<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>91313</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/01/2021 19:50</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/01/2021 19:50</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ขนส่งเคาะเกณฑ์ขยายอายุรถแท๊กซี่9ปีเป็น12ปี </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;28 ม.ค.2564 นายธานี สืบฤกษ์ รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบก(ขบ.) เปิดเผยว่า ตามที่คณะรัฐมนตรี(ครม.)มีมติเห็นชอบให้ขยายอายุการใช้งานของรถยนต์รับจ้างบรรทุกคนโดยสารไม่เกินเจ็ดคน หรือ รถแท็กซี่ที่จดทะเบียนภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2563 ให้สามารถขยายอายุการใช้งานจาก 9 ปี เป็น 12 ปี โดยต้องผ่านเกณฑ์การตรวจสภาพตามที่กรมการขนส่งทางบกและกรมควบคุมมลพิษร่วมกันกำหนดเงื่อนไข ทั้งการตรวจสภาพเพื่อขยายอายุการใช้งานและการตรวจสภาพเพื่อรักษามาตรฐานสมรรถนะรถไปจนสิ้นอายุการใช้งาน &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้เพื่อให้มีความมั่นคงแข็งแรงและความปลอดภัยในการใช้งาน มีคุณภาพและความเรียบร้อยในการให้บริการรับจ้าง มีการตรวจสภาพมลพิษทางอากาศและเสียงอย่างสม่ำเสมอ ป้องกันผลกระทบซึ่งอาจเป็นสาเหตุของฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 โดยรถแท็กซี่ที่ได้รับการขยายอายุการใช้งานต้องผ่านการตรวจสภาพรถตามรายการที่กำหนดในระเบียบกรมการขนส่งทางบกว่าด้วยการตรวจสภาพรถและเกณฑ์การวินิจฉัยผลการตรวจสภาพรถตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ พ.ศ. 2555 และที่แก้ไขเพิ่มเติม และระเบียบกรมการขนส่งทางบก ว่าด้วยการตรวจสภาพรถยนต์รับจ้างบรรทุกคนโดยสารไม่เกินเจ็ดคนเพื่อขยายอายุการใช้งานจาก 9 ปี เป็น 12 ปี พ.ศ. 2564 &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามซึ่งจะมีรายการที่ต้องตรวจสภาพเพิ่มเติม ดังต่อไปนี้ 1. ตรวจก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์และก๊าซไฮโดรคาร์บอนจากท่อไอเสีย โดยใช้เครื่องวิเคราะห์ก๊าซในขณะที่เครื่องยนต์อยู่ในรอบเดินเบาและไม่มีภาระ และให้ตรวจทุกชนิดเชื้อเพลิงในกรณีมีการใช้เชื้อเพลิงมากกว่า 1 ชนิด โดยค่าก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ต้องไม่เกิน 0.5% โดยปริมาตร และค่าก๊าซไฮโดรคาร์บอนต้องไม่เกิน 100 ส่วนในล้านส่วน 2. โครงสร้างและตัวถังรถ ต้องมีความมั่นคงแข็งแรงสามารถรองรับการทำงานของรถขณะมีน้ำหนักเต็มอัตราบรรทุกได้ในทุกสภาพการใช้งาน ไม่ชำรุด ผุกร่อน จนมีผลกระทบต่อความมั่นคงแข็งแรงของรถ เป็นต้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. ประตูและพื้นรถ ต้องไม่ชำรุด ผุกร่อน จนมีผลกระทบต่อความมั่นคงแข็งแรงของรถและความปลอดภัยในการใช้งาน สะอาด ไม่มีคราบเปื้อน คราบสกปรก หรือขยะ4. ที่นั่งผู้ขับรถ ที่นั่งคนโดยสารและพนักพิงศีรษะ ไม่ชำรุดทรุดโทรมหรือเสียหาย ที่นั่งต้องยึดติดกับโครงสร้างรถและตัวถังรถอย่างมั่นคงแข็งแรง &amp;nbsp;5. ตรวจเข็มขัดนิรภัยและจุดยึดเข็มขัดนิรภัย รวมถึงตรวจการล็อกและปลดล็อกของเข็มขัดนิรภัยโดยการกระตุกหรือกระชากต้องทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ6. สีรถ ภายนอกตัวรถ ไม่มีรอยแตกร้าว รอยด่าง คราบสนิม หรือรอยหลุดลอกชำรุดจำนวนมากหรือขนาดใหญ่ และสีรถถูกต้องตามเอกสารหลักฐานหรือเป็นไปตามเงื่อนไขที่ทางราชการกำหนด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7. เครื่องปรับอากาศ ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสามารถปรับอากาศภายในรถและภายในห้องโดยสารได้ที่อุณหภูมิต่ำกว่า 25 องศาเซลเซียส ปรับทิศทางและแรงลมได้ ไม่มีน้ำรั่วซึมออกจากระบบปรับอากาศภายในรถหรือภายในห้องโดยสาร ไม่มีเสียงดังรบกวน มีกลิ่นเหม็น หรือกลิ่นอับชื้น &amp;nbsp; 8. ที่เก็บสัมภาระท้ายรถสำหรับผู้โดยสารต้องมีสภาพดี ไม่ชำรุดหรือเสียหาย ผนังทุกด้านปิดทึบมั่นคงแข็งแรงและถาวร รวมถึงมีความสะอาด เรียบร้อย ไม่มีสิ่งของที่จะเป็นอุปสรรคในการวางสัมภาระของผู้โดยสาร&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้เจ้าของรถที่มีความประสงค์จะขยายอายุการใช้งานรถแท็กซี่ กรณีรถที่จดทะเบียนในกรุงเทพมหานครยื่นความประสงค์ได้ที่สำนักการขนส่งผู้โดยสาร กรมการขนส่งทางบก ส่วนรถที่จดทะเบียนต่างจังหวัดยื่นความประสงค์ได้ที่กลุ่มวิชาการ สำนักงานขนส่งจังหวัดที่รถนั้นจดทะเบียนครั้งแรก และรถนั้นต้องยังไม่มีการโอนกรรมสิทธิ์ไปยังบุคคลอื่น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับรถแท็กซี่ที่ได้รับการขยายอายุการใช้งานจาก 9 ปี เป็น 12 ปีทุกคัน กรมการขนส่งทางบกและกรมควบคุมมลพิษได้กำหนดเงื่อนไขการตรวจสภาพระหว่างการใช้งาน ปีละ 4 ครั้ง เพื่อให้รถมีสภาพมั่นคงแข็งแรงและปลอดภัยเพียงพอต่อการให้บริการรับส่งผู้โดยสารตลอดอายุการใช้งาน โดยให้นำรถเข้าตรวจสภาพล่วงหน้า 1 เดือน ก่อนถึงวันครบกำหนดเสียภาษีประจำปี วันครบกำหนด 3 เดือน, 6 เดือน และ 9 เดือน ณ สำนักงานขนส่งในเขตจังหวัดที่รถนั้นจดทะเบียน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/91313</URL_LINK>
                <HASHTAG>ต่ออายุรถแท็กซี่, ธานี สืบฤกษ์, อธิบดีกรมการขนส่งทางบก(ขบ.)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190624/image_big_5d1032392110a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>76505</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/09/2020 17:40</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/09/2020 17:40</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ขนส่งฯแนะตรวจความพร้อมรถก่อนออกเดินทางช่วงหยุดยาว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
4 ก.ย.63-นายธานี สืบฤกษ์ รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบกและโฆษกกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยว่าตามที่คณะรัฐมนตรี ได้มีมติกำหนดวันหยุดราชการเพื่อชดเชยวันหยุดเทศกาลสงกรานต์เพิ่มเติม ในวันที่ 4 กันยายนและวันที่ 7 กันยายน 2563 ทำให้มีวันหยุดต่อเนื่อง 4 วัน ตั้งแต่วันที่ 4 - 7 กันยายน 2563 นั้น คาดว่าประชาชนจะเดินทางกลับภูมิลำเนาและท่องเที่ยวตามสถานที่ท่องเที่ยวในจังหวัดต่างๆ ซึ่งจะมีการใช้ยานพาหนะจำนวนมาก ส่งผลให้มีแนวโน้มเกิดอุบัติเหตุทางถนนสูงกว่าช่วงเวลาปกติ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามกรมการขนส่งทางบก จึงแนะนำประชาชนให้ความสำคัญในการเตรียมความพร้อมทั้งคนทั้งรถก่อนการเดินทาง ตรวจสอบความพร้อมของรถก่อนเดินทางทุกครั้ง อาทิ &amp;nbsp;
การตรวจสอบระบบเบรก แบตเตอรี่ สภาพของล้อยาง ซึ่งจะต้องไม่มีรอยฉีกขาด บวม ดอกยางต้องไม่สึกหรอ มีความลึกพอสามารถยึดเกาะถนนและรีดน้ำได้ดี ในขณะขับขี่ที่มีสภาพฝนตกและถนนเปียกลื่น อุปกรณ์ปัดน้ำฝน ระดับน้ำมันเครื่องและความสกปรกของน้ำมันเครื่อง ท่อยาง หม้อน้ำและรอยรั่ว การทำงานของไฟส่องสว่างและไฟสัญญาณต่างๆ และควรมีเครื่องมือประจำรถและอะไหล่ต่างๆ สำรองติดรถไว้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน สำหรับผู้ขับขี่ ต้องเตรียมสภาพร่างกายให้พร้อมก่อนขับรถ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพออย่างน้อย 7-8 ชั่วโมงก่อนการเดินทาง เมื่อมีอาการเหนื่อยล้าระหว่างการเดินทางควรหยุดพักในจุดที่ปลอดภัยอย่างน้อยทุก 2-3 ชั่วโมง คาดเข็มขัดนิรภัยในขณะขับรถ และหากขับขี่รถจักรยานยนต์ต้องสวมหมวกนิรภัย ห้ามดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทั้งก่อนและขณะขับขี่ และขับรถด้วยความระมัดระวัง ปฏิบัติตามกฎจราจรอย่างเคร่งครัด &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ขณะนี้ยังอยู่ช่วงฤดูฝน การขับขี่ขณะฝนตก ผู้ขับขี่ต้องใช้ความระมัดระวัง งดเว้นกิจกรรมอื่นที่ทำให้เสียสมาธิ เปิดไฟหน้ารถตลอดเวลาขณะฝนตก เว้นระยะห่างจากรถคันหน้ามากกว่าปกติ และใช้ความเร็วให้เหมาะสมกับทัศนวิสัยการมองเห็น สำหรับรถจักรยานยนต์ หากฝนตกหนัก ควรหาที่จอดรถที่เหมาะสมและปลอดภัย และรอจนฝนเบาลงก่อนจึงเดินทางต่อ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามโดยเฉพาะกรณีที่เกิดเหตุฉุกเฉินรถเสีย ประสบอุบัติเหตุ จำเป็นต้องจอดข้างทาง พยายามเคลื่อนรถให้พ้นทางเดินรถ ถ้าจำเป็นต้องจอดในทางเดินรถ ควรจอดในลักษณะที่ไม่กีดขวางการจราจร จอดรถให้ชิดไหล่ทางมากที่สุด เปิดสัญญาณไฟฉุกเฉิน เพื่อให้ผู้ขับขี่รถคันอื่นมองเห็นได้ชัดเจน ซึ่งจะป้องกันไม่ให้เกิดอุบัติเหตุ ทั้งนี้ ขอความร่วมมือประชาชนดำเนินตามมาตรการป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) โดยสวมหน้ากากผ้าหรือหน้ากากอนามัย และล้างมือบ่อยๆ ด้วยน้ำสบู่หรือแอลกอฮอล์เจล เพื่อลดความเสี่ยงการติดเชื้อ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/76505</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธานี สืบฤกษ์, โฆษกกรมการขนส่งทางบก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200904/image_big_5f52195861271.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
