<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>79111</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/09/2020 17:04</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/09/2020 17:04</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ยกฟ้อง &#039;ธาริต&#039; กับพวกไม่ผิดคดีกลั่นแกล้งถอนประกัน &#039;สมคิด บุญถนอม&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30 ก.ย.63 - ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ถ.นครไชยศรี ศาลอ่านคำพิพากษาคดีหมายเลขดำ อท.(ผ) 61/2559 ที่ พล.ต.ท.สมคิด บุญถนอม อดีตจเรตำรวจแห่งชาติ และ พ.ต.ท.สุรเดช อุดมดี เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อดีตอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ), พ.ต.ต.วรนันท์ ศรีล้ำ อดีตผู้อำนวยการกองบริหารคดีพิเศษและอดีตรองโฆษกดีเอสไอ และ พ.ต.ท.สุวิชชัย หรือเกียรติกรณ์ แก้วผลึก เป็นจำเลยที่ 1-3 ในความผิดฐานร่วมกันปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบด้วยกฎหมาย มาตรา 157 สร้างหลักฐานการคุ้มครองพยานตามมาตรการพิเศษ โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และเเจ้งความอันเป็นเท็จต่อศาล มาตรา 137&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยโจทก์ฟ้องเมื่อวันที่ 7 ส.ค. 2557 ระบุพฤติการณ์ว่า นายธาริต อธิบดีเอสไอในขณะนั้นกับพวก มีคำสั่งให้นำ พ.ต.ท.สุวิชชัย หรือเกียรติกรณ์ แก้วผลึก พยานโจทก์ในคดีการหายตัวไปของนายโมฮัมเหม็ด อัลรูไวลี นักธุรกิจชาวซาอุดีอาระเบีย ที่ศาลอาญาให้เดินทางออกนอกราชอาณาจักรไทยไปยังสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ด้วยสายการบิน ey402 ทั้งที่ พ.ต.ท.สุวิชชัย เป็นจำเลยที่ศาลจังหวัดมีนบุรีได้มีคำพิพากษาลงโทษจำคุกตลอดชีวิตในคดีร่วมฆ่าฯ เชื้อพระวงศ์ลาว ซึ่งศาลจังหวัดมีนบุรีมีคำสั่งห้ามออกนอกประเทศไว้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ภายหลังจำเลยกลับมายื่นคำร้องขออนุญาตศาลอาญาให้ส่งประเด็นไปสืบต่างประเทศ โดยอ้างว่าพบพยานดังกล่าวหลบหนีหมายจับไปยังสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เพื่อให้เข้าหลักเกณฑ์อนุญาตส่งประเด็นไปสืบต่างประเทศ ทั้งที่ความจริงเเล้วตอนนั้นพยานโจทก์ปากดังกล่าวพำนักอยู่ในไทย แต่อัยการโจทก์ไม่สามารถนำตัวมาเบิกความที่ศาลอาญาโดยเปิดเผยได้ เนื่องจาก พ.ต.ท.สุวิชชัย เป็นจำเลยหลบหนีหมายจับของศาลจังหวัดมีนบุรี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายธาริตกับพวกซึ่งทำหน้าที่รายงานความคืบหน้าการส่งประเด็นไปสืบพยานต่างประเทศตามคำสั่งศาลอาญาในขณะนั้น เป็นผู้ซื้อตั๋วเครื่องบินให้ พ.ต.ท.สุวิชชัย เเละเจ้าหน้าที่ดีเอสไออีกสองคนเดินทางไปสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เพื่อดำเนินการสืบพยานลับหลังจำเลยในคดีการหายตัวไปของ นายโมฮัมเหม็ด อัลรูไวลี ด้วยช่องทาง พ.ร.บ.ร่วมมือระหว่างประเทศในเรื่องทางอาญาฯ ซึ่งเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะความจริงแล้ว การสืบพยานต่างประเทศด้วย พ.ร.บ.ดังกล่าว จะต้องเป็นกรณีที่พยานมีภูมิลำเนาต่างประเทศ มิใช่เกิดจากการนำพยานเดินทางไปต่างประเทศ เพื่อให้เข้าเงื่อนไขการส่งประเด็นไปสืบ แต่กลับเเจ้งต่อศาลว่าพบพยานดังกล่าวหลบหนีหมายจับอยู่ที่ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กระทั่งตรวจสอบพบว่า จำเลยทั้งสามในฐานะตัวการเเละผู้สนับสนุน ร่วมกันสร้างพยานหลักฐานการคุ้มครองพยานมาตรการพิเศษ โดยอ้างว่าโดนโจทก์ข่มขู่พยาน เพื่อเป็นข้ออ้างแก้ตัว กรณีโดนโจทก์ร้องคัดค้านการนำพยานปาก พ.ต.ท.สุวิชชัย เดินทางออกนอกประเทศ ว่าเป็นการคุ้มครองพยานเพื่อนำไปสืบพยานที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และอ้างเป็นหลักฐานแจ้งต่อศาล ให้เพิกถอนการปล่อยชั่วคราวแก่โจทก์ทั้งสอง จึงเท่ากับจำเลยมีเจตนาพิเศษกลั่นแกล้ง เพื่อให้โจทก์ถูกศาลเพิกถอนการปล่อยชั่วคราวในขณะนั้น หากศาลเชื่อตามคำร้องเท็จของจำเลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาลไต่สวนแล้วคดีมีมูลประทับรับฟ้อง จำเลยที่ 1-2 ให้การปฏิเสธ จำเลยที่ 3 หลบหนี จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานแล้ว เห็นว่า เชื่อว่า นายธาริต จำเลยที่ 1 ในฐานะอธิบดีดีเอสไอเป็นผู้ได้รับมอบหมายจากนายประชา พรหมนอก รมว.ยุติธรรม ในขณะนั้น สั่งใช้มาตรการพิเศษคุ้มครองพยานปากจำเลยที่ 3 โดยมีเจ้าหน้าที่ดีเอสไอ 5 คน ที่ รมว.ยุติธรรม แต่งตั้ง เป็นการปฏิบัติราชการตามอำนาจหน้าที่ตามลำดับชั้นบังคับบัญชา ซึ่งต้องดำเนินการเป็นความลับตาม พ.ร.บ.คุ้มครองพยานฯ ในคดีอาญา พ.ศ.2546 มาตรา 9 และ 10 พยานหลักฐานที่โจทก์ทั้งสองนำสืบยังไม่พอฟังว่าการคุ้มครองพยานจำเลยที่ 3 เป็นเท็จ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนการยื่นขอให้เพิกถอนการปล่อยชั่วคราวโจทก์ทั้งสอง ของจำเลยที่ 1-2 เป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือไม่ เห็นว่า ในคำร้องขอคุ้มครองพยานระบุว่า ถูก พล.ต.ท.สมคิด โจทก์ที่ 1 ใช้ให้บริวารตามข่มขู่จำเลยที่ 3 และครอบครัว เพื่อไม่ให้จำเลยที่ 3 เข้าเบิกความเป็นพยานในคดีอาญา รวมทั้งโจทก์ที่ 1 แถลงข่าวในทางทำให้จำเลยที่ 3 เสื่อมเสีย จนไม่อาจอยู่เป็นปกติสุขได้ แม้จำเลยที่ 3 เปลี่ยนชื่อก็ยังไม่พ้นต้องขอเปลี่ยนที่อยู่และคุ้มครองความปลอดภัย กรณีนี้โจทก์ทั้งสองกล่าวอ้างลอยๆ ว่าไม่มีพฤติการณ์ดังกล่าว แม้โจทก์ทั้งสองจะอ้างว่าเป็นการค้นหาความจริงเพื่อเอาผิดจำเลยที่ 1 กับพวก ร่วมกันพาจำเลยที่ 3 ออกนอกประเทศโดยมิชอบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งกรณีนี้ นายชาญเชาว์ ไชยานุกิจ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม รักษาการณ์แทนปลัดกระทรวงยุติธรรมขณะนั้น เบิกความว่าได้หนังสือจากกระทรวงการต่างประเทศส่งมาจากสถานทูตซาอุดิอาระเบีย มีข้อความแปลเป็นไทยสรุปข้อความได้ว่า โจทก์ที่ 1 ได้รับและเผยแพร่เอกสารที่เป็นเรื่องลับและละเอียดอ่อนเกี่ยวกับการเปลี่ยนชื่อและออกหนังสือเดินทางให้กับจำเลยที่ 3 พร้อมรายละเอียดต่างๆ ทางสถานทูตมีความประหลาดใจที่โจทก์ที่ 1 เป็นอิสระที่ทำเรื่องที่ว่าโดยไม่มีการสอบสวนใดๆ บ่งชี้ถึงความสามารถที่ใช้อิทธิพลอำนาจในทางที่เป็นเพื่อให้ได้เข้าถึงข้อมูลเหล่านั้น พร้อมใช้ประโยชน์จากสื่อมีการแถลงข่าวพร้อมเหล่าข้าราชการแจกใบปลิว มุ่งที่จะให้กระบวนการยุติธรรมเสื่อมเสียชื่อเสียง ทางสถานทูตเห็นว่า พฤติกรรมดังกล่าวเป็นความพยายามที่จะกดดัน จึงให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการในส่วนจำเป็น เพื่อลดความกังวลของรัฐบาลซาอุฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อนายธาริต จำเลยที่ 1 พิจารณาข้อเท็จจริงในหนังสือดังกล่าวประกอบคำร้องจำเลยที่ 3 พบว่ามีมูลตามคำขอ จึงนำไปยื่นต่อศาลอาญา ขอให้เพิกถอนการปล่อยชั่วคราวโจทก์ เมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงประกอบกันเห็นว่า พฤติการณ์ตามข้อเท็จจริงของโจทก์ทั้งสองเป็นการยุ่งเหยิงกับพยานตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 108/1 (2)(5) จึงทำคำร้องโดยอ้างเหตุตามข้อเท็จจริงที่ได้มาไปยื่นต่อศาลอาญา เป็นการใช้ดุลยพินิจตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 108/1 (2)(5) ตามอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย กรณีจึงไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนปัญหาที่จำเลยที่ 1-2 นำข้อเท็จจริงตามคำร้องดังกล่าวเบิกความต่อศาลอาญาตามคำร้องนั้น เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 (เเจ้งความอันเป็นเท็จต่อศาล) และคดีขาดอายุความหรือไม่ ไม่จำเป็นต้องวินิจฉัย เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป พิพากษายกฟ้อง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/79111</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธาริต เพ็งดิษฐ์, พล.ต.ท.สมคิด บุญถนอม, ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง, โมฮัมเหม็ด อัลรูไวลี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>DELETE</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181024/image_big_5bd00dfd86a07.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>79110</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/09/2020 17:04</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/09/2020 17:04</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ยกฟ้อง &#039;ธาริต&#039; กับพวกไม่ผิดคดีกลั่นแกล้งถอนประกัน &#039;สมคิด บุญถนอม&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30 ก.ย.63 - ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ถ.นครไชยศรี ศาลอ่านคำพิพากษาคดีหมายเลขดำ อท.(ผ) 61/2559 ที่ พล.ต.ท.สมคิด บุญถนอม อดีตจเรตำรวจแห่งชาติ และ พ.ต.ท.สุรเดช อุดมดี เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อดีตอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ), พ.ต.ต.วรนันท์ ศรีล้ำ อดีตผู้อำนวยการกองบริหารคดีพิเศษและอดีตรองโฆษกดีเอสไอ และ พ.ต.ท.สุวิชชัย หรือเกียรติกรณ์ แก้วผลึก เป็นจำเลยที่ 1-3 ในความผิดฐานร่วมกันปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบด้วยกฎหมาย มาตรา 157 สร้างหลักฐานการคุ้มครองพยานตามมาตรการพิเศษ โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และเเจ้งความอันเป็นเท็จต่อศาล มาตรา 137&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยโจทก์ฟ้องเมื่อวันที่ 7 ส.ค. 2557 ระบุพฤติการณ์ว่า นายธาริต อธิบดีเอสไอในขณะนั้นกับพวก มีคำสั่งให้นำ พ.ต.ท.สุวิชชัย หรือเกียรติกรณ์ แก้วผลึก พยานโจทก์ในคดีการหายตัวไปของนายโมฮัมเหม็ด อัลรูไวลี นักธุรกิจชาวซาอุดีอาระเบีย ที่ศาลอาญาให้เดินทางออกนอกราชอาณาจักรไทยไปยังสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ด้วยสายการบิน ey402 ทั้งที่ พ.ต.ท.สุวิชชัย เป็นจำเลยที่ศาลจังหวัดมีนบุรีได้มีคำพิพากษาลงโทษจำคุกตลอดชีวิตในคดีร่วมฆ่าฯ เชื้อพระวงศ์ลาว ซึ่งศาลจังหวัดมีนบุรีมีคำสั่งห้ามออกนอกประเทศไว้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ภายหลังจำเลยกลับมายื่นคำร้องขออนุญาตศาลอาญาให้ส่งประเด็นไปสืบต่างประเทศ โดยอ้างว่าพบพยานดังกล่าวหลบหนีหมายจับไปยังสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เพื่อให้เข้าหลักเกณฑ์อนุญาตส่งประเด็นไปสืบต่างประเทศ ทั้งที่ความจริงเเล้วตอนนั้นพยานโจทก์ปากดังกล่าวพำนักอยู่ในไทย แต่อัยการโจทก์ไม่สามารถนำตัวมาเบิกความที่ศาลอาญาโดยเปิดเผยได้ เนื่องจาก พ.ต.ท.สุวิชชัย เป็นจำเลยหลบหนีหมายจับของศาลจังหวัดมีนบุรี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายธาริตกับพวกซึ่งทำหน้าที่รายงานความคืบหน้าการส่งประเด็นไปสืบพยานต่างประเทศตามคำสั่งศาลอาญาในขณะนั้น เป็นผู้ซื้อตั๋วเครื่องบินให้ พ.ต.ท.สุวิชชัย เเละเจ้าหน้าที่ดีเอสไออีกสองคนเดินทางไปสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เพื่อดำเนินการสืบพยานลับหลังจำเลยในคดีการหายตัวไปของ นายโมฮัมเหม็ด อัลรูไวลี ด้วยช่องทาง พ.ร.บ.ร่วมมือระหว่างประเทศในเรื่องทางอาญาฯ ซึ่งเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะความจริงแล้ว การสืบพยานต่างประเทศด้วย พ.ร.บ.ดังกล่าว จะต้องเป็นกรณีที่พยานมีภูมิลำเนาต่างประเทศ มิใช่เกิดจากการนำพยานเดินทางไปต่างประเทศ เพื่อให้เข้าเงื่อนไขการส่งประเด็นไปสืบ แต่กลับเเจ้งต่อศาลว่าพบพยานดังกล่าวหลบหนีหมายจับอยู่ที่ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กระทั่งตรวจสอบพบว่า จำเลยทั้งสามในฐานะตัวการเเละผู้สนับสนุน ร่วมกันสร้างพยานหลักฐานการคุ้มครองพยานมาตรการพิเศษ โดยอ้างว่าโดนโจทก์ข่มขู่พยาน เพื่อเป็นข้ออ้างแก้ตัว กรณีโดนโจทก์ร้องคัดค้านการนำพยานปาก พ.ต.ท.สุวิชชัย เดินทางออกนอกประเทศ ว่าเป็นการคุ้มครองพยานเพื่อนำไปสืบพยานที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และอ้างเป็นหลักฐานแจ้งต่อศาล ให้เพิกถอนการปล่อยชั่วคราวแก่โจทก์ทั้งสอง จึงเท่ากับจำเลยมีเจตนาพิเศษกลั่นแกล้ง เพื่อให้โจทก์ถูกศาลเพิกถอนการปล่อยชั่วคราวในขณะนั้น หากศาลเชื่อตามคำร้องเท็จของจำเลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาลไต่สวนแล้วคดีมีมูลประทับรับฟ้อง จำเลยที่ 1-2 ให้การปฏิเสธ จำเลยที่ 3 หลบหนี จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานแล้ว เห็นว่า เชื่อว่า นายธาริต จำเลยที่ 1 ในฐานะอธิบดีดีเอสไอเป็นผู้ได้รับมอบหมายจากนายประชา พรหมนอก รมว.ยุติธรรม ในขณะนั้น สั่งใช้มาตรการพิเศษคุ้มครองพยานปากจำเลยที่ 3 โดยมีเจ้าหน้าที่ดีเอสไอ 5 คน ที่ รมว.ยุติธรรม แต่งตั้ง เป็นการปฏิบัติราชการตามอำนาจหน้าที่ตามลำดับชั้นบังคับบัญชา ซึ่งต้องดำเนินการเป็นความลับตาม พ.ร.บ.คุ้มครองพยานฯ ในคดีอาญา พ.ศ.2546 มาตรา 9 และ 10 พยานหลักฐานที่โจทก์ทั้งสองนำสืบยังไม่พอฟังว่าการคุ้มครองพยานจำเลยที่ 3 เป็นเท็จ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนการยื่นขอให้เพิกถอนการปล่อยชั่วคราวโจทก์ทั้งสอง ของจำเลยที่ 1-2 เป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือไม่ เห็นว่า ในคำร้องขอคุ้มครองพยานระบุว่า ถูก พล.ต.ท.สมคิด โจทก์ที่ 1 ใช้ให้บริวารตามข่มขู่จำเลยที่ 3 และครอบครัว เพื่อไม่ให้จำเลยที่ 3 เข้าเบิกความเป็นพยานในคดีอาญา รวมทั้งโจทก์ที่ 1 แถลงข่าวในทางทำให้จำเลยที่ 3 เสื่อมเสีย จนไม่อาจอยู่เป็นปกติสุขได้ แม้จำเลยที่ 3 เปลี่ยนชื่อก็ยังไม่พ้นต้องขอเปลี่ยนที่อยู่และคุ้มครองความปลอดภัย กรณีนี้โจทก์ทั้งสองกล่าวอ้างลอยๆ ว่าไม่มีพฤติการณ์ดังกล่าว แม้โจทก์ทั้งสองจะอ้างว่าเป็นการค้นหาความจริงเพื่อเอาผิดจำเลยที่ 1 กับพวก ร่วมกันพาจำเลยที่ 3 ออกนอกประเทศโดยมิชอบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งกรณีนี้ นายชาญเชาว์ ไชยานุกิจ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม รักษาการณ์แทนปลัดกระทรวงยุติธรรมขณะนั้น เบิกความว่าได้หนังสือจากกระทรวงการต่างประเทศส่งมาจากสถานทูตซาอุดิอาระเบีย มีข้อความแปลเป็นไทยสรุปข้อความได้ว่า โจทก์ที่ 1 ได้รับและเผยแพร่เอกสารที่เป็นเรื่องลับและละเอียดอ่อนเกี่ยวกับการเปลี่ยนชื่อและออกหนังสือเดินทางให้กับจำเลยที่ 3 พร้อมรายละเอียดต่างๆ ทางสถานทูตมีความประหลาดใจที่โจทก์ที่ 1 เป็นอิสระที่ทำเรื่องที่ว่าโดยไม่มีการสอบสวนใดๆ บ่งชี้ถึงความสามารถที่ใช้อิทธิพลอำนาจในทางที่เป็นเพื่อให้ได้เข้าถึงข้อมูลเหล่านั้น พร้อมใช้ประโยชน์จากสื่อมีการแถลงข่าวพร้อมเหล่าข้าราชการแจกใบปลิว มุ่งที่จะให้กระบวนการยุติธรรมเสื่อมเสียชื่อเสียง ทางสถานทูตเห็นว่า พฤติกรรมดังกล่าวเป็นความพยายามที่จะกดดัน จึงให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการในส่วนจำเป็น เพื่อลดความกังวลของรัฐบาลซาอุฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อนายธาริต จำเลยที่ 1 พิจารณาข้อเท็จจริงในหนังสือดังกล่าวประกอบคำร้องจำเลยที่ 3 พบว่ามีมูลตามคำขอ จึงนำไปยื่นต่อศาลอาญา ขอให้เพิกถอนการปล่อยชั่วคราวโจทก์ เมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงประกอบกันเห็นว่า พฤติการณ์ตามข้อเท็จจริงของโจทก์ทั้งสองเป็นการยุ่งเหยิงกับพยานตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 108/1 (2)(5) จึงทำคำร้องโดยอ้างเหตุตามข้อเท็จจริงที่ได้มาไปยื่นต่อศาลอาญา เป็นการใช้ดุลยพินิจตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 108/1 (2)(5) ตามอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย กรณีจึงไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนปัญหาที่จำเลยที่ 1-2 นำข้อเท็จจริงตามคำร้องดังกล่าวเบิกความต่อศาลอาญาตามคำร้องนั้น เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 (เเจ้งความอันเป็นเท็จต่อศาล) และคดีขาดอายุความหรือไม่ ไม่จำเป็นต้องวินิจฉัย เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป พิพากษายกฟ้อง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/79110</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธาริต เพ็งดิษฐ์, พล.ต.ท.สมคิด บุญถนอม, ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง, โมฮัมเหม็ด อัลรูไวลี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181024/image_big_5bd00dfd86a07.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>59057</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/03/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/03/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สงครามกฎหมาย คดีสลาย นปช.ปี 2553  “ธาริต-ดีเอสไอ” ปะทะ “มาร์ค-เทือก”</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;เสียงบ่นของประชาชนคนเสื้อแดง แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กระหึ่มโซเชียลมีเดียอีกครั้ง หลังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้จำคุก &amp;ldquo;ธาริต เพ็งดิษฐ์&amp;rdquo; อดีตอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) &amp;nbsp;กับพวกพนักงานสอบสวนดีเอสไอ คนละ 2 ปี เมื่อวันที่ 5 มี.ค.2563 ในคดีหมายเลขดำ อ.310/2556 ที่ &amp;ldquo;อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ&amp;rdquo; อดีตนายกรัฐมนตรี &amp;ldquo;สุเทพ เทือกสุบรรณ&amp;rdquo; อดีตรองนายกฯ และอดีตผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง &amp;ldquo;ธาริต&amp;rdquo; กับพวกเป็นจำเลยที่ 1-4 ในความผิดฐานร่วมกับเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริต และเป็นเจ้าพนักงานสอบสวนกระทำการโดยมีเจตนากลั่นแกล้งให้ผู้อื่นได้รับโทษอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, 200&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เนื่องจากเมื่อเดือน ก.ค.2554-13 ธ.ค.2555 &amp;ldquo;ธาริต-ดีเอสไอ&amp;rdquo; ได้สรุปสำนวนดำเนินคดี &amp;ldquo;อภิสิทธิ์-สุเทพ&amp;rdquo; ข้อหาก่อให้ผู้อื่นฆ่าและพยายามฆ่าโดยเจตนาและเล็งเห็นผล จากการออกคำสั่ง ศอฉ. ให้เจ้าหน้าที่ทหารเข้าสลายการชุมนุม นปช. เมื่อปี 2553 ซึ่งมีการใช้กระสุนจริง จนทำให้มีประชาชนทั้งแนวร่วม นปช., เจ้าหน้าที่รัฐ และประชาชนทั่วไปที่ถูกลูกหลง บาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนมาก เมื่อคำพิพากษานี้ออกมา เสียงบ่นของคนเสื้อแดงจึงตามมาทำนองว่า &amp;ldquo;คนทำคดีดันติดคุก ส่วนคนยิงประชาชนลอยนวล&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม ถ้าอ่านรายละเอียดและสืบย้อนเรื่องนี้ไปมากกว่าการบ่น จะพบว่ามันคือการต่อสู้ในประเด็นข้อกฎหมายเป็นหลักใหญ่ ระหว่างฝ่าย &amp;ldquo;ธาริต-ดีเอสไอ&amp;rdquo; กับ &amp;ldquo;อภิสิทธิ์-สุเทพ&amp;rdquo; ยาวนานเป็นมหากาพย์ หรือจะเรียกว่าเป็น &amp;ldquo;สงครามกฎหมาย&amp;rdquo; ของคนสองขั้วนี้ที่มีต่อคดีสลายการชุมนุม นปช.ก็ว่าได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; คดีที่มีการกล่าวหา &amp;ldquo;อภิสิทธิ์-สุเทพ&amp;rdquo; เกี่ยวกับการสลายการชุมนุม นปช.นั้น แยกออกเป็น 2 ทาง ทางหนึ่ง คือข้อหาปฏิบัติหน้าที่มิชอบฯ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ซึ่งมีการกล่าวหาทั้งสองร่วมกับ &amp;ldquo;พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา&amp;rdquo; ในฐานะผู้บัญชาทหารบก (ผบ.ทบ.) ขณะเกิดเหตุนั้น เรื่องนี้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้มีมติตีตกข้อกล่าวหานี้ตามคำแถลงเมื่อวันที่ 29 ธ.ค.2558 แม้ภายหลังแกนนำ นปช.จะเรียกร้องให้มีการรื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาใหม่ ป.ป.ช. ก็ยืนยันไม่รื้อคดีตามคำแถลงเมื่อวันที่ 22 มิ.ย.2561&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทางที่สอง อันเป็นจุดเริ่มต้นของมหากาพย์สงครามกฎหมายนี้ คือข้อหาร่วมกันก่อ หรือใช้ให้ผู้อื่นกระทำ หรือฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา และพยายามฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ซึ่งดีเอสไอเป็นผู้ทำคดีกล่าวหา &amp;ldquo;อภิสิทธิ์-สุเทพ&amp;rdquo; สรุปสำนวนส่งให้พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 1 เป็นผู้ฟ้องต่อศาลอาญา ในคดีหมายเลขดำ อ.4552/2556 และ อ.1375/2557 โดยทั้งสองได้ต่อสู้คดีด้วยการขอให้ศาลวินิจฉัยข้อกฎหมายก่อน เนื่องจากเห็นว่าเรื่องนี้ไม่ใช่อำนาจสอบสวนของดีเอสไอ แต่เป็นอำนาจไต่สวนของ ป.ป.ช.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; คดีนี้สู้กันถึง 3 ชั้นศาลในการวินิจฉัยข้อกฎหมาย ไม่ได้ลงไปในข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการสลายการชุมนุมเลย ปรากฏว่าฝ่าย &amp;ldquo;อภิสิทธิ์-สุเทพ&amp;rdquo; สู้ชนะทั้ง 3 ชั้นศาล ตามคำสั่งศาลฎีกาเมื่อวันที่ 31 ส.ค.2560 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ว่าการที่ดีเอสไอสอบสวนไม่เป็นไปตามกฎหมาย พ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ.2542 หมายความว่าต้องให้ ป.ป.ช.เป็นผู้ทำคดีสลายการชุมนุม นปช. ในส่วนที่ฟ้อง &amp;ldquo;อภิสิทธิ์-สุเทพ&amp;rdquo; ซึ่งเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ไม่ใช่ดีเอสไอทำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เรื่องไม่จบแค่นั้น &amp;ldquo;อภิสิทธิ์-สุเทพ&amp;rdquo; จึงเอาคืน ด้วยการฟ้องกลับ &amp;ldquo;ธาริต-พนักงานสอบสวนดีเอสไอ 3 ราย&amp;rdquo; ในข้อหาปฏิบัติหน้าที่มิชอบฯ และเจตนากลั่นแกล้งฯ เป็นคดีหมายเลขดำ อ.310/2556 นี้นั่นเอง ซึ่งในคำพิพากษาศาลชั้นต้นของคดีนี้เมื่อวันที่ 25 ก.ย.2561 ได้พิพากษาให้ยกฟ้อง คือ &amp;ldquo;ธาริต&amp;rdquo; กับพวก เป็นฝ่ายชนะคดีไปในชั้นต้นยกแรก โดยศาลให้เหตุผลเป็นความเห็นที่แตกต่างทางข้อกฎหมาย พวกจำเลยไม่ได้ใช้ดุลพินิจตามลำพัง พนักงานสอบสวนไม่มีอำนาจส่ง ป.ป.ช. และคดีวิสามัญฆาตกรรมเป็นดุลพินิจอัยการสูงสุดฟ้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่ล่าสุดคำพิพากษาศาลอุทธรณ์วันที่ 5 มี.ค.2563 ให้เหตุผลแย้งศาลชั้นต้น ยืนยันว่าเป็นอำนาจของ ป.ป.ช.อย่างชัดเจน จำเลยมีเจตนากลั่นแกล้งโจทก์จากการแจ้งข้อหาตรงกันข้ามกับความเห็นเดิม ที่เคยส่งสำนวนเห็นควรฟ้อง นปช.ข้อหาก่อการร้าย และ &amp;quot;ธาริต&amp;ldquo; ได้รับการต่ออายุวาระการดำรงตำแหน่งอีก 1 ปี จากรัฐบาลพรรคเพื่อไทย จึงเชื่อว่าเป็นการเอาใจรัฐบาลใหม่ พิพากษาให้จำคุกจำเลยทั้งสี่คนละ 2 ปี ไม่รอลงอาญา ชั้นนี้ &amp;ldquo;อภิสิทธิ์-สุเทพ&amp;rdquo; เป็นฝ่ายชนะคดีในยกที่สอง ส่วน &amp;ldquo;ธาริต&amp;rdquo; กับพวก ก็ได้ยื่นประกันตัวเพื่อสู้คดีในชั้นศาลฎีกาต่อไป ที่จะเป็น Final Round ของมหากาพย์สงครามกฎหมายนี้ในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดังนั้น คนทำคดีอย่าง &amp;ldquo;ธาริต&amp;rdquo; และพนักงานสอบสวนดีเอสไอจะติดคุกหรือไม่ ยังไม่สิ้นสุด ซึ่งจะติดคุกหรือรอดก็เป็นผลจากการต่อสู้ในทางกฎหมาย ขณะที่คนทำคดีตัวจริงเสียงจริง ที่มีอำนาจทำแล้วไม่ผิดกฎหมายอย่าง ป.ป.ช.กลับไม่สั่งฟ้อง ไม่รื้อฟื้นคดีสลายการชุมนุม นปช.มาพิจารณาอีก ทั้งยังรวมถึงกรณี &amp;ldquo;ดีเอสไอ-อัยการ&amp;rdquo; ไม่รู้ตัวตนผู้ก่อเหตุในขณะปฏิบัติการ ไม่สามารถสั่งฟ้องผู้ก่อเหตุที่ทำให้เกิดการเสียชีวิตในเหตุการณ์นี้ได้ ทำให้คำกล่าวว่า &amp;ldquo;คนยิงประชาชนลอยนวล&amp;rdquo; จะมีน้ำหนักอยู่ต่อไป.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;นายชาติสังคม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/59057</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรองสถานการณ์, ธาริต เพ็งดิษฐ์, นายชาติสังคม, สงครามกฎหมาย คดีสลาย นปช.ปี 2553  “ธาริต-ดีเอสไอ” ปะทะ “มาร์ค-เทือก”, เกษมราษฎร์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200305/image_big_5e607023126e4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>57700</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/02/2020 12:04</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/02/2020 12:04</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศาลอุทธรณ์ยืนยกฟ้อง &#039;ธาริต-เครือมติชน&#039; หมิ่น &#039;สุเทพ&#039; ปมแถลงข่าวคดีโรงพัก 396 แห่ง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 ก.พ.63 - ที่ห้องพิจารณา 716 ศาลอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีหมายเลขดำ อ.1940/2556 ที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรี เป็นโจทก์ฟ้องนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อดีตอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ), บ.มติชน จำกัด, นายวรศักดิ์ ประยูรศุข บรรณาธิการ นสพ.มติชน, บ.ข่าวสด จำกัด และนายสุริวงค์ เอื้อปฏิภาน บรรณาธิการ นสพ.ข่าวสด เป็นจำเลยที่ 1-5 ฐานร่วมกันหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 326, 328&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรณีเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ &amp;ndash; 5 มีนาคม 2556 นายธาริต จำเลยที่ 1 แถลงข่าวกล่าวหาโจทก์ขณะดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีว่า ทำเรื่องขอเปลี่ยนแปลงโครงการก่อสร้างสถานีตำรวจทดแทนจำนวน 396 โรงพัก จากรายภาครวมเป็นรายเดียว ซึ่งเป็นการปฏิบัติหน้าที่มิชอบ อันเป็นข้อความเท็จ ทำให้โจทก์เสียหาย เสื่อมเสียชื่อเสียง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2558 ให้ยกฟ้องก่อนชั้นพิจารณาคดี ต่อมาโจทก์ยื่นอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งเมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2559 ให้ศาลชั้นต้นประทับรับฟ้องคดีไว้พิจารณา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมาศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 29 มี.ค. 2561 ยกฟ้อง เนื่องจากเห็นว่าการแถลงข่าวของจำเลยที่ 1 เป็นไปตามอำนาจหน้าที่ โครงการก่อสร้างโรงพักเป็นโครงการที่ประชาชนให้ความสนใจ ถือเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ ส่วนจำเลยที่ 2-5 เป็นสื่อมวลชนได้มีการนำเสนอข่าวไปตามที่จำเลยที่ 1 แถลง ซึ่งเป็นการติชมโดยสุจริตด้วยความเป็นธรรม จำเลยที่ 2-5 ไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกันมาก่อนที่จะกลั่นแกล้งโจทก์ให้ได้รับความเสียหาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนที่โจทก์อ้างว่าการแถลงข่าวในช่วงใกล้เลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร จำเลยที่ 1 กับพวกต้องการทำลายฐานคะแนนเสียงพรรคประชาธิปัตย์ ที่มีการส่ง ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. แข่งขันกับพรรคเพื่อไทยเป็นการกล่าวอ้างลอยๆ ส่วนที่อ้างว่าศาลเคยประทับรับฟ้องจำเลยที่ 1 ในคดีหมิ่นประมาทอีกสำนวน จากเรื่องการก่อสร้างโรงพักเช่นกันนั้น ข้อเท็จจริงในสำนวนคดีย่อมมีความแตกต่างกัน การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงไม่ใช่การใส่ความ เป็นการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริตในฐานะเจ้าพนักงานปฏิบัติตามหน้าที่ ส่วนจำเลยที่ 2-5 นำไปตีพิมพ์ข่าวเสนอข้อเท็จจริงตามที่จำเลยที่ 1 แถลงข่าว เป็นการกระทำโดยสุจริต ติชมด้วยความเป็นธรรมอันเป็นวิสัยของวิญญูชนพึงกระทำ จำเลยทั้งห้าจึงไม่มีความผิด พิพากษายกฟ้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันนี้จำเลยทั้ง 5 เดินทางมาศาล พร้อมทนายความ ขณะที่ฝ่ายโจทก์ไม่ได้เดินทางมาศาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาลอุทธรณ์ตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหารือกันแล้วเห็นว่า จำเลยที่ 1รับราชการตำแหน่งอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ จำเลยที่ 2-5 เป็นสื่อมวลชน ในวันเวลาเกิดเหตุจำเลยที่ 1 แถลงข่าวต่อสื่อมวลชน มีจำเลยที่ 2 และ 4 อยู่ด้วยเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงโครงการก่อที่ทำการสถานีตำรวจทดแทน 396 แห่ง มีสาระสำคัญว่า เดิมคณะรัฐมนตรีให้แยกประมูลจ้างก่อสร้างเป็นรายภาค แต่โจทก์กลับสั่งการยกเลิกการดำเนินการจัดจ้างเป็นรายภาค แล้วอนุมัติให้เป็นการจัดจ้างรวมศูนย์เพียงสัญญาเดียวที่ส่วนกลาง ต่อมามีการร้องเรียนไปยังคณะกรรมการว่าด้วยการพัสดุด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ว่า การดำเนินจัดจ้างน่าจะไม่ถูกต้อง เป็นการกระทำผิดมติคณะรัฐมนตรี กรมสอบสวนคดีพิเศษพบหลักฐานใหม่ การกระทำของโจทก์นอกจากจะกระทำผิดคณะรัฐมนตรีแล้วยังเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และ พรบ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 เนื่องจากเป็นการอนุมัติเปลี่ยนโครงการจากรายภาคเป็นศูนย์สัญญาเดียวทำให้เกิดความเสียหาย จำเลยที่ 1 จึงมีคำสั่งตั้งคณะทำงานสืบสวน ต่อมาพนักงานสืบสวนสรุปสำนวนว่า ข้อกล่าวหาโจทก์อยู่ในอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กรมสอบสวนคดีพิเศษจึงส่งเรื่องไปยังคณะกรรมการ ปปช.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์โจทก์เพียงข้อเดียวว่า จำเลยทั้ง 5 ร่วมกันกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ ที่โจทก์นำสืบและอุทธรณ์ทำนองว่าจำเลยที่ 1 แถลงและรีบให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน มีจำเลยที่ 2 และ 4 อยู่ด้วย ว่าโจทก์จงใจฝ่าฝืนมติคณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับการประมูลจัดจ้างโครงการก่อสร้างสถานีตำรวจทดแทน 396 แห่งเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายมาตรา 157 และกฎหมายอื่น โดยจำเลยที่ 2 และ 4 นำข้อความจำเลยที่ 1 แถลงหรือให้สัมภาษณ์ไปลงพิมพ์โฆษณาในหนังสือพิมพ์มติชนรายวันและข่าวสดรายวัน โดยมีจำเลยที่ 3 และ 5 เป็นบรรณาธิการผู้พิมพ์ผู้โฆษณา ด้วยเจตนาให้ร้ายโจทก์ ทำให้โจทก์เสื่อมเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นถูกเกลียดชังจากบุคคลที่สาม เห็นว่าความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ผู้กระทำผิดจะต้องมีเจตนาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 59 วรรคแรก และข้อความที่เป็นหมิ่นประมาทที่ใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สามจะต้องเป็นข้อความที่ทำให้ผู้อื่นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นถูกเกลียดชังแล้วผู้กระทำความผิดฐานหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณาจะต้องไม่เข้าข้อยกเว้นตามมาตรา 329 (1)-(4)&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อได้ความจากคำเบิกความของพยานว่า กรมสอบสวนคดีพิเศษมีคำสั่งตั้งหัวหน้าคณะสืบสวนเกี่ยวกับข้อร้องเรียนโจทก์เกี่ยวกับโครงการก่อสร้างสถานีตำรวจทดแทน 396 แห่ง ที่กระทำขัดต่อมติคณะรัฐมนตรี คณะสืบสวนทำการสืบสวนไปตามอำนาจหน้าที่ ส่วนการให้ข่าวหรือสัมภาษณ์เป็นอำนาจของจำเลยที่ 1 โดยจะมีคณะทำงานเป็นผู้ให้ข้อมูลต่างๆ แก่จำเลยที่ 1 โดยจะสรุปประเด็นข้อเท็จจริงที่สำคัญ พร้อมรายละเอียดและเอกสารต่างๆ ที่เกี่ยวข้องตามที่ตรวจสอบพบและเป็นดุลพินิจของจำเลยที่ 1 ว่าจะแถลงข่าวหรือให้สัมภาษณ์มากน้อยเพียงใด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากข้อเท็จจริงที่ได้ความจากพยานหลักฐานโจทก์และจำเลยทั้ง 5 จะเห็นได้ว่าจำเลยที่ 1 ในฐานะอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษมีอำนาจที่จะแถลงข่าวหรือให้สัมภาษณ์ใดๆ เกี่ยวกับคดีความที่อยู่ระหว่างกรมสอบสวนคดีพิเศษทำการสืบสวนสอบสวนให้ประชาชนและสื่อมวลชนรับทราบว่าคดีดังกล่าวอยู่ในขั้นตอนใด ข้อเท็จจริงจากการศึกสวนสอบสวนได้ความว่าอย่างไร มีใครบ้างที่เกี่ยวข้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากข้อความที่โจทก์บรรยายมาในฟ้องและนำสืบกล่าวอ้าง โดยมีพยานเอกสารต่างๆ จะเห็นได้ว่าข้อความที่โจทก์กล่าวหาจำเลยทั้ง 5 ร่วมกันหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณานั้น เมื่อพิจารณาข้อความดังกล่าวทั้งหมดแล้ว จะเห็นได้ว่าข่าวที่ปรากฏล้วนแต่เป็นการแสดงให้ความเห็นเป็นไปของข้อกล่าวหาที่กรมสอบสวนคดีพิเศษได้มาจากการสืบสวนของเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบ และเป็นการแสดงความเห็นของจำเลยที่ 1 ประกอบเอกสารที่จำเลยที่ 1 กระทำในฐานะอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ จากข้อเท็จจริงที่ปรากฏจากการสืบสวนถึงการกระทำของโจทก์ว่าเข้าข่ายความผิดใดบ้าง ส่วนรายละเอียดของคดีในสำนวนจะเป็นอย่างไร ก็ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ไม่ได้ให้ข่าวหรือให้สัมภาษณ์เข้าไปในรายละเอียดของสำนวน อันเป็นดุลพินิจของจำเลยที่ 1 ที่จะพึงพิจารณาว่าจะให้ข้อเท็จจริงได้เพียงใดที่จะไม่กระทบต่อรูปคดีที่จะเกิดความเสียหายคดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการกระทำที่หวังผลการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครก็เป็นการกล่าวอ้างลอยๆ ไม่มีพยานหลักฐานใดมาสืบยืนยันให้เห็นเจตนาที่แท้ของจำเลยที่ 1 ที่แถลงข่าวหรือให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนเกี่ยวกับโครงการก่อสร้างที่ทำการสถานีตำรวจทดแทน 396 แห่ง ด้วยหวังผลการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร อีกทั้งโจทก์ไม่ได้ดำเนินการใดเพื่อให้ผู้บังคับบัญชาของจำเลยที่ 1 ดำเนินการกับจำเลยที่ 1 ไม่ว่าจะเป็นทางวินัยหรือทางอาญาฐานเป็นข้าราชการที่ไม่วางตัวเป็นกลางทางการเมือง จึงเป็นความเข้าใจโจทก์แต่เพียงฝ่ายเดียว ว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 มีเจตนาหวังผลการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครก็เป็นไปได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้นการแถลงข่าวหรือให้สัมภาษณ์ของจำเลยที่ 1 เชื่อว่าเป็นการกระทำไปตามอำนาจหน้าที่ที่ตนมี หาได้มีเจตนาที่จะทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ดังจะเห็นได้จากคำแถลงของจำเลยที่ 1 ที่ไม่มีข้อความตอนใดที่บ่งชี้ว่าโจทก์ต้องถูกลงโทษในความผิดที่ถูกร้องเรียน และการเสนอข่าวของจำเลยที่ 2-5 ก็เป็นการสรุปข่าวตามข้อเท็จจริงตามที่จำเลยที่ 1 แถลงหรือให้สัมภาษณ์เป็นการย่อข่าวให้สั้นกระชับเพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจได้ง่าย อันเป็นการเสนอข่าวให้ประชาชนเจ้าของเงินภาษีได้รับทราบความคืบหน้าของข้อร้องเรียนว่ามีการดำเนินการไปถึงขั้นตอนใด ไม่มีข้อความใดที่บ่งชี้ว่าเป็นการเสนอข่าวโดยชี้นำให้เห็นว่าได้กระทำผิดตามข้อร้องเรียนแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการกระทำในฐานะเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติการไปตามอำนาจหน้าที่ และการเสนอข่าวของจำเลยที่ 2-5 เป็นการกระทำในฐานะสื่อมวลชนที่มีหน้าที่เสนอข่าวสารให้ประชาชนได้รับทราบถึงผลการดำเนินคดีโจทก์ตามที่ถูกร้องเรียนว่า กรมสอบสวนคดีพิเศษดำเนินการสืบสวนสอบสวนไปถึงขั้นตอนใดแล้ว มีความเห็นอย่างไร หาได้มีเจตนาที่จะกลั่นแกล้งให้โจทก์ได้รับความเสียหายการกระทำของจำเลยทั้ง 5 เป็นการกระทำไปโดยสุจริตในกรอบของกฎหมายที่ให้อำนาจไว้ตามมาตรา 329 (2)(3) จึงไม่มีความผิดตามฟ้องตามมาตรา 329 วรรคท้าย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อการกระทำของจำเลยทั้ง 5 ไม่มีความผิดตามที่ได้วินิจฉัยแล้ว เหตุผลอื่นๆ ที่โจทก์กล่าวมาในอุทธรณ์จึงไม่จำเป็นต้องวินิจฉัย เพราะไม่ว่าจะวินิจฉัยไปทางหนึ่งทางใดก็ไม่ทำให้ผลของคำพิพากษาเปลี่ยนแปลงเป็นอื่น ที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์เห็นพ้องด้วยอุทธรณ์โจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืนยกฟ้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายกฟ้องโจทก์ ซึ่งต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกา ไม่ว่าทั้งปัญหาข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 220 ที่บัญญัติว่า ห้ามมิให้คู่ความฎีกาในคดีที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/57700</URL_LINK>
                <HASHTAG>คดีสร้างโรงพัก, ธาริต เพ็งดิษฐ์, ยกฟ้อง, ศาลอุทธรณ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200220/image_big_5e4e12e43d524.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>41927</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/07/2019 12:51</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/07/2019 12:51</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศาลรธน.ตีตกคำโต้แย้ง&#039;ธาริต-วรรณมล&#039;ปมยึดทรัพย์สิน 341 ล้านตกเป็นของแผ่นดิน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25 ก.ค.62 -&amp;nbsp;สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญได้เผยแพร่คำสั่งศาลรัฐธรรมนูญ กรณีศาลแพ่งส่งคำโต้แย้งนายธาริต เพ็งดิษฐ์ และนางวรรณมล เพ็งดิษฐ์ ในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ปช.12/2559 คดีหมายเลขแดงที่ ปช.1/2561 เพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 212โดยกรณีดังกล่าวสืบเนื่องจากศาลแพ่ง มีคำสั่งให้ทรัพย์สินที่เพิ่มขึ้นผิดปกติของนายธาริตและนางวรรณมล จำนวน 49 รายการ รวมมูลค่า 341,797,811.58 บาท พร้อมดอกผลของทรัพย์สินดังกล่าวตกเป็นของแผ่นดิน ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ(พ.ร.ป.)ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 4 ประกอบมาตรา 83&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมานายธาริต และนางวรรณมล ยื่นคำคัดค้านคำสั่งศาลแพ่งและโต้แย้งว่า พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 80 ระบุว่า ให้นำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับในการดำเนินกระบวนพิจารณา จึงต้องนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 84 และมาตรา 84/1 มาใช้บังคับ โดยให้ฝ่ายกล่าวหาเป็นผู้พิสูจน์ความจริง ไม่ใช่ให้ผู้ถูกกล่าวหาจะต้องพิสูจน์ว่าทรัพย์สินดังกล่าวไม่ได้เกิดจากการร่ำรวยผิดปกติ ตามที่ พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 กำหนด ศาลแพ่งจึงส่งคำโต้แย้งดังกล่าวเพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยศาลรัฐธรรมนูญ พิจารณาแล้วเห็นว่า พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 81 วรรคสอง เป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับการกำหนดภาระการพิสูจน์ในคดีที่ร้องขอให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน ซึ่งกรณีดังกล่าวศาลแพ่งได้มีคำสั่งให้ทรัพย์สินของผู้คัดค้านทั้ง 2 ตกเป็นของแผ่นดินไปแล้ว และคดีอยู่ในระหว่างการอุทธรณ์ บทบัญญัติที่มีการโต้แย้งจึงไม่ใช่บทบัญญัติที่ศาลแพ่งจะใช้บังคับแก่คดี กรณีดังกล่าวจึงไม่เข้าด้วยหลักเกณฑ์ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 212 วรรคหนึ่ง ที่ศาลรัฐธรรมนูญจะรับไว้พิจารณาวินิจฉัยได้ ศาลรัฐธรรมนูญจึงมีคำสั่งไม่รับไว้พิจารณาวินิจฉัย.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/41927</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธาริต เพ็งดิษฐ์, ยึดทรัพย์, วรรณมล เพ็งดิษฐ์, ศาลแพ่ง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181024/image_big_5bd00dfd86a07.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>40722</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/07/2019 18:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/07/2019 16:37</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โปรดเกล้าฯเรียกคืนเครื่องราชฯ &#039;ธาริต เพ็งดิษฐ์&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 ก.ค.62 - เว็บไชต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีเรื่อง พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้เรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้เรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นมหาปรมาภรณ์ช้างเผือก มหาวชิรมงกุฎ ประถมาภรณ์ช้างเผือกประถมาภรณ์มงกุฎไทย ทวีติยาภรณ์ช้างเผือก ทวีติยาภรณ์มงกุฎไทย ตริตาภรณ์ช้างเผือก และเหรียญจักรพรรดิมาลา ของนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อดีตข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่ง ที่ปรึกษาประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สังกัดสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี สำนักนายกรัฐมนตรี เนื่องจากต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกคดีความผิดฐานหมิ่นประมาทและคดีความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการรวม ๒ คดี และถูกลงโทษไล่ออกและปลดออก เพราะกระทำผิดวินัยตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือนหรือตามกฎหมายอื่น โดยคำสั่งอันถึงที่สุด อันเป็นเหตุแห่งการเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ตามข้อ ๖ และข้อ ๗ (๒) และ (๔) ของระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ พ.ศ. ๒๕๔๘ และนายธาริต เพ็งดิษฐ์ เป็นผู้ถูกถอนชื่อออกจากรายชื่อผู้ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ตามประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ ๓ เมษายน พ.ศ. ๒๕๖๐
ประกาศณ วันที่ ๘ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๖๒&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
นายกรัฐมนตรี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/40722</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธาริต เพ็งดิษฐ์, อดีตอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ, เรียกคืนเครื่องราชฯ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181024/image_big_5bd00dfd86a07.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>31941</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/03/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/03/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ธาริตโดนอีกคดี ฎีกาสั่งจำคุก1ปี เด้ง&#039;ปิยะวัฒก์&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;quot;ธาริต&amp;quot; อ่วมอีกคดี ศาลฎีกาพิพากษาแก้ จำคุก 1 ปี ไม่รอลงอาญา ชี้ปฏิบัติหน้าที่มิชอบโยกย้าย &amp;quot;พ.อ.ปิยะวัฒก์-อดีต ผบ.สำนักคดีทรัพย์สินฯ&amp;quot; ต่ำกว่าตำแหน่งเดิม เหตุจากความเห็นขัดแย้งกันเรื่องสำนวนคดีใช้อำนาจกลั่นแกล้งส่วนตัว นับเป็นเรื่องร้ายแรง ยกฟ้อง &amp;quot;ชาญเชาวน์&amp;quot; ระบุไม่มีเจตนาทำผิด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; เมื่อวันที่ 21 มีนาคม ที่ห้องพิจารณา 909 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาคดีปฏิบัติหน้าที่มิชอบ หมายเลขดำ อ.3873/2555 ที่ พ.อ.ปิยะวัฒก์ กิ่งเกตุ อดีต ผบ.สำนักคดีทรัพย์สินทางปัญญาฯ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เป็นโจทก์ฟ้องนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อดีตอธิบดีดีเอสไอ และนายชาญเชาวน์ ไชยานุกิจ รักษาราชการปลัดกระทรวงยุติธรรม ร่วมกันเป็นจำเลย ในความผิดฐานร่วมกันปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กรณีระหว่างวันที่ 30 มี.ค.2555-8 ต.ค.2555 ต่อเนื่องกัน นายธาริต เพ็งดิษฐ์ จำเลยที่ 1 ขณะนั้น ในฐานะอธิบดีดีเอสไอ และจำเลยที่ 2 ในฐานะรองปลัดกระทรวงยุติธรรม ได้ร่วมกันปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ด้วยการทำหนังสือโยกย้ายโจทก์ ซึ่งขณะนั้นเป็น ผบ.สำนักคดีทรัพย์สินทางปัญญาฯ ดีเอสไอ ไปเป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะคดี ซึ่งมีระดับต่ำกว่าตำแหน่งเดิม อันเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยคดีนี้ศาลไต่สวนมูลฟ้องแล้ว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คดีไม่มีมูลให้ยกฟ้อง แต่ภายหลังโจทก์ยื่นอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ประทับฟ้อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ซึ่งศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 กระทำผิดฐานมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ให้จำคุก 2 ปี และให้ยกฟ้องนายชาญเชาวน์ จำเลยที่ 2 ต่อมาศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ให้จำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 2 ปี แต่เนื่องจากจำเลยทั้งสองรับราชการมาหลายปี เคยทำคุณงามความดีต่อบ้านเมือง ไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน จึงเห็นควรให้รอการลงโทษไว้คนละ 2 ปี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันนี้เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์เบิกตัวนายธาริต ซึ่งถูกจำคุก 1 ปี ในคดีหมิ่นประมาทนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกฯ กรณีโครงการจัดซื้อจัดจ้างโรงพัก 396 แห่ง ส่วนนายชาญเชาวน์เดินทางมาศาล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหารือกันแล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยทั้งสองไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีกาฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 30 มี.ค. 2555 นายธาริต จำเลยที่ 1 ทำบันทึกถึงปลัดกระทรวงยุติธรรมขอให้ย้ายโจทก์กับข้าราชการอื่นอีก 4 คน โดยขอให้ย้ายโจทก์จากตำแหน่ง ผบ.สำนักคดีทรัพย์สินทางปัญญา ไปดำรงตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านคดีพิเศษ กรมสอบสวนคดีพิเศษ โจทก์จึงยื่นคำร้องทุกข์ต่อคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม (ก.พ.ค.) จน ก.พ.ค.มีคำวินิจฉัยเมื่อวันที่ 14 ก.ย. 2555 ว่าการย้ายโจทก์เป็นการย้ายที่ดำรงตำแหน่งต่ำกว่าเดิม ไม่ใช่การย้ายประจำปี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ส่วนกรณีที่โจทก์ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัย ถูกตั้งกรรมการสอบส่งเรื่องไปยัง ป.ป.ช. หาได้เป็นเหตุให้คู่กรณีมีอำนาจย้ายโจทก์ให้ไปดำรงตำแหน่งที่ต่ำกว่าเดิมโดยไม่ยินยอม ยังถือไม่ได้ว่าโจทก์อยู่ระหว่างดำเนินการทางวินัย หรือตกเป็นจำเลยในคดีอาญา จึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ให้คู่กรณียกเลิกคำสั่งดังกล่าว ต่อมาเมื่อนายกิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ปลัดกระทรวงยุติธรรม ได้รับทราบคำสั่ง จึงมีคำสั่งยกเลิกย้ายโจทก์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คดีจึงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 กระทำผิดตามฟ้องหรือไม่ ซึ่งระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องแก้ไขคำให้การจากปฏิเสธเป็นรับสารภาพนั้น จำเลยที่ 1 มิอาจกระทำได้ เพราะการแก้ไขคำให้การต้องกระทำก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตาม ป.วิอาญา มาตรา 163 วรรคสอง แต่อย่างไรก็ดี เมื่อจำเลยยื่นคำร้องดังกล่าว ถือว่าจำเลยที่ 1 ยอมรับว่ากระทำผิดตามฟ้อง ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่าไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้องจึงฟังไม่ขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปัญหาต้องวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 2 นายชาญเชาวน์ร่วมกับจำเลยที่ 1 กระทำผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่าก่อนที่ปลัดกระทรวงยุติธรรมเดินทางไปราชการ ได้มีหนังสือให้จำเลยที่ 1 แจ้งข้อมูลเกี่ยวกับการขอย้ายข้าราชการ จำเลยที่ 1 ทำหนังสือชี้แจงเหตุผลประกอบการพิจารณาวันที่ 20 เม.ย.2555 จำเลยที่ 2 ในฐานะรักษาการปลัดกระทรวงยุติธรรมได้ลงนามคำสั่งย้ายโจทก์ ซึ่งได้ความจากจำเลยที่ 2 ว่าจำเลยที่ 2 เป็นรองปลัดกระทรวงยุติธรรมที่อาวุโสลำดับ 1 แต่มิได้รับผิดชอบดูแลงานของกรมสอบสวนคดีพิเศษโดยตรง เพราะมีนางสุรีย์ประภา ตรัยเวช รองปลัดกระทรวงอีกคนดูแล ดังนั้นเมื่อปลัดกระทรวงยุติธรรมไม่อยู่ และไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ จำเลยที่ 2 จึงเป็นผู้รักษาการแทน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การที่จำเลยได้ลงนามในคำสั่งย้ายนั้น เป็นคำสั่งย้ายโจทก์กับข้าราชการอื่นอีก 4 รายมิใช่เป็นการย้ายโจทก์คนเดียว โดยก่อนลงนามได้มีการเรียก น.ส.ฉวีวรรณ แสนทวี นักทรัพยากรบุคคลชำนาญงานพิเศษ รักษาการแทน ผอ.กองการเจ้าหน้าที่ ซึ่งทำหนังสือขอย้ายเข้าไปสอบถาม และได้รับการชี้แจงยืนยันว่าสามารถทำได้ไม่ขัดต่อกฎหมายระเบียบข้อบังคับที่ใช้อยู่ ซึ่ง น.ส.ฉวีวรรณก็ได้มาเบิกความต่อศาลทำนองเดียวกัน แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 ใช้ความระมัดระวังในการลงนามคำสั่งย้ายดังกล่าวแล้ว ยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 มีเจตนาร่วมกับจำเลยที่ 1 กระทำผิดตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2 ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนที่โจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองโดยไม่รอการลงโทษเมื่อฟังได้ว่า จำเลย 2 ไม่ได้กระทำผิดตามฟ้องตามที่วินิจฉัยมาแล้ว จึงมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่าควรรอการลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่เท่านั้น เห็นว่าแม้การออกคำสั่งย้ายข้าราชการจะเป็นเรื่องภายในหน่วยราชการ เป็นดุลพินิจของผู้มีอำนาจตามกฎหมายกำหนด แต่การใช้ดุลพินิจต้องเป็นไปตามหลักการที่กำหนดโดยกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง โดยต้องยึดเหตุผลความจำเป็นเพื่อประโยชน์ของราชการและพัฒนาข้าราชการเป็นหลัก การใช้อำนาจต้องไม่เป็นตามอำเภอใจหรือมีลักษณะกลั่นแกล้ง ลำเอียง มีอคติ เพราะนอกจากไม่เป็นประโยชน์แก่ทางราชการแล้ว ยังอาจก่อเกิดความเสียหายแก่ข้าราชการนั้นๆ ได้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การที่จำเลยที่ 1 เสนอขอย้ายโจทก์ด้วยสาเหตุความเห็นขัดแย้งกันในเรื่องสำนวนคดี โดยไม่ดำเนินการไปตามกฎหมาย ระเบียบที่เกี่ยวข้อง ทั้งการเสนอย้ายโจทก์ไปดำรงตำแหน่งที่ต่ำกว่าตำแหน่งเดิม อันเห็นได้ว่าเป็นการใช้อำนาจไปในทางกลั่นแกล้งโจทก์ด้วยสาเหตุส่วนตัวมากกว่าที่จะคำนึงถึงประโยชน์ของทางราชการ พฤติการณ์แห่งคดีนับว่าเป็นเรื่องร้ายแรง ไม่สมควรรอการลงโทษจำคุกให้ ที่ศาลอุทธรณ์รอการลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น แต่ที่ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนดโทษ 2 ปี เป็นโทษที่หนักไป เห็นสมควรกำหนดโทษเสียใหม่ให้เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งการกระทำผิด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 1 ปี โดยไม่รอการลงโทษ และให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/31941</URL_LINK>
                <HASHTAG>กิตติพงษ์ กิตยารักษ์, ชาญเชาวน์ ไชยานุกิจ, ธาริต เพ็งดิษฐ์, พ.อ.ปิยะวัฒก์ กิ่งเกตุ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190321/image_big_5c93af4610a9c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
