<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>114203</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/08/2021 11:46</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/08/2021 09:26</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เหลืออีก 9 วัน แบงก์ชาตินับถอยหลังไกล่เกลี่ยหนี้เช่าซื้อรถยนต์ออนไลน์ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23 ส.ค. 2564 นางธัญญนิตย์ นิยมการ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายกำกับสถาบันการเงิน 2 ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)เปิดเผยว่า งานมหกรรมไกล่เกลี่ยหนี้เช่าซื้อรถยนต์ออนไลน์ เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่มีหนี้เช่าซื้อรถยนต์ทุกสถานะที่มีความยากลำบากในการจ่ายชำระหนี้ในช่วงที่ไวรัสโควิด-19 ยังระบาดอย่างรุนแรงจะมีจนถึงวันที่ 31 ส.ค.2564 เท่านั้น จึงอยากประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนมีหนี้เช่าซื้อรถยนต์ สมัครลงทะเบียนเข้ามาในช่วง 10 วันสุดท้ายนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
โดยงานมหกรรมครั้งนี้รองรับหนี้เช่าซื้อรถยนต์ทุกสถานะซึ่งสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 กลุ่มได้แก่ 1. กลุ่มที่ยังผ่อนชำระปกติแต่เริ่มมีปัญหาการผ่อนชำระ ในช่วงนี้สามารถที่จะขอลดจำนวนค่างวดที่ต้องจ่ายลง หรือขอพักชำระหนี้ ซึ่งดอกเบี้ยในช่วงพักชำระหนี้จะคำนวณจากฐานของค่างวดในช่วงที่พักชำระหนี้ตามแนวทางของ สคบ. ซึ่งจะทำให้ดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายเพิ่มมีไม่มาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
2. กลุ่มที่รถถูกยึดไปไม่นาน รถยังไม่ถูกขายทอดตลาด ถ้าเป็นรถที่ใช้ทำมาหากิน รวมทั้งกรณีที่ได้จ่ายค่างวดไปมากระดับหนึ่ง สามารถที่จะขอไกล่เกลี่ยเพื่อรับรถคืน โดยแนวการไกล่เกลี่ยส่วนนี้คือผู้ให้เช่าซื้อจะยอมให้รับรถที่ยึดมากลับไป โดยจะให้ผ่อนชำระหนี้ต่อจากที่หยุดไป และจะคิดค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยเพิ่มจากค่างวดที่ค้างชำระเท่านั้น ซึ่งจะไม่มากและ 3. กลุ่มที่รถถูกขายทอดตลาดไปแล้ว แต่ยังไม่สามารถตกลงกับเจ้าหนี้เกี่ยวกับจำนวนหนี้เช่าซื้อส่วนขาดที่เจ้าหนี้เรียกร้องให้ชำระเพิ่มเติม ก็สามารถใช้ช่องทางของงานมหกรรมครั้งนี้เจรจาไกล่เกลี่ยกับเจ้าหนี้ โดยยอดหนี้ที่ต้องชำระหนี้เพิ่มจะคำนวณโดยวิธีที่เป็นธรรม และสามารถผ่อนชำระหนี้ส่วนนี้ได้นาน 3 ปีโดยไม่มีดอกเบี้ย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;ldquo;สคบ. สำนักงานศาลยุติธรรม และ ธปท. ได้จัดทำโปรแกรมการคำนวณสำหรับผู้ที่มีปัญหาติ่งหนี้ ที่สามารถเข้าไปเช็คเบื้องต้นได้ง่าย ๆ ว่าท่านจะมีภาระหนี้เหลือสักเท่าไหร่ ที่เว็บไซต์ของ สคบ. (www.ocpb.go.th/debt/) โดยเชื่อว่าความโปร่งใสที่มีมากขึ้นจะทำให้เจ้าหนี้และลูกหนี้สามารถหาข้อยุติได้ง่ายและรวดเร็วขึ้น สมประโยชน์ทั้งลูกหนี้และผู้ให้บริการเช่าซื้อ&amp;rdquo; นางธัญญนิตย์ กล่าว
สำหรับลูกหนี้ที่ไม่ได้เป็นลูกค้าของผู้ให้เช่าซื้อทั้ง 12 แห่งที่ร่วมงานมหกรรมไกล่เกลี่ยหนี้เช่าซื้อรถยนต์ แต่ได้รับความเดือดร้อนประสบปัญหาจากผลกระทบของสถานการณ์โควิด -19 สามารถยื่นขอความช่วยเหลือผ่านช่องทาง &amp;quot;ทางด่วนแก้หนี้&amp;quot; ของ ธปท. ที่ https://www.1213.or.th/App/DebtCase โดยธปท. จะเป็นคนกลางในการส่งคำขอไกล่เกลี่ยหนี้ไปที่เจ้าหนี้ เพื่อพิจารณาให้ความช่วยเหลือต่อไป
อย่างไรก็ดี ประชาชนที่สนใจสามารถลงทะเบียนออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ของ ธปท.หรือ https://www.1213.or.th/App/DMed/V1&amp;nbsp;และหากมีข้อสงสัยหรือต้องการความช่วยเหลือเกี่ยวกับการลงทะเบียนออนไลน์ สามารถโทรสอบถามได้ที่ศูนย์คุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน (ศคง.) โทร. 1213 ทุกวันจันทร์ - ศุกร์ เวลา 8.30-16.30 น. หรือ นอกเวลาทำการ และสามารถส่งอีเมลมาที่ Debtfair@bot.or.thพร้อมแจ้งชื่อและเบอร์โทรศัพท์ไว้ เจ้าหน้าที่ของ ธปท. จะติดต่อกลับในลำดับต่อไป
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/114203</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธปท., ธัญญนิตย์ นิยมการ, ไกล่เกลี่ยหนี้เช่าซื้อรถยนต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210531/image_big_60b4c8365e7ec.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>95619</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/03/2021 15:36</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/03/2021 15:36</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ธปท.&#039;ขานรับทันควันหั่นดอกเบี้ยผิดนัดช่วยลดภาระประชาชน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 มี.ค. 2564 นางธัญญนิตย์ นิยมการ ผู้ช่วยผู้ว่าการสายกำกับสถาบันการเงิน 2 ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ตามที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้เสนอให้แก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ โดยลดอัตราดอกเบี้ยกรณีผิดสัญญาเงินกู้และกรณีผิดนัดชำระหนี้จากเดิมที่ 7.5% เหลือ 5% นั้น คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบตามที่เสนอ และจะนำเสนอให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาในลำดับต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ การปรับลดอัตราดอกเบี้ยกรณีผิดสัญญาเงินกู้และกรณีผิดนัดชำระหนี้ในครั้งนี้ สอดคล้องกับประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เรื่องดอกเบี้ยผิดนัดชำระหนี้และลำดับการตัดชำระหนี้ที่ได้ออกประกาศ เมื่อวันที่ 28 ต.ค. 2563 ซึ่งเป็นการปรับปรุงหลักคิดและแนวปฏิบัติครั้งใหญ่ของระบบการเงินไทยใน 3 เรื่อง คือ 1. การคำนวณกรณีผิดสัญญาเงินกู้และกรณีผิดนัดชำระหนี้ ให้คิดเฉพาะงวดที่ผิดนัดจริง ไม่ให้รวมงวดในอนาคตที่ยังมาไม่ถึง 2. การกำหนดอัตราดอกเบี้ยผิดนัดชำระที่ให้บวกเพิ่มจากอัตราดอกเบี้ยตามสัญญาได้ไม่เกิน 3% และ 3. การกำหนดลำดับการตัดชำระหนี้ให้มีโอกาสตัดเงินต้นได้มากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี ในด้านประเด็นวินัยทางการเงิน ซึ่งเดิมมีแนวคิดว่าหากกำหนดอัตราเบี้ยปรับไว้สูงประชาชนจะไม่ผิดชำระหนี้ แต่ด้วยสถานการณ์เปลี่ยนไป พิจารณาแล้วเห็นว่าการคิดค่าปรับในอัตราดอกเบี้ยที่สูงจะเป็นอุปสรรคต่อการชำระหนี้ของประชาชน จึงได้มีการแก้ไขกฎหมายในครั้งนี้ ซึ่งมีจุดประสงค์เพื่อลดภาระของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของ โควิด-19 ทำให้ประชาชนมีโอกาสชำระหนี้ได้มากขึ้นและมีโอกาสผิดนัดน้อยลง เป็นการปรับข้อกฎหมายให้ทันสมัยสอดคล้องกับบริบททางเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนแปลงและเกิดความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่ายมากขึ้น&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/95619</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธปท., ธัญญนิตย์ นิยมการ, ลดดอกเบี้ยผิดนัดชำระ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210310/image_big_6048840470dc5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>77303</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/09/2020 16:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/09/2020 16:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แบงก์ชาติผุดมาตรการ“มัดหนี้”รายย่อย ใช้หลักประกันสินเชื่อบ้านร่วมลดดอกเบี้ย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;ldquo;แต่ละสถาบันการเงินจะต้องไปพิจารณาเองว่าลูกหนี้จะได้รับความช่วยเหลือทั้งหมดหรือไม่ เพราะอาจมีลูกหนี้บางรายที่ไม่ได้รับผลกระทบจากสาเหตุที่กล่าวมา และยังมีความสามารถในการจ่ายหนี้ได้ตามเดิม แต่เกิดพฤติกรรมจงใจไม่ชำระหนี้และค้างหนี้จนเกิดเป็นหนี้เสีย (เอ็นพีแอล) เพื่อทำให้เข้าเงื่อนไขของโครงการ เพราะโครงการนี้เปิดกว้างให้ลูกหนี้ที่เป็นเอ็นพีแอล และลูกหนี้ปกติเข้าร่วมได้ ตรงนี้จึงเป็นเหตุผลให้สถาบันการเงินจะต้องพิจารณาพฤติกรรมของลูกหนี้ประกอบด้วย&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ได้ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างในทุกมิติ ทั้งด้านสาธารณสุข สังคม และเศรษฐกิจ เพราะการแพร่ระบาดที่รุนแรง และยังไม่มีวัคซีนป้องกันและรักษา ทำให้การควบคุมดูแลการแพร่ระบาดของโรคต้องดำเนินการผ่านมาตรการในทางปฏิบัติไปก่อน เป็นที่มาของ &amp;ldquo;มาตรการล็อกดาวน์&amp;rdquo; ที่ทางการของหลายประเทศได้ดำเนินการ ซึ่งมาตรการล็อกดาวน์นี้ส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจเกือบทั้งหมดต้องหยุดชะงักลงเป็นระยะเวลานาน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; กิจกรรมทางเศรษฐกิจที่หยุดชะงักลง ได้ส่งผลกระทบต่อรายได้ของประชาชนโดยรวม สืบเนื่องจากภาคธุรกิจที่ไม่สามารถดำเนินกิจการได้อย่างปกติ การลดต้นทุนผ่านการลดจำนวนพนักงาน การลดการจ้างงานจึงเกิดขึ้น ขณะที่ในด้านชีวิตความเป็นอยู่ รายจ่ายต่างๆ ก็ยังดำเนินต่อไป แม้ว่าที่ผ่านมารัฐบาลจะมีมาตรการในการให้ความช่วยเหลือ ดูแลและบรรเทาภาระค่าครองชีพของทั้งประชาชนและผู้ประกอบการ แต่ก็เหมือนจะยังไม่เพียงพอ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์&amp;rdquo; ได้รายงานสถานการณ์หนี้ครัวเรือนของไทย ณ ไตรมาส 1/2563 ว่า หนี้สินครัวเรือนมีค่า 13.48 ล้านล้านบาท ขยายตัว 3.9% ชะลอลงจาก 5.1% ในไตรมาสก่อน และคิดเป็นสัดส่วนหนี้ต่อจีดีพี เท่ากับ 80.1% สูงสุดในรอบ 4 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สอดคล้องกับภาพรวมการจ้างงานในไตรมาส 2/2563 ที่ลดลง ทั้งในภาคเกษตรและนอกภาคเกษตร โดยผู้มีงานทำ อยู่ที่ 37.1 ล้านคน ลดลง 1.95% เป็นการลดลงของผู้มีงานทำในภาคเกษตร 0.3% และนอกภาคเกษตร ลดลง 2.5% โดยสาขาที่มีการจ้างงานลดลงมาก ได้แก่ ก่อสร้าง ลดลง 6.3% การผลิต ลดลง 4.4% โรงแรม/ภัตราคาร ลดลง 2.8% ซึ่งเป็นผลมาจากการขอความร่วมมือในการปิดสถานประกอบการ และจำกัดการเดินทางของรัฐบาล&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; และผลพวงจากมาตรการล็อกดาวน์ของรัฐบาล ที่แม้จะมีการผ่อนคลายมาตรการออกมาอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ยังมีภาคธุรกิจบางส่วนไม่สามารถดำเนินธุรกิจได้ตามปกติ ซึ่งส่งผลกระทบต่อรายได้ของประชาชนทั่วไปและด้วยสภาพเศรษฐกิจที่มีความไม่แน่นอนสูง จึงเป็นเหตุผลให้ &amp;ldquo;ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)&amp;rdquo; ต้องออกมาตรการเพื่อช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบ โดยก่อนหน้านี้ได้จัดทำ โครงการ DR BIZ การเงินร่วมใจ ธุรกิจไทยมั่นคง (โครงการดีอาร์บิส) เพื่อช่วยเหลือ &amp;ldquo;ลูกหนี้ธุรกิจ&amp;rdquo; ที่มีเจ้าหนี้สถาบันการเงินหลายรายให้ได้รับการบรรเทาภาระหนี้ และให้มีกลไกในการจัดการหนี้กับสถาบันการเงินทุกแห่งได้อย่างบูรณาการ ซึ่งโครงการดังกล่าวช่วยลดเวลาให้สามารถดำเนินการได้รวดเร็วขึ้น ผ่านแนวทางการแก้ไขหนี้ที่เจ้าหนี้ได้ตกลงร่วมกันในรูปแบบมาตรฐาน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จนล่าสุดถึงคิว &amp;ldquo;ลูกหนี้รายย่อย&amp;rdquo; โดย ธปท.ได้ดำเนินการออกมาตรการเพื่อช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการแพร่ระบาดของโควิด-19 อย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นทางเลือกในการช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยเพิ่มเติม ธปท.จึงได้ร่วมมือกับสถาบันการเงินและสถาบันการเงินเฉพาะกิจ ใน การปรับปรุงโครงสร้างหนี้สำหรับลูกหนี้รายย่อยด้วยวิธีการรวมหนี้ (debt consolidation)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยให้สามารถนำสินเชื่อรายย่อยประเภทอื่นๆ ที่อยู่ภายใต้ผู้ให้บริการทางการเงิน หรือบริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงินของผู้ให้บริการทางการเงินเดียวกัน อาทิ บัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับ และสินเชื่อที่เกิดจากการให้เช่าซื้อ มาปรับโครงสร้างหนี้ด้วยวิธีการ &amp;ldquo;รวมหนี้กับสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยเพื่อใช้หลักประกัน&amp;rdquo; ซึ่งจะทำให้ผู้ให้บริการทางการเงินสามารถลดอัตราดอกเบี้ยในส่วนของสินเชื่อรายย่อยประเภทอื่นให้เหลือไม่เกินอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายย่อยชั้นดี (MRR)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; พร้อมทั้งขยายระยะเวลาการชำระหนี้ตามความสามารถของลูกหนี้ โดยที่ผู้ให้บริการทางการเงินต้องให้ข้อมูลที่ครบถ้วน เพียงพอต่อการตัดสินใจของลูกหนี้ เช่น ข้อดี-ข้อเสียของการเข้าร่วมมาตรการ ข้อมูลเปรียบเทียบภาระหนี้เดิมกับภาระหนี้ใหม่ และทางเลือกการปรับปรุงโครงสร้างหนี้รูปแบบอื่นที่ลูกหนี้สามารถทำได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดย ธปท.ประเมินว่า มาตรการดังกล่าวจะช่วยลดภาระการชำระหนี้โดยที่ลูกหนี้ไม่เสียประวัติข้อมูลเครดิต และไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม เช่น ค่าธรรมเนียม หรือค่าบริการอื่นใดโดยไม่จำเป็น และยังสามารถใช้วงเงินบัตรเครดิตหรือสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับที่มีลักษณะหมุนเวียนที่ยังเหลือได้ รวมทั้งไม่ต้องจ่ายเบี้ยปรับการชำระก่อนกำหนด (prepayment fee) ทั้งนี้ลูกหนี้สามารถแจ้งความประสงค์เข้าร่วมมาตรการ และแสดงข้อมูลว่าได้รับผลกระทบต่อผู้ให้บริการทางการเงินได้ ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ย.2563 ถึงวันที่ 31 ธ.ค.2564&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;ธัญญนิตย์ นิยมการ&amp;rdquo; ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายกำกับสถาบันการเงิน 2 ธปท. ระบุว่า จากการสำรวจธนาคารพาณิชย์ ธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ ผู้ประกอบการทางการเงินที่ไม่ใช่ธนาคารพาณิชย์ (นอนแบงก์) ที่มีวงเงินสินเชื่อที่อยู่อาศัย และสินเชื่อไม่มีหลักประกันรวมอยู่ด้วย ราว 23 แห่ง คิดเป็นวงเงินสินเชื่อ 1-2 หมื่นล้านบาท สามารถเข้าร่วมโครงการ debt consolidation ได้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าทุกรายจะต้องเข้าโครงการ โดยยืนยันว่าโครงการที่ ธปท.ทำนี้เป็นเพียงทางเลือกให้ลูกหนี้ที่เดือดร้อน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยเงื่อนไขของลูกหนี้ที่จะเข้าร่วมโครงการ debt consolidation นั้น ลูกหนี้จะต้องมีสินเชื่อที่อยู่อาศัยและไม่เป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) และผ่อนชำระมาระยะหนึ่งแล้ว โดยทั้งระบบผ่อนชำระมาแล้ว 40% ของวงเงินทั้งหมด ซึ่งภายหลังนำสินเชื่อที่ไม่มีหลักประกัน เช่น บัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคล และสินเชื่อจำนำทะเบียนรถมารวมกับสินเชื่อที่อยู่อาศัย โดยหลังรวมหนี้ วงเงินสามารถเกินมูลค่าหลักประกันได้ เช่น บ้านหลังแรก วงเงินสินเชื่อต่อมูลค่าหลักประกันอยู่ที่ 100% และบ้านหลังที่ 2 อยู่ที่ 90% เป็นต้น เนื่องจากในระยะข้างหน้ามูลค่าราคาสินทรัพย์เพิ่มขึ้น และหลังผ่อนชำระวงเงินคงค้างจะลดลงต่อเนื่อง โดยอัตราดอกเบี้ยที่ลูกหนี้จะปรับลดลงอัตราดอกเบี้ยลูกหนี้รายย่อยชั้นดี (MRR) ปัจจุบันอยู่ที่ 5.75-8.80%&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:12.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะที่ ธนาคารสามารถคัดกรองลูกหนี้ที่จะเข้าร่วมโครงการได้ เพื่อป้องกันการเกิด วัฒนธรรมจงใจผิดนัดชำระหนี้ โดยธนาคารจะแบ่งกลุ่มลูกค้าเป็น 3 กลุ่ม คือ สีเขียวที่ยังสามารถชำระหนี้ได้ปกติ สีเหลือง ลูกหนี้เริ่มมีสัญญาณชำระไม่ไหว และกลุ่มสีแดง ชำระไม่ไหวแล้ว โดยลูกหนี้ที่จะเข้าโครงการจะต้องได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจและการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 รวมถึงสงครามการค้า&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:12.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;แต่ละสถาบันการเงินจะต้องไปพิจารณาเองว่าลูกหนี้จะได้รับความช่วยเหลือทั้งหมดหรือไม่ เพราะอาจมีลูกหนี้บางรายที่ไม่ได้รับผลกระทบจากสาเหตุที่กล่าวมา และยังมีความสามารถในการจ่ายหนี้ได้ตามเดิม แต่เกิดพฤติกรรมจงใจไม่ชำระหนี้และค้างหนี้จนเกิดเป็นหนี้เสีย (เอ็นพีแอล) เพื่อทำให้เข้าเงื่อนไขของโครงการ เพราะโครงการนี้เปิดกว้างให้ลูกหนี้ที่เป็นเอ็นพีแอล และลูกหนี้ปกติเข้าร่วมได้ ตรงนี้จึงเป็นเหตุผลให้สถาบันการเงินจะต้องพิจารณาพฤติกรรมของลูกหนี้ประกอบด้วย&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดย ธปท.มั่นใจว่า โครงการ debt consolidation จะช่วยลดภาระการตั้งสำรองหนี้เสียของสถาบันการเงินได้เป็นอย่างดี และไม่ส่งผลกระทบต่อรายได้ของสถาบันการเงินมากนัก เนื่องจากโครงการดังกล่าวลูกหนี้ยังสามารถจ่ายดอกเบี้ยให้กับธนาคารได้เหมือนเดิม เพียงแต่ภาระของลูกหนี้ถูกลดลง ซึ่งถือเป็นการให้ความช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากปัจจัยเสี่ยงต่างๆ จนทำให้รายได้ลดลง ทั้งจากปัญหาสงครามการค้า ปัญหาภัยแล้ง การชะลอตัวของเศรษฐกิจ และการระบาดของไวรัสโควิด-19&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;วิรไท สันติประภพ&amp;rdquo; ผู้ว่าการ ธปท. ระบุว่า ธปท.ได้ให้ความสำคัญกับการปรับโครงสร้างหนี้ โดยที่ผ่านมาได้มีการออกหลายมาตรการเพื่อเป็นแรงจูงใจให้สถาบันการเงินออกโครงการเพื่อช่วยเหลือลูกหนี้ โดยเฉพาะการเร่งปรับโครงสร้างหนี้ที่ก่อนจะเป็นหนี้เสีย ซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญ เพราะนอกจากจะช่วยสถาบันการเงินไม่ให้ต้องมีภาระตั้งสำรองสูงขึ้นแล้ว การแก้ไขเกณฑ์หลายอย่างเพื่อเร่งให้มีการปรับโครงสร้างหนี้ให้สอดคล้องกับปัญหาของลูกหนี้ยังเป็นเรื่องสำคัญในการให้ความช่วยเหลือทั้งในส่วนของผู้ประกอบการและลูกหนี้รายย่อย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อย่างไรก็ดี ที่ผ่านมา ธปท.ได้ออกหลายมาตรการในการให้ความช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจ ที่เกิดจากความเสี่ยงเรื่องการระบาดของไวรัสโควิด-19 อย่างต่อเนื่อง ผ่านแนวทางสำคัญคือ การปรับโครงสร้างหนี้ ซึ่งจนถึงวันที่ 30 มิ.ย.2563 พบว่า มีลูกหนี้ที่ได้รับความช่วยเหลือผ่านโครงการต่างๆ แล้วทั้งสิ้น 12.82 ล้านบัญชี คิดเป็นภาระหนี้ที่ได้รับความช่วยเหลือ อยู่ที่ 6.88 ล้านล้านบาท.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/77303</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธนาคารแห่งประเทศไทย, ธัญญนิตย์ นิยมการ, อีโคโฟกัส</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200913/image_big_5f5ddefde7752.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>75729</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/08/2020 16:52</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/08/2020 16:52</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ธปท.ออกมาตรการรวมหนี้ช่วยแก้ปัญหาผู้กู้รายย่อยลดการเป็นหนี้เสีย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;27 ส.ค.2563 นางธัญญนิตย์ นิยมการ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายกำกับสถาบันการเงิน 2 ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ตามที่ ธปท. มีมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา 19 (COVID-19) มาอย่างต่อเนื่อง นั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัจจุบัน สถานการณ์ทางเศรษฐกิจยังมีความไม่แน่นอนสูง ภาคธุรกิจบางส่วนยังไม่สามารถดำเนินกิจการได้ตามปกติ ส่งผลกระทบต่อรายได้ของประชาชนทั่วไป ดังนั้น เพื่อเป็นทางเลือกในการช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยเพิ่มเติม ธปท. ได้เห็นร่วมกันกับสถาบันการเงินและสถาบันการเงินเฉพาะกิจในการปรับปรุงโครงสร้างหนี้สำหรับลูกหนี้รายย่อยด้วยวิธีการรวมหนี้ (debt consolidation) โดยให้สามารถนำสินเชื่อรายย่อยประเภทอื่นที่อยู่ภายใต้ผู้ให้บริการทางการเงิน หรือบริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงินของผู้ให้บริการทางการเงินเดียวกัน อาทิ บัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับ และสินเชื่อที่เกิดจากการให้เช่าซื้อ มาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ด้วยวิธีการรวมหนี้กับสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยเพื่อใช้ประโยชน์จากหลักประกัน ซึ่งจะทำให้ผู้ให้บริการทางการเงินสามารถลดอัตราดอกเบี้ยในส่วนของสินเชื่อรายย่อยประเภทอื่นให้เหลือไม่เกินอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายย่อยชั้นดี (Minimum Retail Rate: MRR) และขยายระยะเวลาการชำระหนี้ตามความสามารถของลูกหนี้ โดยที่ผู้ให้ บริการทางการเงินต้องให้ข้อมูลที่ครบถ้วนเพียงพอต่อการตัดสินใจของลูกหนี้ เช่น ข้อดีข้อเสียของการเข้าร่วมมาตรการ ข้อมูลเปรียบเทียบภาระหนี้เดิมกับภาระหนี้ใหม่ และทางเลือกการปรับปรุงโครงสร้างหนี้รูปแบบอื่นที่ลูกหนี้สามารถทำได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มาตรการดังกล่าวจะช่วยลดภาระการชำระหนี้โดยที่ลูกหนี้ไม่เสียประวัติข้อมูลเครดิต และไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม เช่น ค่าธรรมเนียม หรือค่าบริการอื่นใดโดยไม่จำเป็น และยังสามารถใช้วงเงินบัตรเครดิตหรือสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับที่มีลักษณะหมุนเวียนที่ยังเหลือได้ รวมทั้งไม่ต้องจ่ายเบี้ยปรับการชำระหนี้ก่อนกำหนด (prepayment fee)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ลูกหนี้สามารถแจ้งความประสงค์เข้าร่วมมาตรการและแสดงข้อมูลว่าได้รับผลกระทบต่อผู้ให้บริการทางการเงินได้ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2563 ถึง 31 ธันวาคม 2564
ธปท. หวังเป็นอย่างยิ่งว่า มาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ในครั้งนี้จะช่วยบรรเทาภาระหนี้ให้แก่ลูกหนี้ในช่วงที่ยากลำบากนี้ได้ ขณะเดียวกันผู้ให้บริการทางการเงินสามารถบริหารความเสี่ยงได้อย่างเหมาะสม ซึ่งจะช่วยเหลือลูกหนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/75729</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธนาคารแห่งประเทศไทย, ธปท., ธัญญนิตย์ นิยมการ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200326/image_big_5e7c469d9ad45.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>71790</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/07/2020 09:22</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/07/2020 09:22</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ธปท&#039;ปรับเกณฑ์คลินิกแก้หนี้รับมือNPLบัตรเครดิตพุ่งพรวด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 ก.ค.2563 นางธัญญนิตย์ นิยมการ ผู้ช่วยผู้ว่าการสายกำกับสถาบันการเงิน 2 ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า คณะกรรมการกำกับดูแลโครงการคลินิกแก้หนี้เห็นชอบให้ปรับปรุงเงื่อนไขของโครงการ 2 เรื่องคือ 1.การปรับคุณสมบัติลูกหนี้โดยเลื่อนวันของการเป็นหนี้เสีย (NPL) (วัน cut-off date) จากเดิมผู้สมัครต้องเป็นหนี้เสีย ก่อนวันที่ 1 ม.ค.2563 เป็นวันที่ 1 ก.ค. 2563 เพื่อขยายความช่วยเหลือและรองรับลูกหนี้ที่เป็น NPL ในช่วงครึ่งแรกของปีจากผลของวิกฤตโควิด-19

&amp;ldquo;หลังจากปรับเงื่อนไขในครั้งนี้ คาดว่าจะมีลูกหนี้สนใจสมัครเข้าโครงการจำนวนมาก และทำให้ขั้นตอนการพิจารณาใช้เวลานานกว่าช่วงปกติอยู่บ้าง จึงขอให้ผู้สมัครยื่นและเตรียมเอกสารให้ครบถ้วน ซึ่งจะช่วยให้การพิจารณาเป็นไปอย่างรวดเร็ว และเมื่อทราบผลการพิจารณาแล้ว โครงการจะติดต่อกลับเพื่อแจ้งผลให้ทราบโดยเร็ว&amp;rdquo; นางธัญญนิตย์ กล่าว

2.ปรับเกณฑ์ห้ามก่อหนี้ใหม่ให้ยืดหยุ่นมากขึ้น โดยปัจจุบันกำหนดให้ผู้เข้าโครงการห้ามก่อหนี้ใหม่ภายในเวลา 5 ปี เป็นหากผู้เข้าร่วมโครงการสามารถผ่อนชำระเงินต้นได้อย่างน้อย 50% ก็สามารถขอสินเชื่อใหม่ได้ ซึ่งอาจใช้เวลาไม่ถึง 5 ปี แต่การพิจารณาอนุมัติสินเชื่อขึ้นกับหลักเกณฑ์ของผู้ให้บริการทางการเงินแต่ละแห่ง ซึ่งคาดว่าจะจูงใจให้ลูกหนี้สมัครเข้าโครงการมากขึ้น เพราะบางส่วนกังวลเรื่องห้ามก่อหนี้ใหม่ 5 ปี อีกทั้งเพื่อจูงใจให้ลูกหนี้เร่งชำระหนี้คืน

นอกจากนี้ ตามที่ ธปท. ประกาศมาตรการพื้นฐานขั้นต่ำเพื่อช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยในระยะที่ 2 ผู้ให้บริการทางการเงินจะต้องจัดให้มีช่องทางหรือกลไกแก้ไขหนี้ในลักษณะเดียวกับคลินิกแก้หนี้ รวมทั้งมีแผนการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ที่เอื้อต่อการผ่อนชำระเช่นเดียวกับโครงการคลินิกแก้หนี้ และเสนอให้ลูกหนี้พิจารณา พูดง่าย ๆ ว่า หากลูกหนี้ที่เป็น NPL นอกจากจะสมัครเข้าโครงการแล้ว ยังสามารถขอปรับปรุงโครงสร้างหนี้ด้วยเงื่อนไขที่ผ่อนปรนได้โดยตรงกับผู้ให้บริการทางการเงิน

นางธัญญนิตย์ กล่าวว่า ผลกระทบจากวิกฤตโควิด 19 จะส่งผลให้จำนวนลูกหนี้บัตรเครดิตและสินเชื่อ ส่วนบุคคล (หนี้บัตร) มีแนวโน้มกลายเป็นหนี้เสียสูงขึ้น ดังนั้น การที่เจ้าหนี้และลูกหนี้สามารถตกลงปรับปรุงโครงสร้างหนี้ร่วมกันจะเป็นวาระทางเศรษฐกิจที่สำคัญมาก โดยเฉพาะหนี้บัตรซึ่งเป็นหนี้ที่มีจำนวนบัญชีลูกหนี้มากที่สุดในบรรดาหนี้รายย่อยทั้งหมด

&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/71790</URL_LINK>
                <HASHTAG>คลินิกแก้หนี้, ธปท., ธัญญนิตย์ นิยมการ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200326/image_big_5e7c469d9ad45.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>67768</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/06/2020 09:33</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/06/2020 09:33</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ธปท.&#039;ปลื้มคลินิกแก้หนี้ไปได้สวย NPL ไม่เพิ่ม </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
4 มิ.ย. 2563 นางธัญญนิตย์ นิยมการ ผู้ช่วยผู้ว่าการสายกำกับสถาบันการเงิน 2 ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า โครงการคลินิกแก้หนี้ ซึ่งเป็นโครงการแก้หนี้เสียบัตรเครดิต บัตรกดเงินสด สินเชื่อส่วนบุคคล ได้ออกมาตรการช่วยเหลือประชาชนที่เข้าร่วมโครงการ เพื่อรองรับผลกระทบจากวิกฤตโควิด 19 ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2563 ที่ผ่านมา ผลของมาตรการช่วยเหลือดังกล่าวถือว่าน่าพอใจ กล่าวคือ ไม่มีลูกหนี้ต้องออกจากโครงการแม้สักรายเดียว ด้วยเหตุว่าผ่อนชำระค่างวดไม่ไหว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ลูกหนี้ที่ชำระค่างวดเข้ามา โครงการได้ช่วยเหลือโดยการลดดอกเบี้ยให้ 2% เพื่อลดภาระในช่วงนี้ อีกทั้ง แนวทางช่วยเหลือของโครงการมีกระบวนการที่ไม่ยุ่งยากซับซ้อน เป็นตัวอย่างที่สถาบันการเงินอาจนำไปประยุกต์ในการออกแบบมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ในระยะต่อไปได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ผลของมาตรการมีหลายส่วนน่าสนใจ คือ แม้จะให้สิทธิในการเลื่อนกำหนดชำระหนี้ หรือ ไม่ต้องจ่ายค่างวดแก่ลูกหนี้ทุกราย ปรากฏว่ามีลูกหนี้เพียง 28% ที่เลือกมาตรการนี้ ในขณะที่ลูกหนี้ที่เหลืออีก 72% ยังจ่ายค่างวดเข้ามาตามปกติ โดยลูกหนี้ 18% ชำระเข้ามามากกว่าค่างวด ส่วนใหญ่คือ 52% จ่ายค่างวดได้ครบ และมีเพียง 2% เท่านั้นที่จ่ายชำระได้เพียงบางส่วน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยในเดือน พ.ค. 2563 โครงการคลินิกแก้หนี้ สามารถช่วยประชาชนแก้หนี้บัตรไปแล้วกว่า 21,000 ใบ ครอบคลุมลูกหนี้ 4,204 ราย ซึ่งมีหนี้บัตรเฉลี่ยรายละ 5 ใบ มูลหนี้เฉลี่ยต่อราย 340,000 บาท และขณะนี้มีลูกหนี้ที่รอลงนามในสัญญาอีกกว่า 800 ราย เนื่องจากไม่สามารถเดินทางช่วงล็อกดาวน์ที่ผ่านมา และอีก 1,500 ราย อยู่ระหว่างขั้นตอนการตรวจเช็คข้อมูลกับสถาบันการเงิน คาดว่าครึ่งแรกของปี 2563 ตัวเลขผู้เข้าร่วมโครงการจะเกิน 5,000 ราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางธัญญนิตย์ กล่าวอีกว่า การออกแบบมาตรการช่วยเหลือที่ยึดลูกหนี้เป็นที่ตั้ง โดยคำนึงถึงปัญหา ความเดือดร้อน และข้อจำกัดของลูกหนี้ ช่วยให้โครงการสามารถตอบโจทย์ลูกหนี้ได้ทุกราย ทั้งรายที่ผ่อนไม่ไหวในช่วงนี้และรายที่สามารถจ่ายเข้ามาก็จะเสียดอกเบี้ยน้อยลง ในขณะเดียวกันก็ช่วยตอบโจทย์เจ้าหนี้ด้วยเช่นกัน เพราะไม่มีลูกหนี้ที่ต้องกลายเป็นหนี้เสีย และลูกหนี้ส่วนใหญ่ที่มีความสามารถยังผ่อนชำระเข้ามาต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับมาตรการช่วยเหลือประกอบด้วย 2 ส่วนสำคัญ โดยลูกหนี้ที่เข้าร่วมโครงการจะได้รับยา 2 ขนานเพื่อบรรเทาผลกระทบทางเศรษฐกิจ ซึ่งยาชนิดแรก คือ การผ่อนปรนให้สามารถเลื่อนงวดชำระ ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย เป็นระยะเวลา 6 เดือนในช่วง เม.ย. - ก.ย. 2563และยาชนิดที่สอง คือ การปรับลดดอกเบี้ยลง 2% เพื่อลดภาระดอกเบี้ยจ่าย และเป็นแรงจูงใจให้ผู้เข้าร่วมโครงการที่จ่ายค่างวดเข้ามาต่อเนื่อง โดยดอกเบี้ยในช่วงนี้เหลือเพียง 2-3% โดยโครงการฯ ผ่อนปรนเงื่อนไขให้สามารถจ่ายชำระเข้ามาเท่าที่ทำได้ เช่น ครึ่งหนึ่งของค่างวดที่เคยจ่าย ในกรณีนี้ก็ยังได้รับสิทธิพิเศษเรื่องการลดดอกเบี้ย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ประชาชนที่มีหนี้เสียบัตรเครดิต บัตรกดเงินสด สินเชื่อส่วนบุคคล ที่สมัครเข้าโครงการคลินิกแก้หนี้ในช่วง เม.ย. - ก.ย. 2563 จะได้รับสิทธิลดดอกเบี้ย 2% จากโครงการเช่นเดียวกัน โดยอัตราดอกเบี้ยที่ 2-3% ถือว่าผ่อนปรนมากเมื่อเทียบกับดอกเบี้ยบัตรปกติที่ 18% โดยวิกฤตโควิด 19 ถือเป็นสถานการณ์ที่ไม่ปกติ ที่ทุกฝ่ายต้องช่วยเหลือ ผ่อนปรนซึ่งกันและกัน และการที่สถาบันการเงินและลูกค้าสามารถปรับโครงสร้างหนี้ร่วมกัน จะเป็นมาตรการทางเศรษฐกิจที่มีความสำคัญมากในระยะข้างหน้า&amp;rdquo; นางธัญญนิตย์ กล่าว
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/67768</URL_LINK>
                <HASHTAG>คลินิกแก้หนี้, ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.), ธัญญนิตย์ นิยมการ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200604/image_big_5ed85d6264531.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>60996</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/03/2020 13:08</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/03/2020 13:08</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คลินิกแก้หนี้เผยยา 2 สูตร เลื่อนงวดผ่อนและลดดอกเบี้ย 2%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;26 มี.ค.63 นางธัญญนิตย์ นิยมการ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายกำกับสถาบันการเงิน 2 ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า การระบาดของไวรัสโควิด19 ส่งผลกระทบต่อคนไทย ธุรกิจไทย และเศรษฐกิจไทยในวงกว้าง ในส่วนของคลินิกแก้หนี้ ซึ่งเป็นโครงการแก้หนี้บัตร ก็เช่นเดียวกัน ตั้งแต่ต้นปี 2563 เริ่มเห็นสัญญาณที่ผู้เข้าร่วมโครงการมีการค้างชำระเงินค่างวดเพิ่มขึ้นและนานขึ้น รวมทั้งมองไปข้างหน้า ยังมีแนวโน้มแย่ลงเนื่องจากผลกระทบของมาตรการเว้นระยะห่างทางสังคม (social distancing) เพื่อลดการแพร่ระบาดของโรค ซึ่งส่งผลกระทบต่อการประกอบอาชีพ และรายได้ของครัวเรือนและธุรกิจชัดเจนมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คณะกรรมการกำกับดูแลโครงการคลินิกแก้หนี้ ได้หารือและเห็นร่วมกันว่า โครงการฯจำเป็นต้องมีมาตรการช่วยเหลือประชาชนที่เข้าร่วมโครงการในเชิงรุกอย่างเร่งด่วน เพื่อรองรับผลกระทบจากวิกฤตโควิด19 ที่อาจรุนแรงและขยายวงกว้างขึ้นในระยะต่อไป ทั้งนี้ มาตรการช่วยเหลือในครั้งนี้ประกอบด้วย 2 ส่วนสำคัญ ลูกหนี้ที่เข้าร่วมโครงการคลินิกแก้หนี้จะได้รับยา 2 ชนิด ที่จะช่วยสร้างภูมิคุ้มกันและบรรเทาผลกระทบทางเศรษฐกิจจากโควิด19
ยาชนิดแรก - การผ่อนปรนให้สามารถเลื่อนงวดชำระ (ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย) ออกไปเป็นระยะเวลาสูงสุด 6 เดือน (เม.ย. - ก.ย. 2563)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คลินิกแก้หนี้เข้าใจสถานการณ์ความยากลำบากที่ประชาชนและผู้ประกอบการกำลังเผชิญอยู่ ด้วยเหตุนี้ จึงไม่ต้องการให้ผู้เข้าร่วมโครงการต้องพะวักพะวน หรือกังวลใจว่า มีภาระหนี้ที่ไม่สามารถจ่ายได้รออยู่ รวมทั้งเพื่อสร้างกำลังใจ และเพิ่มสภาพคล่องพอสมควรสำหรับดูแลสุขภาพของตนเองและครอบครัวก่อนเป็นอันดับแรก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในช่วง 6 เดือนข้างหน้าที่สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคยังไม่ชัดเจนว่าจะเป็นอย่างไร ช่วงนี้แม้จ่ายค่างวดได้ไม่ครบ ประวัติก็จะไม่เสีย อีกทั้ง ผู้เข้าร่วมโครงการทุกคนได้รับสิทธินี้โดยอัตโนมัติโดยไม่ต้องโทรศัพท์เข้าไปดำเนินการเปลี่ยนแปลงสัญญากับคลินิกแต่อย่างใด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ยาชนิดที่สอง - การปรับลดดอกเบี้ยของโครงการลง 2% เป็นระยะเวลา 6 เดือน (เม.ย. - ก.ย. 2563) เพื่อลดภาระดอกเบี้ยจ่าย สำหรับผู้เข้าร่วมโครงการที่ยังจ่ายชำระหนี้อย่างต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สมาชิกของโครงการส่วนใหญ่ ปัจจุบันจ่ายดอกเบี้ยที่ 4-5% แต่ตามมาตรการในครั้งนี้จะช่วยให้จ่ายดอกเบี้ยลดลง 2% คือเหลือเพียง 2-3%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากจะช่วยลดภาระดอกเบี้ยจ่ายของผู้เข้าร่วมโครงการแล้ว การลดดอกเบี้ยในครั้งนี้ก็เพื่อเป็นแรงจูงใจให้ผู้เข้าร่วมโครงการที่ยังพอมีศักยภาพ ให้มีการผ่อนชำระเข้ามาอย่างต่อเนื่อง สมมติค่างวดเท่าเดิม การลดอัตราดอกเบี้ยลงจะทำให้เงินที่ผู้เข้าร่วมโครงการจ่ายเข้ามาจะถูกนำไปตัดชำระเงินต้นได้มากขึ้นด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คำถามที่มีผู้สอบถามเข้ามา คือ ถ้าช่วงนี้เริ่มจ่ายค่างวดทั้งหมดไม่ไหวเหมือนเดิมจะทำอย่างไร โครงการฯผ่อนปรนเงื่อนไขให้สามารถจ่ายชำระเข้ามาเท่าที่ทำได้ เช่น ครึ่งหนึ่งของค่างวดที่เคยจ่าย เพื่อรักษาสถานะ ในกรณีนี้ก็ยังได้รับสิทธิพิเศษเรื่องการลดดอกเบี้ย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อีกคำถามที่มีเข้ามา คือ ถ้าประชาชนที่มีหนี้เสียบัตรเครดิต บัตรกดเงินสด สินเชื่อส่วนบุคคล สนใจสมัครเข้าโครงการในช่วง เม.ย. - ก.ย. 2563 เค้าจะได้รับประโยชน์จากมาตรการนี้ด้วยหรือไม่? ตรงนี้ขอเรียนว่า ท่านที่มีคุณสมบัติครบตามเงื่อนไขโครงการ และสมัครเข้ามาที่คลินิกแก้หนี้ ในช่วงนี้ยังมีสิทธิได้รับข้อเสนอลดดอกเบี้ย 2% จากโครงการเช่นเดียวกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เราเชื่อว่ามาตรการ หรือ ยาที่เราให้ในครั้งนี้จะมีประสิทธิภาพและแรงในระดับหนึ่ง ที่จะช่วยบรรเทาผลกระทบจากวิกฤติโควิด19 ดังนั้น ช่วงนี้ถ้าท่านใดมีปัญหา รายได้หด หรือ รู้สึกว่าจ่ายค่างวดไม่ไหว ก็ขอให้อย่ากังวล เราเข้าใจปัญหาและผ่อนปรนเต็มที่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในช่วงนี้ทุกภาคส่วนจะต้องช่วยกันลดความกังวลของประชาชนเกี่ยวกับเรื่องหนี้สิน เพื่อที่ประชาชนจะได้ทุ่มเทกำลังเพื่อดูแลสุขภาพกายใจของตนเองและครอบครัวให้แข็งแรงในช่วงการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด19&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สถานการณ์วิกฤตโควิดเป็นสถานการณ์ที่ไม่ปกติ ที่ต้องการความร่วมมือ และการผ่อนปรนซึ่งกันและกันของทุกฝ่าย และเป็นเรื่องที่สำคัญมากที่สถาบันการเงินและลูกค้าจะต้องร่วมกันปรับโครงสร้างหนี้ เพื่อสู้ภัยเศรษฐกิจจากโควิด19&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/60996</URL_LINK>
                <HASHTAG>#โควิด-19, คลินิกแก้หนี้, ธัญญนิตย์ นิยมการ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200326/image_big_5e7c469d9ad45.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
