<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>78188</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/09/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/09/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อัดฉีด5.1หมื่นล.กระตุ้นบริโภค</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปลุกเศรษฐกิจโค้งสุดท้ายปีแห่งวิกฤติโควิด &amp;quot;คลัง&amp;quot; ชง ครม.เคาะงบ 5.1 หมื่นล้านบาท อัดฉีดกระตุ้นการบริโภคในประเทศ แจก 3,000 บาทให้ 10 ล้านคน พร้อมเพิ่มเงินในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐอีก 500 บาทให้ 14 ล้านคนช่วง ต.ค.-ธ.ค.นี้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายลวรณ แสงสนิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวว่า ในวันที่ 22 ก.ย.นี้ &amp;nbsp;สศค.จะเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบมาตรการกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ ประกอบด้วย &amp;nbsp;โครงการคนละครึ่ง แจกเงิน 3,000 บาทให้ประชาชนทั่วไป 10 ล้านคน และโครงการเพิ่มวงเงินซื้อของกินของใช้ให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการ จำนวน 14 ล้านคน จาก 200-300 บาท เป็นคนละ 700-800 บาท หรือเพิ่มให้ 500 บาทต่อคน เป็นเวลา 3 เดือนตั้งแต่ตุลาคม-ธันวาคม 2563 หรือคนละ 1,500 บาทต่อคน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ทั้งนี้มาตรการที่จะเสนอให้ ครม.พิจารณานั้น จะใช้วงเงินดำเนินการ 5.1 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการบริโภคของประเทศในไตรมาสสุดท้ายของปีให้ขยายตัวเพิ่มมากขึ้น และเป็นการช่วยเหลือคนให้มีกำลังซื้อเพิ่มมากขึ้นถึง 24 ล้านคน&amp;quot; นายลวรณระบุ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายลวรณกล่าวต่อว่า โดยรัฐบาลจะเปิดให้ร้านค้าลงทะเบียนผ่าน www.คนละครึ่ง.com ในวันที่ 1 &amp;nbsp;ต.ค.63 ซึ่งจะต้องเป็นร้านค้าขนาดเล็ก หาบเร่ แผงลอย เน้นร้านของกินหรือซื้อของใช้นิดหน่อยตามโชห่วยหรือร้านธงฟ้า ส่วนร้านค้าขนาดใหญ่ที่เป็นนิติบุคคล ร้านสะดวกซื้อ รัฐไม่เปิดให้เข้าร่วมโครงการ &amp;nbsp;และในวันที่ 16 ต.ค.63 เวลา 06.00-23.00 น. จะเปิดให้ประชาชนที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป ที่ไม่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จองสิทธิ์ผ่าน www.คนละครึ่ง.com โดยระบบจะเปิดรับต่อเนื่อง 10 ล้านคน หากวันแรกไม่เต็มก็จะเปิดรับวันต่อๆ ไปจนเต็มตามจำนวน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผอ.สศค.กล่าวต่อว่า ทั้งนี้หลังลงทะเบียนแล้วภายใน 2 วัน ผู้ลงทะเบียนจะได้รับข้อความ SMS &amp;nbsp;แจ้งว่าผ่านการพิจารณาหรือไม่ ผู้ที่ผ่านก็ให้โหลดแอปพลิเคชันเป๋าตัง ซึ่งรัฐบาลจะโอนวงเงิน 3,000 บาท ให้กับผู้ได้สิทธิ เพื่อนำไปซื้อของกินของใช้จากร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ ซึ่งร้านค้าจะมีแอปพลิเคชันถุงเงิน โดยผู้ได้สิทธิ์ก็ต้องโอนเงินส่วนที่จะซื้อของเข้าแอปพลิเคชันเป๋าตังของตัวเองด้วย เพราะมาตรการนี้เป็นการร่วมกันจ่ายคนละครึ่ง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผอ.สศค.กล่าวต่อว่า สำหรับผู้ได้สิทธิ์เริ่มใช้จ่ายในโครงการได้ในวันที่ 23 ต.ค.63 ตั้งแต่เวลา 06.00-23.00 น.เป็นต้นไป จนถึงวันที่ 31 ธ.ค.63 โดยรัฐบาลกำหนดช่วยจ่ายค่าซื้อสินค้าวันละไม่เกิน &amp;nbsp;100 บาท หรือไม่เกิน 3,000 บาทต่อคน ซึ่งการไปซื้อสินค้าจะต้องจ่ายเงินผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตังเท่านั้น โดยนำแอปพลิเคชันเป๋าตังไปสแกนกับแอปพลิเคชันถุงเงินของร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ระบบการลงทะเบียนและการใช้เงินจะทำได้ในเวลา 06.00-23.00 น.ของทุกวัน เพราะระบบต้องหยุดเพื่อประมวลผลข้อมูลต่างๆ โดยเฉพาะการจ่ายเงินให้ร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการต่อไป โดยโครงการนี้ผู้ได้สิทธิ์ต้องจ่ายเงินชำระสินค้าผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตัง และต้องเตรียมเงินไว้ให้เพียงพอกับซื้อสินค้าด้วย ไม่สามารถชำระเป็นเงินสดเพื่อป้องกันการทุจริต&amp;quot; นายลวรณกล่าว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายลวรณกล่าวว่า ผู้ที่ได้สิทธิ์แล้วจะต้องเริ่มใช้เงินภายใน 14 วันหลังจากได้รับ SMS หากไม่ใช้เงินระบบจะตัดชื่อออกเพื่อให้คนอื่นเข้ามาจองสิทธิ์ใหม่ โดยผู้ที่ถูกตัดสิทธิ์ก็ยังสามารถมาลงทะเบียนใหม่ โดยโครงการนี้ต้องการให้เกิดการใช้จ่ายจริงๆ ไม่ต้องการให้มีการจองกั๊กสิทธิ์ของผู้อื่นที่ต้องการเข้าร่วมโครงการ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;สำหรับการช่วยเหลือผู้ถือบัตรสวัสดิการ โดยให้วงเงินซื้อสินค้าเพิ่มอีกเดือนละ 500 บาท จากที่ได้รับเดือนละ 200 กับ 300 บาท ก็จะได้รับเดือนละ 700 กับ 800 บาท เป็นเวลา 3 เดือนตั้งแต่ตุลาคม-ธันวาคม 2563 หรือเท่ากับได้เงินเพิ่มอีก 1,500 บาท เนื่องจากรัฐบาลเห็นว่าคนกลุ่มนี้เข้าถึงเทคโนโลยีลำบาก ทำให้ไม่สะดวกที่จะไปจองสิทธิ์รับเงิน 3,000 บาท จึงให้ความช่วยเหลือแยกออกมา &amp;nbsp;เพื่อช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยเพิ่มมากขึ้น&amp;quot; นายลวรณกล่าว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายธาริฑธิ์ ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ ผู้อำนวยการอาวุโสและวิเคราะห์ความเสี่ยงสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า แนวโน้มสินเชื่อในครึ่งปีหลังมองว่าจะขยายตัวได้ดี โดยเฉพาะสินเชื่อขนาดใหญ่และสินเชื่อส่วนบุคคล ขณะที่สถานการณ์หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) คาดว่าจะทรงตัวจากไตรมาส 2/63 อยู่ที่ 3.09%.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/78188</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธาริฑธิ์ ปั้นเปี่ยมรัษฎ์, ลวรณ แสงสนิท, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200921/image_big_5f68ab64a07e8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>78113</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/09/2020 13:24</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/09/2020 13:24</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;แบงก์ชาติ&#039;ไม่ห่วงคนแห่ถอนเงิน แจงสภาพคล่องแข็งแกร่ง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 ก.ย. 2563&amp;nbsp; นายธาริฑธิ์ ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายตรวจสอบและวิเคราะห์ความเสี่ยงสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)&amp;nbsp; กล่าวถึงกรณีมีการเรียกร้องให้ถอนเงินจากสถาบันการเงินแห่งหนึ่ง ว่า ธปท.ไม่เป็นห่วงระบบสถาบันการธนาคารพาณิชย์ เนื่องจากมี การดำรงสินทรัพย์สภาพคล่องเพื่อรองรับสถานการณ์สภาพคล่องที่มีความรุนแรง (LCR) มากกว่า 1 เท่า ซึ่งถือว่าสภาพคล่องยังอยู่ในระดับสูง

ทั้งนี้ ธปท. ได้คุยกับสถาบันการเงินธนาคารพาณิชย์ทั้งหมดแล้ว เพื่อติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

&amp;quot;เงินต้องมีที่ไป การถอนเงินจากธนาคารหนึ่งก็ต้องไปอีกธนาคารหนึ่ง ระบบสถาบันการเงินธนาคารพาณิชย์ไทยจึงไม่น่าเป็นห่วง&amp;quot; นายธาริฑธิ์ กล่าว&amp;nbsp;

ดังนั้นสภาพคล่องที่ล้น ทำให้ไม่ได้กังวลเกี่ยวกับสภาพคล่องเลย ย้ำอีกครั้งเงินที่ย้ายไปก็ต้องหาทางวนกลับมาได้

&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/78113</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธปท., ธาริฑธิ์ ปั้นเปี่ยมรัษฎ์, สภาพคล่องทางการเงิน, แบงก์พาณิชย์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200921/image_big_5f6846cd76d0f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>66312</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/05/2020 11:22</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/05/2020 09:59</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;แบงก์&#039;ยังแกร่งQ1ฟันกำไรอื้อ 5.29 หมื่นล้านบาท</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19 พ.ค.2563 นายธาริฑธิ์ ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายตรวจสอบและวิเคราะห์ความเสี่ยงสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยถึงผลการดำเนินงานของระบบธนาคารพาณิชย์ ไตรมาส 1 ปี 2563 ว่า ระบบธนาคารพาณิชย์มีกำไรสุทธิ 5.29 หมื่นบาท หลังหักรายการพิเศษจากรายได้เงินปันผลที่จ่ายระหว่างธนาคารพาณิชย์ที่อยู่ในขั้นตอนการควบรวมกัน โดยลดลง 7.3% จากช่วงเดียวกันปีก่อน ซึ่งเป็นผลจากการกันสำรองที่เพิ่มขึ้นจากระยะเดียวกันปีก่อน โดยรายได้จากธุรกิจหลักของธนาคารยังทรงตัว โดยอัตราผลตอบแทนต่อสินทรัพย์เฉลี่ย (ROA)&amp;nbsp;ลดลงมาอยู่ที่ 1.03% จาก 1.14% ในไตรมาสก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ระบบธนาคารพาณิชย์มีเงินกองทุนทั้งสิ้น 2.8 ล้านล้านบาท หรืออัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS)&amp;nbsp;ที่ 18.7%&amp;nbsp;&amp;nbsp;เงินสำรองอยู่ในระดับสูงที่ 7.19 แสนล้านบาท หรืออัตราส่วนเงินสำรองที่มีต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพ (NPL)&amp;nbsp;ที่ 143.3% และอัตราส่วนสินทรัพย์สภาพคล่องเพื่อรองรับกระแสเงินสดที่อาจไหลออกในภาวะวิกฤต (LCR)&amp;nbsp;ที่ 185.7%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับภาพรวมการเติบโตของสินเชื่อระบบธนาคารพาณิชย์ในไตรมาส 1 ปี 2563 เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 4.1% เทียบกับระยะเดียวกันปีก่อน โดยสินเชื่อธุรกิจ มีสัดส่วน 64.8% ของสินเชื่อรวม ขยายตัวที่ 3.3% ตามความต้องการใช้สินเชื่อของธุรกิจขนาดใหญ่ในหลายประเภทธุรกิจที่ส่วนหนึ่งกลับมาใช้สินเชื่อแทนการระดมทุนผ่านตราสารหนี้ในภาวะที่ตลาดการเงินมีความผันผวน ส่งผลให้สินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ (ไม่รวมธุรกิจการเงิน) ขยายตัวเร่งขึ้นมาอยู่ที่ 5.3% ขณะที่สินเชื่อธุรกิจเอสเอ็มอี (ไม่รวมธุรกิจการเงิน) หดตัวเล็กน้อยที่ 0.2% ขณะที่สินเชื่ออุปโภคบริโภค มีสัดส่วน 35.2% ของสินเชื่อรวม ขยายตัว 5.6% ชะลอลงจากไตรมาสก่อนในทุกประเภทสินเชื่อ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในส่วนคุณภาพสินเชื่อของระบบธนาคารพาณิชย์ ณ สิ้นไตรมาส 1 ปี 2563 ด้อยลงจากสิ้นปี 2562 จากผลกระทบทางเศรษฐกิจและการเปลี่ยนแปลงเกณฑ์การจัดชั้นตามมาตรฐานบัญชีใหม่&amp;nbsp;TFRS&amp;nbsp;9 โดยยอดคงค้างสินเชื่อด้อยคุณภาพ อยู่ที่ 4.9 แสนล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วน&amp;nbsp;NPL&amp;nbsp;ต่อสินเชื่อรวมที่ 3.05% เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนที่ 2.98% ขณะที่สัดส่วนสินเชื่อที่มีการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของความเสี่ยงด้านเครดิตต่อสินเชื่อรวม อยู่ที่ 7.70%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายธิติ ตันติกุลานันท์ ผู้บริหารสายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย &amp;nbsp;เปิดเผยว่า การออกตราสารหนี้ในตลาดแรก มูลค่าการออกใหม่ของหุ้นกู้ระยะยาวภาคเอกชนลดลงอย่างมีนัยสำคัญในช่วง 4 เดือนแรกของปีนี้ โดยลดลงถึง 41% จากช่วงเดียวกันปีก่อนมาอยู่ที่ 1.8 แสนล้านบาท เป็นผลจากผู้ออกหุ้นกู้หลายรายตัดสินใจเลื่อนหรือชะลอการออกหุ้นกู้ เพื่อรอสภาพตลาดที่ดีขึ้น รวมถึงบางรายหันไปใช้วงเงินสินเชื่อจากธนาคารพาณิชย์แทนในช่วงที่การออกหุ้นกู้มีความท้าทาย เนื่องจากความต้องการลงทุนของผู้ลงทุนสถาบันที่ลดลงเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะจากผู้ลงทุนประเภท บลจ. ที่มีความระมัดระวังในการลงทุนมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ในไตรมาส 1 ปี 2563 มูลค่าสินทรัพย์สุทธิ (NAV)&amp;nbsp;ของกองทุนรวมของไทยทั้งระบบ ลดลงประมาณ 8 แสนล้านบาท หรือ 15.30% มาอยู่ที่ 4.6 ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นระดับที่ใกล้เคียงกับ&amp;nbsp;NAV&amp;nbsp;เมื่อ 4 ปีที่แล้ว ขณะที่ในปีนี้ คาดว่า จะมีหุ้นกู้ระยะยาวภาคเอกชนออกใหม่จำนวนประมาณ 9 แสนล้านบาท ลดลงจากระดับเกินกว่า 1 ล้านล้านบาทในปีที่แล้ว ซึ่งถือเป็นการลดลงครั้งแรกตั้งแต่ปี 2558&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/66312</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.), ธาริฑธิ์ ปั้นเปี่ยมรัษฎ์, ผลการดำเนินงานของระบบธนาคารพาณิชย์ ไตรมาส 1</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200218/image_big_5e4b3fc18da52.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
