<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>55817</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/01/2020 19:27</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/01/2020 19:27</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> ทางแก้PM2.5 ในมุมมองเอ็นจีโอ ร้องปรับปริมาณฝุ่นพิษมาตรฐานองค์การอนามัยโลก           </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; หลังค่าฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ในกรุงเทพฯ และหลายจังหวัดทั่วประเทศไทย พุ่งสูงติด 1 ใน 10 อันดับของโลก และสาหัสแบบนี้ทุกปีในช่วงเดือนธันวาคมลากยาวถึงเมษายน หลายภาคส่วนออกมาเรียกร้องรัฐบาลให้ลงมือปกป้องสุขภาพของประชาชนและจัดการกับวิกฤตฝุ่น PM 2.5 อย่างจริงจัง โดยเฉพาะแก้ที่ต้นเหตุอย่างเร่งด่วน &amp;nbsp;ไม่ใช่เพียงพ่นละอองน้ำ &amp;nbsp;แจกหน้ากากอนามัย ตามจุดเสี่ยงแล้วจบ หรือให้โรงเรียนประกาศหยุดการเรียนการสอนเลี่ยงผลกระทบจากฝุ่น &amp;nbsp;ในขณะที่ประชาชนส่วนหนึ่งต้องต่อสู้หาทางป้องกันตัวเอง สวมใส่หน้ากาก ซื้อเครื่องฟอกอากาศราคาแพงมาติดตั้งบ้าน แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า คนส่วนใหญ่ยังไม่เข้าถึงอุปกรณ์ป้องกันสุขภาพเหล่านี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ที่น่าวิตกมีหลักฐานชัดเจนการใช้ชีวิตภายใต้มลพิษทางอากาศ PM2.5 &amp;nbsp;ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ คนล้มป่วยมากขึ้น และเป็นอันตรายต่อชีวิตของประชาชน โดยองค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่าฝุ่น PM2.5 ส่งผลต่อการเพิ่มอัตราการเสียชีวิตก่อนเวลาอันควรจากโรคหลอดเลือดหัวใจและสมองตีบ ถึงร้อยละ 58 นอกจากนี้ ส่งผลต่อการเพิ่มของการเกิดโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง ร้อยละ 18 และการเกิดโรคมะเร็งปอด ร้อยละ 6 ไม่รวมภัยฝุ่นจิ๋วฉุดเศรษฐกิจของประเทศให้พัง เพราะมลพิษที่ห่มคลุมทั่วเมือง ทั้งกรุงเทพฯ ชลบุรี เชียงใหม่ เมืองท่องเที่ยวอันดับต้นๆ ทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติหายไปไม่เดินทางเข้ามาพักผ่อนเหมือนเคย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; หนึ่งในความเคลื่อนไหวใหญ่ &amp;nbsp;กรีนพีซ ประเทศไทย ร่วมกับ มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม, มูลนิธิบูรณะนิเวศ, มูลนิธิชีววิถี (BIOTHAI) มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค, Friend Zone, เมล์เดย์, Climate Strike Thailand และภาคประชาชน ร่วมเดินรณรงค์และยื่นแถลงการณ์ &amp;ldquo;พอกันที ขออากาศดีคืนมา&amp;rdquo; ถึงรัฐบาลลุงตู่เรียกร้องความชัดเจนในมาตรการการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM 2.5 ของภาครัฐ บริเวณหน้าสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ โดยมีนายนพดล พลเสน ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เป็นผู้รับข้อเรียกร้อง เมื่อวันพฤหัสที่ผ่านมา &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ในข้อเรียกร้องพุ่งเป้าไปที่มาตรการที่ภาครัฐจะต้องยกระดับให้ดีขึ้น ลดการปล่อยจากแหล่งกำเนิดมลพิษหลัก ทั้งในโรงไฟฟ้า โรงงานอุตสาหกรรม หรือแม้กระทั่งรถยนต์ &amp;nbsp;และการปรับมาตรฐาน PM 2.5 ในบรรยากาศ ของประเทศไทยให้ใกล้เคียงกับเป้าหมายชั่วคราวที่ &amp;nbsp;3 ขององค์การอนามัยโลก (WHO) โดยที่ค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมง คือ 35 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และค่าเฉลี่ยรายปี คือ 12 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร เพื่อเป็นเพดานกำหนดการปลดปล่อย PM 2.5 ตั้งแต่ต้นทาง ควบคุมการปลดปล่อยมลพิษทางอากาศ ไม่ว่าจะเป็นภาคคมนาคมขนส่ง ภาคพลังงาน ภาคอุตสาหกรรม ภาคเกษตรกรรม และครัวเรือน เพื่ออากาศดีของเราทุกคน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;พิษฝุ่น PM 2.5 ที่รุนแรง นำมาสู่การประชุมครั้งแรกของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติในปีนี้ เมื่อวันที่ &amp;nbsp;23 มกราคมที่ผ่านมา มีมติให้การป้องกันและแก้ไขปัญหาฝุ่นละออง PM 2.5 ดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติ &amp;ldquo;การแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละออง&amp;rdquo; โดยมอบอำนาจผู้ว่าราชการจังหวัดบูรณาการแก้ปัญหาช่วงค่าฝุ่นวิกฤต พร้อมการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้น โดยการบูรณาการการดําเนินงานรวมกันในทุกภาคส่วน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; แผนดังกล่าว มีขั้นตอนการปฏิบัติงานในช่วงสถานการณ์วิกฤตปัญหาฝุ่นละออง ด้วย 3 มาตรการ ได้แก่ 1.การเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการเชิงพื้นที่ในช่วงระหว่างเกิดสถานการณ์วิกฤต (ธันวาคม - เมษายน) เป็นขั้นปฏิบัติการช่วงปริมาณ PM 2.5 &amp;nbsp;เกินมาตรฐานเพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องหรือผู้มีอํา นาจหน้าที่สามารถปฏิบัติได้ทันทีตามการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์ฝุ่น โดยได้กําหนดเป็น 4 ระดับ ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ระดับที่ 1 เป็นระดับที่ปริมาณฝุ่น PM 2.5 มีค่าไม่เกิน 50 ไมโครกรัม(มคก.) ต่อลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ให้ส่วนราชการทุกหน่วยต้องดําเนินการตามภารกิจ อํานาจหน้าที่ และกฎหมายที่มีอยู่ให้ครบถ้วนตามสภาวการณ์ปกติ
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ระดับที่ 2 เป็นระดับที่ปริมาณฝุ่น &amp;nbsp;PM2.5 มีค่าระหว่าง 51 - 75 &amp;nbsp;มคก.ต่อ ลบ.ม. ให้ทุกส่วนราชการต้องดําเนินการเพิ่มและยกระดับมาตรการต่างๆ ให้เข้มงวดขึ้น ในระดับนี้ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและผู้ว่าราชการจังหวัดที่ประสบปัญหาฝุ่นละอองเป็นผู้บัญชาการเหตุการณ์ในพื้นที่รับผิดชอบ สําหรับส่วนราชการอื่นๆ เป็นหน่วยสนับสนุนในการปฏิบัติการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ระดับที่ 3 เป็นระดับที่ปริมาณฝุ่น &amp;nbsp;PM2.5 มีค่าระหว่าง 76 - 100 &amp;nbsp;มคก.ต่อ ลบ.ม. ให้เป็นอํานาจและหน้าที่ของผู้ว่าฯ กทม. และผู้ว่าฯ จังหวัดที่ประสบปัญหาฝุ่นในการใช้กฎหมายที่มีอยู่ เช่น พ.ร.บ.การสาธารณสุข พ.ศ. 2535 พ.ร.บ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ พ.ศ. 2550 เป็นต้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ระดับที่ 4 เป็นระดับที่ปริมาณฝุ่น &amp;nbsp;PM2.5 มีค่ามากกว่า 100 &amp;nbsp;มคก.ต่อ ลบ.ม.หรือสีแดง &amp;nbsp;แนวทางปฏิบัติกําหนดให้มีการประชุมคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติเป็นกรณีเร่งด่วนพิเศษ และพิจารณากลั่นกรองแนวทางแก้ไขปัญหาฝุ่นจิ๋ว โดยจะต้องนําเรียนนายกรัฐมนตรีเป็นการเร่งด่วน เพื่อพิจารณาสั่งการที่เป็นแนวทางหรือมาตรการลดมลพิษ
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;2. การป้องกันและลดการเกิดมลพิษที่ต้นทาง &amp;nbsp;มุ่งให้ความสําคัญควบคุมและลดการระบายมลพิษทางอากาศจากแหล่งกําเนิด รวมถึงลดจํานวนแหล่งกําเนิดมลพิษ มีมาตรการระยะสั้น (พ.ศ. 2562 - 2564) และมาตรการระยะยาว (พ.ศ. 2565 - 2567) โดยควบคุมและลดมลพิษจากยานพาหนะ มาตรการระยะสั้น เช่น &amp;nbsp;ส่งเสริมให้มีการนําน้ำมันเชื้อเพลิงมีกํามะถันไม่เกิน 10 ppm มาจําหน่ายก่อนกฎหมายมีผลบังคับใช้ บังคับใช้มาตรฐานการระบายมลพิษทางอากาศจากรถยนต์ใหม่ &amp;nbsp;Euro 5 ภายในปี 2564 ให้เร่งรัดให้มีการเชื่อมโยงโครงข่ายระบบคมนาคมขนส่งสาธารณะ เป็นต้น &amp;nbsp;มาตรการระยะยาว เช่น ปรับปรุงคุณภาพน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีกํามะถันไม่เกิน 10 ppm ให้แล้วเสร็จภายในปี พ.ศ. 2566 และบังคับใช้น้ำมันเชื้อเพลิงที่มีกํามะถันไม่เกิน 10 ppm ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2567 เป็นต้นไป บังคับใช้มาตรฐานการระบายมลพิษทางอากาศจากรถยนต์ใหม่ Euro 6 ภายในปี 2565 สนับสนุนส่งเสริมการผลิตและการใช้รถยนต์ไฟฟ้า เป็นต้น
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ถัดมาควบคุมและลดมลพิษจากการเผาในที่โล่ง/ภาคการเกษตร มาตรการระยะสั้น เช่น ส่งเสริมให้มีการจัดการเศษวัสดุทางการทําเกษตร โดยการนํามาใช้ประโยชน์อย่างมีประสิทธิภาพ ห้ามไม่ให้มีการเผาในพื้นที่ชุมชน ริมทาง และเผาขยะโดยเด็ดขาด กำหนดพื้นที่ปลอดการเผาอ้อยเพื่อเป็นจังหวัดต้นแบบปลอดการเผาอ้อย เป็นต้น มาตรการระยะยาว เช่นให้มีการกําหนดระเบียบหรือแนวปฏิบัติในการจัดการเศษวัสดุจากการทําเกษตรประเภทต่างๆ พิจารณาการพัฒนาระบบหรือยกระดับโดยผนวกมิติด้านสิ่งแวดล้อมเข้าไปในกระบวนการกําหนดมาตรฐานสินค้าเกษตร เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ควบคุมและลดมลพิษจากการก่อสร้างและผังเมือง มาตรการระยะสั้น เช่น กําหนดกฎระเบียบมาตรการและเกณฑ์ปฏิบัติที่ดีในการควบคุมฝุ่นละอองจากการก่อสร้างประเภทต่างๆ ส่งเสริมให้มีการจัดทํา ผังเมืองและการก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างต่างๆ ต้องคํานึงถึงปัจจัยที่จะมีผลต่อการระบายอากาศและการสะสมของมลพิษทางอากาศ เป็นต้น มาตรการระยะยาว เช่น ส่งเสริมการก่อสร้างที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เพิ่มพื้นที่สีเขียวในเขตเมืองให้ได้ตามมาตรฐานสากล&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ควบคุมและลดมลพิษจากอุตสาหกรรม มาตรการระยะสั้น เช่น กําหนดมาตรฐานการระบายมลพิษทางอากาศในรูป Loading ในพื้นที่ที่มีปัญหาฝุ่นละออง โดยคํานึงถึงความสามารถหรือศักยภาพในการรองรับมลพิษทางอากาศของพื้นที่ การจัดทําเนียบการปลดปล่อยและเคลื่อนย้ายมลพิษ เป็นต้น มาตรการระยะยาว เช่น ทบทวนและปรับปรุงมาตรฐานการระบายมลพิษทางอากาศจากโรงงานอุตสาหกรรมให้เทียบเท่ามาตรฐานสากล เพิ่มการใช้พลังงานหมุนเวียนและพลังงานทางเลือกในการผลิตไฟฟ้า เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ควบคุมและลดมลพิษจากภาคครัวเรือน มาตรการระยะสั้น และมาตรการระยะยาว (พ.ศ. 2565 - 2567) โดยเป็นการดําเนินงานต่อเนื่อง สนับสนุนการใช้พลังงานสะอาดในครัวเรือน พัฒนาและส่งเสริมการใช้เตาหุงต้มและเตาปิ้งย่างปลอดมลพิษ พัฒนาและส่งเสริมการใช้เตาเผาอิฐและถ่านปลอดมลพิษ
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; และ 3. การเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการมลพิษ ทส. เป็นการพัฒนาระบบ เครื่องมือ กลไกในการบริหารจัดการ รวมถึงการศึกษาวิจัยเพื่อพัฒนาองค์ความรู้ด้านต่างๆ เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจ และกํา หนดแนวทางมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาในอนาคต ประกอบด้วย มาตรการระยะสั้น (พ.ศ. 2562 - 2564) และมาตรการระยะยาว (พ.ศ. 2565 - 2567) พัฒนาเครือข่ายการติดตามตรวจสอบคุณภาพอากาศ โดยเป็นการดํา เนินงานต่อเนื่องในการขยายเครือข่ายการติดตามตรวจสอบคุณภาพอากาศและให้ท้องถิ่นติดตามตรวจวัดคุณภาพอากาศในพื้นที่ของตนเอง พัฒนาศักยภาพของท้องถิ่นในการดํา เนินการติดตามการตรวจสอบคุณภาพอากาศเพื่อให้มีการเฝ้าระวังสถานการณ์ในพื้นที่
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ทบทวน ปรับปรุงกฎหมาย มาตรฐาน แนวทางปฏิบัติให้สอดคล้องกับสถานการณ์ ประกอบด้วยการกําหนดค่ามาตรฐาน PM 2.5 ในบรรยากาศเฉลี่ยรายปีให้เป็นไปตามเป้าหมายระยะที่ 3 ขององค์การอนามัยโลก &amp;nbsp;การปรับปรุง พ.ร.บ. ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติพ.ศ. 2535 รวมทั้งศึกษาความเหมาะสม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ส่งเสริมการวิจัย/พัฒนาองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีการติดตามตรวจสอบ การตรวจวิเคราะห์และนวัตกรรมเพื่อลดมลพิษทางอากาศ เพื่อนําไปประยุกต์ใช้ด้านการจัดการคุณภาพอากาศ รวมถึงเผยแพร่ ประชาสัมพันธ์และถ่ายทอดองค์ความรู้ ส่วนการแก้ไขปัญหามลพิษข้ามแดน เช่น การขับเคลื่อนการดํา เนินงานตามข้อตกลงเรื่องมลพิษหมอกควันข้ามแดน : ขับเคลื่อนการดํา เนินงานตามโรดแมปอาเซียนปลอดหมอกควันข้ามแดน และข้อตกลงเรื่องมลพิษหมอกควันข้ามแดน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; จัดทําบัญชีการระบายมลพิษทางอากาศจากแหล่งกําเนิด เช่น การจัดทําบัญชีการระบายมลพิษทางอากาศจากแหล่งกําเนิดเป็นระยะๆ เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการกําหนด ปรับปรุงแนวทางและมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหามลพิษ พัฒนาระบบฐานข้อมูลและระบบเฝ้าระวังที่เป็นหนึ่งเดียว บูรณาการระบบข้อมูลสารสนเทศอย่างเป็นระบบ ทั้งแหล่งกําเนิด ปริมาณมลพิษในบรรยากาศ และผลกระทบต่อสุขภาพเพื่อการวางแผนการบริหารจัดการและสื่อสารแจ้งเตือน พัฒนาระบบ เฝ้าระวังผลกระทบต่อสุขภาพที่เกิดจากมลพิษทางอากาศและการรายงานผล สร้างความเข้มแข็งของประชาชน ชุมชนในการดูแลป้องกันผลกระทบต่อสุขภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; พัฒนาระบบคาดการณ์สถานการณ์ฝุ่นละอองมาตรการ ระยะสั้น (พ.ศ. 2562 - 2564) &amp;nbsp;เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการทบทวน ปรับปรุงมาตรการและแนวทางป้องกันและแก้มลพิษในระยะต่อไป ทั้งนี้ แผนดังกล่าวได้เรียบเรียงข้อมูลรายละเอียดความเป็นมา สถานการณ์ฝุ่นจิ๋ว สาเหตุหลักของปัญหา &amp;nbsp;ขั้นตอนการจัดทำแผน และแผนปฏิบัติการที่มีกรอบแนวคิด ตัวชี้วัด มาตรการและแนวทางการดำเนินงานพร้อมหน่วยงานที่รับผิดชอบอย่างละเอียด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ &amp;nbsp;วันที่ &amp;nbsp;21 ม.ค. ผลจากการประชุม ครม. ระบุว่า &amp;ldquo; สถานการณ์ฝุ่นละออง PM2.5 เกินมาตรฐานอย่างต่อเนื่องและมีปริมาณอยู่ในระดับที่มีผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน&amp;rdquo; มีมติเห็นชอบให้ยกระดับมาตรการในการป้องกันและ แก้ไขปัญหามลพิษจากฝุ่นละอองในช่วงสถานการณ์วิกฤต 12 ข้อ แต่มาตรการดังกล่าวนักวิชาการด้านมลพิษชี้ขาดเป้าหมายที่ชัดเจนและไม่มีฐานข้อมูลที่มาจากการศึกษาวิจัยอย่างต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ธารา บัวคำศรี ผู้อำนวยการกรีนพีซ ประเทศไทย กล่าวว่า ในขณะที่ค่าฝุ่นละอองขนาดเล็กของไทยส่อเค้ารุนแรงขึ้น คำพูดของผู้นำประเทศ นายกรัฐมนตรี รองนายกฯ &amp;nbsp;รัฐมนตรี กลับสื่อสารออกมาว่าสถานการณ์ไม่ได้เลวร้าย สร้างวิกฤตศรัทธา ทั้งที่รัฐบาลมีหน้าที่บริหารประเทศอย่างยั่งยืนและปกป้องสิ่งแวดล้อม &amp;nbsp;แต่นายกฯ บอกยังแข็งแรง ยัวไหว ไม่เป็นไร แต่มลพิษทางอากาศเป็นเรื่องของชีวิต เรื่องความเป็นความตายของทุกคน &amp;nbsp;โดยเฉพาะเด็ก ผู้สูงอายุ และคนที่ทำงานกลางแจ้ง ไม่มีศักยภาพซื้อหน้ากากป้องกันตัวหรือเครื่องฟอกอากาศ รัฐบาลกลับบอกให้ดูแลตัวเอง ทั้งที่ประชาชนและเด็กๆ มีสิทธิที่จะได้รับอาหาร น้ำ อากาศ และสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัย เป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;quot; &amp;nbsp;ตั้งแต่ปี .2561 ที่ภาครัฐประกาศดัชนีคุณภาพอากาศใหม่รวม PM 2.5 มาจนถึงปัจจุบัน ได้เห็นข้อมูลสะท้อนความเป็นจริงมากขึ้น ทั้งผลกระทบและระดับความรุนแรงของฝุ่น PM 2.5 ที่อันตรายและส่งผลกระทบในวงกว้าง แต่กลับบอกว่า ปริมาณฝุ่นยังไม่ถึงค่า 50 ไมโครกรัมต่อ ลบ.ม. ทั้งที่ไม่มีค่าที่ปลอดภัยสำหรับคำว่า มลพิษทางอากาศ &amp;nbsp;เราสูดฝุ่นเข้าไปแล้วมากหรือน้อย ก็เข้าสู่ร่างกาย ส่งผลกระทบเรื้อรัง &amp;nbsp;&amp;quot; ธารา กล่าว &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; สอดคล้องกับงานศึกษาผลกระทบสุขภาพจากฝุ่นพิษ PM2.5 ทั้งขององค์การอนามัยโลก สหภาพยุโรป และองค์การพิทักษ์สิ่งแวดล้อมแห่งสหรัฐอเมริกา รายงาน State of Global Air ในปี พ.ศ. 2558 ระบุว่า ฝุ่นพิษ PM2.5 เป็น สาเหตุของการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรของประชากรในประเทศไทย ประมาณ 37,500 คนต่อปี ก่อนหน้านั้นในปี พ.ศ. 2556 องค์การอนามัยโลก (WHO) กำหนดอย่างเป็นทางการให้ฝุ่นพิษ PM2.5 จัดอยู่ในกลุ่มที่ 1 ของสารก่อมะเร็ง &amp;nbsp;เป็นวิกฤตด้านสาธารณสุขในสังคมไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; หากจำกันได้แรงกดดันและความตระหนักของประชาชนต่อผลกระทบจากฝุ่นพิษ PM2.5 ทำให้รัฐบาลกำหนดให้ &amp;ldquo;การแก้ไขปัญหามลภาวะด้านฝุ่นละออง&amp;rdquo; เป็นวาระแห่งชาติ โดยมี ทส. ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติเพื่อใช้เป็นแนวปฏิบัติในการแก้ปัญหาขึ้นในเดือนสิงหาคม พ.ศ.2562&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; แต่ ธารา บอกว่า น่าเสียดาย สิ่งที่ไม่มีในแผนปฏิบัติการฯ นี้ เมื่อเกิดวิกฤตฝุ่นพิษ PM2.5 คือ ทีมเตรียมพร้อมรับมือภาวะฉุกเฉิน และระบบการสื่อสาร สาธารณะที่รวดเร็ว ฉับไว แม่นยำ เที่ยงตรง และเกิดความเข้าใจที่ลึกซึ้งและรอบด้านเพื่อให้ประชาชนสามารถปกป้องดูแลสุขภาพ ของตนและครอบครัวได้ทันท่วงที สิ่งที่ผู้บริหารระดับสูงของรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำเสนอต่อสาธารณะ คือความ เพิกเฉยต่อปัญหา สะท้อนถึงความไร้ประสิทธิภาพในการบริหารจัดการคุณภาพสิ่งแวดล้อมในภาพรวมของประเทศ และโยนภาระมาให้ประชาชนที่เป็นผู้เสียภาษี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับการปกป้องประชาชนจากผลกระทบฝุ่นพิษ PM2.5 ผอ.กรีนพีซ ประเทศไทย กล่าวว่า รัฐบาลต้องปรับ มาตรฐาน PM 2.5 ในบรรยากาศของประเทศไทย ให้ใกล้เคียงกับเป้าหมายชั่วคราวที่ 3 ของ WHO โดยที่ค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมง คือ &amp;nbsp;35 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และค่าเฉลี่ยรายปีคือ 12 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ภายในปี พ.ศ.2563 &amp;nbsp;ขณะเดียวกันเพื่อลดปริมาณฝุ่นพิษ PM 2.5 ใน สิ่งแวดล้อม รัฐบาลต้องเน้นมาตรการการลดการปล่อยจากแหล่งกำเนิดมลพิษ &amp;nbsp;จนถึงทุกวันนี้ยังไม่เคยมีกฎหมายกำหนดมาตรฐานการปล่อยฝุ่นพิษ PM2.5 จากแหล่งกำเนิดมลพิษหลัก &amp;nbsp;ทั้งโรงไฟฟ้า โรงงานอุตสาหกรรม อุตสาหกรรมรถยนต์ &amp;nbsp;โรงงานอุตสาหกรรมยังถูกควบคุมด้วยค่ามาตรฐานของฝุ่นละอองรวม ทั้งที่ความเป็นพิษหรืออันตรายของฝุ่นแต่ละขนาดมีไม่เท่ากัน และการตรวจวัดก็ต่างกัน ปฏิเสธไม่ได้ว่า อุตสาหกรรมเป็นหนึ่งในต้นตอสร้างฝุ่นขนาดเล็ก แต่ไม่ได้รับการพูดถึงเท่าไหร่ ทั้งที่ได้รับผลประโยชน์จากการประกอบกิจการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; มาตรการลดปริมาณฝุ่นพิษ PM2.5 ในเมืองใหญ่ ธารา กล่าวว่า รัฐบาลต้องตั้งเป้าหมายเพิ่มพื้นที่สีเขียวอย่างน้อย 9 ตารางเมตรต่อคน นอกจากนี้ ให้นำพื้นที่จากหน่วยงานรัฐที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์หรือเป็นหน่วยงานกลางเมืองที่ประชาชนไม่ได้ติดต่อเป็นประจำย้ายไปนอกเมืองและสร้างสวนธารณะขึ้นแทน มีงานวิจัยระบุมีพื้นที่สีเขียวมากพอจะลดปริมาณฝุ่นได้เฉลี่ยร้อยละ 7 - 24&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ส่วนการแก้ปัญหาฝุ่นพิษ PM2.5 จากภาคเกษตรกรรม ผอ.กรีนพีซ ประเทศไทย ชี้ปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นปัญหาของอภิสิทธิชนและการส่งเสริมบทบาทกลุ่มทุนขนาดใหญ่ของรัฐบาลที่ทำให้ปัญหาสิ่งแวดล้อม ทั้งมลพิษ ทางอากาศและการใช้สารเคมีการเกษตรร้ายแรงของประเทศยังไม่ได้รับการแก้ไข มาตรการของรัฐบาลที่เพิ่งประกาศให้มีการลดการเผา จำเป็นต้องดำเนินการอย่างเข้มข้น ทั้งในแง่การใช้มาตรการที่เข้มงวดให้ ผู้ประกอบการไม่รับซื้อผลผลิตที่มาจากการเผา ทั้งในประเทศและประเทศเพื่อนบ้าน การสร้างแรงจูงใจให้ เกษตรกรเข้าสู่กระบวนการปรับเปลี่ยน การพัฒนาเทคโนโลยีในการจัดการเศษซาก ในระยะยาวต้องลดพื้นที่การผลิตพืชเชิงเดี่ยว ทั้งข้าวโพดและอ้อย เพราะนอกจากผลตอบแทนจะต่ำกว่าการผลิตรูปแบบอื่นหลายเท่าตัวแล้ว ยังเกิดผลกระทบกว้างขวาง &amp;nbsp;วิกฤตฝุ่นพิษ PM2.5 ที่เกิดขึ้น ผลจากแรงกดดัน ทางสังคม รัฐบาลประกาศมาตรการทั้งระยะสั้นและระยะยาวออกมาอย่างต่อเนื่องส่วนใหญ่ไม่ได้ผล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ทางออกจากวิกฤตนี้ ธารา ย้ำว่า &amp;nbsp;นอกจากการรับมือเฉพาะหน้าแล้ว ต้องอาศัยการทำงานในระยะยาว และเครื่องมือที่สำคัญคือ กฏหมาย &amp;nbsp;เช่น กฎหมายกำหนดค่ามาตรฐานการปลดปล่อย PM2.5 จากแหล่งกำเนิดมลพิษหลัก &amp;nbsp;ทั้งโรงไฟฟ้า โรงงานอุตสาหกรรมหรือรถยนต์ ,การจัดทำทำเนียบการปลดปล่อยและเคลื่อนย้ายมลพิษ , กฏหมายว่าด้วยการประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม &amp;nbsp;หรือ EIA &amp;nbsp;ที่คำนึงถึงความสามารถในการรองรับของมลพิษในพื้นที่และผลกระทบข้ามพรมแดน , กฏหมายกำหนดระยะแนวกันชนระหว่างแหล่งกำเนิดมลพิษกับแหล่งชุมชน &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;หรือแม้แต่การดึงหลักเศรษฐศาสตร์เข้ามาใช้แก้ปัญหามลพิษ ทั้งมาตรการภาษีสิ่งแวดล้อม ค่าธรรมเนียมการจัดการมลพิษ การประกันความเสี่ยง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ธารายังยกตัวอย่างความสำเร็จของประเทศอุตสาหกรรมอย่างสหรัฐในการควบคุมปริมาณ PM2.5 จนมีค่าเฉลี่ยทั้งประเทศต่อปีต่ำกว่า 10 มิลลิกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และการปล่อยมลพิษทางอากาศ 6 ชนิดรวมกัน ( PM2.5, PM10, SO2, NOx, VOCs, CO and Pb) ลดลง ร้อยละ 74 ระหว่างปี &amp;nbsp;2513-2561 ในขณะที่จีดีพีเพิ่มขึ้นมาจากการออกแบบระบบกฏหมายสิ่งแวดล้อมมายาวนานและพัฒนาเครื่องมือใหม่ ๆ ต่อยอดจากฐานทางกฏหมายที่เข้มแข็งอย่างต่อเนื่อง ถ้าไทยเริ่มต้นรื้ออุปสรรคเชิงโครงสร้างการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมในทิศทางที่ถูกต้อง จะสามารถฝ่าวิกฤต มลพิษทางอากาศนี้ได้ เพื่อสุขภาวะที่ดีและการพัฒนาเศรษฐกิจที่ยั่งยืนและเป็นธรรมในสังคมไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ด้าน เพ็ญโฉม แซ่ตั้ง ผู้อำนวยการมูลนิธิบูรณะนิเวศ กล่าวว่า &amp;nbsp;โลหะหนักในอากาศที่อยู่ใน PM 2.5 ที่เราหายใจเข้าไป ในช่วงที่เข้มข้นมากๆ จะมีผลทำลายสมองและระบบประสาท หากว่า เราได้รับเข้าไปในร่างกายบ่อยๆ &amp;nbsp;เป็นอันตรายต่อสุขภาพ เพราะฉะนั้น อยากเห็นพรรคการเมืองแต่ละพรรค พูดออกมาเลยว่า จะมีแนวทางอย่างไรที่จะให้อากาศของกรุงเทพฯ และของประเทศไทยสะอาดขึ้น ให้ประชาชนหายใจได้เต็มปอดและหายใจอย่างสบายใจได้ อยากให้ช่วยตอบด้วยว่า แต่ละพรรคจะทำอย่างไรกับมรดกทางกฎหมายหลายฉบับที่ คสช. ทำทิ้งไว้ จะมีการแก้ไขหรือไม่ หรือจะทำอย่างไรได้บ้าง เช่น คำสั่งตามมาตรา 44 หลายข้อ ที่ไม่เป็นผลดีต่อสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และสิทธิของประชาชน รวมถึงกฎหมายหลายฉบับที่มีการเร่งให้ออกมาในขณะนี้ บางฉบับเป็นกฎหมายที่ดี แต่ฉบับที่เป็นปัญหาหรือจะเป็นปัญหาในวันข้างหน้า จะดำเนินการอย่างไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เพ็ญโฉม ระบุว่า ประเทศไทยมีปัญหายังไม่มีกฎหมายที่กำหนดให้ต้องมีการติดตั้งเครื่องตรวจวัด PM 2.5 ที่ปลายปล่อง แต่เป็นการตรวจวัดฝุ่นทุกขนาดโดยรวม อีกทั้งไม่มีกฎหมายกำหนดให้ติดตั้งเครื่องดักจับฝุ่นละออง กฎหมายที่มีอยู่กำหนดเฉพาะสำหรับโรงงานขนาดใหญ่บางประเภทเท่านั้น ที่ต้องตรวจวัดปลายปล่องและต้องมีการดักจับเพื่อลดการปล่อยฝุ่นสู่สิ่งแวดล้อม &amp;nbsp;ก่อนหน้านี้ ทางกรีนพีซพยายามเจรจากับกรมควบคุมมลพิษให้รวม &amp;nbsp;PM 2.5 เป็นดัชนีชี้วัดคุณภาพอากาศของ กทม. เพื่อให้มีการรายงานฝุ่น PM 2.5 ให้ประชาชนทราบ จนปี 2561 ก็มีการรวมค่า PM2.5 รายงานออกมา นอกจากนี้ ประเทศไทยยังไม่มีฐานข้อมูลว่าด้วยบัญชีรายชื่อมลพิษที่ปล่อยสู่สิ่งแวดล้อม เนื่องจากเรายังไม่มีกฎหมายเกี่ยวกับเรื่องนี้ เมื่อเราไม่มีบัญชีรายชื่อมลพิษ &amp;nbsp;จะไม่สามารถบอกได้เลยว่า ทุกวันนี้ฝุ่น PM 2.5 เกิดมาจากแหล่งไหนหรือเกิดจากอะไรบ้าง มีปริมาณเท่าไหร่ หน่วยงานราชการอาจมีการคำนวณเบื้องต้นว่า ประเทศไทยมีรถยนต์ที่ใช้เชื้อเพลิงดีเซลกี่คัน รถยนต์จำนวนเท่านี้น่าจะก่อให้เกิดฝุ่น PM 2.5 เท่าไหร่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; บ้านเรามีการพัฒนาอุตสาหกรรมมาต่อเนื่อง แต่เราขาดข้อมูลโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ ในประเทศปล่อยอากาศเสียออกมาปริมาณเท่าไหร่ต่อปี ในอากาศเสียมีสารมลพิษอะไรบ้าง ทั้งที่สารมลพิษในอากาศหลายชนิด ทำให้เกิดฝุ่น PM 2.5 ด้วย ถ้าหากว่าโรงงานแต่ละโรงมีเครื่องมือตรวจวัดค่าฝุ่น PM 2.5 ที่ปลายปล่อง มีการรายงานข้อมูลนี้ให้หน่วยงานรัฐ และจัดทำเป็นฐานข้อมูล รัฐบาลจะบอกได้ว่า ระดับฝุ่น PM 2.5 มีมาก มีน้อย อย่างไร แต่ประเทศไทยยังไม่มีค่ามาตรฐาน PM 2.5 ปลายปล่องโรงงาน ดังนั้น การที่กระทรวงอุตสาหกรรม บอกว่า รัฐบาลได้ตรวจสอบแล้ว พบว่าไม่มีโรงงานไหนปล่อย PM 2.5 เกินมาตรฐานนั้น เราจึงมีคำถามว่า เทียบจากมาตรฐานอะไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;quot; &amp;nbsp;ฝุ่น PM 2.5 หรือแม้กระทั่งปัญหามลพิษทางอากาศ จะอยู่กับประเทศไทยไปอีกนาน เพราะไม่ใช่เรื่องที่จะแก้ไขง่ายๆ ยิ่งรัฐบาลมุ่งส่งเสริมการลงทุนอุตสาหกรรมและขยายการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างไม่สมดุลอย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ ปัญหาก็จะยิ่งรุนแรงมากขึ้นในวันข้างหน้า &amp;quot; เพ็ญโฉม กล่าวสถานการณ์มลพิษทางอากาศในไทยมีแต่จะทำลายสิ่งแวดล้อมและบั่นทอนคุณภาพชีวิตของประชาชน
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/55817</URL_LINK>
                <HASHTAG>PM2.5, กรีนพีซ, ธารา บัวคำศรี, เพ็ญโฉม แซ่ตั้ง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200129/image_big_5e3178c42258d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>28185</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/02/2019 09:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/02/2019 08:59</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทางแก้เฉพาะหน้า ควบคุมฝุ่นพิษ  PM 2.5  </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ประกาศปิด รร.และสถานศึกษา ลดผลกระทบสุขภาพและการใช้รถยนต์ในเมือง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;กว่า 3 สัปดาห์แล้วที่เกิดสถานการณ์ปัญหามลพิษทางอากาศจากฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 สูงเกินค่ามาตรฐานในพื้นที่กรุงเทพฯ และ 5 จังหวัดปริมณฑล รวมถึงจังหวัดสมุทรสาคร คนเมืองยังไม่เจอวันที่อากาศดี ฝุ่นจิ๋วส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน แม้รัฐบาลและกรุงเทพมหานครจะแก้ปัญหาฝุ่นพิษเฉพาะหน้า เข้มงวดตรวจจับรถควันดำ ควบคุมฝุ่นละอองจากการก่อสร้าง&amp;nbsp; ห้ามเผาในที่โล่งอย่างเด็ดขาด ฉีดพ่นละอองน้ำในอากาศ ประกาศปิดโรงเรียนและสถานศึกษาต่างๆ แต่หมอกควันพิษก็ยังห่มคลุมทั่วเมือง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะที่ผู้คนในสังคมวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลไม่สามารถจัดการแก้ปัญหาฝุ่นพิษได้ รัฐบาลไม่ได้เพิกเฉยต่อปัญหา วันที่ 1 ก.พ.ที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ร่อนแถลงการณ์ขอความร่วมมือประชาชนให้รถยนต์ส่วนบุคคลเครื่องยนต์ดีเซลเดินทางเข้ามาในพื้นที่กรุงเทพมหานครและจังหวัดปริมณฑลเท่าที่จำเป็น หรืองดใช้ระยะหนึ่ง จนกว่าสถานการณ์ฝุ่นพิษจะคลี่คลาย เพราะการเผาไหม้ที่ไม่สมบูรณ์ของเครื่องยนต์เป็นต้นเหตุของฝุ่นอันตรายมากที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ด้านกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) โดยนายวิจารย์ สิมาฉายา ปลัด ทส. ชงมาตรการแก้ไขปัญหา PM 2.5 จากยานพาหนะระยะเร่งด่วนเสนอ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติฯ พิจารณาในการจัดประชุมคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ครั้งที่ 2/2562 (นัดพิเศษ) วันที่ 4 ก.พ.นี้ ที่สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ประกอบด้วย 1.มาตรการห้ามรถยนต์ที่มีมลพิษสูงวิ่งเข้าพื้นที่กรุงเทพฯ ชั้นกลางและชั้นนอก 2.มาตรการเร่งรัดให้นำน้ำมันดีเซลกำมะถันต่ำกว่า 10 ppm (เทียบเท่า EURO 5) มาจำหน่ายในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล 3.ให้หน่วยงานภาครัฐพิจารณาการทำงานที่บ้านและขอความร่วมมือจากบริษัทเอกชนให้ทำงานที่บ้านเช่นเดียวกัน 4.เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสภาพรถยนต์ประจำปี และ 5.เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจวัดควันดำจากรถยนต์และการบังคับใช้คำสั่งห้ามใช้ ก็ต้องดูว่า 5 มาตรการรัฐบาลจะให้ผ่านหรือเปล่า&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;กทม.ฉีดพ่นละอองน้ำในอากาศบนตึกสูง ลดฝุ่นพิษ PM2.5&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ฝั่งสวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นสถานการณ์ฝุ่นพิษเกินค่ามาตรฐานกับประชาชนที่พักอาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล พบว่า ประชาชนคิดว่าเข้าขั้นวิกฤติ ร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ยังแก้ไขไม่ได้ และคนเมืองเกือบร้อยละ 50 อยากให้รัฐบาลและนายกรัฐมนตรีใช้ ม.44 ออกคำสั่งควบคุมสถานการณ์ ประกาศหยุดราชการ ห้ามใช้รถ บังคับใช้กฎหมายอย่างเร่งด่วน ฯลฯ และให้กรมควบคุมมลพิษตรวจสอบและรายงานสถานการณ์ฝุ่นละอองให้ข้อมูลที่เป็นจริง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม ฝุ่นจิ๋วเมืองใหญ่มาจากรถยนต์บนท้องถนนกว่าร้อยละ 60 ทุกปีมีรถจดทะเบียนเพิ่มขึ้น 1.3 ล้านคัน ไทยติดอันดับหนึ่งของโลกการจราจรติดขัด มีตัวเลขคนไทยเสียเวลา 50-60 ชั่วโมงต่อปีจอดแช่บนถนน กระบวนการเผาไหม้ไม่สมบูรณ์เพิ่มฝุ่นและมลพิษสะสมในบรรยากาศ ปฏิเสธไม่ได้ว่า การแก้ปัญหาฝุ่นในปัจจุบันได้ ประชาชนต้องเปลี่ยนวิธีเดินทางโดยไม่ใช้รถยนต์ส่วนบุคคล และใช้ระบบขนส่งสาธารณะมากขึ้น ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;กว่า 3 สัปดาห์หมอกควันพิษปกคลุมพื่นที่กรุงเทพฯ ส่งผลกระทบต่อสุขภาพประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นายธารา บัวคำศรี ผู้อำนวยการประจำประเทศไทย กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่า การแก้ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอนในระยะเร่งด่วน เพื่อลดฝุ่น ต้องให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ในเมือง ซึ่งมีส่วนก่อปัญหามลพิษฝุ่นละอองปรับเปลี่ยนพฤติกรรม รัฐบาลออกมาตรการห้ามรถยนต์นั่งคนเดียวเข้าพื้นที่กรุงเทพฯ ชั้นใน ส่งเสริมคาร์พูล ร่วมโดยสารไปในเส้นทางเดียวกันหรือเส้นทางใกล้กัน หรือที่ทำงานเดียวกันชวนนั่งไปคันเดียวกัน ลดการใช้รถยนต์ที่เป็นตัวการปลดปล่อยฝุ่นพิษ นอกจากลดการใช้รถยนต์ ช่วยบรรเทาการจราจรที่คับคั่ง ขณะเดียวกันต้องห้ามรถยนต์ที่มีมลพิษสูงวิ่งเข้าพื้นที่ รถดีเซลที่ก่อควันดำต้องเอาออกให้หมด แล้วใช้รถเอ็นจีวีบริการประชาชน พร้อมกับเปิดบัสเลนพิเศษ เชื่อมต่อกลุ่มคนตามจุดต่างๆ มาสู่รถไฟฟ้าบีทีเอสและรถไฟฟ้าใต้ดินเอ็มอาร์ที อาจทำเป็นพื้นที่เพื่อให้เกิดการเคลื่อนย้ายของผู้คนในเมือง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;quot; ปัญหาฝุ่นรัฐบาลและกรุงเทพมหานครแก้ปัญหาด้วยการฉีดพ่นละอองน้ำ ติดตั้งเครื่องพ่นน้ำบนตึกสูง บินโดรนลดฝุ่นตามพื้นที่ค่าฝุ่นสูง แม้เป็นวิธีการทดลอง แต่เป็นปฏิบัติการที่เสียเวลาเปล่า เพราะฝุ่น PM 2.5 มีขนาดเล็กกว่าละอองเกสรดอกไม้ กทม.ควรโฟกัสพื้นที่ไหนสามารถจัดการจราจรใหม่ได้ พื้นที่ใดจำเป็นเร่งด่วน ห้ามรถยนต์เข้าพื้นที่เพื่อแก้ปัญหาคุณภาพอากาศ มาตรการแก้ปัญหาต้องสอดคล้องกับการเดินทางของคนเมือง&amp;quot; นายธารา กล่าว และฝากถึง กทม.ที่ได้ดำเนินมาตรการประกาศปิดโรงเรียน มีการประเมินผลว่าส่งให้จราจรคล่องตัวและช่วยลดมลพิษฝุ่น PM2.5 ได้มากน้อยเพียงใด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ธารา บัวคำศรี ผอ.ประจำประเทศไทย กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; (ภาพโดยบารมี เต็มบุญเกียรติ/กรีนพีซ)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; กรณีมีการเรียกร้องให้รัฐบาลใช้ ม.44 แก้ปัญหาฝุ่นเพื่อให้ทันสถานการณ์ ผอ.ประจำประเทศไทย กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เห็นว่ารัฐบาลถูกด่าเยอะ น่าเห็นใจ แต่ก็ต้องตั้งสติและทำการบ้านก่อนว่า ถ้าประกาศเปิดให้บริการฟรี รถไฟฟ้า รถไฟ รถเมล์ ใน กทม. จะช่วยลดรถยนต์ได้มากน้อยแค่ไหน ปฏิเสธไม่ได้ว่า ระบบขนส่งมวลชน เครือข่ายรถไฟฟ้า ยังไม่ครอบคลุม ไม่รองรับความต้องการของคน รวมถึงระบบจอดรถแล้วจรในพื้นที่กรุงเทพฯ และชานเมือง ยังไม่พร้อม ตนเห็นว่า ทุกแผนปฏิบัติการแก้ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กจะต้องนำมาสู่การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมคน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ธารา กล่าวว่า วันนี้ถ้ารัฐบาลจะใช้ยาแรง ควรใช้จัดการกับฝุ่นพิษจากปล่องโรงงาน ปัญหาหมอกควันคลุมกรุงเทพฯ ปฏิเสธไม่ได้ลมสามารถพัดพาฝุ่นและควันพิษมาจากพื้นที่ใกล้เคียง แม้จะไม่มีโรงงานตั้งอยู่ใจกลางกรุงเทพฯ แต่ชานเมืองและจังหวัดที่รายรอบกรุงล้วนเป็นดงโรงงาน พื้นที่อุตสาหกรรม รวมถึงนิคมอุตสาหกรรม มีโรงงานหลายพันแห่งซึ่งปัจจุบันยังไม่มีการกำหนดค่ามาตรฐาน PM 2.5 ที่แหล่งกำเนิดโรงงาน รวมถึงไม่มีการตรวจวัดการปล่อยฝุ่นพิษ การแก้ปัญหาเฉพาะหน้ากรมโรงงาน กรมควบคุมมลพิษ กทม. ต้องตรวจสอบว่าโรงงาน โรงฟ้า โรงปูน เตาเผาขยะใหม่และเก่า ปล่อยฝุ่นละอองขนาดเล็กปริมาณเท่าไหร่ นอกจากนี้ ต่อไปกรมควบคุมมลพิษและกรมโรงงานอุตสาหกรรมต้องปรับปรุงมาตรฐานเรื่องนี้ ไม่เลือกปฏิบัติ ต้องตรวจวัดกับแหล่งกำเนิดจากโรงงาน โรงไฟฟ้า เตาเผาต่างๆ ด้วย ไทยมีโรงงานอุตสาหกรรม 1.4 แสนโรง แต่ไม่มีกฎหมายบังคับให้รายงานปริมาณการปล่อย PM 2.5 ในประเทศที่เผชิญสภาพอากาศเลวร้าย เต็มไปด้วยฝุ่นละอองขนาดเล็กอย่างจีน รัฐบาลได้ออกมาตรการปิดโรงงานที่เป็นแหล่งกำเนิดฝุ่นอันตรายและย้ายฐานการผลิตไปประเทศอื่นๆ ซึ่งช่วยลดปริมาณ PM 2.5 ลดอัตราการตายของผู้คนได้&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo; ฝุ่นพิษ PM2.5 มีขนาดเล็ก แต่ร้ายกาจ และมาเป็นแก๊ง มีองค์ประกอบทางเคมี 4 ตัว ทั้งสารหนู แคดเมียม ปรอท และพีเอเอช สามารถเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจ ถุงลมในปอด และผ่านเข้าสู่กระแสเลือด กระจายไปอวัยวะต่างๆ เพิ่มโอกาสการเกิดโรคมะเร็ง แหล่งกำเนิดมีทั้งอุตสาหกรรมการผลิต การขนส่ง ต้องมีมาตรการควบคุม ข้อเสนอกรีนพีซต้องติดตั้งและรายงานค่า PM 2.5 ในทุกสถานีตรวจวัด ปัจจุบันใน กทม.ยังไม่ครอบคลุมทุกพื้นที่ และปรับลดค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมง จาก 50 ไมโครกรัม (มคก.) ต่อลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) เป็น 35 มคก. ต่อ ลบ.ม. และค่าเฉลี่ยรายปีเป็น 12 มคก.ลบ.ม. ภายในปี 62 นี้โดยเร็ว ที่เชียงใหม่ที่ผู้คนเจอปัญหาหมอกควันมากว่า 10 ปี นักวิชาการและภาคประชาชนช่วยกันยกระดับดัชนีคุณภาพอากาศเพื่อสุขภาพของชาวเชียงใหม่ แค่ค่าฝุ่น 35 มคก.ต่อ ลบ.ม. ก็ประกาศแจ้งเตือนเสี่ยงต่อสุขภาพแล้ว ไม่ได้ใช้มาตรฐานของ คพ. รอให้เกิน 50 หรือ 100 ถึงเตือนอันตรายกับประชาชน&amp;quot; ธาราย้ำต้องตั้งเป้าให้ค่าฝุ่น PM 2.5 ต่ำที่สุดเท่าที่จะทำได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ปฏิบัติการบินโดรนแก้ฝุ่นละอองขนาดเล็กทั่วพื้นที่ กทม.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนการแก้ปัญหาระยะกลางและระยะยาว ผอ.ประจำประเทศไทย กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่า กรมควบคุมมลพิษ และ ทส. ต้องกำหนดมาตรการดำเนินการให้บรรลุเป้าหมายภูมิภาคอาเซียนปลอดหมอกควันภายในปี 2563 อย่างชัดเจนและเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะควบคุมและป้องกันการเผาในที่โล่ง ป่าไม้และพื้นที่อนุรักษ์ รวมถึงติดตามตรวจสอบและรายงานความเข้มข้นของสารมลพิศอากาศอื่นๆ ที่เป็นภัยคุกคามสุขภาพของประชาชน ไม่เฉพาะรายงานฝุ่นอันตราย โดยให้เป็นรายชื่อมลพิษเป้าหมาย ที่ถูกกำหนดขึ้นภายใต้ทำเนียบการปลดปล่อยและเคลื่อนย้ายมลพิษ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ด้านกระทรวงสาธารณสุขต้องตั้งเป้าลดจำนวนผู้เสียชีวิตและผู้เจ็บป่วยจากมลพิษทางอากาศ พัฒนาระบบเฝ้าระวังโรคที่สัมพันธ์กับการสัมผัสมลพิษทางอากาศ จะได้คาดการณ์จำนวนผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงในช่วงอายุต่างๆ ได้ ประเมินโรงพยาบาล โดยเฉพาะโรงพยาบาลในพื้นที่ระดับมลพิษสูงถึงการเตรียมพร้อมเผชิญเหตุ จากโรคและการเจ็บป่วย มีแผนรองรับและดูแลให้คำแนะนำผู้ป่วย รวมถึงติดตามดูการเปลี่ยนแปลงผลกระทบต่อสุขภาพที่เกิดจากการนำมาตรการลดพิษอากาศมาใช้ เช่น การเปลี่ยนชนิดน้ำมัน นอกจากนี้ สธ.ต้องมีบทบาทแจ้งเตือนเมื่อมลพิษระดับสูง ช่วยให้ผู้คนป้องกันและหลีกเลี่ยงการรับมลพิษทางอากาศได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะที่กระทรวงพลังงาน กระทรวงคมนาคม และสภาอุตสาหกรรมยานยนต์ ต้องเดินหน้าแผนระยะยาวส่งเสริมการใช้เชื้อเพลิงสะอาดในภาคการขนส่ง ปรับปรุงมาตรฐานน้ำมันเชื้อเพลิง ให้เทียบเท่ายูโร 5 ปรับปรุงมาตรฐานการระบายมลพิษทางอากาศจากรถยนต์ใหม่ตามมาตรฐานยูโร 6 เปลี่ยนรถโดยสาร ขสมก.ให้เป็นรถยนต์มลพิษต่ำ ส่งเสริมระบบขนส่งมวลชนที่มีประสิทธิภาพ ราคาสมเหตุสมผล ทั้งค่าบริการรถไฟฟ้า รถใต้ดิน นอกจากนี้ จะแก้ฝุ่นพิษได้ต้องปรับปรุงระบบขนส่งให้มีประสิทธิภาพ ด้านการใช้พลังงานมากขึ้น สนับสนุนประชาชนให้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมไปใช้ระบบขนส่งสาธารณะ รวมถึงรูปแบบการขนส่งสินค้าที่ประหยัดพลังงาน สุดท้ายสนับสนุนการใช้จักรยาน การเดิน รถยนต์ไฟฟ้า มีมาตรการส่งเสริมการขับขี่ที่ประหยัดเชื้อเพลิง หรือ Eco driving ซึ่งเป็นกระแสที่ทั่วโลกพยายามทำเพื่อลดมลภาวะทางอากาศ ซึ่งเป็นภัยคุกคามสุขภาพอย่างร้ายแรง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม ผู้สื่อข่าวรายงาน ในการดำเนินงานแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 ล่าสุด (วันที่ 2 ก.พ.) กระทรวงอุตสาหกรรมประชุมหารือร่วมกับสภาอุตสาหกรรม กอ.รมน. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สรุปผลมีมาตรการเร่งด่วนลดฝุ่นละออง ดังนี้ โรงงานในพื้นที่ กทม.และปริมณฑล ทั้งหมดประมาณ 2,500 แห่ง จะดำเนินโครงการ &amp;ldquo;Big Cleaning Day&amp;rdquo; ระหว่างวันที่ 4-6 กุมภาพันธ์ 2562 โดยการล้างทำความสะอาดพื้นที่โรงงาน ทำความสะอาด ปรับแต่งเครื่องจักรให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ลดปัญหาการปล่อยฝุ่นละออง PM 2.5&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โรงงานประมาณ 1,300 แห่ง ให้ความร่วมมือในการลดการปลดปล่อย PM 2.5 โดยบางส่วนจะหยุดการประกอบกิจการระหว่างวันที่ 4-6 กุมภาพันธ์ 2562 และบางส่วนจะลดกำลังการผลิต 30% ในช่วงกลางคืน นอกจากนี้ กระทรวงอุตสาหกรรม กอ.รมน. และ ทส. มีแผนงานตรวจโรงงานอุตสาหกรรมร่วมกันเพื่อป้องกันและควบคุมการระบายฝุ่นละอองเกินมาตรฐาน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/28185</URL_LINK>
                <HASHTAG>RightToCleanAir, กทม., กรมควบคุมมลพิษ, กรีนพีชเอเชียตะวันออกเฉียงใต้, ขออากาศดีคืนมา, ธารา บัวคำศรี, ฝุ่นพิษจากโรงงาน, มลพิษปลายปล่อง, มลพิษอากาศกรุงเทพ, แผนเร่งด่วนแก้ฝุ่นพิษ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190203/image_big_5c5646bf9138d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>27984</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/01/2019 14:21</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/01/2019 14:13</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;เอ็นจีโอ&quot;จี้กทม.ตรวจโรงเผาขยะกรุงเทพฯ/ร้องถอนร่างพ.ร.บ. รง. ฉบับใหม่หวั่นซ้ำเติมสร้างPM2.5หนักขึ้น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;31 ม.ค.62- มูลนิธิบูรณะนิเวศ มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม กรีนพีซเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และศูนย์ศึกษาสันติภาพและความขัดแย้ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แถลงข่าวเรื่อง&amp;quot;ร่าง พ.ร.บ.โรงงานฉบับ คสช. วาระซ่อนเร้น-ซ้ำเติมปัญหา PM 2.5 ? &amp;quot; ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายธารา บัวคำศรี ผู้อำนวยการประจำประเทศไทย กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่า ภาครัฐต้องไม่ปฏิเสธปัญหามลพิษฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน ( PM 2.5) จากภาคอุตสาหกรรม ปัจจุบันจำนวนโรงงานในประเทศไทย 1.4 แสนโรง เป็นโรงงานจำพวกที่ 2 และ 3 ตาม พรบ.โรงงาน ส่วนจำนวนนิคมอุตสากรรม เขตอุตสาหกรรมในไทยมี 87 แห่ง &amp;nbsp;แม้แต่โรงไฟฟ้าแม่เมาะไม่มีการตรวจวัดความเข้มข้นของฝุ่น PM 2.5 มีแต่วัดค่าฝุ่น PM 10 และจากแบบจำลองการกระจายตัวของฝุ่น PM 2.5 ใน กทม.และปริมณฑล พบว่า กระจุกตัวใน จ.สมุทรปราการ เพราะมีภาคอุตสาหกรรมหนาแน่น รองลงมา จ.สมุทรสาคร ซึ่งกำลังเผชิญปัญหาฝุ่นพิษหนักอย่างต่อเนื่อง &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายธารา กล่าวว่า ภัยฝุ่นจิ๋วยังมาจากโรงไฟฟ้าเก่า ซึ่งไม่ตรวจวัด PM 2.5 เช่นเดียวกันเตาเผามูลฝอยใหม่และเก่า ตลอดจนเตาเผามูลฝอยติดเชื้อ ซึ่งตรวจวัดแต่ปริมาณฝุ่นละอองรวม มาตรการแก้ปัญหาขณะนี้ไม่ได้สนใจเรื่องโรงงาน ออกมาตรการคุมแต่ภาคขนส่งกับเผากลางแจ้ง กทม.มีโรงเผาขยะผลิตไฟฟ้าขนาด 300-500 ตัน โรงขยะหนองแขม เป็นแหล่งกำเนิด PM 2.5 กลับไม่พูดถึงการจัดการที่ปลายปล่องอุตสาหกรรม &amp;nbsp;ฉะนั้น การแก้ปัญหาฝุ่นอันตรายในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ต้องจัดการฝุ่นทุติยภูมิและโรงงานอุตสาหกรรมรอบๆ ที่ปล่อยด้วย &amp;nbsp;ประเทศไทยไม่มีข้อมูลหรือกฎหมายเพื่อบังคับให้รายงานฝุ่น PM 2.5 &amp;nbsp;ทำให้ไม่สามารถวางแผนป้องกันหรือลดการปล่อย PM 2.5 ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot; กรมควบคุมมลพิษและกรมโรงงานอุตสาหกรรมจะต้องปรับปรุงมาตรฐานการปล่อยซัลเฟอร์ไดออกไซด์ของไนโตรเจน &amp;nbsp;และฝุ่นขนาดเล็กทั้ง PM 10 และ PM 2.5 &amp;nbsp;จากแหล่งกำเนิดที่อยู่กับที่ โดยให้เป็นรายชื่อมลพิษเป้าหมายที่ถูกกำหนดขึ้นภายใต้ระบบทำเนียบการปลดปล่อยและเคลื่อนย้ายมลพิษ &amp;nbsp;นอกจากนี้ ต้องกำหนดค่ามาตรฐาน PM 2.5 และปรอทที่แหล่งกำเนิดที่อยู่กับที่ รวมถึงการตรวจวัด และรายงานการปล่อย PM 2.5 และปรอทจากปล่องโรงไฟฟ้า โดยให้เป็นรายชื่อมลพิษเป้าหมาย &amp;quot; นายธารา กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางสาวเพ็ญโฉม แซ่ตั้ง ผู้อำนวยการมูลนิธิบูรณะนิเวศ &amp;nbsp;กล่าวว่า ปัญหาฝุ่น PM 2.5 จะรุนแรงมากขึ้น หากมีการคลอดกฎหมายโรงงานฉบับใหม่ เราพบวาระซ้อนเร้นในร่าง พ.ร.บ.โรงงาน ฉบับ คสช. กฎหมายจะนำพาไปสู่วิกฤตการสิ่งแวดล้อมที่รุนแรงมากขึ้น มีการลดขั้นตอนออกใบอนุญาต ยกเลิกอายุของใบอนุญาตประกอบกิจการ และลดการตรวจสอบมลพิษ ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมยันขณะนี้ไม่มีรายงานอุตสาหกรรมปล่อยฝุ่นละอองเกินค่ามาตรฐาน &amp;nbsp;ซึ่งการกล่าวเช่นนี้ขาดความรับผิดชอบ เพราะไทยไม่มีมาตรฐานควบคุมปลายปล่อง ไร้ทำเนียบการปล่อยมลพิษทางอากาศ น่ากังวลกระทรวงอุตสาหกรรมกลับออกกฎหมายการไม่ต้องต่ออายุใบ รง 4.ทุก 5 ปี อ้างเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot; แม้กฎหมายเอื้อการลงทุน แต่ลดการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม ตัดแขนตัดขามาตรการสิ่งแวดล้อม ละเลยคุณภาพชีวิตที่ดีประชาชน &amp;nbsp; หากกฎหมายคลอดโรงงานจำพวก 1 และ 2 กว่า &amp;nbsp;6 หมื่นแห่งจาก 1.4 แสนแห่งจะหลุดรอดไม่อยู่ภายใต้ พ.ร.บ. โรงงาน ฉบับนี้ &amp;nbsp;เพราะมีการตั้งนิยามโรงงานและการตั้งโรงงานที่เปลี่ยนไป แต่อยู่ภายใต้กฎหมายท้องถิ่นหรือกฎหมายสาธารณสุขซึ่งมาตรการดูแลอ่อน &amp;quot; นางสาวเพ็ญโฉม กล่าว และย้ำขอให้ถอนร่างกฎหมายฉบับนี้ &amp;nbsp;ก่อนที่ปัญหาสิ่งแวดล้อมจะรุนแรงมากขึ้น &amp;nbsp;สิทธิชุมชนจะถูกริดรอนมากกว่านี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางสาวเพ็ญโฉม กล่าวด้วยว่า ประเทศจีนที่เผชิญปัญหาฝุ่นพิษประกาศชัดเจนโรงงานรีไซเคิลของเสียและโรงงานคัดแยกขยะเป็นต้นเหตุฝุ่นละอองขนาดเล็ก และมีการย้ายฐานอุตสาหกรรมการผลิตประเภทนี้มาลงทุนที่ไทย เรื่องนี้สำคัญต้องช่วยกันยับยั้งแหล่งกำเนิดมลพิษใหม่ มิฉะนั้น ก็จะแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 ในไทยไม่สำเร็จ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot; แม้กรุงเทพจะไม่มีโรงงานอุตสาหกรรม แต่รายล้อมด้วยจังหวัดที่เต็มไปด้วยโรงงาน ทั้งโรงปูน โรงเหล็ก โรงเผาขยะ นี่คือ ที่มาของฝุ่น สมุทรปราการ มีความเข้มข้นมาก ไม่มีการควบคุมมลพิษทางอากาศในพื้นที่ คุณภาพอากาศและสิ่งแวดล้อม เลวร้ายมาก แต่ยังมาซ้ำเติมด้วยกฎหมายโรงงานฉบับนี้ วันนี้ปิดโรงเรียน 400 โรง อนาคตไม่รู้จะปิดอีกเท่าไหร่ ฝุ่นพิษเป็นตัวการก่อมะเร็ง สุขภาพเยาวชนที่เป็นอนาคตของชาติ นี่คือความสูญเสียของประเทศ &amp;quot; นางสาวเพ็ญโฉม กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน นายสุรชัย ตรงงาม จากมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า เป็นความไม่ชอบธรรมในการเสนอและพิจารณากฎหมายโรงงานของรัฐบาล คสช. &amp;nbsp;เพราะรัฐบาลรักษาการ คือ รัฐบาลที่อยู่ในระยะเปลี่ยนผ่าน ปฏืบัติหน้าที่เฉพาะงานประจำ ที่ไม่ใช่งานนโยบาย กฎหมายสำคัญที่จะมีผลผูกพันรัฐบาลต่อไป หรือเพื่อหาเสียงหาประโยชน์ในการเลือกตั้ง ครม.ต้องถอนร่างกฎหมายใหม่นี้ออก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงาน วันนี้ (31 ม.ค.) เวลา 14.00 น. มูลนิธิบูรณะนิเวศ เครือข่ายภาคประชาสังคม และองค์กรพัฒนาเอกชน จะเดินทางไปยื่นหนังสือที่สำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อขอให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ถอนร่าง พ.ร.บ. โรงงาน (ฉบับที่ ...) พ.ศ. ... จากการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และยุติการผลักดันเสนอร่างกฎหมายฉบับนี้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/27984</URL_LINK>
                <HASHTAG>PM 2.5, กรีนพีซ, ธารา บัวคำศรี, พ.ร.บ.โรงงานฉบับใหม่, มูลนิธิบูรณะวิถี, วิกฤตฝุ่น, เพ็ญโฉม แซ่ตั้ง, โรงเผาขยะกทม.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>DELETE</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190131/image_big_5c529c2c0e143.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>27512</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/01/2019 17:25</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/01/2019 17:25</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;มหาชัย&quot;ครองแชมป์PM2.5อยู่ระดับสีแดง กทม.ดินแดง-ธนบุรี หนักสุด  </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;25 ม.ค. 62-กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จัดงานแถลงข่าว &amp;ldquo;วิกฤตมลพิษ PM 2.5: ถึงเวลายกระดับมาตรฐานคุณภาพอากาศไทย&amp;rdquo; โดย นายธารา บัวคำศรี ผู้อำนวยการประจำประเทศไทย กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่า กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีการจัดอันดับเมืองที่มีปัญหามลพิษฝุ่นละออง PM2.5 ในประเทศไทยล่าสุดปี 2561 พบว่า พื้นที่เมือง 10 อันดับที่ต้องเผชิญกับมลพิษ PM 2.5 &amp;nbsp;คือ 1.ต.มหาชัย อ.เมือง จ.สมุทรสาคร 2.ต.แม่ปะ อ.แม่สอด จ.ตาก 3.ต.ทรงคะนอง อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ 4.ต.ศรีภูมิ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ &amp;nbsp;5.ต.ช้างเผือก อ.เมือง จ.เชียงใหม่ 6.ต.แม่เมาะ อ.แม่เมาะ จ.ลำปาง 7. ต.หน้าพระลาน อ.เฉลิมพระเกียรติ จ.สระบุรี 8.ริมถนนดินแดง เขตดินแดง กรุงเทพฯ 9.ต.ในเมือง อ.เมือง จ.ขอนแก่น และ 10.ริมถนนอินทรพิทักษ์ ธนบุรี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot; พื้นที่เมืองที่ต้องเผชิญมลพิษ PM 2.5 ใน 10 อันดับแรก พบว่า มีจำนวนวันที่มีความเข้มข้นของ PM2.5 เฉลี่ย 24 ชั่วโมงเกินมาตรฐานของไทยที่กำหนดไว้ 50 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรอยู่ระหว่าง 19-68 วัน เทียบกับข้อแนะนำองค์การอนามัยโลกที่ระบุไม่ควรเกินค่ามาตรฐาน 25 มคก./ลบ.ม. มากกว่า 3 วัน ในช่วง 1 ปี จะเห็นได้ว่า คนในเมืองต้องเสี่ยงกับผลกระทบทั้งระยะสั้นและระยะยาว หากไม่มีมาตรการจัดการมลพิษทางอากาศที่ก้าวหน้า จะเกิดวิกฤตด้านสาธารณสุขขยายวงกว้างมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot; เป็นเพราะไม่ยอมรับวิกฤต รัฐบาลจึงล้มเหลวแปรวิกฤตให้เป็นโอกาส ประชากรในเขตเมืองที่ได้รับมลพิษทางอากาศกลางแจ้งเกินค่ามาตรฐานตามค่าที่กำหนดของ WHO กรีนพีซเรียกร้องให้รัฐบาลไทยยกร่างมาตรฐานใหม่ของ PM 2.5 ในบรรยากาศ ขอให้กรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ปรับค่าเฉลี่ย 24 ชม. เป็น 35 มคก./ลบ.ม. จาก 50 มคก./ลบ.ม. &amp;nbsp;รวมถึงค่าเฉลี่ย 1 ปี เป็น 12 มค./ลบ.ม. ภายในปี 2562 นี้ เพื่อเป็นตั้งเป็นเป้าหมาย ไม่ใช่ทำได้เลยวันนี้ พรุ่งนี้ รวมถึงตรวจวัดและรายงาน PM 2.5 และปรอทที่ปลายปล่องโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงฟอสซิล รวมถึงรัฐต้องเปิดโอกาสให้นักวิชาการหัวกะทิร่วมแก้ปัญหา หาทางออกใหม่ที่ต่างจากแผนปฏิบัติการเดิมในอดีต &amp;nbsp;&amp;quot; นายธารา กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน ผศ. ดร. อริศรา เจริญปัญญาเนตร จากศูนย์ภูมิภาคเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ(ภาคเหนือ) คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า จากรายงานการวิเคราะห์เบื้องต้นมลพิษทางอากาศข้ามพรมแดนจากแผนที่ภาพถ่ายดาวเทียมความเข้มข้นของฝุ่น PM 2.5 ในไทยและประเทศเพื่อนบ้าน ประกอบด้วย เมียนมา สปป.ลาว และกัมพูชา ปี 2559-2561 โดยใช้ค่า PM 2.5 เฉลี่ย 24 ชม.ของ WHO ไม่เกิน 25 มคก./ลบ.ม. พบว่า ปี 59 ค่าความเข้มข้นฝุ่น PM 2.5 ในไทยและเพื่อนบ้านอยู่ในระดับมลพิษสูงกินพื้นที่กว้าง แต่สูงที่สุด คือ ลาว ร้อยละ 95 &amp;nbsp; ของพื้นที่ประเทศ รองลงมา กัมพูชา ไทย และเมียนมา ส่วนปี 60 แม้สถานการณ์ฝุ่นพิษคลี่คลายขึ้น &amp;nbsp;แต่ในไทยกลับรุนแรงมากที่สุด ร้อยละ 32 ของพื้นที่ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot; ส่วนมลพิษฝุ่น PM 2.5 ปี 61 &amp;nbsp;พบว่าไทยสถานการณ์รุนแรงมากขึ้นจากปี 60 ครองอันดับ 1 ฝุ่นพิษปกคลุมร้อยละ 60 ของพื้นที่ รองลงมาเป็นกัมพูชา ลาว เมียนมา รายงานนี้ยังวิเคราะห์ความรุนแรงของฝุ่น PM 2.5 ตั้งแต่ปลายมกราคมถึงกลางพฤษภาคมของทุกปีมักพบค่าฝุ่นเพิ่มสูงในภาคเหนือ แต่หากดูข้อมูลภาคกลางและกรุงเทพมหานครฝุ่น PM 2.5 คลุมตลอดทั้งปี แต่คนกรุงหลงลืมไป จากรายงานยังสะท้อนแม้ช่วงประกาศห้ามเผา พบจุดความร้อนสะสมในไทยนับพันจุด ถ้ารวมเพื่อนบ้าน พบเกือบ 3 หมื่นจุด ปัญหาหมอกควันคลุมเมืองจะแก้ไขไม่ได้หากขาดความร่วมมือจากประเทศเพื่อนบ้าน เพราะตอนนี้สถานการณ์ฝุ่น PM 2.5 ถือว่าเข้าขั้นวิกฤตแล้ว &amp;quot; ผศ.ดร.อิศรา กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผศ.ดร.อิศรา กล่าวด้วยว่า ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กทั่วกรุงเทพฯและปริมณฑล เกิดจากการเผาในที่โล่ง มีการวิเคราะห์ข้อมูลวันที่ 11-17 ม.ค.ที่ผ่านมา พบจุดสะสมความร้อน หรือ Hot Spot ที่กัมพูชาเยอะมาก ประกอบกับมีลมประจำถิ่นพัดจากตะวันออกมาตะวันตก นำพาควันมาปกคลุมกรุงเทพฯ &amp;nbsp; นอกจากนี้ มีปัญหาฝุ่นพิษภาคคมนาคมขนส่งที่ส่งผลให้รุนแรงขึ้นไปอีก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผศ.ดร.ธนพล เพ็ญรัตน์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร กล่าวว่า หากรัฐบาลต้องการแก้วิกฤตฝุ่น จะต้องยอมรับว่ามีปัญหามลพิษทางอากาศ ซึ่งมีผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน &amp;nbsp;และเป็นความเสี่ยงแบบไม่เต็มใจยอมรับ เกิดผลเสียต่อประเทศ เพราะมีข้อมูลการเสียชีวิตจากมลพิษทางอากาศในไทยเป็นอันดับ 4 &amp;nbsp;เราถูกยัดเยียดความตาย &amp;nbsp; นอกจากนี้ ประเทศไทยไม่เคยทำฐานข้อมูลการปลดปล่อยมลพิษ ขาดการวางแผนการประเมินมลพิษสะสมและศักยภาพของธรรมชาติในการรองรับมลพิษในไทย ไม่มีกฎหมายควบคุมฝุ่น PM 2.5 ที่ดีพอ ปัญหาต้องแก้ด้วยการป้องกันระยะยาว และเป็นระบบ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot; การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเป็นแค่ความพยายามเอาตัวรอดเท่านั้น พ่นน้ำ แจกหน้ากาก ตรวจจับควันดำ ธนาคารโลกรายงานข้อมูลการเสียชีวิตจากฝุ่น PM 2.5 ในไทยอยู่ที่ 50 คนต่อ 1 แสนคน &amp;nbsp;จีดีพีของประเทศติดลบจากการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรของประชากร นี่คือ ความเสียหายของประเทศจากฝุ่นพิษ &amp;quot; ผศ.ดร.ธนพล กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผศ.ดร.ธนพล กล่าวต่อว่า มีบทเรียนประเทศต่างๆ เผชิญปัญหาฝุ่นมาก่อน แต่ก็สามารถแก้ไขให้ดีขึ้นด้วยเครื่องมือทางกฎหมายเพื่อปกป้องสุขภาพประชาชน ที่สหรัฐฯ หลังเกิดหมวกควันได้ใช้หลักจัดการพื้นที่ที่ไม่สามารถให้อากาศที่ดีแก่ประชาชนนั้น ก่อนอนุมัติโครงการใดๆ ในอีไอเอและอีเอชไอเอต้องมีแนวทางป้องกัน &amp;nbsp; คำนึงถึงมลพิษจากแหล่งกำเนิด ช่วยป้องกัน PM 2.5 ตั้งแต่ขั้นอนุญาติโครงการ โดยเฉพาะกรุงเทพฯ ตามแนวรถไฟฟ้ามีโครงการคอนโดมากมาย ซึ่งอาคารสูงทำให้การระบายมลพิษได้ยาก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot; ปัจจุบันเทคโนโลยีมีจัดการแหล่งกำเนิดดีกว่าโปรยน้ำ ไล่จับฝุ่นในอากาศทีหลัง เรามีแบบจำลองมลพิษทางอากาศสามารถประเมินศักยภาพของพื้นที่ในการรองรับมลพิษได้ เพื่อลดมลพิษใหม่เพิ่มเติมจากแหล่งเดิม เรียกร้องให้ประเทศไทยใช้มาตรการเชิงรุกมากกว่าขอความร่วมมือ &amp;nbsp;ต้องผลักดันกฎหมายบังคับใช้ ทั้งปรับค่ามาตรฐาน PM 2.5 ลดการเจ็บป่วย &amp;nbsp;มีกฎหมายค่ามาตรฐานปลดปล่อย PM &amp;nbsp;2.5 จากปลายปล่องโรงงานและรถยนต์ เร่งทำทำเนียบการปล่อย PM 2.5 &amp;nbsp; หากเกินค่ามาตรฐานจะสามารถจัดการได้ถูกจุด &amp;nbsp;ในสหรัฐและอังกฤษหลังใช้กฎหมายเข้มข้นผู้ได้รับผลกระทบจากมลพิษอากาศไม่ถึงร้อยละ &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;20 ของประชากรทั้งประเทศต่างจากจีนมีคนกระทบเกือบ 100% แต่จีนก็ไม่นิ่งเฉย ปี 2561 ออกกฎหมายควบคุมคุณภาพอากาศ ต้องลดฝุ่น PM 2.5 ร้อยละ 18 และมีวันอากาศดีอย่างน้อยร้อยละ 80 คำถามคือ กรุงเทพฯ คุณภาพอากาศจะเป็นอย่างไรใน &amp;nbsp;2 ปี หรือ 10 ปีข้างหน้า ทุกภาคส่วนต้องร่วมผลักดันกฎหมาย ออกแบบอนาคตของประเทศ &amp;quot; ผศ.ดร.ธนพล กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/27512</URL_LINK>
                <HASHTAG>PM2.5, กรีนพีซ, ดินแดง-ฝั่งธน มลพิษฝุ่นPM2.5เยอะสุด, ธารา บัวคำศรี, ผศ. ดร. อริศรา เจริญปัญญาเนตร, มหาชัย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190125/image_big_5c4ae3775bdfc.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
