจากต่างประเทศเป็นพิเศษ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. เพิ่มการแจ้งเตือนลูกค้าในการทำธุรกรรมทุกรายการ ตั้งแต่รายการแรกผ่านช่องทางต่าง ๆ เช่น ระบบ Mobile banking อีเมล หรือ SMS &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. กรณีที่ตรวจสอบพบว่าลูกค้าได้รับผลกระทบจากการทุจริตตามข้างต้น กรณีบัตรเดบิต ลูกค้าจะได้รับการคืนเงินภายใน 5 วันทำการ ส่วนกรณีบัตรเครดิต ธนาคารจะยกเลิกรายการดังกล่าว ลูกค้าไม่ต้องชำระเงินตามยอดเรียกเก็บที่ผิดปกติ และจะไม่มีการคิดดอกเบี้ย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4. ธปท. และสมาคมธนาคารไทยจะเร่งหารือกับผู้ให้บริการเครือข่ายบัตร เช่น Visa Mastercard เพื่อกำหนดให้มีการใช้การยืนยันตัวตนเพิ่มเติม เช่น OTP กับบัตรเดบิตสำหรับร้านค้าออนไลน์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรณีลูกค้าพบความผิดปกติของธุรกรรมด้วยตนเอง สามารถติดต่อคอลเซ็นเตอร์หรือสาขาของธนาคารผู้ออกบัตร เพื่อแจ้งตรวจสอบและยืนยันความถูกต้องของธุรกรรมในทันที โดยธนาคารจะดูแลแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นโดยเร็วที่สุด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับประชาชนทั่วไป ควรตรวจสอบการทำธุรกรรมของตนเองอย่างสม่ำเสมอ รวมทั้งระมัดระวังการผูกบัตรเดบิตในการทำธุรกรรม โดยเฉพาะกับแพลตฟอร์มที่มีความเสี่ยง เช่น เกมออนไลน์ แพลตฟอร์มที่ไม่มีการยืนยันตัวตนก่อนเข้าใช้งาน หรือไม่มี OTP ทั้งนี้ สำหรับบางธนาคาร ลูกค้ายังสามารถเปิด/ปิดการใช้งานของบัตร หรือเปลี่ยนแปลงวงเงินการใช้บัตร หรืออายัดบัตรได้ด้วยตัวเองผ่านแอพพลิเคชั่นของธนาคาร นอกเหนือจากการติดต่อกับธนาคาร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ธปท. และ สมาคมธนาคารไทย ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับความปลอดภัยในการทำธุรกรรมทางการเงิน และการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้า โดยธนาคารมีระบบการรักษาความมั่นคงปลอดภัยและมีการตรวจสอบการทำธุรกรรมที่ผิดปกติอย่างต่อเนื่อง ในระยะต่อไป ธปท. และสถาบันการเงินจะร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการยกระดับมาตรการและประสิทธิภาพการตรวจจับและตอบสนองต่อรายการผิดปกติ เพื่อป้องกันและลดผลกระทบจากการเกิดเหตุการณ์ในลักษณะดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/120164</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดูแลธุรกรรมผิดปกติ, ธปท., บัตรเครดิต, บัตรเดบิต, สมาคมธนาคารไทย, เพิ่ม 4 แนวทาง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210324/image_big_605aabd0e13f9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>120047</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/10/2021 09:21</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/10/2021 09:21</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ธปท.&#039; ผนึก &#039;สมาคมธนาคารไทย&#039; ชี้แจงกรณีบัตรเดบิตถูกแฮก ดูดเงินหายจากบัญชี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 ต.ค. 2564 ตามที่ปรากฏข่าวพบลูกค้าผู้ถือบัตรเครดิตและบัตรเดบิตจำนวนมากประสบปัญหาการทำรายการชำระเงินโดยที่ไม่ได้ทำธุรกรรมด้วยตนเอง ธนาคารแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย ได้รับทราบปัญหาและได้ตรวจสอบสถานการณ์ดังกล่าว โดยเบื้องต้นพบว่า มิได้เกิดจากการรั่วไหลของข้อมูลจากธนาคาร แต่เป็นรายการที่เกิดจากการทำธุรกรรมชำระค่าสินค้าและบริการกับร้านค้าออนไลน์ที่จดทะเบียนในต่างประเทศเป็นส่วนใหญ่ และไม่ใช่แอปดูดเงินตามที่ปรากฏเป็นข่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะนี้ธนาคารเจ้าของบัตรได้ดำเนินการระงับการใช้บัตรของลูกค้าที่มีรายการผิดปกติ และติดต่อลูกค้า รวมทั้งอยู่ระหว่างดำเนินการตรวจสอบร้านค้าที่มีธุรกรรมที่ผิดปกติเหล่านี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ลูกค้าที่ตรวจสอบพบความผิดปกติของรายการธุรกรรมด้วยตนเอง สามารถติดต่อคอลเซ็นเตอร์หรือสาขาของธนาคารผู้ออกบัตรเพื่อแจ้งตรวจสอบและยืนยันการทำธุรกรรมในทันที โดยธนาคารจะดูแลแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น และเร่งคืนเงินให้กับลูกค้าที่ได้รับความเสียหายตามขั้นตอนของธนาคารโดยเร็วต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ธปท. และสมาคมธนาคารไทย ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับความปลอดภัยในการทำธุรกรรมทางการเงิน และการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้า โดยธนาคารพาณิชย์มีระบบการรักษาความมั่นคงปลอดภัยและมีการตรวจสอบการทำธุรกรรมที่ผิดปกติอย่างต่อเนื่อง เมื่อพบรายการที่ผิดปกติ ธนาคารจะแจ้งลูกค้าเพื่อตรวจสอบและยืนยันรายการธุรกรรม และพร้อมจะดูแลลูกค้าด้วยความรับผิดชอบเสมอ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/120047</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดูดเงิน, ธปท., บัตรเดบิตถูกแฮก, สมาคมธนาคารไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>DELETE</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210818/image_big_611ccd78170c9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>120034</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/10/2021 07:16</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/10/2021 07:09</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;แบงก์ชาติ-สมาคมธนาคารไทย&#039;แจงปมบัญชีลูกค้าโดนแฮกดูดเงิน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 ต.ค. 64 - ธนาคารแห่งประเทศไทยและสมาคมธนาคารไทยร่วมชี้แจงกรณีการตัดเงินที่ผิดปกติผ่านบัตรเครดิตและบัตรเดบิตของลูกค้าจำนวนมาก โดยระบุว่า ตามที่ปรากฏข่าวพบลูกค้าผู้ถือบัตรเครดิตและบัตรเดบิตจำนวนมากประสบปัญหาการทำรายการชำระเงินโดยที่ไม่ได้ทำธุรกรรมด้วยตนเอง แบงก์ชาติและสมาคมธนาคารไทย ได้รับทราบปัญหาและได้ตรวจสอบสถานการณ์ดังกล่าว โดยเบื้องต้นพบว่า มิได้เกิดจากการรั่วไหลของข้อมูลจากธนาคาร แต่เป็นรายการที่เกิดจากการทำธุรกรรมชำระค่าสินค้าและบริการกับร้านค้าออนไลน์ที่จดทะเบียนในต่างประเทศเป็นส่วนใหญ่ และไม่ใช่แอปดูดเงินตามที่ปรากฏเป็นข่าว&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะนี้ธนาคารเจ้าของบัตรได้ดำเนินการระงับการใช้บัตรของลูกค้าที่มีรายการผิดปกติ และติดต่อลูกค้า รวมทั้งอยู่ระหว่างดำเนินการตรวจสอบร้านค้าที่มีธุรกรรมที่ผิดปกติเหล่านี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ลูกค้าที่ตรวจสอบพบความผิดปกติของรายการธุรกรรมด้วยตนเอง สามารถติดต่อคอลเซ็นเตอร์หรือสาขาของธนาคารผู้ออกบัตรเพื่อแจ้งตรวจสอบและยืนยันการทำธุรกรรมในทันที โดยธนาคารจะดูแลแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น และเร่งคืนเงินให้กับลูกค้าที่ได้รับความเสียหายตามขั้นตอนของธนาคารโดยเร็วต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แบงก์ชาติและสมาคมธนาคารไทย ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับความปลอดภัยในการทำธุรกรรมทางการเงิน และการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้า โดยธนาคารพาณิชย์มีระบบการรักษาความมั่นคงปลอดภัยและมีการตรวจสอบการทำธุรกรรมที่ผิดปกติอย่างต่อเนื่อง เมื่อพบรายการที่ผิดปกติ ธนาคารจะแจ้งลูกค้าเพื่อตรวจสอบและยืนยันรายการธุรกรรม และพร้อมจะดูแลลูกค้าด้วยความรับผิดชอบเสมอ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/120034</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดูดเงิน, ธปท., บัญชีลูกค้า, สมาคมธนาคารไทย, แบงก์ชาติ, แฮก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211018/image_big_616cba1e7784b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>119787</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/10/2021 10:18</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/10/2021 10:18</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;แบงก์ชาติ&#039;ฟันธงศก.พ้นปากเหว!แต่ห่วงเตะฝุ่นพุ่ง3.4ล้านคน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15 ต.ค.2564 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้เผยแพร่รายงานการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ฉบับย่อ ครั้งที่ 6/2564 โดยระบุว่า เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 3/2564 ได้รับผลกระทบจากมาตรการควบคุมการระบาดของโควิด-19 และการส่งออกที่ชะลอลงกว่าคาด แต่พัฒนาการด้านวัคซีนที่ดีขึ้นชัดเจนและการผ่อนคลายมาตรการควบคุมการระบาดที่เร็วกว่าคาด จะส่งผลดีต่อความเชื่อมั่นและการบริโภคภาคเอกชนในช่วงที่เหลือของปีนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยประเมินว่า ปี 2564 เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวที่ 0.7% และในปี 2565 ที่ระดับ 3.9% จากการทยอยฟื้นตัวจากการใช้จ่ายในประเทศเป็นสำคัญ ตามความเชื่อมั่นที่ปรับดีขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจะทยอยฟื้นตัวอย่างช้า ๆ ขณะที่การส่งออกจะยังคงได้รับผลกระทบจากปัญหา global supply disruption&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ เศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้ายังเผชิญความไม่แน่นอนสูง โดยต้องติดตาม 1. แนวโน้มการระบาดและการกลายพันธุ์ของไวรัส รวมถึงการผ่อนคลายมาตรการควบคุมการระบาดและนโยบายการเปิดรับนักท่องเที่ยว 2. การฟื้นตัวของความเชื่อมั่นภาคเอกชนหลังผ่อนคลายมาตรการควบคุมการระบาด ซึ่งจะส่งผลต่อการบริโภคและการลงทุน 3. ความต่อเนื่องของมาตรการภาครัฐ เพื่อสนับสนุนให้เศรษฐกิจฟื้นตัวในระยะต่อไป และ 4. ปัญหา supply disruption และต้นทุนค่าขนส่งสินค้าทางเรือน ที่อาจส่งผลกระทบต่อภาคการผลิตและการส่งออกสินค้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;กนง. ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยผ่านจุดต่ำสุดแล้วในไตรมาส 3/2564 และมีแนวโน้มฟื้นตัวต่อเนื่องในระยะข้างหน้า แต่ยังมีความไม่แน่นอนสูง โดยปัจจัยสนับสนุนการฟื้นตัวของอุปสงค์ที่เลื่อนมาจากช่วงก่อนหน้า (pent-up demand) ในช่วงที่เหลือของปีนี้ จากพัฒนาการด้านวัคซีนที่ปรับดีขึ้น และการผ่อนคลายมาตรการควบคุมการระบาดที่เร็วกว่าคาด แต่ยังต้องติดตามพัฒนาการด้านวัคซีนทั้งการนำเข้าและการกระจายตามแผนของรัฐบาล รวมถึงการฟื้นตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะความเชื่อมั่นและการบริโภคภาคเอกชนที่อาจฟื้นตัวช้ากว่าคาดหากการระบาดกลับมารุนแรงขึ้น&amp;rdquo;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี การฟื้นตัวในแต่ละภาคเศรษฐกิจมีความแตกต่างกันมากขึ้น (uneven recovery) ทำให้ตลาดแรงานยังเปราะบาง ซึ่งประเมินว่าจำนวนผู้ว่างงานและผู้เสมอนว่างงาน ณ สิ้นปีนี้ จะอยู่ที่ 3.4 ล้านคน โดยเฉพาะภาคบริการและผู้ประกอบอาชีพอิสระ ซึ่งภาครัฐควรดูแลภาคเศรษฐกิจและตลาดแรงงานในจุดที่เปราะบางอย่างเพียงพอและต่อเนื่อง เพื่อลดผลกระทบต่อเศรษฐกิจในระยะยาวหลังการระบาดสิ้นสุดลง (scarring effects)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับโจทย์สำคัญที่สุดของเศรษฐกิจไทย ณ ปัจจุบัน คือ การดำเนินมาตรการควบคุมการระบาดที่เอื้อให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจและรายได้ฟื้นตัวต่อเนื่อง โดยมุ่งเน้นการรักษาสมดุลระหว่างมาตรการด้านสาธารณสุขเพื่อควบคุมการระบาด และความสามารถในการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ซึ่งจะส่งผลต่อความเชื่อมั่นและการฟื้นตัวของภาคธุรกิจและครัวเรือน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ เห็นว่ามาตรการทางการคลังยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจ ทั้งการเยียวยา และพยุงเศรษฐกิจ โดยในระยะต่อไปควรเน้นการสร้างรายได้และเตรียมมาตรการเพื่อฟื้นฟู ยกระดับศักยภาพทางเศรษฐกิจหลังการระบาดคลี่คลาย โดยการขยายเพดานหนี้สาธารณะเป็น 70% ต่อจีดีพีนั้น จะเอื้อให้ภาครัฐสามารถผลักดันโยบายเพื่อช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจได้อย่างต่อเนื่อง ขณะที่นโยบายการเงินต้องสนับสนุนให้ภาวะการเงินโดยรวมผ่อนคลายต่อเนื่อง ส่วนมาตรการด้านการเงินและสินเชื่อมีความคืบหน้ามากขึ้น โดยเฉพาะมาตรการสินเชื่อฟื้นฟูที่กระจายตัวได้ดี แต่ควรเร่งผลักดันสภาพคล่องไปสู่ผู้ที่ได้รับผลกระทบอย่างตรงจุดและต่อเนื่อง
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119787</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธปท., รายงานการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.), เศรษฐกิจไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210407/image_big_606d5f071edc6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>118750</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/10/2021 18:06</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/10/2021 18:06</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ย้ำอีกรอบ ธปท. เตือนประชาชน ว่าข้อความ SMS ที่แอบอ้างชื่อ ธปท. ไม่เป็นความจริง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4 ต.ค. 64 นางจันทวรรณ สุจริตกุล ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายสื่อสารและความสัมพันธ์องค์กร ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ชี้แจงว่า ตามที่มีมิจฉาชีพแอบอ้างใช้ชื่อ ธปท. หรือใช้ตราสัญลักษณ์ ธปท. ในเอกสารและส่งข้อความ SMS หลอกลวงประชาชน เช่น &amp;quot;คุณได้รับสินเชื่อจาก ธปท.&amp;quot; หรือส่งเป็นแอปพลิเคชันให้ประชาชนกู้ยืมเงิน หรือแอบอ้างว่าเป็นตัวแทน ธปท. ในการรับการยื่นขอกู้ให้กับผู้เดือดร้อนในช่วงโควิด 19 นั้น ไม่เป็นความจริง เนื่องจาก ธปท. หรือ แบงก์ชาติ ไม่สามารถดำเนินการปล่อยกู้หรือให้สินเชื่อกับประชาชนทั่วไป

ดังนั้น ขอให้ประชาชนระมัดระวังและอย่าหลงเชื่อการกระทำดังกล่าว และหากได้รับ SMS หรือแอปพลิเคชันหลอกลวงดังตัวอย่างข้างต้น อย่ากดลิงก์ หรือ กรอกข้อมูล เพราะอาจมีความเสี่ยงถูกมิจฉาชีพนำข้อมูลไปใช้ในทางทุจริตต่อด้วย

ทั้งนี้ ธปท. ได้ประสานงานอย่างต่อเนื่องกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ (mobile operator) ในการระงับการส่ง SMS หรือ ประสานผู้ให้บริการให้นำแอปพลิเคชันหลอกลวงออกแล้ว และขอแจ้งว่าการกระทำข้างต้นมีความผิดตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการแอบอ้างและหลอกลวงประชาชน ซึ่ง ธปท. อยู่ระหว่างการพิจารณาดำเนินคดีกับมิจฉาชีพกลุ่มนี้&amp;nbsp;

ขอให้ประชาชนตรวจสอบรายชื่อผู้ให้บริการที่ได้รับอนุญาตประกอบธุรกิจสินเชื่อจาก ธปท. ก่อนกู้เงินทุกครั้ง คลิก https://bit.ly/3CBgMMA&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118750</URL_LINK>
                <HASHTAG>SMS หลอกลวง, ธปท.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211004/image_big_615adf5b55601.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>118205</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/09/2021 12:37</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/09/2021 12:37</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เตือนประชาชนระวัง SMS หลอกลวง แจ้งรับสินเชื่อจาก ธปท.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;29 ก.ย. 2564 ธนาคารแห่งประเทศไทย ประกาศแจ้ง เตือนภัย &amp;#39;SMS ทางโทรศัพท์มือถือ &amp;#39; ที่มีข้อความว่า &amp;quot;คุณได้รับสินเชื่อจาก ธปท. ยืนยันว่า ข้อความดังกล่าว&amp;#39; ไม่เป็นความจริง&amp;#39;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หากได้รับ SMS ดังกล่าว อย่ากดลิงก์หรือกรอกข้อมูลเป็นอันขาด! เนื่องจากแบงก์ชาติไม่ได้มีการปล่อยกู้กับประชาชนทั่วไป อีกทั้งยังมีความเสี่ยงถูกนำข้อมูลไปใช้ในทางทุจริตได้ครับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตรวจสอบรายชื่อผู้ให้บริการที่ได้รับอนุญาตประกอบธุรกิจสินเชื่อจากแบงก์ชาติก่อนกู้เงินทุกครั้ง คลิก &amp;nbsp;https://bit.ly/3CBgMMA&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118205</URL_LINK>
                <HASHTAG>SMS ทางโทรศัพท์มือถือ, SMS หลอกลวง, ธปท.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210407/image_big_606d5f071edc6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>116598</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/09/2021 20:10</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/09/2021 20:10</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ธปท.เตือนประชาชนลงทุนเงินดิจิทัลผันผวน-เสี่ยงสูง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 ก.ย. 2564 นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ &amp;quot;The Future of Financial System : อนาคตโลกการเงิน&amp;quot; ว่า สถานการณ์ด้านการเงินของโลกมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา โดยจะเห็นได้ว่ามีการพัฒนาที่สะดวก รวดเร็ว ทันสมัย และตอบโจทย์ผู้บริโภคมากขึ้น โดยหากย้อนไปช่วง 10 ปีที่ผ่านมา การให้บริการทางการเงินผ่านระบบดิจิทัล เช่น โมบายแบงกิ้ง มีการใช้เพียงปีละ 5 แสนบัญชี แต่ข้อมูลล่าสุดในช่วงมิ.ย. 2564 พบว่ามีผู้ใช้เพิ่มขึ้นเป็น 75 ล้านบัญชี ส่วนการใช้บริการอีเพย์เมนท์ในปัจจุบันมีเพิ่มมากถึง 15 เท่าจาก 10 ปีก่อน และการโอนเงินผ่านเน็ตในปัจจุบันที่เพิ่มขึ้นถึง 100 เท่าจาก 10 ปีก่อน เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เมื่อมองไปข้างหน้าจะเห็นได้ว่าในภาคการเงินย่อมจะมีผู้เล่นใหม่ ๆ เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการให้บริการมากขึ้น โดยอาจจะไม่จำเป็นต้องเป็นผู้เล่นที่อยู่ในภาคการเงินเองเสมอไป แต่อาจมาจากธุรกิจอื่น ๆ รวมถึงธุรกิจที่เข้ามาเชื่อมต่อโดยตรง ทำให้การให้บริการทางการเงินไม่จำเป็นต้องมีตัวกลาง ดังนั้นการเงินในอนาคตจะมีการแข่งขันที่เพิ่มมากขึ้น ผู้เล่นหน้าใหม่จะมีมากขึ้น และการเข้าถึงบริการทางการเงินจะต้องเป็นแบบ Any time, Any where, Any device&amp;rdquo; นายเศรษฐพุฒ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงทางการเงินที่รวดเร็วนั้น จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อสามารถตอบโจทย์ผู้ใช้บริการได้อย่างตรงจุด สามารถแก้ปัญหาข้อบกพร่องในอดีตได้ และมีการพัฒนาต่อยอดไปสู่นวัตกรรมทางการเงินในรูปแบบที่หลากหลายขึ้น โดยทิศทางที่เปลี่ยนไปรวดเร็วนั้น จะต้องเปลี่ยนให้สามารถตอบโจทย์คนได้อย่างชัดเจน สามารถปิดจุดอ่อนของระบบการชำระเงินไทยในปัจจุบันได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายเศรษฐพุฒ กล่าวว่า จุดอ่อนของระบบการเงินไทยในปัจจุบันนั้น มองว่า ไม่ใช่เรื่องระบบการชำระเงิน และไม่ใช่เรื่องเสถียรภาพของค่าเงิน แต่จุดอ่อนสำคัญของระบบการเงินไทยที่เห็นชัดเจนใน 2 เรื่องขณะนี้ คือ 1.การเข้าถึงสินเชื่อของภาคธุรกิจขนาดย่อม ซึ่งพบว่ายังมีข้อจำกัดในการเข้าถึงแหล่งเงินจากธนาคารพาณิชย์ และ 2.การโอนเงินระหว่างประเทศที่ยังมีต้นทุนสูง ดังนั้นใน 2 ส่วนนี้ จึงควรที่จะเห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับบทบาทของ ธปท.ที่จะรองรับต่อความเปลี่ยนแปลงของการเงินในอนาคต มี 3 มิติที่สำคัญ ดังนี้ 1. More open data ทำให้มีการนำฐานข้อมูลที่มีอยู่ไปใช้ในการให้บริการทางการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น การแชร์ data footprint ระหว่างระหว่างธนาคารได้ง่ายและสะดวกขึ้น ซึ่งจะทำให้การใช้ข้อมูลประกอบการขอสินเชื่อทำได้รวดเร็ว เป็นประโยชน์ต่อผู้ที่ต้องการเข้าถึงสินเชื่อได้สะดวกมากขึ้น&amp;nbsp; 2. More open competition ทำให้เกิดการแข่งขันที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งในส่วนนี้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้บริการทางการเงิน ที่จะได้รับบริการทันสมัย มีการพัฒนาต่อยอดมากขึ้น จากผู้เล่นที่เข้ามามากขึ้น และ 3. More open infrastructure ทำโครงสร้างพื้นฐานที่หลากหลายให้กับผู้เล่นทั้งรายเก่าและรายใหม่ เพื่อนำไปใช้ต่อยอดนวัตกรรมการพัฒนาการให้บริการทางการเงินของไทย
อย่างไรก็ดี ยอมรับว่า ระบบการเงินดิจิทัลนอกจากจะสร้างผู้เล่นใหม่ ๆ เข้ามาเป็นผู้ให้บริการในภาคการเงินที่หลากหลาย ซึ่งทำให้เกิดการแข่งขันมากขึ้นแล้ว ก็ยังเป็นการสร้างความท้าทายต่อ ธปท.ในฐานะผู้กำกับดูแลเป็นอย่างมาก ซึ่ง ธปท.จำเป็นต้องคำนึงถึงทั้งมิติในด้านความเสี่ยง และมิติของประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตควบคู่กันไป โดยในส่วนของประชาชนใช้ความระมัดระวังจากการที่จะเข้าไปลงทุนในสกุลเงินดิจิทัล เนื่องจากมีความผันผวนมาก นำมาซึ่งความเสี่ยงสูงเช่นกัน การจะเข้าไปลงทุนในส่วนนี้จึงต้องใช้ความระมัดระวังมากเป็นพิเศษ และควรมีข้อมูลการลงทุนที่รอบด้าน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/116598</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธปท., เงินดิจิทัล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210430/image_big_608b756575dfe.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
