<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>74220</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/08/2020 17:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/08/2020 16:42</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ธรรมาภิบาลของระบบยุติธรรมไทยมีอยู่จริง ?</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ปรากฏการณ์ของคดีความต่างๆ ทางอาญาที่เกิดขึ้นในสังคมไทยตลอดมานั้นมักจะเกิดขึ้นด้วยเหตุปัจจัยที่คล้ายคลึงกันเช่น ความประมาท การเมาสุรา ยาเสพติด ความแค้นด้วยเจตนา &amp;nbsp;หรือการทะเลาะเบาะแว้งต่างๆ เป็นต้นซึ่งหลายคดีนั้นมักจบลงด้วยความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินที่แตกต่างกันไปในแต่ละเรื่องราว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อใดที่เกิดคดีความขึ้นแล้วจะต้องจบลงภายใต้ ระบบยุติธรรม (Justice System) ที่มีผู้เกี่ยวข้องรับผิดชอบอยู่หลายส่วนในกระบวนการยุติธรรมที่เริ่มจากต้นน้ำ กลางน้ำและปลายน้ำ ซึ่งขับเคลื่อนโดยตำรวจผู้ใช้อำนาจหน้าที่เป็น พนักงานสอบสวน ทำการสืบสวน สอบสวน ส่งพยานหลักฐานต่อให้ พนักงานอัยการที่จะเป็นผู้รวบรวมพยานหลักฐาน จัดทำคำฟ้องเพื่อฟ้องร้องต่อศาลให้พิจารณาพยานหลักฐานต่างๆในการลงโทษหรือยกฟ้องปล่อยตัวจำเลยเมื่อคดีถึงที่สุด แต่ก็มีหลายคดีที่พนักงานสอบสวนและ/หรืออัยการสั่งไม่ฟ้องด้วยหลายเหตุผลที่สังคมหรือคนส่วนใหญ่อาจสงสัยหรือไม่เห็นด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประเด็นสำคัญที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยก็ตามมักจะมีเรื่องของธรรมาภิบาล เข้ามาเกี่ยวข้องกับระบบยุติธรรมทั้งกระบวนการ ซึ่ง ธรรมาภิบาล (Good Governance) นั้น ขออธิบายความอย่างย่อว่ามาจากคำว่า &amp;ldquo;ธรรม&amp;rdquo; มีความหมายว่า คุณความดี ความยุติธรรม ความถูกต้องและ &amp;ldquo;อภิบาล&amp;rdquo; หมายความว่า บำรุงรักษา &amp;nbsp;ปกครอง ซึ่งอาจแปลรวมความได้ว่า การรักษาความถูกต้อง &amp;nbsp;ด้วยคุณธรรม &amp;nbsp;ความโปร่งใส และหลักนิติธรรมซึ่งหมายถึง การใช้กฎหมายที่เคร่งครัด เสมอภาค มีมาตรฐานเดียวไม่ได้เป็นการใช้ตามอำเภอใจ และต้องไม่ตกอยู่ภายใต้การครอบงำของบุคคลหรือกลุ่มคนใดโดยเฉพาะ ระบบอุปถัมภ์ หรือการคอรัปชั่นที่ฝังรากลึกอยู่ในสังคมไทยมาช้านาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หากมีคำถามเกิดขึ้นว่า ธรรมาภิบาลของระบบยุติธรรมไทยมีอยู่จริงหรือไม่นั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ควรต้องมองวิเคราะห์ในหลายๆ มิติรวมถึงมิติของความเหลื่อมล้ำทางสังคมที่มีคำพูดว่า &amp;ldquo;คุกมีไว้ขังคนจนเท่านั้น&amp;rdquo;&amp;nbsp;ปรากฏการณ์ล่าสุดในคดีรถชนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตที่ใช้เวลากว่า 8 ปียังไม่สามารถยุติได้นั้นย่อมทำให้ธรรมาภิบาลของระบบยุติธรรม มีความสั่นคลอน เมื่อการรักษาความถูกต้องมีความไม่ถูกต้องเกิดขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อใดที่การปกครองของรัฐในการบังคับใช้กฎหมายกับประชาชนไม่เหมือนกัน ย่อมหมายถึงว่าการปกครองของรัฐขาดธรรมาภิบาลในระบบยุติธรรมซึ่งถือเป็นระบบที่สำคัญยิ่งของการปกครองภายใต้ระบอบประชาธิปไตยให้เกิดความผาสุก สถาพรแก่ประชาชนทุกคน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้นระบบยุติธรรมที่ขาดธรรมาภิบาลย่อมส่งผลให้การปกครองประเทศขาดความน่าเชื่อถือในสายตาของประชาชนและประชาคมโลกและอาจส่งผลถึงความเป็นนิติรัฐ
ได้หากผู้ใช้กฎหมายเพื่อการปกครองไม่ได้ปฏิบัติตามกฎหมายเสียเอง&amp;nbsp;จึงเห็นได้ว่าตัวของระบบนั้นมีการออกแบบไว้ให้มีการถ่วงดุลอำนาจของผู้ใช้กฎหมายในหลายส่วนซึ่งหากใช้ไปในทางที่ผิด ขาดความชอบธรรม มีสองมาตรฐาน ย่อมทำให้กลไกของระบบเกิดการทำงานที่ผิดพลาด (malfunction) ได้ ซึ่งความผิดพลาดนั้นไม่ได้เกิดจากตัวระบบแต่เกิดจากผู้ใช้ระบบนั้นเองเป็นผู้กระทำ (human act) ที่มีคนเกี่ยวข้องร่วมกันกระทำอย่างเป็นระบบ มีการวางแผน เป็นขั้นเป็นตอน (organized crime) ซึ่งหลายต่อหลายคดีนั้นอาจเกิดขึ้นหรือมีอยู่จริงและจบไปแล้วเพียงแต่ไม่มีข่าวออกมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ธรรมาภิบาลของระบบยุติธรรมไทยมีอยู่จริงหรือไม่นั้น การปฏิบัติของผู้มีอำนาจในการบังคับใช้กฎหมาย ไม่ใช่ตัวของระบบยุติธรรมจะเป็นคำตอบที่อยู่ในตัวเอง ประชาชนทุกคนมีสิทธิในการมีส่วนร่วมตรวจสอบหาความจริง หากพบการกระทำความผิดอย่างใดแล้ว จงช่วยกันหาตัวผู้กระทำผิดมาให้ศาลลงโทษ และไม่ว่าช้าหรือเร็ว ความจริงจะปรากฏให้เห็นอย่างแน่นอน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: right;&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เทวัญ &amp;nbsp; อุทัยวัฒน์ &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;กลุ่มนโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมาภิบาล
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/74220</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธรรมาภิบาล, เทวัญ   อุทัยวัฒน์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200404/image_big_5e88066e9e619.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>71239</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/07/2020 20:31</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/07/2020 20:31</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หมอสุภัทร:เส้นทางคัดค้านนิคมอุตสาหกรรมจะนะ คือส่วนหนึ่งของการสร้างธรรมาภิบาลในสังคมไทย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12 ก.ค.63- นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ผอ.โรงพยาบาลจะนะ จ.สงขลา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุ เส้นทางการเดินหน้าให้เกิดนิคมอุตสาหกรรมในอำเภอจะนะนั้นยังยาวไกล นี่เพียงยกที่ 1&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โครงการดังกล่าวมาเงียบๆ ครม.คสช.นัดสุดท้ายลักไก่มีมติไปเดือนพฤษภาคม 2562 อนุมัติในหลักการ และชงให้ ศอ.บต.เดินหน้า หลังจากนั้นก็มีการกว้านซื้อดินกันขนานใหญ่ มีการจัดตั้งแกนนำท้องที่ท้องถิ่นเป็นกำลังหลักในการผลักดัน จนมกราคม 2563 ก็มีมติ ครม.ซ้ำ ให้จะนะเป็นเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจ เค้าลางเมฆทะมึนจึงชัดเจนขึ้นเมื่อต้นปีนี้เอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การคัดค้านโครงการจะนะอุตสาหกรรมก้าวหน้าแห่งอนาคตนั้น เพิ่งเริ่มต้นได้ไม่กี่เดือน เพราะกว่าเราจะรู้รายละเอียดในโครงการ ศึกษาและหารือในหลายกลุ่ม จนมั่นใจว่า เสียมากกว่าได้ หายนะมากกว่าพัฒนา ก็ล่วงเลยมาอีกหลายเดิือน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เวทีรับฟังความคิดเห็นในวันที่ 11 กรกฎาคม 2563 ที่มีการจัดตั้งผู้คนมาร่วมเวที ทั้งชวนมาถือหุ้นลมโรงไฟฟ้า ชวนมาร่วมเวทีด้วยความเกรงใจในอิทธิพลท้องถิ่นท้องที่ ให้ภาพว่ามีคนหนุนนิคมอุตสาหกรรมเยอะๆ พร้อมวางกำลังเป็นพันคนอ้างป้องกันมือที่สาม มีการตามประกบกดดันแกนที่คัดค้านถึงบ้าน มีม็อบไล่หมอถึงหน้าโรงพยาบาล มีไอโอใส่ไข่ว่าเป็น BRN และปิดกั้นกลุ่มค้านไม่ให้เข้าร่วมในวันจัดเวที&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เวทีรับฟังมีคนให้ความเห็นไม่กี่คน เลิกก่อนเที่ยง เพราะมวลชนจะกลับบ้านแล้ว เป็นความสำเร็จในหน้าฉาก เป็นพิธีกรรมที่ดูดี แต่ไม่ได้หมายความว่า การเดินหน้านิคมอุตสาหกรรมจะนะจะฉลุย ยังมีอีกหลายยก ทั้งเรื่องการเปลี่ยนสีผังเมือง การทำ EHIA ของนิคมอุตสาหกรรม และรายโรงงานเป็นต้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในทางกลับกัน ปฏิบัติการบอกกล่าวคนไทยของลูกสาวแห่งทะเลน้องยะห์และคณะ ที่ไปกรุงเทพ 10 วัน รวมทั้งกระบวนการสื่อสาร #savechana ได้สร้างการรับรู้ต่อความไม่เป็นธรรมและหายนะที่จะเกิดในจะนะอย่างกว้างขวางในเวลาสั้นๆได้อย่างเหลือเชื่อ ด้วยเวลาสั้นๆ คนไทยรับรู้แล้วว่าจะนะเกิดอะไรขึ้น และเชื่อว่าต่อนี้ไป คนไทยจะโอบล้อมจากภายนอก มาช่วยปลดปล่อยคนจะนะจากอิทธิพลในพื้นที่ที่กดชาวบ้านไว้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ความไม่ชอบมาพากลที่จะนะ เป็นเรื่องเดียวกันกับทิศทางการพัฒนาประเทศที่ผิดพลาด ไร้ประสิทธิภาพ ผูกขาดจากส่วนกลาง และคอรัปชั่นเป็นขบวนการ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขบวนการไม่เอานิคมอุตสาหกรรมจะนะ ขบวนการค้านโรงไฟฟ้าถ่านหิน ขบวนการหยุดคลองไท ขบวนการจัดการน้ำให้ถึงมือประชาชน ขบวนการอันดามันโกกรีน ขบวนการสันติภาพในชายแดนใต้ ขบวนการหยุด พรก.ฉุกเฉิน ขบวนเรียกร้องขอรัฐสวัสดิการ ขบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตย ล้วนมีเป้าหมายร่วมกัน คือเปลี่ยนประเทศไทยไปสู่การเป็นประเทศแห่งความยั่งยืนและความสุขของผู้คนทุกคน ไม่ใช่สุขเฉพาะชนชั้นนำ เพียงแต่เราขยับกันคนละมุมเท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับผมเอง การคัดค้านนิคมอุตสาหกรรมจะนะ คือส่วนหนึ่งของสร้างธรรมาภิบาลในสังคมไทย สลายการกระจุกอำนาจในส่วนกลาง เปลี่ยนวิธีคิดรัฐไทยสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน สร้างสันติภาพชายแดนใต้ สร้างประชาธิปไตยจากฐานราก โดยมีการต่อสู้คัดค้านนิคมอุตสาหกรรมจะนะเป็นรูปธรรมการเปลี่ยนแปลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เรา หมายถึง ผม เพื่อนผองน้องพี่ คนจะนะที่ตื่นตัว รวมทั้งเครือข่ายมากมาย​ เราไม่ใช่สู้แค่หยุดนิคมอุตสาหกรรมจะนะ แต่เรามีเป้าหมายที่ชัดเจนว่า ่เรากำลังช่วยกันเขียนอนาคตประเทศ เรากำลังร่วมกันเปลี่ยนประเทศไทยให้ก้าวพ้นจากรัฐชนชั้นนำและทุนผูกขาดไปด้วยกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับเป้าหมายเฉพาะของการหยุดนิคมอุตสาหกรรมจะนะยังเหมือนเดิม คือ &amp;quot;ให้ยกเลิกมติ ครม.ลักไก่ในการสร้างนิคมอุตสาหกรรมจะนะให้จงได้&amp;quot; ยังมีอีกหลายยกครับ.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/71239</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธรรมาภิบาล, นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ, นิคมอุตสาหกรรมจะนะ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200712/image_big_5f0b0e73dafc6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>68497</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/06/2020 15:10</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/06/2020 15:09</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คปอธ.บุกทำเนียบจี้นายกฯทบทวนย้าย​&#039;หมอชาญชัย&#039;ด้าน&#039;อนุทิน&#039;แจงไม่สนิทกับใคร</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
12 มิ.ย.63 -ที่หน้าทำเนียบรัฐบาล เวลา 13.10 น. เครือข่ายประชาชนอีสานเพื่อความยุติธรรม (คปอธ.) นำโดย พญ.กนกวรรณ ศรีรักษา ในฐานะประธานเครือข่ายฯ ได้นำสมาชิกเครือข่ายฯ กว่า 50 คน ยื่นจดหมายเปิดผนึกถึงนายกรัฐมนตรี เพื่อขอให้ทบทวนการย้าย และการสอบวินัย การตั้งข้อกล่าวหาที่รุนแรงต่อนพ.ชาญชัย จันทร์วรชัยกุล ผู้อำนวยการโรงพยาบาลศูนย์ขอนแก่น โดยมีนายอนุทิน รองนายกรัฐมนตรี และรมว.สาธารณสุข ได้ออกมารับหนังสือ &amp;nbsp;
โดยพญ.กนกวรรณ กล่าวว่า คปอธ.ไม่ต้องการห้ามผู้บังคับบัญชาหรืบุคลากรหน่วยงานใดแตะต้องผอ.ชาญชัย แต่เราต้องการให้เกิดความเป็นธรรมในกระบวนการที่กำลังดำเนินการจัดการหมอของพวกเรา และขอได้โปรดยึดหลักธรรมาภิบาลเหมือนที่หมอของเราได้ยึดมาโดยตลอด อย่าให้อำนาจการเมืองหรือความไม่ชอบใด ๆ มาครอบงำ และชี้นำ เพียงเพื่อต้องการขจัดหมอของเรา เรามีความเชื่อมั่นว่านายกฯ ที่เป็นผู้ยึดมั่น และยึดหลักแนวทางหลักธรรมาภิบาลมาโดยตลอด ใช้อำนาจ และตระหนักอย่างเป็นธรรมเพื่อคลี่คลายปัญหา และขอให้พิจารณา ดังนี้
1.ให้ความเป็นธรรมนพ.ชาญชัย โดยการทบทวนการโยกย้าย การสอบสวนวินัย การตั้งข้อกล่าวหาที่รุนแรงต่อนพ.ชาญชัย 2.ถ้านายกฯ ยังยืนยันที่จะย้าย นพ.ชาญชัยไปปฏิบัติหน้าที่ในกระทรวงสาธารณสุขเป็นการชั่วคราวในระหว่างพิจารณาว่าบัตรสนเท่ห์มีมูลหรือไม่นั้น ก็ขอให้รองผอ.รพ.ศูนย์ขอนแก่น เป็นผู้รักษาการผู้อำนวยการแทน เพื่อเป็นการรักษาขวัญ และกำลังใจของบุคลากรของรพ.ศูนย์ขอนแก่นทั้งหมด ย้ำว่าขอความถูกต้อง และเป็นธรรมจากนายกฯ ให้กับประชาชน และสังคมด้วย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในระหว่างที่กลุ่มเครือข่ายยื่นหนังสือต่อนายอนุทินนั้น ทางสมาชิกเครือข่ายได้ชูป้ายข้อความขอคืนความเป็นธรรมให้กับนพ.ขาญชัย และตะโกนเสียงดังด้วยว่า &amp;quot;เซฟหมอชาญชัย เซฟธรรมภิบาล&amp;quot; และ&amp;quot;เอาหมอชาญชัยคืนมา เอารักษาการออกไป&amp;quot;
ด้านนายอนุทิน กล่าวกับกลุ่มเครือข่ายฯ ว่า เราต้องเชื่อใจกัน ไม่ใช่บอกว่าเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาเป็นลูกน้องลูกพี่กัน ตนรู้เลยว่าทุกคนคิดว่าตนสนิทกับคนนั้นคนนี้ แต่ยืนยันว่าไม่มีแน่นอน นี่มันราชการ ไม่ใช่บริษัทส่วนตัว ดังนั้นจึงมีแนวทางที่เดินอยู่ ตนทำอยู่แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/68497</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธรรมาภิบาล, นพ.ชาญชัย จันทร์วรชัยกุล, นายอนุทิน ชาญวีรกูล, พญ.กนกวรรณ ศรีรักษา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200612/image_big_5ee33747c1e0e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>67874</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/06/2020 11:14</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/06/2020 11:14</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ครป.จวกส.ว.สรรหาป.ป.ช.สนองอำนาจการเมืองทำลายบรรทัดฐานเรื่องขัดกันแห่งผลประโยชน์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
5 มิ.ย. 63 - รศ.ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต ประธานคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) กล่าวถึงกรณีคณะกรรมการสรรหา ป.ป.ช. และสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ตีความอดีตสมาชิกสถานิติบัญญัติแห่งชาติ( สนช.) ไม่ขัดรัฐธรรมนูญว่า เป็นการตีความที่ทำลายบรรทัดฐานเรื่องการขัดกันของผลประโยชน์และธรรมาภิบาล เป็นการเมืองแบบอำนาจนิยมระบบอุปถัมภ์ ผู้ที่เกี่ยวข้องขาดจิตสำนึกในการปฏิรูปการเมือง และเรื่องดังกล่าวเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประชาธิปไตย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ดร.พิชาย กล่าวว่า ที่จริงตนไม่คาดหวังอะไรมากจาก ส.ว. ชุดนี้อยู่แล้ว เพราะถูกตั้งขึ้นโดยกลุ่ม คสช. แต่เมื่อเห็นความคิดและพฤติกรรมที่กระทำล่าสุด โดยลงมติเลือกอดีต สนช. เป็น กรรมการป.ป.ช. และอธิบายตีความรัฐธรรมนูญเพื่อตอบสนองเป้าหมายของตนเองอย่างน่าเกลียดเกินกว่าจะยอมรับได้ ก็อดไม่ได้ที่ต้องวิพากษ์วิจารณ์โดยมี 4 ประเด็นดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.เป็นการตีความกฎหมาย เพื่อตอบสนองเป้าหมายทางการเมืองแบบอำนาจนิยมอุปถัมภ์ ซึ่งทำลายบรรทัดฐานที่สังคมไทยเพียรพยายามสร้างในช่วงสองทศวรรษนี้ นั่นคือ หลักการขัดกันของผลประโยชน์ หลักการนี้วิญญูชนที่มีความคิดและจริยธรรมอยู่บ้างย่อมศึกษา รับรู้และตระหนักดีว่าเรื่องใดที่ควรทำ เรื่องใดที่ไม่ควรทำ แม้จะไม่มีการเขียนไว้อย่างชัดเจน หรือเขียนไว้แล้วแต่ไม่ชัดเจนก็ตาม ส่วนอวิญญูชน แม้กฎหมายจะเขียนเอาไว้อย่างไรก็พยายามหาช่องโหว่ตีความเพื่อรับใช้เป้าหมายของตนเองให้ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;2.การลงมติ กระทำไปโดยขาดสำนึกแห่งการปฏิรูปการเมืองและสำนึกแห่งธรรมาภิบาล แต่เป็นสำนึกของความล้าหลังที่เอื้อประโยชน์แก่พวกพ้อง เป็นการลงมติตามแบบแผนความคิดแบบเก่า การเมืองแบบเก่า น่าเสียดายว่าหลายคนใน ส.ว. ชุดนี้เคยพูดถึงการปฏิรูปการเมืองอย่างเป็นตุเป็นตะ แต่พฤติกรรมที่แสดงออกนับวันก็ยิ่งเปิดเผยตัวตนที่แท้จริงออกมาว่า ที่พวกเขาต้องการคงไม่ใช่การปฏิรูปการเมือง แต่น่าจะเป็นอำนาจเสียมากกว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;3.การลงมติเช่นนั้นป็นการถมก้อนหินใส่ลงในจิตใจของประชาชน ซึ่งสร้างความอึดอัดคับข้องใจแก่ประชาชนมากยิ่งขึ้น เป็นการสะสมเชื้อเพลิงของความขัดแย้งทางสังคม และเร่งให้ความขัดแย้งเกิดการปะทุออกมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4.การตีความและการลงมติแบบนี้เป็นหลักฐานชัดเจน ซึ่งจะถูกจารึกในประวัติศาสตร์ว่า ส.ว. ชุดนี้น่าจะมีเป้าหมายในการทำหน้าที่เพื่อตอบสนองกลุ่มอำนาจนำทางการเมืองเป็นหลัก และบั่นทอนการพัฒนาประชาธิปไตยของไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;นายเมธา มาสขาว เลขาธิการ ครป. กล่าวว่า เป็นตัวอย่างของความล้มเหลวของ ส.ว. ที่ได้มาโดยมิชอบธรรมและหลักขัดกันแห่งผลประโยชน์ จึงลงมติเลือกอดีต สนช.ที่พ้นตำแหน่งมาเพียง 1 ปี มานั่งเป็นกรรมการ ป.ป.ช. คนใหม่ เป็นการตีความพิทักษ์สถานะอำนาจของพวกพ้อง เพื่อเข้าไปยึดกุมการเมืองการปกครองทั้งระบบผ่านกลไกองค์กรอิสระต่างๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;การเมืองไทยทุกวันนี้จึงเป็นลักษณะคณาธิปไตย พยายามสืบทอดอำนาจที่วางไว้ผ่านกลไกรัฐธรรมนูญ 60 แม้ว่าในกฎหมายรัฐธรรมนูญจะบัญญัติให้ สนช. ทำหน้าที่ ส.ส. ส.ว. ทำหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติในรัฐสภา เรื่องนี้จึงขัดรัฐธรรมนูญในตัวเองเรื่องคุณสมบัติผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่จะมาเป็นองค์กรอิสระ เจตนารมณ์ให้เว้นวรรค 10 ปีก่อน&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายเมธา กล่าวว่า&amp;nbsp; เราจะตีความตามตัวอักษรอย่างเดียวไม่ได้ ไม่ใช่เรียกชื่อหรือตำแหน่งต่างกัน แต่ต้องถือว่าได้ทำหน้าที่นั้นหรือไม่ เป็นเจตนารมณ์ตามรัฐธรรมนูญที่ไปเขียนไว้ไม่ให้เลือกปฏิบัติเฉพาะกลุ่มตน ไม่อย่างนั้นบ้านเมืองก็ไม่ก้าวไปข้างหน้าเสียที ติดหล่มกับดักอำนาจ สร้างลัทธิพวกใครพวกมัน ถ้าเป็นอย่างนี้ก็ไม่ต้องมีรัฐธรรมนูญปกครองให้ ส.ว.สืบทอดอำนาจไปอีก 5+5+5+5 ไปอีก 20 ปีเลยก็แล้วกัน ภาคประชาชนจะได้ไม่ต้องเคลื่อนไหวแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;quot;ดังนั้นผมเห็นว่าคณะกรรมการสรรหา ป.ป.ช. และ ส.ว.ต้องรับผิดชอบต่อเรื่องนี้ อย่าตีความตามอำเภอใจ และควรสรรหาผู้มีบทบาทตรวจสอบการทุกจริตคอร์รัปชันเป็นที่ประจักษ์ พิทักษ์ผลประโยชน์ประชาชนอย่างแท้จริง ไม่ใช่มีฝักฝ่ายทางการเมือง ส่วนคณะกรรมการสรรหา กสม. วินิจฉัยถูกต้องแล้ว และผู้ที่จะมาเป็น กสม. ควรมาจากผู้ที่มีบทบาทการทำงานพิทักษ์และปกป้องสิทธิมนุษยชน เพราะกลไก กสม. คือการทำงานตรวจสอบรัฐบาลและเจ้าหน้าที่รัฐ ว่าใช้อำนาจละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือไม่ ไม่ใช่การตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนของโจรผู้ร้ายเพราะนั่นเป็นหน้าที่ของรัฐบาล จึงไม่ควรเอาอดีตข้าราชการมาทำงานผิดหน้าที่แบบในปัจจุบัน&amp;quot;นายเมธา กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/67874</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขัดกันแห่งผลประโยชน์, ครป., ธรรมาภิบาล, นายเมธา มาสขาว, พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต, สรรหาปปช.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180223/image_big_5a8f81e5e8bae.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>67425</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/05/2020 11:32</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/05/2020 11:32</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เอ๊ะยังไง! ปชป. ถามหาธรรมาภิบาล &#039;บิ๊กตู่&#039; </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;31 พ.ค. 2563 นายเชาว์ มีขวด อดีตรองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ Facebook Chao Meekhuad เรื่อง &amp;ldquo; ธรรมาภิบาลคือความโปร่งใส ถ้ามีจริงเหมือนปากว่า ต้องหนุนตั้งกมธ.สอบงบโควิด-19&amp;rdquo; มีเนื้อหาว่า เป็นที่น่าผิดหวังอย่างยิ่งสำหรับคำตอบของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่มีท่าทีเมินเฉยต่อเสียงเรียกร้องให้ตั้งกรรมาธิการวิสามัญตรวจสอบการใช้งบโควิด-19 โดยอ้างว่าเป็นเรื่องของฝ่ายค้านและรัฐบาลต้องไปตกลงกันในที่ประชุมสภา จึงมีคำถามว่าพลเอกประยุทธ์ไม่ใช่ผู้นำรัฐบาลหรือ ถ้าใช่ท่านต้องมีบทบาทนำในการสนับสนุนให้ใช้กลไกสภาตรวจสอบถ่วงดุลย์การใช้จ่ายเงินของรัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเงินกู้ที่ได้มาจากการออกพระราชกำหนด ที่ยังขาดรายละเอียดและยังไร้ช่องทางชัดเจนในการเปิดเผยข้อมูล เพื่อให้ประชาชนทั่วไปตรวจสอบได้ทุกโครงการเหมือนที่รัฐบาลอภิสิทธิ์ เคยวางระบบไว้ในช่วงวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ที่มีการออกพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท เป็นมาตรฐานที่รัฐบาลยุคประชาธิปัตย์เป็นแกนนำวางเอาไว้ และผมดีใจที่มติส.ส.ประชาธิปัตย์สนับสนุนเรื่องนี้ เพราะนี่คือบทบาทของพรรคการเมืองที่มีความรับผิดชอบต่อประเทศชาติและประชาชนพึงกระทำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;พล.อ.ประยุทธ์ ใช้ประโยชน์จากการเลือกตั้ง เข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีในบัญชีของพรรคพลังประชารัฐ ท่านต้องเคารพกลไกตรวจสอบของรัฐสภา การสนับสนุนให้ตั้งกรรมาธิการวิสามัญตรวจสอบการใช้เงินกู้โควิดข19 เป็นบททพิสูจน์ถึง ธรรมาภิบาลที่ท่านพร่ำพูดอยู่เป็นประจำ รวมถึงความพร้อมในการเป็นนายกรัฐมนตรีตามวิถีทางของรัฐสภาด้วย งานนี้ถ้าพลังประชารัฐคัดค้าน ก็แสดงให้เห็นว่าผู้นำนั่นแหละที่ไม่ต้องการให้เกิดการตรวจสอบโดยสภา อย่าทำแบบนั้นเลยครับ เงินกู้เป็นภาระหนี้ที่ประชาชนต้องแบกรับ ท่านต้องให้ผู้แทนปวงชนได้ทำหน้าที่ตรวจสอบรักษาผลประโยชน์ของแผ่นดิน&amp;quot;นายเชาว์ ระบุ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/67425</URL_LINK>
                <HASHTAG>ตั้งกมธ.สอบงบโควิด-19, ธรรมาภิบาล, รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์, เชาว์ มีขวด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200531/image_big_5ed3331181496.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>67256</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/05/2020 11:52</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/05/2020 11:52</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;วิษณุ&#039;ไขปม&#039;ไพรินทร์&#039;ไขก๊อกบอร์ดบินไทยเหตุรักษาธรรมาภิบาลลดความเสี่ยง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;29 พ.ค.63 - ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีนายไพรินทร์ ชูโชติถาวร ลาออกจากตำแหน่งกรรมการบริหาร บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ว่า ความจริงไม่ได้มีปัญหาอะไร เพียงแต่มันมีความเสี่ยงเกิดขึ้น&amp;nbsp; ซึ่งความเสี่ยงนั้นก็ตกอยู่กับเจ้าตัวเอง คนอื่นไม่เสี่ยง คนตั้งไม่เสี่ยง และคนอื่นๆไม่มีปัญหา ข้อสำคัญคือ​ มันจะเป็นเรื่องของธรรมาภิบาลมากว่า และตามกฎหมายอาจจะไม่เข้าก็ได้&amp;nbsp; และไม่ห้ามก็ได้ แต่เพื่อความเป็นธรรมาภิบาล และเรื่องนี้ไม่ใช่ว่าทำกันเฉพาะในประเทศไทย แต่มันจะไปถึงกันทั่วโลก ฉะนั้นเจ้าหนี้ต่างประเทศให้เขามีความไว้วางใจจะดีกว่า จึงถอนรายชื่อออก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่า​ ตอนนี้การบินไทยจะอยู่อย่างไร เพราะทั้งน้ำและน้ำมันจะไม่มีการส่งให้การบินไทยแล้ว นายวิษณุ กล่าวว่า ไม่รู้ ถามตนไม่ได้ เพราะไม่ทราบ&amp;nbsp; ตนก็เจ้าหนี้การบินไทยเหมือนกันมีตั๋วต้องรีฟันด์&amp;nbsp; คือ การขอเงินคืนค่าตั๋วเครื่องบินที่ซื้อและออกตั๋วแล้วแต่ไม่ได้ใช้ตั๋วเดินทาง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/67256</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธรรมาภิบาล, นายวิษณุ เครืองาม, นายไพรินทร์ ชูโชติถาวร, บอร์ดการบินไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200529/image_big_5ed093dcd9ed4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>45578</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/09/2019 09:24</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/09/2019 09:24</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เด็กปชป.เปรียบ&#039;บิ๊กตู่&#039;ตั้ง&#039;ธรรมนัส&#039;เป็นรมต. ไม่ต่างจาก&#039;แม้ว&#039;ขายหุ้นไม่เสียภาษี!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12 ก.ย.62 - นายเชาว์ มีขวด ทนายอาสา อดีตรองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์เฟซบุ๊กมีเนื้อหาดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มลทินของร้อยเอกธรรมมนัส คือความมัวหมองของรัฐบาลประยุทธ์ สู่ความมืดมนปฏิรูปการเมือง&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมเคยวิจารณ์ร.อ.ธรรมมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรฯ ในช่วงก่อนรับตำแหน่งรัฐมนตรี หลังจากที่ออกมาชี้แจงกรณีถูกกล่าวหาคดีพัวพันยาเสพติดที่ออสเตรเลีย ที่อ้างว่าไม่ได้เกิดจากการกระทำผิดในคดีค้ายาเสพติด เพียงแต่ไปอยู่ผิดที่ผิดเวลา จึงถูกข้อหารู้ว่ามียาเสพติดแต่ไม่แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจรับทราบ จนถูกควบคุมตัวนาน 8 เดือนและเป็นความผิดลหุโทษ ว่า ความผิดที่ต้องติดคุกนาน 8 เดือน ไม่ใช่ความผิดลหุโทษ เพราะนิยามความผิดลหุโทษตามป.อาญามาตรา 102 กำหนดไว้ว่าเป็นความผิดซึ่งต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินหนี่งหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ ทำให้มีข้อกังขาเกี่ยวกับธรรมาภิบาลของผู้นำรัฐบาลที่ตั้งบุคคลที่มีประวัติเช่นนี้เข้ามาเป็นรัฐมนตรี สะท้อนว่าผู้มีอำนาจไม่ได้คำนึงถึงคุณธรรมจริยธรรมเพียงพอในการแต่งตั้งรัฐมนตรี โดยมีการอ้างกฎหมายไทยว่า ร้อยเอกธรรมมนัสไม่ขาดคุณสมบัติที่จะเป็นรัฐมนตรี เท่ากับอ้างกฎหมายแต่ละทิ้งคุณธรรมจริยธรรม ไม่แตกต่างจากกรณีนายทักษิณ ชินวัตร ขายหุ้นไม่เสียภาษีแล้วนายสุวรรณ วลัยเสถียร ออกมาอธิบายว่า ไม่ผิดกฎหมายแต่ไม่ขออธิบายเรื่องจริยธรรม ล่าสุดมีการนำเสนอรายงานสืบสวนสอบสวนของหนังสือพิมพ์ซิดนีย์มอร์นิงเฮรัลด์ และหนังสือพิมพ์ดิเอจ ของออสเตรเลีย เผยแพร่รายละเอียดในบันทึกคดีของตำรวจและศาลออสเตรเลีย ซึ่งมีเนื้อหาเป็นหนังคนละม้วนกับสิ่งที่ร้อยเอกธรรมมนัสชี้แจงกับสังคมไทย โดยมีข้อเท็จจริงที่แตกต่างกันอยู่ 3 ประเด็นคือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. สื่อออสเตรเลียระบุว่าคดีของร้อยเอกธรรมนัสเป็นความผิดฐานสมรู้ร่วมคิดกับแก๊งอาชญากรลักลอบนำเข้าและค้าเฮโรอีน 3.2 กิโลกรัม แต่ร้อยเอกธรรมมนัสเคยชี้แจงว่าเป็นความผิดจากการที่รู้ว่ามียาเสพติดแต่ไม่แจ้งเจ้าหน้าที่ 2. สื่อออสเตรเลียระบุว่าโทษที่ร้อยเอกธรรมมนัสถูกตัดสินคือโทษจำคุกในเรือนจำออสเตรเลีย 4 ปี แต่ร้อยเอกธรรมมนัสให้ข้อมูลกับสังคมไทยว่าถูกควบคุมตัวเพียงแค่ 8 เดือน และ 3. สื่อออสเตรเลียระบุว่าร้อยเอกธรรมมนัสถูกเนรเทศในปี 2540 ทันทีที่พ้นโทษ แต่ร้อยเอกธรรมมนัสบอกว่าหลังพ้นโทษยังใช้ชีวิตอยู่ที่ออสเตรเลียนาน 4 ปี ก่อนจะถูกส่งตัวกลับประเทศไทย เพราะนายกเทศมนตรีนครซิดนีย์ ไม่ต้องการให้คนเอเชียที่ตั้งตัวเป็นกลุ่มก้อนไม่มีที่พักพิงเป็นหลักแหล่งอยู่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายเชาว์กล่าวว่าจากข้อมูลทั้ง 2 แหล่งมี 3 ประเด็นที่ไม่ตรงกันโดยสิ้นเชิง ร้อยเอกธรรมมนัสและรัฐบาลโดยเฉพาะพลเอกประยุทธ์จึงควรทำเรื่องนี้ให้กระจ่างไม่ว่าวิธีพิสูจน์ความจริงด้วยการนำคำพิพากษาศาลออสเตรเลียมาเปิดเผย แทนการชี้แจงด้วยวาจาเหมือนที่กำลังทำอยู่ในเวลานี้ และไม่ควรจบปัญหาง่าย ๆ ด้วยวิธีโยนกันไปมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ขอเรียกร้องไปยังพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่พูดเสมอว่าตัวเองเป็นคนดีให้ทบทวนบุคคลที่ตัวเองแต่งตั้งว่ามีความเหมาะสมที่จะทำงานในฐานะรัฐมนตรีหรือไม่ หากไม่มีความเหมาะสมก็ควรปรับเปลี่ยน ไม่เช่นนั้นมลทินที่ติดตัวร้อยเอกธรรมมนัสจะไม่ใช่เรื่องส่วนตัว แต่จะแผ่ขยายสร้างความมัวหมองให้รัฐบาลชุดนี้ ซึ่งพลเอกประยุทธ์ในฐานะผู้นำรัฐบาลจะปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ เพราะเป็นผู้แต่งตั้งร้อยเอกธรรมนัสให้เป็นรัฐมนตรีมากับมือ ที่สำคัญการปฏิรูปการเมืองที่ทุกคนเพรียกหามีแต่จะมืดมนลงทุกขณะ&amp;rdquo; นายเชาว์ กล่าว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/45578</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธรรมาภิบาล, ร.อ.ธรรมนัส  พรหมเผ่า, เชาว์ มีขวด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190326/image_big_5c9a4108cb408.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
