<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>91578</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/02/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/02/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อุทยานฯล่าตีนผี ชนเลียงผาแล้วหนี คุก15ปีปรับ1.5ล.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กรมอุทยานฯ แจ้งความตามล่าตีนผีชน &amp;quot;เลียงผา&amp;quot; ตายแล้วหนี ชี้โทษหนักคุก 3-15 ปี ปรับ 3 แสนถึง 1.5&amp;nbsp;ล้านบาท&amp;nbsp;เตือนนักท่องเที่ยวผ่านเขตป่าสงวน-อุทยานฯ ขับรถระวังลดความเร็ว ถ้าสุดวิสัยไม่ผิด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ จ.กาญจนบุรี เมื่อวันที่ 31 มกราคม นายนิพนธ์ จำนงศิริศักดิ์&amp;nbsp;ผู้อำนวยการสำนักบริหารอนุรักษ์ที่&amp;nbsp;3 (บ้านโป่ง) เปิดเผยว่า ตามข้อสั่งการนายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นายจตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นายธัญญา เนติธรรมกุล อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ให้ติดตามตรวจสอบการลักลอบล่าค้าสัตว์ป่าอย่างเด็ดขาด&amp;nbsp;ทั้งนี้ นายสิขกพงษ์ กระแจะจันทร์ ผู้อำนวยการส่วนอนุรักษ์สัตว์ป่า สบอ.3 (บ้านโป่ง) ได้รับรายงานจากนายอนันท์ ศรีผุดผ่อง หัวหน้าเขตห้ามล่าสัตว์ป่า อุทยานสมเด็จพระศรีนครินทร์ ว่าพบเลียงผา สัตว์ป่าสงวนหายากถูกรถยนต์ชน บริเวณเขาเรดาร์ ถนนสายไทรโยค-บ้านเก่า ต.หนองบัว อ.เมือง จ.กาญจนบุรี&amp;nbsp;&amp;nbsp;จึงร่วมกับเจ้าหน้าที่มูลนิธิพิทักษ์กาญจน์ เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองกาญจนบุรี เดินทางไปตรวจสอบ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถึงที่เกิดเหตุ พบเลียงผาเคราะห์ร้ายเพศผู้ มีสภาพขาหลังหัก ซี่โครงหัก สะโพกมีบาดแผล คางมีบาดแผล แต่ยังมีชีวิต จึงนำไปพยาบาลเบื้องต้นที่หน่วยพิทักษ์ป่าพุเลียบ เพื่อเตรียมนำส่งไปรักษาที่ศูนย์ช่วยเหลือสัตว์ป่าประทับช้าง แต่ในระหว่างนำส่ง เลียงผาตัวดังกล่าวได้เสียชีวิตลง&amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะเดียวกัน&amp;nbsp;นายนิพนธ์ได้มอบหมายให้นายอนันท์เข้าแจ้งความดำเนินคดีกับผู้ขับรถยนต์ชนเลียงผาแล้วหนีไป โดยขอให้พนักงานสอบสวน สภ.เมืองกาญจนบุรี สืบสวนสอบสวนเพื่อหาตัวผู้กระทำผิดที่ขับรถยนต์ชนเลียงผามาลงโทษ&amp;nbsp;&amp;nbsp;ตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) สงวนคุ้มครองสัตว์ป่า&amp;nbsp;2562&amp;nbsp;มาตรา 12&amp;nbsp;ในข้อหาล่าหรือทำอันตรายแก่เลียงผา สัตว์ป่าสงวนถึงแก่ความตาย โดยการขับรถยนต์ชนแล้วหนี ระวางโทษจำคุก 3-15&amp;nbsp;ปี ปรับตั้งแต่&amp;nbsp;300,000-1,500,000 บาท หรือทั้งจำและปรับ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และเพื่อเป็นไปตามข้อสั่งการของ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติฯ จึงขอให้ผู้ขับรถยนต์ทุกคันโปรดใช้ความระมัดระวังในการขับขี่รถยนต์ รถจักรยานยนต์ เมื่อผ่านบริเวณเขตป่าสงวนหรือเขตอุทยานฯ หากใช้ ความระมัดระวังอย่างเพียงพอ และขับรถโดยความเร็วไม่เกินตามอัตราที่กำหนดกฎหมายแล้ว หากมีสัตว์ป่าวิ่งตัดหน้าในระยะกระชั้นชิด ทำให้ถูกรถยนต์ชนทำให้บาดเจ็บหรือตายเป็นเหตุสุดวิสัย ผู้ขับรถยนต์ก็ไม่มีความผิด&amp;nbsp;&amp;nbsp;ดังนั้น ผู้ใดขับรถยนต์หากสุดวิสัยชนสัตว์ป่า หากได้ใช้ความระมัดระวังอย่างเพียงพอ และไม่ขับรถเร็วเกินอัตราที่ราชการกำหนดแล้ว ผู้ขับรถยนต์ที่ชนสัตว์ป่านั้นไม่ต้องหนี ต้องรีบแจ้งเจ้าหน้าที่กรมอุทยานฯ&amp;nbsp;&amp;nbsp;ที่อยู่ใกล้เคียง หรือเบอร์โทร.กรมอุทยานฯ&amp;nbsp;1362&amp;nbsp;เพื่อช่วยเหลือสัตว์ป่าที่ถูกรถยนต์ชนโดยทันที ผู้ขับรถยนต์ดังกล่าวจะไม่มีความผิด&amp;nbsp;นอกจากจะเป็นการช่วยชีวิตสัตว์ป่าได้ทันแล้ว ยังเป็นบุญกุศลในการช่วยเหลือต่อชีวิตสัตว์ป่า และต่อความสมบูรณ์ของสัตว์ป่าของประเทศไทยด้วย.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/91578</URL_LINK>
                <HASHTAG>จตุพร บุรุษพัฒน์, ธัญญา เนติธรรมกุล, นิพนธ์ จำนงศิริศักดิ์, สิขกพงษ์ กระแจะจันทร์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อุทยานสมเด็จพระศรีนครินทร์, เลียงผา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210131/image_big_6016ad536d101.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>85539</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/11/2020 19:37</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/12/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บุกยึดลูกเสือ พบสวนสัตว์ สวมทะเบียน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กรมอุทยานฯ ตรวจสอบสวนสัตว์มุกดาฯ จ.มุกดาหาร ยึดลูกเสือโคร่ง 5 ตัว พบแล้ว 3 ตัวไม่มีหลักฐานการครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมาย เข้าแจ้งความดำเนินคดี 3 ข้อหา มีโทษทั้งจำ-ปรับ เผยอยู่ระหว่างตรวจดีเอ็นเอเสืออีก 1.5 พันตัวจากสวนสัตว์ 32 แห่งทั่วประเทศ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายนนี้ ที่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นายประกิต วงศ์ศรีวัฒนกุล รองอธิบดีกรมอุทยานฯ พร้อมด้วยนายสมปอง ทองสีเข้ม ผอ.สำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า ร่วมแถลงข่าวการตรวจสอบกิจการสวนสัตว์มุกดาสวนเสือและฟาร์ม ต.บางทรายใหญ่ อ.เมืองมุกดาหาร จ.มุกดาหาร&amp;nbsp;โดยนายประกิตกล่าวว่า ตามนโยบายของนายธัญญา เนติธรรมกุล อธิบดีกรมอุทยานฯ ได้กำชับให้คุมเข้มเรื่องการลักลอบค้าสัตว์ป่า ซึ่งกรมอุทยานฯ ได้ดูแลในส่วนของสวนสัตว์เกี่ยวกับการให้อนุญาตจัดตั้งและประกอบกิจการสวนสัตว์ได้ ซึ่งทางสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 9 (อุบลราชธานี) ได้ร่วมกับทีมเฉพาะกิจเหยี่ยวดง และพญาเสือ เข้าตรวจสอบสวนสัตว์มุกดาฯ เมื่อวันที่ 17 ม.ค.62 เข้าตรวจยึดจับกุมสัตว์ป่าคุ้มครอง คือ เต่าเหลือง และสัตว์ป่าต่างประเทศ 10 ชนิด รวม 44 ตัว อาทิ แพนดาแดง ค่าง 4 &amp;nbsp;สี เป็นต้น แต่เนื่องจากกฎหมายตาม พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 ที่กรมอุทยานฯ บังคับใช้ในขณะนั้นไม่ได้คุ้มครองสัตว์ป่าจากต่างประเทศ ศาลจึงยกฟ้อง แต่ปัจจุบันกรมอุทยานฯ ได้ประกาศใช้ พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2562 ที่สามารถครอบคลุมถึงสัตว์ป่าจากต่างประเทศได้แล้ว &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายประกิตกล่าวว่า การเข้าตรวจยึดดังกล่าว กรมอุทยานฯ ได้เก็บตัวอย่างเลือดของลูกเสือโคร่ง 5 ตัว เพื่อตรวจสอบพันธุกรรมหรือดีเอ็นเอ โดยเจ้าของสวนสัตว์มุกดาฯ ให้ข้อมูลว่า พ่อให้ลาภ และแม่ให้ทอง มีลูก 4 ตัว ชื่อข้าวยำ ข้าวกล่ำ ข้าวเจ้า และข้าวเหนียว เกิดเมื่อ 11 ส.ค.58 แต่ข้าวเหนียวได้ตายไปเมื่อวันที่ 12 ก.พ.62 โดยสวนสัตว์ยังเก็บซากข้าวเหนียวไว้ ส่วนลูกเสืออีก 3 ตัว ได้เจาะเลือดไปตรวจดีเอ็นเอแล้ว ผลการตรวจจากศูนย์นิติวิทยาศาสตร์สัตว์ป่า กรมอุทยานฯ และสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม มีผลรายงานตรงกันว่า ลูกเสือโคร่ง ชื่อ ข้าวยำ ข้าวกล่ำ และข้าวเจ้า ไม่มีความสัมพันธ์เป็นลูกเสือโคร่งของให้ลาภและให้ทอง ตามที่เจ้าของสวนสัตว์กล่าวอ้างแต่อย่างใด รวมทั้งนำไปเปรียบเทียบกับดีเอ็นเอของเสือโคร่งตัวอื่นภายในสวนสัตว์อีก 20 ตัว พบว่าไม่มีความสัมพันธ์เป็นพ่อแม่ลูกเช่นกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รองอธิบดีกรมอุทยานฯ กล่าวว่า จึงถือได้ว่าลูกเสือโคร่ง 3 ตัว ไม่มีหลักฐานได้มาโดยชอบด้วยกฎหมาย มีความผิดตาม พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2562 ฐานมีไว้ในครอบครองซึ่งสัตว์ป่าคุ้มครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ตามมาตรา 17 มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 5 แสนบาท และมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา ฐานแจ้งความเท็จตามมาตรา 137 และฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จตามมาตรา 267 มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 6 หมื่นบาท&amp;nbsp;ส่วนลูกเสืออีก 2 ตัว คือ ข้าวเม่า และข้าวเปลือก เป็นลูกของพ่อโตโต้ และแม่มะเฟือง ขณะนี้ยังรอผลตรวจพิสูจน์ดีเอ็นเออยู่ คาดว่าใช้เวลาประมาณ 1 เดือนน่าจะทราบผล อย่างไรก็ตาม ทางกรมอุทยานฯ ได้อายัดลูกเสือของกลางทั้ง 5 ตัว ไปดูแลรักษาที่สถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าจุฬาภรณ์ จ.ศรีสะเกษ พร้อมทั้งร้องทุกข์กล่าวโทษต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายสมปองกล่าวว่า ปัจจุบันมีสวนสัตว์อยู่ทั้งหมด 49 แห่งทั่วประเทศ อยู่ในกรุงเทพฯ 4 แห่ง และต่างจังหวัดอีก 45 แห่ง โดยมีสวนสัตว์ 32 แห่งที่มีเสือโคร่งอยู่ รวมทั้งสิ้น 1,511 ตัว ทางกรมจะเร่งตรวจสอบดีเอ็นเอเสือโคร่งในสวนสัตว์ทั้งหมด ซึ่งกรมอุทยานฯ มีฐานข้อมูลอยู่แล้วว่ามีความเชื่อมโยงกันหรือไม่ หากไม่เชื่อมโยงกันก็แปลว่านำเสือจากธรรมชาติมาสวมรอย.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/85539</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมอุทยานฯ, ธัญญา เนติธรรมกุล, สมปอง ทองสีเข้ม, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เสือโคร่ง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201130/image_big_5fc4e6b36318d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>69508</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/06/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/06/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บิ๊กตู่สั่งฟื้นบ้านไม้ ต้องให้เหมือนเดิม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกฯ มอบ​ &amp;quot;วราวุธ&amp;quot; แก้ปมรื้อ​ &amp;quot;บ้านบอมเบย์เบอร์มา&amp;quot; อาคารโบราณทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์จังหวัดแพร่ ลั่นต้องสร้างกลับมาเหมือนเดิม อธิบดีกรมอุทยานฯ ลงพื้นที่สวนรุกขชาติเชตวัน ยืนยันแนวทางบูรณะฟื้นฟูจะร่วมกับกรมศิลปากร จังหวัดแพร่ และภาคประชาสังคม เพื่อฟื้นฟูอาคารให้เหมือนเดิมที่สุด ส่วนไม้สักที่มีกระแสข่าวว่าหายไปบางส่วนนั้นไม่เป็นความจริง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี​ (ครม.) ​ถึงกรณีการรื้อถอนโบราณสถานอายุ 127 ปีจนเหลือแต่ซาก ซึ่งเป็นอาคารสำนักงานบริษัทบอมเบย์เบอร์มาที่ได้รับอนุญาตให้ทำสัมปทานป่าไม้ใน​จังหวัดแพร่ ว่าได้มีการลงโทษไปแล้ว แม้ว่าจะช้าไปบ้าง แต่วันนี้อย่าลืมว่ากลไกในการบริหารมีหลายระดับ บางอย่างอยู่ในพื้นที่ ซึ่งวันนี้ได้ให้รัฐมนตรีเจ้ากระทรวงลงไปแก้ปัญหาในพื้นที่และไปชี้แจงในสภาแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ยืนยันว่าทุกอย่างต้องสร้างกลับมาเหมือนเดิมและลงโทษผู้ที่ทำความผิด เพราะฉะนั้นการจะรื้อ จะอะไรก็ตามต้องมีแบบแปลนว่ารื้อแล้วจะทำอย่างไร จะสร้างอย่างไรต่อไป ซึ่งถ้าไม่อนุมัติจะไปทำก่อนไม่ได้ ถือเป็นเรื่องที่ต้องไปสอบสวน มีอยู่หลายเรื่องเหมือนกันและทางเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องก็มีการชี้แจงมาแล้ว มันมีประวัติศาสตร์อยู่ในตัวของมันเอง ใช้ในเรื่องการศึกษาและวัฒนธรรม แต่มันต้องปรับปรุงให้อยู่ในสภาพที่ดีขึ้น ถ้ารื้อทิ้งทั้งหมดก็คงไม่ใช่ ก็ต้องทำให้ดีขึ้น แต่คำว่าดีขึ้นก็ต้องดูว่าถ้าซ่อมบางส่วนจะยังแข็งแรงดีอยู่หรือเปล่า ไม่ใช่เข้าไปก็ล้มครืนลงมา ก็จะเจ็บล้มตายกันอีก ดังนั้นเรื่องจะยากหรือง่ายอยู่ที่ผู้ปฏิบัติว่าจะทำอย่างไรให้เกิดความโปร่งใสให้มากที่สุด&amp;rdquo; พล.อ.ประยุทธ์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน เมื่อเวลา 11.30 น. ที่สวนรุกขชาติเชตวัน อำเภอเมือง จังหวัดแพร่ นายธัญญา เนติธรรมกุล อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช พร้อมด้วยนางกานต์เปรมปรีด์ ชิตานนท์ ผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่ และคณะ ลงพื้นที่ติดตามการดำเนินการโครงการปรับปรุงซ่อมแซมอาคารเก่าศูนย์เรียนรู้การป่าไม้ หรืออาคารบอมเบย์เบอร์มาที่มีการรื้อถอนอาคารไปแล้วนั้น โดยขณะนี้ทางกรมศิลปากรได้จัดส่งเจ้าหน้าที่เข้ามาทำการสำรวจ รังวัดขนาดตัวอาคาร เพื่อร่างแบบเทียบกับภาพถ่ายต่างๆ เพื่อฟื้นฟูอาคารกลับคืนมา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายธัญญากล่าวว่า ตนเองเดินทางลงพื้นที่ในครั้งนี้จะไม่ขอกล่าวถึงในอดีต แต่จะเดินหน้ากับประชาชนชาวจังหวัดแพร่ เพราะถ้าพูดถึงอดีตมันไม่จบ จะทำอย่างไรให้อาคารหลังนี้กลับคืนมา อาจจะสวยกว่าเดิม ให้สถานที่แห่งนี้เกิดความสวยงาม อาจจะเป็นสวนสาธารณะ สวนรุกขชาติป่าไม้ในเมือง ซึ่งตัวอาคารก็จะร่วมกับกรมศิลปากรในการออกแบบ ซึ่งอนาคตอาจจะเหมือนเดิม ใกล้เคียงของเดิม หรือดีกว่าเดิม ซึ่งการดำเนินการทุกสิ่งทุกอย่างต้องผ่านการประชาพิจารณ์โดยการมีส่วนร่วมของทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นกรมอุทยานฯ จังหวัด ภาคีเครือข่าย และท้องถิ่น ซึ่งการพัฒนานั้นถือว่าเป็นบทเรียนครั้งยิ่งใหญ่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติฯ กล่าวอีกว่า ขอยืนยันกับพี่น้องเครือข่ายและประชาชนทุกคนว่า ในส่วนตรงนี้ทางกรมอุทยานฯ จะเข้ามาดูแลโดยใกล้ชิด แล้วจะเร่งรัดการดำเนินการให้เสร็จโดยเร็วที่สุด แต่กำหนดวันไม่ได้ว่ามันจะเสร็จกี่วัน เพราะการดำเนินการมันอาจจะเจอปัญหาอุปสรรคอะไรต่างๆ แต่จะพยายามติดตามเร่งรัดให้เสร็จโดยเร็วที่สุด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนเรื่องไม้สักที่มีกระแสข่าวว่าอาจสูญหายหรือลักลอบนำออกไปนั้น ได้ให้เจ้าหน้าที่ติดตามทุกพื้นที่แล้วไม่เป็นความจริง และจะให้ทางกรมศิลปากรตรวจสอบอีกทีว่าไม้อยู่ครบหรือไม่ แต่คาดว่ามันต้องมีเสียหายหลังการรื้อถอน เพราะเรามีกล้องวงจรปิดอยู่แล้วในการตรวจสอบพื้นที่ และจะติดตั้งอีกหลายๆ จุด ไม้ทุกชิ้นต้องครบ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ กรมอุทยานแห่งชาติฯ จะเป็นเจ้าภาพในการตั้งคณะกรรมการพัฒนาพื้นที่ทั้งหมดของสวนรุกขชาติเชตวันประมาณกว่า 30 ไร่ คณะกรรมการจะประกอบด้วยเจ้าหน้าที่จากส่วนราชการและตัวแทนจากภาคประชาชนมาร่วมเป็นกรรมการ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ส่วนเรื่องของการหาคนผิดในครั้งนี้ ไม่ต้องเป็นห่วง เพราะมีการตั้งคณะกรรมตรวจสอบหลายหน่วยงาน ไม่ว่าจะในส่วนของกรมอุทยานฯ จังหวัดแพร่ ป.ป.ช. สตง. ฯลฯ คงต้องให้เวลารวบรวมพยานหลักฐานต่างๆ ให้ครบพร้อมเพื่อได้ตัวคนผิดจริงๆ&amp;quot; นายธัญญากล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้สั่งให้มีการตั้งคณะกรรมการสอบสวน รวมถึงย้ายหัวหน้าสวนรุกขชาติเชตวันแล้ว ส่วนความเสียหายที่เกิดขึ้น กรมอุทยานฯ จะขอรับผิดชอบค่าใช้จ่ายเพื่อบูรณะให้อาคารดังกล่าวกลับมาเหมือนเดิมมากที่สุด ส่วนไม้ที่ถูกคัดแยกออกมา ทางกระทรวงจะเป็นผู้ดูแล หากประชาชนพบว่ามีการนำไม้ดังกล่าวไปขายขอให้รีบแจ้งมา ทางกระทรวงจะดำเนินการให้ถึงที่สุด.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/69508</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธัญญา เนติธรรมกุล, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, วราวุธ ศิลปอาชา, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200623/image_big_5ef1faf02b9c0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>69115</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/06/2020 09:07</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/06/2020 08:58</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ศรีสุวรรณ&#039;แฉมีการเจรจาซื้อขายไม้เก่าชั้นดีบางส่วนที่รื้อจากอาคารบอมเบย์เบอร์มาออกขายไปแล้ว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
19 มิ.ย.63 - นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย เปิดเผยว่า กรณีมีการวิพากษ์วิจารณ์ของประชาชนจำนวนมากเกี่ยวกับการรื้อทุบทำลายอาคารบอมเบย์เบอร์มา อายุ 131 ปี ซึ่งถือว่าเป็นอาคารประวัติศาสตร์ทางด้านการทำไม้ในประเทศไทย ซึ่งตั้งอยู่ในสวนรุกขชาติเชตวัน สังกัดสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 13 (แพร่) โดยอ้างว่าเพื่อปรับปรุงซ่อมแซมให้ดีขึ้น ภายใต้งบพัฒนาจังหวัดแพร่โดยใช้งบประมาณ 4,560,000 บาทนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
การรื้อปรับปรุงซ่อมแซมอาคารดังกล่าวเป็นที่แปลกใจของชาวแพร่ และประชาชนทั่วไปเป็นอย่างมากว่า เหตุใดจึงไม่เป็นไปตามหลักวิชาการ ที่จะต้องมีการทำทะเบียนไม้หรือทำโค๊ตไม้แต่ละชิ้นที่ถอดออกมา เพื่อนำมาฟื้นฟูปรับปรุงซ่อมแซมเพื่อนำกลับไปสร้างใหม่ให้เหมือนเดิม โดยใช้ไม้เดิมๆ จึงจะถือว่าเป็นการอนุรักษ์คุณค่าทางประวัติศาสตร์ของอาคารดังกล่าวให้ยั่งยืนต่อไปได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วิธีการดังกล่าวตรงกันข้ามกับคำให้สัมภาษณ์ของนายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ที่อ้างว่าได้รับรายงานจากนายธัญญา เนติธรรมกุล อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ที่ชี้แจงว่าเป็นการซ่อมแซมอาคารแต่ของบประมาณจังหวัด ส่วนการรื้ออาคารซึ่งเป็นไม้ทั้งหลัง ไม่ได้เอาไม้ไปไหน ไม้ทุกแผ่นยังกองอยู่ที่เดิม ส่วนสาเหตุที่ต้องรื้อไม้ลงมา เพราะฐานรากคอนกรีตของอาคารเสื่อมสภาพ การจะซ่อมแซมได้ต้องทุบทิ้งแล้วทำฐานใหม่&amp;nbsp; เมื่อทำฐานเสร็จก็จะนำไม้ที่รื้อออกมาประกอบเป็นตัวอาคาร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ล่าสุด สมาคมฯได้รับข้อมูลที่ผิดปกติเกี่ยวกับการรื้อทุบทำลายอาคารดังกล่าวจากสายข่าว กอ.รมน.แจ้งว่า มีการเจรจาซื้อขายไม้เก่าชั้นดีบางส่วนที่รื้อออกมาจากอาคารบอมเบย์เบอร์มาออกขายไปแล้ว โดยพ่อค้าไม้เฮือนเก่าจากบ้านปงท่าข้าม อ.สูงเม่น จ.แพร่ โดยมีความพยายามที่จะขนย้ายไม้เก่าออกจากพื้นที่ในเวลากลางคืนเพื่อหลบเลี่ยงการจับกุมของเจ้าหน้าที่ จนทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทุก สภ.ในจังหวัดแพร่ต้องประสานเพื่อดักจับกุม หากมีการลักลอบขนย้ายกันจริง แต่พอเรื่องดังกล่าวเป็นข่าวดังขึ้นมามีการเจรจาขอไม้บางส่วนคืน แต่ถูกปฏิเสธเพราะ &amp;ldquo;คืนไม้ไม่คืนเงิน&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรณ๊ดังกล่าวถ้าเป็นไปตามการแจ้งของสายข่าว กอ.รมน.ย่อมชี้ให้เห็นว่าการรื้อทำลายอาคารบอมเบย์มีเจตนาที่จะไม้เอาไม้เก่ามาประกอบเป็นอาคารเหมือนเดิม หากแต่จะเอาไม้ไม่ทั้งหมดมาดำเนินการ ซึ่งผิดหลักการปรับปรุงซ่อมแซมอาคารอนุรักษ์โดยสิ้นเชิง และสิ่งที่รัฐมนตรีพูดจะถือว่าเป็นการให้ข้อมูลอันเป็นเท็จต่อประชาชนหรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้วยเหตุดังกล่าว สมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย จึงจำต้องนำความไปร้องเรียนกล่าวโทษหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้องทั้งหมดฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดๆในตําแหน่งหรือหน้าที่ หรือกระทําการอันเป็นความผิดต่อตําแหน่งหน้าที่ราชการตามประมวลกฎหมายอาญาหรือตามกฎหมายอื่นต่อ ป.ป.ช. ในวันศุกร์ที่ 19 มิ.ย. 2563 เวลา 10.00 น. ณ สำนักงาน ป.ป.ช. ถนนสนามบินน้ำ จ.นนทบุรี เพื่อมิให้เป็นแบบอย่างที่ไม่สมควรของการปฏิบัติหน้าที่ราชการในทุกกระทรวง ทบวง กรมต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/69115</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธัญญา เนติธรรมกุล, วราวุธ  ศิลปอาชา, ศรีสุววรณ จรรยา, อาคารบอมเบย์ เบอร์มา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200619/image_big_5eec19a3dd503.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>59380</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/03/2020 18:10</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/03/2020 18:10</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ครม.ต่ออายุ ‘ธัญญา เนติธรรมกุล’ นั่งอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติฯอีก1ปี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 มี.ค.63-น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)ว่า ครม.มีมติอนุมัติตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(ทส.) เสนอต่อเวลาการดำรงตำแหน่งของนายธัญญา เนติธรรมกุล อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ซึ่งดำรงตำแหน่งดังกล่าวครบ 4 ปี ไปเมื่อวันที่ 22 ก.พ.ที่ผ่านมา โดยจะต่อไปอีก 1 ปี(ครั้งที่1) ตั้งแต่วันที่ 23 ก.พ.63 ถึง 22 ก.พ.64&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/59380</URL_LINK>
                <HASHTAG>ต่ออายุ, ธัญญา เนติธรรมกุล, มติครม., อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180206/image_big_5a791acadd4a3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>50060</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/11/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/11/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จับ&#039;ชัยวัฒน์&#039;ฆ่าบิลลี่ แจ้ง8ข้อหาหนักรวมพวก4ราย/ดีเอ็นเอมัดแน่น!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศาลอนุมัติหมายจับ &amp;quot;ชัยวัฒน์&amp;quot; พร้อมพวกรวม 4 รายคดีอุ้มฆ่าบิลลี่ แจ้ง 8 ข้อหาหนัก &amp;nbsp;&amp;quot;อธิบดีดีเอสไอ&amp;quot; เตรียมทีมเข้าจับกุม &amp;quot;อดีต หน.อุทยานฯ แก่งกระจาน&amp;quot; ลั่นไม่หนี พร้อมสู้ตามกระบวนการยุติธรรม &amp;quot;บิ๊กตู่&amp;quot; ย้ำทุกอย่างเป็นไปตาม กม.ไม่มีใครช่วยได้ &amp;quot;ปลัด ทส.&amp;quot; ยังไม่สั่งย้ายบอกให้ทำงานตามหน้าที่ต่อ &amp;quot;เมียบิลลี่&amp;quot; ขอ &amp;quot;รมว.ยธ.&amp;quot; ให้ &amp;quot;รองฯ กรวัชร์&amp;quot; คุมคดีให้ถึงที่สุด &amp;quot;ผอ.นิติวิทยาศาสตร์&amp;quot; เผยข่าวดีสกัดสารพันธุกรรมดีเอ็นเอชิ้นกระดูกที่งมได้เทียบกับแม่บิลลี่เพียงพอรอลุ้นผลเร็วนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) วันที่ 11 พ.ย. เวลา 09.00 น. พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เรียกประชุมพนักงานสอบสวนคดีฆาตกรรมนายพอละจี รักจงเจริญ &amp;nbsp;หรือบิลลี่ แกนนำกะเหรี่ยงบ้านโป่งลึก-บางกลอย อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี เพื่อพิจารณาพยานหลักฐานในสำนวนคดีที่รวบรวมได้ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีรายงานว่า ในที่ประชุมได้มีมติมอบหมายให้พนักงานสอบสวนเดินทางไปยังศาลอาญาคดีทุจริตฯ เพื่อขออนุมัติหมายจับนายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร อดีตหัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน กับพวก รวม 4 ราย ในคดีดังกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมา พ.ต.อ.ไพสิฐให้สัมภาษณ์อีกครั้งว่า ในช่วงบ่ายศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ได้อนุมัติหมายจับนายชัยวัฒน์ และพวก รวม 4 ราย ในหลายข้อหา ซึ่งอยู่ระหว่างการตรวจสอบรายละเอียด โดยดีเอสไอจะเร่งประชุมหารือคณะพนักงานสอบสวนเพื่อเตรียมชุดจับกุม อย่างไรก็ตาม หากจะมามอบตัวดีเอสไอก็พร้อมดำเนินการตามขั้นตอนและให้ความเป็นธรรม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางได้อนุมัติหมายจับนายชัยวัฒน์ &amp;nbsp;เป็นผู้ต้องหาที่ 1, นายบุญแทน บุษราคำ ผู้ต้องหาที่ 2 และนายธนเสฏฐ์ หรือนายไพฑูรย์ แช่มเทศ ผู้ต้องหาที่ 3 ในข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน เพื่อปกปิดความผิดอื่นของตน หรือเพื่อหลีกเลี่ยงให้พ้นอาญาในความผิดอื่นที่ตนได้กระทำไว้, ร่วมกันหน่วงเหนี่ยว หรือกักขังผู้อื่น หรือกระทำด้วยประการใดให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกาย เป็นเหตุให้ผู้ถูกหน่วงเหนี่ยวถูกกักขังหรือต้องปราศจากเสรีภาพในร่างกายนั้นถึงแก่ความตาย, ร่วมกันมีอาวุธข่มขืนใจผู้อื่นให้ยอมให้หรือยอมจะให้ตนหรือผู้อื่นได้ประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สิน โดยใช้กำลังประทุษร้ายหรือโดยขู่เข็ญว่าจะทำอันตรายต่อชีวิต &amp;nbsp;ร่างกาย เสรีภาพ ชื่อเสียง หรือทรัพย์สินของผู้ถูกขู่เข็ญหรือของบุคคลที่สาม จนผู้ถูกข่มขืนใจยอมเช่นว่านั้น, ร่วมกันปล้นทรัพย์โดยมีอาวุธปืน โดยใช้ยานพาหนะเพื่อกระทำผิดติดตัวไปด้วยเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย, ร่วมกันโดยทุจริตหรือเพื่ออำพรางคดีกระทำการใดๆ แก่ศพหรือสภาพแวดล้อมในบริเวณที่พบศพก่อนการชันสูตรพลิกศพเสร็จสิ้น ในประการที่น่าจะทำให้การชันสูตรพลิกศพหรือผลทางคดีเปลี่ยนแปลงไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 289 (4)(7), 309, 310, 33, 340, 340 ตรี &amp;nbsp;ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 50 ทวิ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และร่วมกันเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่จัดการหรือรักษาทรัพย์ใดเบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตน หรือเป็นของผู้อื่นโดยทุจริต, ร่วมกันเป็นเจ้าพนักงานใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบ ข่มขืนใจเพื่อให้บุคคลใดมอบให้หรือหามาให้ซึ่งทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่ตนเองหรือผู้อื่น, ร่วมกันเป็นเจ้าพนักงาน เจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่งหรือหน้าที่ หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหรือหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 147, 148 พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 123/1 และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 172
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ได้ออกหมายจับนายกฤษณพงษ์ จิตต์เทศ ผู้ต้องหาที่ 4 เนื่องจากไม่ได้เป็นข้าราชการ &amp;nbsp;จึงถูกแจ้งข้อกล่าวหาให้การสนับสนุนการกระทำความผิดดังกล่าว
&amp;#39;ชัยวัฒน์&amp;#39; ลั่นไม่หนี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนศาลอนุมัติหมายจับนั้นนายชัยวัฒน์ได้มารอต้อนรับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ที่เดินทางตรวจเยี่ยมอุทยานแห่งชาติเอราวัณ อ.ศรีสวัสดิ์ จ.กาญจนบุรี และมอบนโยบายการบริหารจัดการการท่องเที่ยวในอุทยานแห่งชาติ การเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์หมอกควัน การบริหารจัดการน้ำ และมาตรการรองรับภัยแล้ง ซึ่งมีนายวราวุธ ศิลปอาชา &amp;nbsp;รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, นายธัญญา เนติธรรมกุล อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า &amp;nbsp;และพันธุ์พืชให้การต้อนรับ โดยนายชัยวัฒน์ยังมีสีหน้าที่ยิ้มแย้มและพูดคุยกับเจ้าหน้าที่อื่นๆ ตามปกติ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายชัยวัฒน์กล่าวว่า เรื่องหมายจับเห็นมีเพียงข่าวออกมา แต่เป็นจังหวะที่ตนมารับผู้ใหญ่ ไม่ได้หนีไปไหนตามที่มีกระแสข่าว เพราะตนก็มีที่ทำงานเป็นหลักแหล่ง ที่จริงใช้การออกหมายเรียกก็ได้แล้ว &amp;nbsp;แต่เมื่อออกหมายจับแล้วก็ยินดีจะไปให้ความร่วมมือ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายชัยวัฒน์กล่าวว่า เราเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐก็ต้องทำตามกระบวนการยุติธรรมเช่นเดียวกับการที่เอาคนอื่นเข้ากระบวนการยุติธรรม ก็จะได้รู้ว่าใครผิดหรือใครถูกในเรื่องคดีทรัพยากรธรรมชาติ ยืนยันว่าทุกอย่างทำไปตามกระบวนการและขั้นตอนของกฎหมาย ก็ให้เป็นไปตามกระบวนการที่ถูกต้อง ไม่มีปัญหา แต่อย่าสร้างกระแสทุกวัน เพราะรู้สึกว่าเจ้าหน้าที่และสถาบันก็จะเสื่อมไปด้วย เพราะจริงเท็จอย่างไรก็ยังไม่รู้ และใครผิดหรือถูกก็ยังไม่รู้ แล้วจะมาบอกว่าใครผิดใครถูกก็ไม่ใช่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ผมไม่อยากเห็นกระบวนการยุติธรรมที่ออกข่าวรายวัน ทุกอย่างก็ว่าไปตามขั้นตอน เมื่อเขาออกหมายจับเราก็พร้อมไปให้ความร่วมมือ และต้องรอดูว่าศาลจะออกหมายจับหรือไม่ ผมไม่ได้กังวลเพราะบอกแล้วว่าไม่ได้ทำและไม่รู้เรื่อง เจ้าหน้าที่ทุกคนไม่รู้เรื่อง ผมสงสารเจ้าหน้าที่ของผม เขาไม่รู้เรื่องอะไรด้วย ทุกคนทำตามหน้าที่ วันนี้มีกระแสอย่างนี้ก็อยากให้สังคมเข้าใจว่าพวกผมไม่ได้หนีไปไหน และขอให้ว่าไปตามกระบวนการยุติธรรม หลักฐานชัดเจนแค่ไหนก็ให้ว่าไปตามนั้น ไม่อยากให้มีอะไรที่เป็นเท็จ หรือถูกสร้างขึ้นมา&amp;quot; นายชัยวัฒน์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม กล่าวเรื่องหมายจับนายชัยวัฒน์ระหว่างลงพื้นที่ จ.ราชบุรีว่า ได้รับรายงานแล้ว เรื่องคดีก็ว่ากันไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ผมไม่ได้กำชับอะไรเป็นพิเศษ ปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม แม้นายชัยวัฒน์จะเป็นเจ้าหน้าที่รัฐระดับสูงก็ตาม ยืนยันไม่มีใครช่วยใครได้ แม้จะรู้จักกับใครหรือจะมาบอกว่ารู้จักกับผมก็ตาม ทุกอย่างต้องเป็นไปตามกฎหมาย&amp;quot; พล.อ.ประยุทธ์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) กล่าวว่า กระทรวงจะต้องรอคำสั่งศาลว่าจะให้ดำเนินการอย่างไร ซึ่งน้อมรับคำสั่งศาล ส่วนคดีก็ดำเนินการไปตามกฎหมาย นายชัยวัฒน์ก็ต้องไปสู้คดีในชั้นศาล&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;หากศาลมีคำตัดสินอย่างไรก็น้อมรับ ไม่ปกป้องคนผิด ถ้ายังไม่มีคำตัดสินของศาลก็ไม่สามารถดำเนินการอะไรได้ ยึดคำตัดสินของศาลเป็นหลัก&amp;quot; นายวราวุธกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนนายจตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) กล่าวว่า ทางคดีก็คงต้องให้นายชัยวัฒน์และผู้ถูกออกหมายจับต่อสู้คดีตามกระบวนการยุติธรรม เรื่องการทำงานก็จะยังให้ทำงานตามปกติ ไม่มีการย้ายใดๆ ทั้งสิ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;กรณีที่นายชัยวัฒน์ถูกแจ้งความดำเนินคดีขณะปฏิบัติหน้าที่หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานนั้น ผมจะเข้าไปดูรายละเอียดการทำงานในช่วงนั้นว่าเป็นอย่างไรบ้าง แล้วค่อยมาพิจารณาอีกครั้งว่าจะดำเนินการอย่างไร โดยเรื่องนี้ต้องแบ่งเป็น 2 ส่วน คือเรื่องส่วนตัวที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรม และการปฏิบัติงานในฐานะเจ้าหน้าที่รัฐขณะถูกกล่าวหา ซึ่งต้องแยกออกจากกัน&amp;quot; ปลัด ทส.กล่าว
หลักฐาน DSI มัดแน่น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน นายสุรพงษ์ กองจันทึก ทนายความ ในฐานะประธานมูลนิธิผสานวัฒนธรรม นำ น.ส.พิณนภา พฤกษาพรรณ หรือมึนอ ภรรยานายพอละจี รักจงเจริญ หรือบิลลี่ แกนนำกะเหรี่ยงบ้านโป่งลึก-บางกลอยเข้ายื่นหนังสือต่อนายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.ยุติธรรม หลังดีเอสไอขอศาลออกหมายจับนายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร อดีตหัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน กับพวก รวม 4 ราย เพื่อขอให้ พ.ต.ท.กรวัชร์ ปานประภากร รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ รับผิดชอบสอบสวนคดีฆาตกรรมนายบิลลี่ต่อไป พร้อมเร่งรัดให้ออก พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย &amp;nbsp;และออกมาตรการคุ้มครองปกป้องนักสิทธิมนุษยชน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสุรพงษ์กล่าวว่า ตนขอให้รัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรมเร่งดำเนินการใน 3 ประเด็น คือ ขอให้แต่งตั้งหรือมอบหมายให้ พ.ต.ท.กรวัชร์เป็นหัวหน้าชุดสืบสวน หรือเป็นผู้รับผิดชอบทำคดีฆาตกรรมนายบิลลี่ต่อไป แม้ผู้ที่รับช่วงต่อจะมีความสามารถแต่ไม่เคยทำคดีนี้มาก่อน อาจต้องใช้เวลาศึกษาทำให้คดีมีความล่าช้าไม่ต่อเนื่อง, ขอให้นำร่าง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการทำให้บุคคลสูญหายเข้าสู่การประชุมของสภาผู้แทนราษฎร พร้อมให้เร่งตราเป็นกฎหมายโดยเร็ว และขอให้มีมาตรการป้องกันและคุ้มครองนักกิจกรรมเพื่อสิทธิมนุษยชน โดยจัดทำข้อมูล white list เพื่อให้เจ้าหน้าที่ช่วยดูแล &amp;nbsp;เนื่องจากก่อนหน้านี้กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพเคยยกร่างกฎหมายดังกล่าวแล้ว แต่หลังจากมีการเปลี่ยนอธิบดีคนใหม่เรื่องก็เงียบหายไป จึงอยากให้เร่งดำเนินการ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถามถึงกรณีศาลอนุมัติออกหมายจับนายชัยวัฒน์และพวกแล้ว นายสุรพงษ์กล่าวว่า ผู้ต้องหาที่ถูกออกหมายจับยังไม่ใช่ผู้ที่กระทำความผิด เพียงแต่เป็นผู้ที่เจ้าหน้าที่มีข้อมูลที่สงสัย ก็ต้องเปิดโอกาสให้เขาชี้แจงข้อเท็จจริง ซึ่งขั้นตอนนี้เป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมาย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วน น.ส.พิณนภากล่าวว่า ดีใจที่ พ.ต.ท.กรวัชร์ได้เลื่อนตำแหน่งสูงขึ้น แต่ชาวบ้านบางกลอยต้องการให้ พ.ต.ท.กรวัชร์ทำคดีฆาตกรรมนายบิลลี่ต่อจนจบ จึงต้องการให้รัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรมมีคำสั่งให้ พ.ต.ท.กรวัชร์รับผิดชอบคดีดังกล่าวจนกว่าคดีความจะถึงที่สุด สำหรับตนหลังจากทราบว่าผู้ต้องหาคดีฆาตกรรมนายบิลลี่ถูกออกหมายจับก็ไม่ได้ติดใจอะไร อยากให้เขารับสารภาพและออกมาขอโทษสังคม กล้ารับผิดชอบในสิ่งที่ทำลงไป เพราะเรื่องนี้ไม่ควรจะเกิดขึ้น หากเกิดกับครอบครัวของผู้ต้องหาเองจะรู้สึกอย่างไร คนที่กล้าทำความผิดก็ควรกล้าออกมายอมรับความผิดที่ตนเองทำ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;อยู่ในหมู่บ้านบางครั้งก็กลัว บางครั้งก็ไม่กลัว เมื่อชาวบ้านถามว่าออกมาเรียกร้องสิทธิให้บิลลี่ ไม่กลัวถูกอุ้มหายหรือ ถูกถามแบบนี้ก็รู้สึกกลัว แต่ตอนนี้คดีมีความคืบหน้าก็ไม่กลัวแล้ว และดีใจที่ดีเอสไอทำให้คดีมีความคืบหน้า แตกต่างจากความรู้สึกเมื่อก่อนที่ไม่มีความหมายอะไรเลย ตอนนี้ก็ขึ้นอยู่กับศาลว่าจะอนุมัติหมายจับหรือไม่ และไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไรก็เชื่อในเรื่องของกฎแห่งกรรม&amp;quot; ภรรยานายบิลลี่กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.ยุติธรรม กล่าวว่า ขอยืนยันเรื่องใดที่ไม่ผิดกฎหมายก็จะทำให้ตามที่ร้องขอทั้งหมด และเชื่อว่า พ.ต.ท.กรวัชร์จะทำงานเสร็จทันตามที่รับปากไว้ 3 เดือน ซึ่งจะครบกำหนดวันที่ 2 ธ.ค.นี้ โดยอาจจะเสร็จก่อนกำหนด และขณะนี้ พ.ต.ท.กรวัชร์ยังมีตำแหน่งเป็นรองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เมื่อได้รับการโปรดเกล้าฯ จึงจะขาดจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ ในช่วงนี้จึงยังดูแลคดีอยู่ ไม่ต้องเป็นห่วงขอให้สบายใจได้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;คดีนี้ พ.ต.ท.กรวัชร์ไม่ใช่พนักงานสอบสวน แต่เป็นผู้บริหารทำหน้าที่กำกับดูแล เหมือนผมเป็นรัฐมนตรีก็แค่กำกับดูแล ไม่ได้ลงไปในรายละเอียด หรือชี้ให้ไปซ้ายไปขวา ขณะนี้ พ.ต.ท.กรวัชร์ทำงานเสร็จไปแล้ว 99 เปอร์เซ็นต์ คดีไปถึงขั้นขออนุมัติหมายจับจากศาลแล้ว&amp;quot; รมว.ยุติธรรมกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ พ.ต.ท.วรรณพงษ์ คชรักษ์ ผอ.สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กล่าวถึงการตรวจพิสูจน์หาสารพันธุกรรมหรือดีเอ็นเอจากวัตถุพยานชิ้นกระดูก 8 ชิ้น ที่ดีเอสไองมขึ้นมาได้จากร่องน้ำลึกในอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานว่า ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างกระบวนการตรวจสอบเปรียบเทียบดีเอ็นเอชิ้นส่วนกระดูก ซึ่งเป็นขั้นตอนทางวิทยาศาสตร์ ยังตอบไม่ได้ว่าดีเอ็นเอที่พบจะเพียงพอและสามารถนำไปเปรียบเทียบกับดีเอ็นเอของนายบิลลี่ได้หรือไม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เบื้องต้นบอกได้เพียงว่า วัตถุพยานสามารถสกัดสารพันธุกรรมได้มากกว่าชิ้นส่วนกะโหลกชิ้นแรก ที่นำไปตรวจสอบเปรียบเทียบไมโทรคอนเดรียตรงกับนางโพเราะจี รักจงเจริญ แม่ของนายบิลลี่&amp;quot; ผอ.สถาบันนิติวิทยาศาสตร์กล่าว.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/50060</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมสอบสวนคดีพิเศษ, จตุพร บุรุษพัฒน์, ธัญญา เนติธรรมกุล, พ.ต.ท.วรรณพงษ์ คชรักษ์, พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, พอละจี รักจงเจริญ, พิณนภา พฤกษาพรรณ, วราวุธ ศิลปอาชา, สมศักดิ์ เทพสุทิน, สุรพงษ์ กองจันทึก, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, ไพฑูรย์ แช่มเทศ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191111/image_big_5dc97e2b39322.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>46383</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/09/2019 08:59</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/09/2019 08:58</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศูนย์เฝ้าระวังช้างป่าเตือนภัยล่วงหน้า อีกขั้นความสำเร็จ &quot;กุยบุรีโมเดล&quot;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในหลวงร.9 ทรงมีพระราชดำริให้คนกับช้างสามารถอยู่ร่วมกันได้

เมื่อช่วง 20กว่าปีก่อน ช้างป่าที่กุยบุรี ประจวบคีรีขันธ์ กับคนในพื้นที่กลายเป็นศัตรูเข่นเคี่ยวกัน เพราะช้างออกจากป่ามาทำลายพืชไร่ กินสับปะรดที่ชาวบ้านปลูก สร้างความเสียหายให้ชาวไร่ &amp;nbsp;จนปี . 2540ช้างป่าจำนวน 2 ตัว เสียชีวิต หนึ่งตัวได้รับสารพิษจากการทำไร่สับปะรดบริเวณพื้นที่บ้านรวมไทยหมู่ที่ 7 ตำบลหาดขาม อำเภอกุยบุรี และอีก 1 ตัว ถูกยิงเสียชีวิตและ ยังถูกเผาทิ้งด้วยยางรถยนต์บริเวณบ้านพุบอน หมู่ที่ 8 ตำบลหาดขาม อำเภอกุยบุรีเนื่องจากเข้ามากินสับปะรดที่ชาวบ้านปลูกไว้&amp;nbsp;
เหตุการณ์ช้างป่าเสียชีวิตทั้ง 2ตัว ทำให้พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร&amp;quot; ในหลวง ร. 9 &amp;nbsp;ทรงมีพระราชดำริเมื่อวันที่19 มิ.ย. 2540 ว่า &amp;ldquo;ให้ดำเนินการอนุรักษ์และฟื้นฟูสภาพป่าบริเวณป่าสงวนแห่งชาติป่ากุยบุรีโดยใช้รูปแบบในการฟื้นฟูเช่นเดียวกับการดำเนินงานของโครงการศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทรายฯจังหวัดเพชรบุรี และโครงการฟื้นฟูที่ดินเสื่อมโทรมเขาชะงุ้มฯ จังหวัดราชบุรี&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ต่อมาทรงมีพระราชดำริเมื่อวันที่&amp;nbsp;29พ.ค. 2541 ว่า ให้ปลูกป่าโดยไม่ต้องปลูกโดยปล่อยให้ขึ้นเองตามธรรมชาติซึ่งจะทำให้ประหยัดงบประมาณไปได้มาก &amp;nbsp; ให้ปลูกสับปะรดที่คุณภาพไม่จำเป็นต้องดีนักสำหรับเป็นอาหารช้าง &amp;nbsp;เพื่อให้คนและช้างสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างปกติสุข &amp;nbsp;ทรงแนะให้ดึงชาวบ้านมาช่วยดูแลพืชอาหารช้างพร้อมทั้งให้ค่าตอบแทนกับชาวบ้าน หรือไม่มีที่พักให้จัดที่พักอาศัยให้โดยไม่ต้องแพงนักและให้ปลูกผักสวนครัวในพื้นที่ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นอกจากนี้ ยังทรงแนะให้มีการฟื้นฟูป่า ให้สมบูรณ์ขึ้น เพื่อแก้ปัญหาไม่ให้ช้างป่าออกมาหากินภายนอก &amp;nbsp;และยังทรงมีพระราชดำริอีกหลายครั้ง เกี่ยวกับการแก้ปัญหาช้างป่า แต่ครั้งสำคัญคือ ทรงมีพระราชริเมื่อวันที่5 กรกฎาคม พ.ศ. 2542ความว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;quot; ช้างควรอยู่ในป่า เพียงแต่ต้องทำให้ป่านั้นมีอาหารช้างให้เพียงพอการปฏิบัติ คือ ให้ไปสร้างอาหารในป่าเป็นแปลงเล็ก ๆ และกระจาย &amp;nbsp;กรณีช้างออกมาที่ชายป่า ต้องให้ความปลอดภัยกับช้างบ้าง&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
จากแนวพระราชดำริ ทำให้เป็นที่มาของโครงการอนุรักษ์ช้างป่ากุยบุรี ที่ดำเนินงานมาตั้งแต่ปี 2542-2558 ซึ่งมีจุดเริ่มต้นมาจากโครงการอนุรักษ์และฟื้นฟูสภาพปาสงวนแห่งชาติปากุยบุรีอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (2542-2549) &amp;nbsp;นอกจากนี้ ยังมีโครงการอนุรักษ์ ตามมาอีก 2 โครงการ ซึ่งเป็นการขยายผลจากโครงการพระราชดำเริ&amp;nbsp;ได้แก่ โครงการ&amp;quot;ช้างป่า...บ้านพ่อ&amp;quot; (2553-2555) และ พันธะสัญญาเทือกเขาตะนาวศรี 2555 &amp;nbsp;
นอกจากนี้ยังมีการดำเนินงานต่อเนื่องของมูลนิธิช้างป้า...บ้านพ่อ 2555 ,โครงการ POWER of Kuiburi แผนยุทธศาสตร์&amp;quot;คน ข้าง ป้า&amp;quot; (2556 - 2556) &amp;nbsp; แผนยุทธศาสตร์ &amp;quot;คนข้าง ป้า&amp;quot;ระยะที่สอง ( 2556- 2558)ครอบคลุม3ยุทธศาสตร์ หลัก 11 กลยุทธ์ 22 กิจกรรม.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แผนผังแปลงหญ้าที่ปลูกกระจายในป่า ตามแนวพระราชดำริ เพื่อให้ช้างมีแหล่งอาหารไม่ต้องออกจากป่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
จนมาถึงวันนี้ โครงการให้ช้างอยู่ร่วมกับคน หรือคนอยู่ร่วมกับช้าง หรือที่เรียกว่า&amp;quot;กุยบุรีโมเดล&amp;quot;นับว่าประสบความสำเร็จ สามารถลดปัญหาความขัดแย้ง ระหว่างคนกับช้างได้ ช้างออกมาทำลายพืชผลทางการเกษตรในพื้นให้น้อยลง ซึ่งช่วยทำให้ชาวบ้านมีทัศนะคติต่อช้างป่าดีขึ้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ในปี2560 มีการตั้งศูนย์เฝ้าระวังช้างป่าด้วยระบบเตือนภัยล่วงหน้า ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช จับมือ กลุ่มบริษัททรู และองค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล ประเทศไทย (WWF) &amp;nbsp;WWF โดยนำเทคโนโลยี IOT นำเทคโนโลยี IOT เสริมศักยภาพการบริหารจัดการลดความขัดแย้งระหว่างคนกับช้างป่าบุรี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
โดยกลุ่มทรูได้ประยุกต์ใช้นวัตกรรมเทคโนโลยีการสื่อสารร่วมกับการใช้กล้องดักถ่ายภาพอัตโนมัติ (camera trap) และพัฒนาระบบเตือนภัยล่วงหน้า (Early Warning System) ในคอมพิวเตอร์และสมาร์ทโฟนแบบเรียลไทม์ เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของเจ้าหน้าที่ในการเฝ้าระวังช้างป่าออกนอกพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมสนับสนุนด้านพัฒนาระบบ Cloud / Application / Camera trap พร้อม SIM จำนวน 25 ชุด &amp;nbsp;เสาสัญญาณ3 จุด &amp;nbsp;โทรศัพท์มือถือ 16 เครื่อง &amp;nbsp; อาคารศูนย์ปฏิบัติการพร้อมระบบคอมพิวเตอร์ และยังมอบกรมธรรม์คุ้มครองอุบัติเหตุให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติการผลักดันช้างป่า &amp;nbsp;ซึ่งนอกจากจะช่วยผลักดันช้างให้กลับเข้าป่าได้เกือบ 100% แล้วยังสามารถยืนยันหลักฐานการเพิ่มขึ้นของประชากรช้างป่าอย่างต่อเนื่องจาก 237 ตัว เป็น 400 ตัว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวราวุธ ศิลปอาชา เปิดงานศูนย์เฝ้าระวังเตือนภัยช่างป่า ที่กลุ่มทรูสนับสนุนเทคโนโลยี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ในพิธีเปิดศูนย์เฝ้าระวังช้างป่าด้วยระบบเตือนภัยล่วงหน้า อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 14 ก.ย.2562 นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม มาเป็นประธานเปิดงาน พร้อมกับกล่าวว่ากรมอุทยานแห่งชาติฯ ได้น้อมนำพระราชดำรัสของ ในหลวงรัชกาลที่ 9 &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 5 ก.ค.2542 ว่าช้างป่าควรอยู่ในป่า เพียงแต่ต้องทำให้ป่านั้นมีอาหารเพียงพอ การปฎิบัติคือ ให้ไปสร้างอาหารในป่า เป็นแปลงเล็กๆ &amp;nbsp;และกระจายและถ้ามีช้างออกจากป่า ก็ควรดูแลให้ช้างปลอดภัย ทางกรมอุทยานฯจึงน้อมน้ำพระราชดำริมาแก้ปัญหา ส่งผลให้ปัญหาได้คลี่คลายไปแล้วระดับหนึ่ง และต่อมากรมอุทยานฯและกลุ่มทรู ได้ทำบันทึกความเข้าใจ ร่วมมือตามโครงการเฝ้าระวังช้างป่า ด้วยระบบเตือนภัยล่วงหน้าในพื้นที่อุทยานกุยบุรี พื้นที่รอยต่อระหว่างเขตอนุรักษ์กับพื้นที่เกษตรของชาวบ้าน &amp;nbsp;ซึ่งระบบนี้ได้ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการสื่อสาร ร่วมกับการใช้กล้องดักถ่ายภาพอัติโนมัติ( Camera trap) &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; และพัฒนาระบบเตือนภัยล่วงหน้า &amp;nbsp; &amp;nbsp; ในคอมพิวเตอร์และสมาร์ทโฟน แบบReal time หากมีช้างป่าออกมา ก็จะมีเจ้าหน้าที่ชุดที่เตรียมไว้เฝ้าระวังผลักดันช้างกลับเข้าไปในป่า&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;quot;ผลของโครงการเฝ้าระวัง สามารถผลักดันช้างออกจากป่าจาก 25% เหลือ 5% &amp;nbsp;สามารถลดความเดือดร้อนของเกษตรกรได้ แต่การแก้ปัญหาระยะยาวคือ ต้องทำให้ป่าสมบูรณ์มีอาหาร &amp;nbsp;ช้างก็จะไม่ออกมา คนกับช้างก็จะอยู่ร่วมกันได้ ซึ่งถ้าป่าไม่มีอาหาร ช้างก็จะหิว ต้องออกมานอกพื้นที่ &amp;nbsp;ดังนั้นการแก้ปัญหาต้องคิดถึงใจของช้างบ้าง เพราะช้างไปบ่นกับใครไม่ได้ ซึ่งกระทรวงทรัพย์ฯเอง ก็มีนโยบายเพิ่มพื้นที่ป่านตอนนี้ เรามีอยู่ 30% ซึ่งเราตั้งเป้าอีก 20ปีช้างหน้าเราจะต้องมีพื้นที่ป่าเพิ่มขึ้นให้ได้ในสัดส่วน 40%&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ดร.ธีระพล ถนอมศักดิ์ยุทธ์ ผู้บริหารจากกลุ่มทรู กล่าวอธิบายถึง &amp;nbsp;การทำงานของระบบ Elephant smart early &amp;nbsp;warning system จะติดตั้ง camera trap พร้อม Sim และSD card บริเวณด่านที่่ช้างออกมาทั้ง 25ด่าน เมื่อช้างหรือวัตถุใดๆ เคลื่อนไหวผ่าน กล้องจะทำการบันทึก และส่งภาพไปยังระบบ Cloud โดยเจ้าหน้าที่ห้องศูนย์ปฎิบัติการ จะทำการสกรีนภาพ และส่งภาพผ่านมือถือเข้า อีเมลล์ ของเจ้าหน้าผ่านระบบ Application Smart Ranger เพื่อแจ้งเตือนให้เจ้าที่ดำเนินการผลักดันช้างออกจากพื้นที่ &amp;nbsp;และเมื่อผลักดันสำเร็จจะต้องทำการบันทึกข้อมูลต่างๆ &amp;nbsp;เช่น พิกัดด่านที่ช้างออกมา จำนวนช้าง เวลา ความเสียหายเป็นต้น ซึ่งระบบCloud จะทำการประมวลผล เพื่อใช้ในการวิเคราะห์แก้ปัญหาต่อไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เจ้าหน้าที่โชว์ระบบเตือนภัยช้างป่า ที่กลุ่มทรูสนับสนุนเทคโนโลยี และได้ผลสามารถผลักดันช้างกลับเข้าสู่ป่า ไม่ทำลายพืชผลเกษตรชาวบ้านได้อย่างดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;quot;เราเริ่มโครงการจริงๆเมื่อเดือนมี.ค.61 ในแผนความร่วมมือ 20เดือน &amp;nbsp;และเริ่มใช้งานของระบบเมื่อเดือนต.ค.ปีเดียวกัน ผลที่ได้ชัดเจน ลดความเสียหายพื้นที่ของเกษตรกรกว่า 168 ครั้ง หลังติดตั้งกล้องพบพื้นที่เกษตรเสียหายเพียง 2ครั้งเท่านั้น เกิดจากช้างป่าตัวนั้นไม่ได้เดินผ่านกล้่อง เทียบกับกลุ่มช้างป่าที่เดินผ่านกล้อง ไม่สามารถเข้าถึงพื้นที่เกษตรกรรม ทำให้ไม่พบความเสียหายเลย&amp;quot;ดร.ธีระพลกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โชว์การปฎิบัติงานระบบเตือนภัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นายธัญญา เนติธรรมกุล อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กล่าวว่า จากการรายงานในช่วงตั้งแต่เดือนพ.ย.61 ถึงปัจจุบัน หรือในช่วง 10เดือน พบว่ากล้องดักถ่ายภาพสัตว์ป่าอัติโนมัติ สามารถบันทึกภาพช้างป่าได้ 518ครั้ง รวม 1,826ภาพ ส่วนพื้นที่ ได้พบข้างป่าบางแห่ง ได้ก่อให้เกิดความเสียหายพืชผลเกษตรกรเพียงจขำนวน 27ครั้ง หากเปรียบเทียบเชิงสถิติ ในก่อนมีการติดตั้งกล้อง ในช่วง พ.ย.60-ส.ค.61 พบว่าช้างป่าออกมาทำลายพืชผลเกษตร 628ครั้ง และสร้างความเสียหายพืชผลทางการเกษตร 217ครั้ง แสดงให้เห็นผลสำเร็จการติดตั้งกล้องดักถ่ายอัติโนมัติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รมว.ทส.ดูงานห้องปฎิบัติการเฝ้าระวังเตือนภัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
โครงการดึงช้างกลับเข้าป่า และให้คนอยู่กับช้างได้ ตามแบบของ&amp;quot;กุยบุรีโมเดล &amp;quot;เป็นการทำตามแนวพระราชดำริ คือ &amp;nbsp; การสร้างแหล่งอาหารให้ช้างด้วยการทำแปลงหญ้ากว่า 200 ชนิด ในป่า และออกแบบให้เป็นแปลงเล็กๆ กระจายตามที่ต่างๆ &amp;nbsp; และการแบ่งแนวบัฟเฟอร์ ระหว่างพื้นที่ป่า กับพื้นที่ชาวบ้าน &amp;nbsp;นอกจากนี้ ยังสร้างแหล่งน้ำ ไว้ตามจุดต่างๆ &amp;nbsp;ซึ่งในหน้าแล้งช้างจะได้มีน้ำกิน &amp;nbsp;แหล่งน้ำนี้ มีเครือข่ายฝ่ายทหาร ฝ่ายปกครอง ร่วมมือนำน้ำมาเติม &amp;nbsp;โดยมีการทำบ่อบาดาลไว้พื้นที่ใกล้เคียง และใช้พลังงานจากโซลาร์เซลล์ สูบน้ำมาเติมให้ช้าง &amp;nbsp;ทางโครงการยังมีแผนที่จะทำแหล่งอาหารให้ช้างลึกเข้าไปในป่าเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพื่อเป็นการดึงช้างกลับเข้าป่าไม่ออกมาพื้นที่ภายนอก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นิทรรศการในงานบอกเล่าพระราชดำริ ในหลวง ร.9 ก่อนมาเป็นกุยบุรีโมเดล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
กำนันศรีสวัสดิ์ บุญมา กำนันต.หาดขาม อ.กุยบุรี กล่าวว่า การดำเนินงานของกุยบุรีโมเดล ซึ่งมี13หน่วยงานที่ได้มาร่วมกันทำโครงการพระราชดำริ เพื่อให้สัตว์ป่ามีที่อยู่ ที่อาศัย ที่กิน &amp;nbsp;เพราะถ้ามีแหล่งอาหารครบเขาก็จะไม่ออกมาทำลายพืชไร่ &amp;nbsp;ซึ่งการที่มีบางคน ที่เป็นส่วนน้อยออกมาเรียกร้อง ให้มีการสร้างรั้วป้องกันช้างออกมาไปเหมือนที่ป่าละอูทำอยู่ตอนนี้ ไม่ใช่วิธีการแก้ปัญหา &amp;nbsp;พวกผู้นำชุมชนและหลายหน่วยงานที่ร่วมทำโครงการพระราชดำริ จะดำเนินรอยตามในหลวงร.9 เท่านั้น &amp;nbsp;คือการทำให้ป่าสมบูรณ์ &amp;nbsp;และการผลักดันช้างออกไป ไม่สร้างผลกระทบกับสัตว์ป่าไม่ใช่การทำร้ายสัตว์ &amp;nbsp;เพราะในความเป็นจริง ถ้าคนไปกดดันช้างมากๆ สร้างรั้ว ช้างกลับออกไปไม่ได้ ช้างจะมีความเครียด พฤติกรรมเขาจะเปลี่ยน จะหันมาสู้ หรือทำร้ายคน ดังนั้น การทำป่าให้เป็นบ้านของช้างจึงเป็นวิธีที่ถูกต้องที่สุด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;quot;ความพยายามที่ผ่านมาตั้งแต่ปี2542-2558 ของกุยบุรีโมเดล ถือว่าประสบความสำเร็จ แม้แต่ต่างชาติก็มาดูงาน &amp;nbsp; พระราชดำริของในหลวงร. 9 &amp;nbsp;ทรงขอพื้นที่ให้ช้างอยู่ได้ ถ้าไม่ทรงขอ คนจะบุกรุกหมด &amp;nbsp;และทรงพยายามทำให้ะช้างอยู่ได้ คนอยู่ได้ ตอนนี้ การท่องเที่ยวกุยบุรีสร้างรายได้ให้คนในพื้นที่ ความเกลียดชังช้างของคนก็ลดลงไป &amp;nbsp;ช้างออกมาเดินให้นักท่องเที่ยวได้ดู &amp;quot;กำนันศรีสวัสดิ์กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
---------------------------&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.ในหลวงร.9 ทรงมีพระราชดำริให้คนกับช้างสามารถอยู่ร่วมกันได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.-3.ช้างป่ากุยบุรี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4.ภาพนิทรรศการ บอกเล่าความเป็นมาของโครงการกุยบุรีโมเดล ที่ประสบความสำเร็จ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5.แผนผังแปลงหญ้าที่กระจายปลูกในป่า เพื่อให้ช้างมีแหล่งอาหารไม่ต้องออกมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6.นายวราวุธ ศิลปอาชา เปิดงานศูนย์เฝ้าระวังเตือนภัยช่างป่า ที่กลุ่มทรูสนับสนุนเทคโนโลยี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7.รมว.ทส.ดูงานห้องปฎิบัติการเฝ้าระวังเตือนภัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8.การทำงานของเจ้าหน้าที่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/46383</URL_LINK>
                <HASHTAG>Elephant smart early  warning system, กรมอุทยานแห่งชาติ, กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.), กุยบุรีโมเดล, ธัญญา เนติธรรมกุล, ธีระพล ถนอมศักดิ์ยุทธ์, วราวุธ ศิลปอาชา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190923/image_big_5d8822262d4d3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
