<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>20900</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/10/2018 09:08</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/10/2018 09:08</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ธสน. แจง 9 เดือนผู้ประกอบการหนีตายทำประกันส่งออกเพิ่ม 20%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ธสน. แจง 9 เดือนผู้ประกอบการส่งออกหนีตายลุยทำประกันการส่งออกเพิ่มขึ้น 20% จากปีก่อน ลุ้นทั้งปีทะยานแตะ 8.5 หมื่นล้านบาท หลังปัจจัยเสี่ยงรุมเร้า ทั้งสงครามการค้าระหว่างประเทศ ความผันผวนอัตราแลกเปลี่ยนเริ่มส่งผลกระทบผู้ส่งออกรายเล็ก

นายพิศิษฐ์ เสรีวิวัฒนา กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (เอ็กซิมแบงก์) หรือ ธสน.&amp;nbsp; เปิดเผยว่า ปัจจุบันมีผู้ประกอบการส่งออกรายเล็กเข้ามาทำประกันภัยความเสี่ยงการส่งออกเพิ่มขึ้นอย่างมาก เพื่อคุ้มครองความเสี่ยงจากกรณีผู้ซื้อต่างประเทศผิดนัดชำระค่าสินค้า หลังจากปัจจุบันได้เกิดปัญหาป้องสงครามการค้าระหว่างประเทศ&amp;nbsp; ความผันผวนอัตราแลกเปลี่ยน ทำให้เกิดความผันผวนในตลาดการค้า และเริ่มส่งกระทบทำให้ผู้ประกอบการส่งออกรายเล็กต้องปรับตัวเพื่อความอยู่รอด&amp;nbsp;

ทั้งนี้ ช่วง 9 เดือนที่ผ่านมา (ม.ค.-ก.ย. 61) พบว่า มีปริมาณธุรกรรมประกันการส่งออกมูลค่าทางการค้าสูงถึง 6.5 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 20% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน อย่างไรก็ตามในปีนี้คาดว่าการทำประกันส่งออกจะมีมูลค่าเพิ่มขึ้น เป็น 8.5 หมื่นล้านบาท หรือเติบโต 30% จากปีก่อนมีปริมาณธุรกรรมประกันการส่งออกที่ 6.59 หมื่นล้านบาท&amp;nbsp; ขณะที่ค่าเคลมสินไหมประกันการส่งออกยังไม่สูงนักอยู่ในการบริหารจัดการของธนาคารได้

&amp;ldquo;ช่วงที่เหลือของปีนี้ ธนาคารเตรียมออกบริการประกันการส่งออกรูปแบบใหม่ช่วงโค้งสุดท้ายปลายปีนี้ โดยมุ่งเน้นขยายตลาดกลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอีรายใหม่มากขึ้น จากช่วงต้นปีมานี้ธนาคารได้พัฒนาบริการประกันการส่งออกใหม่อย่างต่อเนื่อง เช่น ประกันการส่งออกซีแอลเอ็ม ซึ่งเป็นบริการประกันความเสี่ยงจากการไม่ได้รับชำระเงินค่าสินค้าจากผู้ซื้อในกลุ่มประเทศ กัมพูชา ลาว เมียนมา แก่ผู้ส่งออกเอสเอ็มอีที่มีมูลค่าการส่งออกไม่เกิน 1 ล้านบาทต่อครั้งและส่งออกภายใต้เทอมการชำระเงินสูงสุดไม่เกิน 90 วัน&amp;nbsp; ค่าเบี้ยประกันต่อกรมธรรม์เริ่มต้นเพียง 3.3 พันบาท ได้รับความคุ้มครองสูงสุดถึง 90% ของมูลค่าความเสียหาย&amp;rdquo;&amp;nbsp; นายพิศิษฐ์ กล่าว

นายพิศิษฐ์ กล่าวอีกว่า การทำประกันความเสี่ยงอาจทำให้กำไรลดลง 1% แต่การส่งออกจะปลอดภัยจากความเสียหาย และการไม่ได้รับชำระเงิน เพราะหากไม่ทำประกันและถูกคู่ค้าเบี้ยวไม่จ่ายเงิน ผู้ประกอบการจะไม่ได้เงินเลยสักบาทเดียว&amp;nbsp; ทำให้ธุรกิจเดินหน้าต่อไปไม่ได้ แต่ในกรณีหากทำประกันภัยการส่งออกกับธนาคารแล้วและธนาคารไม่รับประกันก็เป็นเหมือนการส่งสัญญาณเตือนว่าคู่ค้าดังกล่าวมีความเสี่ยงและควรหลีกเลี่ยง ดังนั้นจึงแนะนำให้เข้ามาประกันความเสี่ยงให้เพิ่มขึ้น ซึ่งประกันภัยส่งออกของเอ็กซิมแบงก์จะครอบคลุมความเสี่ยงจากการค้า ปัญหาการเมือง กฎหมายต่างๆ ที่เปลี่ยนแปลง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/20900</URL_LINK>
                <HASHTAG>การส่งออก, ธสน., พิศิษฐ์ เสรีวิวัฒนา, เอ็กซิมแบงก์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180607/image_big_5b18dd8852b59.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>15751</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/08/2018 09:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/08/2018 09:47</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>5 แบงก์รัฐประสานเสียงตรึงดอกเบี้ยกู้ยาวถึงสิ้นปีนี้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 แบงก์รัฐประสานเสียงตอกหมุดตรึงอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ยาวถึงสิ้นปี 2561 หวังช่วยเหลือลูกค้า 18 ล้านบัญชี หลังธนาคารพาณิชย์ทยอยขยับขึ้นดอกเบี้ยบ้าน-รถยนตร์ไปแล้ว


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนี้สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ 5 แห่ง ได้แก่ ธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) และธนาคารเพื่อนการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) ได้ยืนยันพร้อมกันจะไม่ขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ตลอดปีนี้ เพื่อดูแลประชาชน ผู้มีรายได้น้อย เกษตรกร และธุรกิจขนาดเล็ก ซึ่งเป็นลูกหนี้รวมกันกว่า 17-18 ล้านบัญชี ไม่ให้ได้รับผลกระทบจากทิศทางอัตราดอกเบี้ยขาขึ้น หลังที่ผ่านมาธนาคารพาณิชย์ได้ทยอยปรับขึ้นดอกเบี้ยเงินกู้สินเชื่อบ้าน รถยนต์ ไปแล้วหลายแห่ง&amp;nbsp;


นายชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ปัจจุบันธนาคารมีลูกค้าเงินกู้ประมาณ 3 ล้านราย คิดเป็น 4 ล้านบัญชี ซึ่งธนาคารมีนโยบายตรึงดอกเบี้ยเงินกู้ให้นานที่สุดเท่าที่ทำได้ ซึ่งปัจจุบันต้นทุนการเงินของธนาคารยังไม่เปลี่ยนแปลงเพราะธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยังไม่ปรับดอกเบี้ยนโยบาย จึงประเมินว่าจะคงดอกเบี้ยไปได้อย่างน้อยถึงสิ้นปี ฉะนั้นขอให้ลูกค้าสินเชื่อของออมสินสบายใจได้ว่าจะไม่โดนขึ้นดอกเบี้ย แม้ธนาคารพาณิชย์จะเริ่มขึ้นมานิดหน่อยก็ตาม&amp;nbsp; ซึ่งปัจจุบัน ดอกเบี้ยเงินกู้ขั้นต่ำประเภทเงินกู้ที่มีระยะเวลา (เอ็มแอลอาร์) อยู่ที่ 6.5%&amp;nbsp; ดอกเบี้ยเงินกู้ขั้นต่ำประเภทเงินเบิกเกินบัญชี (เอ็มโออาร์) และดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายย่อยชั้นดี (เอ็มอาร์อาร์) อยู่ที่&amp;nbsp; 7% เท่ากัน&amp;nbsp;


&amp;ldquo;ธปท. และภาครัฐคงดูเรื่องดอกเบี้ยนโยบายอยู่ให้มีความเหมาะสม ซึ่งหากจะขึ้นอย่างเร็วก็ปลายปีนี้ แต่ปีหน้าก็น่าจะขยับได้แน่ อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันท่าทีการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ก็เริ่มเบาลง เพราะหากขึ้นไวจะทำให้เงินไหลเข้าประเทศมากไปจนไปทำให้ดอลลาร์สหรัฐฯแข็งค่ามากเกิน ดังนั้นจึงไม่น่าจะเป็นปัจจัยกดดันมากนัก ส่วนปีหน้าธนาคารจะมีการพิจารณาถึงความเหมาะสมอีกครั้ง&amp;rdquo; นายชาติชาย กล่าว


นายสมศักดิ์ กังธีระวัฒน์ รองผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า ธนาคารพร้อมจะตรึงดอกเบี้ยเงินกู้ไว้ในอัตราเดิม เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรและเอสเอ็มอีเกษตรที่เป็นลูกค้ากับธ.ก.ส.กว่า 12 ล้านบัญชี ไว้ได้อย่างน้อยถึงสิ้นปีนี้ เพื่อเป็นการบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายต่อเกษตรกร ซึ่งปัจจุบันธนาคารคิดดอกเบี้ยสินเชื่อแก่ลูกค้าเกษตรกรประมาณ 6% ต่อปี แต่ล่าสุด ครม.ได้มีมติให้ธ.ก.ส.ช่วยลดดอกเบี้ยให้ลูกหนี้ในส่วนของวงเงินกู้ 3 แสนบาทแรก อีก 3%&amp;nbsp; ซึ่งจะทำให้เกษตรกรเสียดอกเบี้ยแค่ 3% เป็นเวลา 1 ปีเท่านั้น&amp;nbsp; ส่วนดอกเบี้ยปัจจุบัน เอ็มอาร์อาร์&amp;nbsp; 7%&amp;nbsp; เอ็มโออาร์ 7.125% เอ็มแอลอาร์ 5%


ด้านนายมงคล ลีลาธรรม กรรมการผู้จัดการธพว. เปิดเผยว่า ธนาคารจะไม่ขึ้นดอกเบี้ยเงินกู้ตลอดสิ้นปีนี้แน่นอน ตามนโยบายของรัฐบาล เพื่อต้องการดูแลธุรกิจรายย่อยและเอสเอ็มอีให้มีแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยถูกในการทำธุรกิจ&amp;nbsp; ซึ่งปัจจุบันธนาคารมีฐานสินเชื่อเอสเอ็มอีประมาณ 1.1 แสนล้านบาท&amp;nbsp; ประมาณ 1 แสนรายที่เป็นลูกค้าซึ่งจะไม่ได้รับผลกระทบ และยังมีอีก 3 พันล้านบาท ที่มียอดอนุมัติไปแล้วและรอการเบิกใช้ นอกจากนี้ ธนาคารยังมีสินเชื่อ


นายฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ เปิดเผยว่า ปัจจุบันธนาคารมีฐานสินเชื่อที่อยู่อาศัยรวมอยู่ประมาณ 1.1 ล้านล้านบาท และมีลูกค้ากู้ซื้อบ้านอยู่ประมาณ 1.1 ล้านคน&amp;nbsp; ซึ่งขอให้ลูกค้าสบายใจได้ว่าธอส.จะยังไม่ปรับขึ้นดอกเบี้ยสินเชื่อบ้านตามธนาคารพาณิชย์อื่นแน่ เพราะตามแผนธุรกิจยังคงไม่จำเป็นต้องปรับขึ้นไปถึงสิ้นปี ยกเว้นแต่ถ้าทางการขึ้นดอกเบี้ยนโยบายเร็ว ก็จะมาพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง โดยดอกเบี้ยปัจจุบัน เอ็มอาร์อาร์&amp;nbsp; 6.75%&amp;nbsp; เอ็มโออาร์ 7% เอ็มแอลอาร์ 6.25%


อย่างไรก็ตามที่ประชุมระดับผู้บริหารระดับซีอีโอ สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐได้มีการประชุมร่วมกันทุกเดือน โดยมีการจับตาความเคลื่อนไหวดอกเบี้ยในตลาดโลก และดอกเบี้ยในเมืองไทยอย่างใกล้ชิด เพื่อดูว่าจะมีการรับมืออย่างไรให้ทันท่วงที แต่ยังระบุไม่ได้ว่าสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐจะตรึงดอกเบี้ยได้นานแค่ไหน เพราะขึ้นอยู่กับแผนงานธุรกิจของแต่ละธนาคาร แต่ทว่าตามนโยบายของกระทรวงการคลังได้กำชับให้ดูแลดอกเบี้ยให้ขึ้นได้ช้าที่สุด&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/15751</URL_LINK>
                <HASHTAG>ตรึงดอกเบี้ย, ธ.ก.ส., ธ.ออมสิน, ธนาคารรัฐ, ธพว., ธสน., ธอส.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180531/image_big_5b0fff05b1d8b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>11355</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/06/2018 14:33</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/06/2018 14:33</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> ธสน. แนะโอกาสทองเอสเอ็มอี-พลังงานลุยลงทุนเวียดนาม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;ธสน. ปลื้มถกเวียดนามฉลุย ฟุ้งเศรษฐกิจยังมีลุ้นขยายตัวต่อเนื่อง แนะเอสเอ็มอีไทยลุยจับคู่ธุรกิจ พร้อมชี้ช่องธุรกิจพลังงานโอกาสทอง เหตุความต้องการใช้พลังงานในเวียดนามยังสูง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;14 มิ.ย. 61 - นายพิศิษฐ์ เสรีวิวัฒนา กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) หรือเอ็กซิมแบงก์ เปิดเผยภายหลังได้เข้าพบผู้บริหารระดับสูงจากธนาคารกลางเวียดนาม (State Bank of Vietnam : SBV) ธนาคารเพื่อการพัฒนาเวียดนาม สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงฮานอย&amp;nbsp;
และสำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ณ กรุงฮานอย เพื่อหารือเกี่ยวกับกฎระเบียบทางการเงิน&amp;nbsp;โอกาสทางการค้าและการลงทุนของผู้ประกอบการไทยในเวียดนาม ว่า ได้มีการหารือถึงแนวทางขยายความร่วมมือระหว่าง ธสน. กับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องในไทยและเวียดนาม เพื่อเพิ่มมูลค่าการค้าการลงทุนไทย-เวียดนาม ตลอดจนศึกษาความเป็นไปได้ที่ ธสน. จะเข้าไปจัดตั้งสำนักงานผู้แทน ธสน. ในเวียดนาม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;นอกจากนี้ ยังได้มีการหารือร่วมกับประธานสมาคมนักธุรกิจไทยในเวียดนามและกลุ่มนักธุรกิจไทยในเวียดนาม สมาชิกโครงการสร้างเครือข่ายผู้ประกอบการรุ่นใหม่ของไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน &amp;nbsp;และผู้แทนจากหน่วยงานต่าง ๆ จากภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้อง เพื่อแสวงหาลู่ทางขยายความร่วมมือในการส่งเสริมและสนับสนุนการค้าการลงทุนไทย-เวียดนามเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากเวียดนามเป็นตลาดที่มีความโดดเด่นหลายประการ อาทิ มีอัตราขยายตัวทางเศรษฐกิจสูงเป็นอันดับต้นๆ&amp;nbsp;ของโลกและมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่องเฉลี่ยปีละ 6% ไปอีกไม่ต่ำกว่า 5 ปีข้างหน้า กลุ่มผู้บริโภครายได้ปานกลางขยายตัว อย่างรวดเร็วจาก 12 ล้านคนในปี 2557 เป็น 33 ล้านคนในปี 2563&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;จากการเดินทางเยือนเวียดนามครั้งนี้ พบว่าผู้ประกอบการรายใหญ่ของไทยเข้าไปลงทุนในเวียดนามหลายธุรกิจแล้ว ดังนั้น โอกาสในระยะถัดไปของผู้ประกอบการไทย รวมถึงเอสเอ็มอีจึงอยู่ที่การผนวกเข้ากับซัพพลายเชนของผู้ประกอบการรายใหญ่ที่มีธุรกิจในเวียดนาม อาทิ การส่งออกสินค้าไปจำหน่ายในห้างค้าปลีกของไทยในเวียดนาม พร้อมทั้งการเข้าไปเติมเต็มซัพพลายเชนด้วยธุรกิจสนับสนุน อาทิ ธุรกิจบรรจุภัณฑ์ เพื่อสนับสนุนซัพพลายเชนในอุตสาหกรรมอาหารแปรรูป&amp;quot; นายพิศิษฐ์ กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนั้น ธุรกิจพลังงานก็ยังเป็นอีกหนึ่งโอกาสสำคัญของผู้ประกอบการไทย สอดคล้องกับความต้องการพลังงานของเวียดนามที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งแนวทางดังกล่าวจะช่วยขยายการค้าและการลงทุนระหว่างไทยและเวียดนาม และยกระดับความสัมพันธ์ไปสู่การเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระหว่างไทยกับเวียดนามที่จะผลิตและส่งออกจากเวียดนามไปยังประเทศที่สาม โดยปัจจุบันเวียดนามเป็นตลาดส่งออกสำคัญอันดับ 5 ของไทย สินค้าส่งออกสำคัญของไทยได้แก่ น้ำมันสำเร็จรูป ผลไม้สด แช่เย็น&amp;nbsp;
แช่แข็งและแห้ง รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เม็ดพลาสติก และเคมีภัณฑ์&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี เวียดนามเป็นแหล่งนำเข้าอันดับ 13 ของไทย สินค้าสำคัญที่ไทยนำเข้าจากเวียดนาม ได้แก่ เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน น้ำมันดิบ เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ เหล็กและผลิตภัณฑ์ ส่วนประกอบและอุปกรณ์ยานยนต์ ทั้งนี้ สินค้าส่งออกสำคัญของเวียดนามไปยังตลาดโลก โดยเฉพาะสหรัฐฯ ยุโรป จีน และญี่ปุ่น ได้แก่ โทรศัพท์และส่วนประกอบ สิ่งทอและเสื้อผ้า ผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ รองเท้า เครื่องจักรและอุปกรณ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/11355</URL_LINK>
                <HASHTAG>จับคู่ธุรกิจ, ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย, ธสน., พิศิษฐ์ เสรีวิวัฒนา, เวียดนาม, เอสเอ็มอี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180115/5a5c49dd884f2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>10885</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/06/2018 14:26</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/06/2018 14:26</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ธสน. ขยับคาดการณ์ส่งออกไทยปีนี้ลุ้นโต 9%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ธสน. ขยับคาดการณ์ตัวเลขส่งออกไทยปี 2561 ลุ้นโตถึง 9% รับอานิสงส์เศรษฐกิจโลกขยายตัวสูง ราคาน้ำมันขยับเพิ่ม ดันมูลค่าส่งออกสินค้าที่เกี่ยวเนื่องขยับตาม ชี้ทุกตลาดส่งออกของไทยบูมไม่หยุด ชู &amp;ldquo;ยุโรป-ญี่ปุ่น-ซีแอลเอ็มวี-ตลาดใหม่&amp;rdquo; คึกคัก พร้อมหนุนอุตสาหกรรมอาหารก้าวสู่เวทีโลก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;7 มิ.ย. 61 - นายพิศิษฐ์ เสรีวิวัฒนา กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) หรือเอ็กซิมแบงก์ เปิดเผยว่า ธนาคารได้ปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตของภาคส่งออกไทยในปี 2561 เพิ่มเป็น 7-9% จากเดิมที่ 5-8% หลังจากที่มูลค่าการส่งออกในช่วง 4 เดือนแรกของปี ขยายตัวที่ 11.5% สูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ โดยมีปัจจัยสนับสนุน จากการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกขยายตัวในระดับสูง โดยล่าสุดกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) คาดว่าเศรษฐกิจโลกปี 2561 จะขยายตัว 3.9% สูงสุดในรอบ 7 ปี พร้อมทั้งปรับเพิ่มคาดการณ์มูลค่าการค้าโลกจากเดิมที่ขยายตัว 4.6% เป็น 5.1%&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;นอกจากนี้ ราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นมากกว่าที่เคยคาดการณ์ ทำให้สำนักบริหารสารสนเทศพลังงานของสหรัฐฯ (อีไอเอ) ปรับเพิ่มคาดการณ์ราคาน้ำมันปี 2561 จาก 63 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เป็น 70 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล จากอุปสงค์น้ำมันที่ฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ทำให้มูลค่าส่งออกสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับราคาน้ำมัน ได้แก่ น้ำมันสำเร็จรูป เคมีภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์ยาง และเม็ดพลาสติกซึ่งมีสัดส่วนรวมกันราว 15% ของมูลค่าส่งออกรวมขยายตัวในระดับสูงตาม &amp;nbsp;อีกทั้งผู้ผลิตรายใหญ่ของโลกยังใช้ไทยเป็นฐานการผลิตที่สำคัญและมีการลงทุนเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยส่วนหนึ่งได้อานิสงส์จากโครงการระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ที่มีความคืบหน้าและชัดเจนมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;สำหรับการส่งออกของไทยไปยังแต่ละตลาดในปี 2561 ยังมีแนวโน้มขยายตัวได้มากกว่าที่เคยคาดการณ์ในทุกตลาด โดยเฉพาะตลาดยุโรป ญี่ปุ่น และอาเซียนเดิม ที่คาดว่าจะขยายตัวได้สูงกว่า 9% เช่นเดียวกับตลาดใหม่ อย่าง ซีแอลเอ็มวี (กัมพูชา, สปป.ลาวม เมียนมาร์ และเวียดนาม) เพิ่มคาดการณ์เป็น 8.5% จากเดิม 6.7% และตลาดใหม่อื่นๆ ที่ปรับเพิ่มคาดการณ์เป็น 6.3% จากคาดการณ์เดิมที่ 5%&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ขณะที่มูลค่าส่งออกจำแนกรายสินค้า ธสน. ปรับเพิ่มคาดการณ์มูลค่าส่งออกปี 2561 ใน 3 กลุ่มสินค้าหลัก ได้แก่ สินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับราคาน้ำมัน ขยายตัวเพิ่มเป็น 17.5% จากคาดการณ์เดิมที่ 11.2% รถยนต์ อุปกรณ์ และส่วนประกอบ ปรับเพิ่มเป็น 8.4% จากคาดการณ์เดิมที่ 7.8% และสินค้าเกษตร ปรับเพิ่มเป็น 6.6% จากคาดการณ์เดิมที่ 2.0% โดยยังต้องจับตามองปัจจัยบั่นทอนบางประการที่อาจกระทบต่อการส่งออกและทำให้มูลค่าส่งออกในช่วงที่เหลือของปีน้อยกว่าที่คาด ได้แก่ ค่าเงินที่มีแนวโน้มผันผวนมากขึ้น รวมถึงมาตรการกีดกันทางการค้าและความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างประเทศ โดยเฉพาะประเด็นเรื่องสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีนที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;อย่างไรก็ดี ธสน.พร้อมสนับสนุนทั้งด้านข้อมูลข่าวสารและบริการทางการเงินอย่างครบวงจร โดยความร่วมมือกับภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้อง ไม่จำกัดเฉพาะในอุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มส่งออกได้เพิ่มขึ้น แต่รวมถึงอุตสาหกรรมที่ไทยมีศักยภาพแต่ยังมีส่วนแบ่งในตลาดโลกอยู่น้อย อาทิ อุตสาหกรรมอาหาร ซึ่งสร้างรายได้จากการส่งออกให้กับประเทศได้มากถึงปีละ 1 ล้านล้านบาท ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับประเทศเป็นอย่างมากเพราะใช้วัตถุดิบในประเทศมากถึง 80%&amp;nbsp;
&amp;nbsp;
&amp;nbsp;อีกทั้งยังเป็นอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับคนจำนวนมากตลอดห่วงโซ่การผลิตจึงสามารถกระจายรายได้ให้กับคนในประเทศเป็นวงกว้าง ก่อให้เกิดการจ้างแรงงานในภาคการผลิตราว 1 ล้านคนแล้ว อีกทั้งยังเชื่อมโยงกับประชากรที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานของกลุ่มสินค้าเกษตรกว่า 30 ล้านคน แต่ปัจจุบันอุตสาหกรรมอาหารมีผลผลิตใช้เพื่อการบริโภคภายในประเทศถึง 70% และส่งออกเพียง 30% โดยไทยมีส่วนแบ่งในตลาดโลกอยู่เพียง 2.3% จึงยังมีโอกาสอีกมากที่จะขยายการส่งออกเพิ่มมากขึ้น&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/10885</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย, ธสน., พิศิษฐ์ เสรีวิวัฒนา, ส่งออก, เศรษฐกิจโลก, เอ็กซิมแบงก์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>DELETE</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180115/5a5c49dd884f2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>10374</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/05/2018 08:51</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/05/2018 08:51</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เอ็กซิมแบงก์เผยพม่าเคลียร์หนี้เงินกู้ยุคทักษิณหมดแล้ว </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เอ็กซิมแบงก์ เผยซอฟท์โลนพม่า ยุคทักษิณ วงเงิน 4 พันล้านถูกชำระหนี้ครบหมดแล้ว ตั้งแต่ปี 2559 &amp;nbsp;ยันเงินกู้ดังกล่าว เอ็กซิมไม่ได้สั่งซื้อสินค้าของเอกชนเจ้าใด ทางพม่า เลือกเอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพิศิษฐ์ เสรีวิวัฒนา กรรมการผู้จัดการธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) หรือเอ็กซิมแบงก์ เปิดเผยถึงกรณีโครงการปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำมีวงเงิน 4 พันล้านบาทให้กับรัฐบาลพม่าว่า เมื่อปี 2546 สมที่ผ่านมารัฐบาลพม่าได้ชำระคืนเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยให้กับธนาคารครบทั้งหมดมาตั้งแต่ปี 2559 แล้ว ซึ่งการดำเนินการทั้งหมดถือว่า ธสน. ทำตามมติคณะรัฐมนตรี ( ครม. ) ซึ่งเป็นการปล่อยกู้ปกติในลักษณะเป็นการให้ความช่วยเหลือจากประเทศที่พัฒนามากกว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับเงื่อนไขการปล่อยกู้ในอัตราดอกเบี้ย 3 % ส่วนภาระดอกเบี้ยที่เกินจากนี้ที่กำหนดให้รัฐบาลเป็นผู้รับภาระดอกเบี้ยส่วนเกินจ่ายชดเชยให้กับธนาคารนั้น ปรากฎว่าในช่วงหลายปีหลังแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยอยู่ในขาลงทำให้ต้นทุนทางการเงินของธนาคารลดลงไปด้วย จึงไม่ได้ทำเรื่องขอเงินชดเชยจากรัฐบาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แหล่งข่าวจาก ธสน. เปิดเผยว่า ธสน.ปล่อยกู้ตามมติ ครม. ที่มีเงื่อนไขว่ารัฐบาลกู้ดอกเบี้ยต่ำ เพื่อให้ทางการพม่าเลือกซื้อสินค้าจากบริษัทไทย ซึ่งทางรัฐบาลพม่าเป็นผู้ตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าเอง โดยที่ธนาคารไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการตัดสินใจดังกล่าว ทั้งนี้ในส่วนของธนาคารถือว่าเรื่องเงินกู้พม่าของ ธสน. นั้น จบลงแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ปัจจุบันธนาคารมีพอร์ตสินเชื่อกลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวี (กัมพูชา, ลาว, เมียนมา และเวียดนาม) ประมาณ 30% ของพอร์ตสินเชื่อทั้งหมด คิดเป็นมูลค่า 2.81 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็น ลาว 2.3 หมื่นล้านบาท, กัมพูชา 2.2 พันล้านบาท, พม่า 2.7 พันล้านบาท และเวียดนาม 10 ล้านบาท โดยในปีนี้ตั้งเป้าหมายสินเชื่อกลุ่มดังกล่าวขยายตัว 5-7% คิดเป็นมูลค่า 2.9 หมื่นล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพิศิษฐ์ กล่าวอีกว่า ในปีนี้ธนาคารตั้งเป้าหมายสินเชื่อเติบโต 9-10% คิดเป็นวงเงินเกือบ 1 แสนล้านบาท พร้อมทั้งตั้งเป้าหมายปล่อยสินเชื่อเพื่อช่วยลูกค้ากลุ่มเอสเอ็มอีเพิ่มอีก 30% ส่วนแนวโน้มยอดเอาประกันในปีนี้ปรับเพิ่มขึ้นจากปีก่อน โดยในช่วง 5 เดือนของปี 2561 (ม.ค-พ.ค.) มียอดเอาประกันแล้ว 5 ราย เนื่องจากคู่ค้ามีปัญหาเรื่องสภาพคล่อง เทียบกับจากปี 2560 มียอดเอาประกัน 8-9 ราย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/10374</URL_LINK>
                <HASHTAG>ซอฟท์โลนพม่า, ทักษิณ ชินวัตร, ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย, ธสน., พิศิษฐ์ เสรีวิวัฒนา, เอ็กซิมแบงก์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180115/5a5c49dd884f2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>6458</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/04/2018 16:46</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/04/2018 16:46</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ธสน. มองไทยกระทบเฉียดฉิวเหตุสหรัฐ-จีนเปิดศึกกำแพงภาษี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ธสน. มองภาพรวมไทยได้รับผลกระทบแค่เฉียดฉิว หลังสหรัฐฯ-จีน เปิดศึกกำแพงภาษี ฟุ้งผู้ประกอบการไทยปรับตัวเก่ง ระบุ 2 ปัจจัยทุบส่งออก &amp;ldquo;อัตราแลกเปลี่ยนผันผวน-สถานการณ์การค้าโลกเปลี่ยน&amp;rdquo;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4 เมษายน 2561 &amp;nbsp; &amp;nbsp;นายพิศิษฐ์ เสรีวิวัฒนา กรรมการผู้จัดการธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) หรือเอ็กซิมแบงก์ เปิดเผยถึงกรณีการตั้งกำแพงภาษีสินค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ ว่า เชื่อว่าไทยจะไม่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากประเด็นปัญหาดังกล่าว เนื่องจากปัจจุบันสัดส่วนผู้ประกอบการไทยที่ส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐฯ ลดลงเหลือ 10% จากเดิมที่ 20% และที่ส่งสินค้าไปจีน อยู่ที่ 12% โดยในส่วนนี้เป็นลูกค้าของธนาคารไม่มากนัก ซึ่งเบื้องต้นมองว่าผู้ประกอบการไทยอาจได้รับผลกระทบทางอ้อมบ้าง เนื่องจากสถานการณ์และทิศทางการส่งออกในตลาดจะเปลี่ยนแปลงไป แต่เชื่อว่าผู้ประกอบการไทยจะปรับตัวได้เป็นอย่างดีกับสถานการณ์และทิศทางการส่งออกในตลาดโลกที่จะเปลี่ยนแปลงไปหลังจากนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ในส่วนของ ธสน. ยังอยู่ระหว่างประเมินผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากปัจจัยดังกล่าว ซึ่งขณะนี้เป็นเพียงระยะเริ่มต้น ยังไม่มีผลที่ชัดเจนออกมา โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการเตรียมความพร้อมเกี่ยวกับแนวทางในการให้ความช่วยเหลือและส่งเสริมผู้ประกอบการไทยไม่ให้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าว และอยากเตือนผู้ประกอบการในการให้ความสำคัญกับปัจจัยที่จะมีผลต่อการส่งออกในปีนี้ ได้แก่ เรื่องอัตราแลกเปลี่ยนที่ผันผวน ทิศทางและสถานการณ์การส่งออกในตลาดโลกที่มีโอกาสเปลี่ยนแปลงไป โดยอยากให้ผู้ประกอบการศึกษาและปรับตัวให้เร็วขึ้นเพื่อรองรับสถานการณ์ทั้งหมด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;อุตสาหกรรมเหล็ก โดยเฉพาะเหล็กต้นน้ำ อาจต้องเฝ้าระวังจากปัจจัยเสี่ยงดังกล่าวที่อาจทำให้รูปแบบการค้าในตลาดโลกเปลี่ยนไป เช่น กรณีสหรัฐฯ ห้ามนำเข้าเหล็กจากจีน เหล็กในส่วนนั้นอาจจะดั้มเข้ามาไทย ซึ่งไทยก็จะได้เหล็กราคาถูก จึงอยากให้ผู้ประกอบการไทยมองปัจจัยนี้เป็นโอกาสที่ดีของเรา มองในมุมที่ดีว่าเท่ากับคู่แข่งในการค้าของไทยหายไป โดยปัจจุบันลูกค้าของธนาคารที่ส่งสินค้าไปยัง 2 ประเทศยังมีไม่มากนัก จึงไม่ต้องกังวล&amp;rdquo; นายพิศิษฐ์ กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/6458</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย, ธสน., ภาษี, สหรัฐ-จีน, ส่งออก, เหล็ก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180404/image_big_5ac49d47d9932.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
