<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>71538</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/07/2020 18:09</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/07/2020 18:07</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ธีรยุทธ&#039; ชี้วิกฤติโควิดส่งสัญญาณ ไว้เนื้อเชื่อใจกันสูงมาก แนะต่อยอดสู่การปรองดอง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15 ก.ค.63 - &amp;nbsp;เวลา 13.00 น. ที่มหาวิทยาลัยรังสิต มีการจัดงาน RSU FORUM โดย ศาตราจารย์ธีรยุทธ บุญมี อาจารย์ประจำวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต บรรยายหัวข้อ &amp;nbsp;&amp;ldquo;Post Covid-19&amp;rdquo; กับอนาคตสังคมไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาตราจารย์ธีรยุทธ กล่าวตอนหนึ่งว่า &amp;quot;ผมเข้าใจได้ว่าอารมณ์ที่รุนแรงของสังคม ต่อกรณีทหารอียิปต์และลูกทูตซูดาน เพราะคนไทยได้เสียสละ และเชื่อฟังภาครัฐอย่างมีวินัยเมื่อเกิดเหตุเช่นนี้ก็เข้าใจอารมณ์ความรู้สึกของประชาชนได้ &amp;nbsp;อย่างไรก็ตามผลงานของ ศบค. ก็ได้รับการชื่นชม ที่ใช้การสื่อสารแบบข้อมูชวิชาการมีท่วงท่าที่ดีสถานการณ์โควิด &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาตราจารย์ธีรยุทธ &amp;nbsp;กล่าวว่า ทั่วโลกยังน่าเป็นห่วงเราไม่ควรคาดการณ์กันว่าทุกอย่างจะกลับมาปกติในเร็ววันนี้ แต่ต้องเผื่อใจไว้อาจจะประมาณ 2 ปีหรือมากกว่านั้น และหลังโควิด เราควรทำอะไรที่มากกว่า new normal จะต้องสร้าง new paradign สร้างกระบวนทัศน์กันใหม่ เพราะสถานการณ์เปลี่ยนไปทุกบริบทไม่ว่าจะเป็นมิติทางเศรษฐกิจ สังคมการเมือง &amp;nbsp;การศึกษา วัฒนธรรม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;แต่ช่วงวิกฤติโควิด มีสัญญาณที่ดีเกิดขึ้นในสังคมไทยคือ เกิด trust หรือความไว้วางในกันสูงมากกว่าที่ผ่านๆมา &amp;nbsp;ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนตั้งแต่มีความขัดแย้งตลอดทศวรรษที่ผ่านมา คำถามคือว่าเราจะเอา trust หรือความไว้วางใจ ไปต่อยอดหรือขับเคลื่อนเพื่อปฏิรูปส่วนอื่นๆ กันได้อย่างไร&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อาจารย์ประจำวิทยาลัยนวัตกรรมสังคมมหาวิทยาลัยรังสิต ยกตัวอย่าง เช่น เรื่องการปรองดองหรือการนิรโทษกรรมก็คิดกันต่อได้ในเรื่องนี้ ซึ่งผมเห็นด้วยว่ามัน &amp;nbsp;ถึงเวลาแล้วที่จะนิรโทษกรรม แต่กำหนดเงื่อนไขที่ทุกฝ่ายรับกันได้ มีการต่อต้านน้อยที่สุด เพราะเราไม่รู้ว่าจากนี้ไปเราต้องเจออะไรกันอีก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ อาจารย์ธีรยุทธ เผยว่า ตนจะหาโอกาส ประเมินการเมือง และผลงานรัฐบาลอย่างเป็นทางการ อาจจะต้นเดือนหน้านี้.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/71538</URL_LINK>
                <HASHTAG>การเมือง, ธีรยุทธ บุญมี, นิรโทษกรรม, มหาวิทยาลัยรังสิต, วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม, โควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200715/image_big_5f0ee02f835e7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>61524</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/03/2020 09:10</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/03/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ธีรยุทธหนุนยาแรง เมษา.ชี้ชะตาปท. สู้อีกระยะชนะแน่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;quot;ธีรยุทธ&amp;quot; ระบุเมษาชี้ชะตาประเทศ ต้องเข้มข้นขึ้น หนุนเจ้าหน้าที่บังคับใช้มาตรการจริงจัง 100% หากคนในสังคมไม่ตระหนักถึงความรุนแรงของปัญหา จำเป็นต้องใช้มาตรการบังคับทางสังคม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน พ.ร.บ.สงครามบางด้าน ยันสู้อีกระยะ เราชนะได้แน่ &amp;quot;ชวน&amp;quot; แนะเร่งใช้งบกลาง ไม่ควรต้องปล่อยให้แพทย์และโรงพยาบาลต้องไปคอยขอบริจาค&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายธีรยุทธ บุญมี วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต เผยแพร่บทความเรื่อง &amp;quot;เมษาชี้ชะตาประเทศ&amp;quot; ผ่าน w ww.thaipost.net โดยมีเนื้อหาระบุว่า เมษาชี้ชะตาประเทศ ต้องเข้มข้นขึ้น เจ้าหน้าที่บังคับใช้มาตรการจริงจัง 100% การต่อสู้กับโรคระบาดมี 3 มาตรการตามลำดับความร้ายแรง ความรุนแรงน้อยสุดใช้วิธีติดตาม ตรวจสอบ รักษา (contact tracing, testing และ treat) ซึ่งไทย สิงคโปร์ เกาหลี จีน เก่งมาก และได้ผลสูง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่เมื่อการติดต่อขยายตัวเกินกำลังการติดตาม ก็ต้องเพิ่มและยกระดับมาตรการรวมพลังทางสังคมกำหนดระยะห่าง social distancing แต่ถ้าคนในสังคมยังไม่ตระหนักถึงความรุนแรงของปัญหา ไม่ร่วมมือกันพอ ก็จำเป็นต้องใช้มาตรการที่ 3 คือการบังคับทางสังคม (social sanction) ซึ่งก็คือการบังคับใช้กฎหมาย ออก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ใช้ พ.ร.บ.สงครามบางด้าน เช่น การบังคับภาคเอกชนให้ทำกิจกรรมช่วยเหลือการสู้โรค
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในปัจจุบันนี้เราใช้มาตรการที่ 3 มาได้ครึ่งทาง ตัวเลขผู้ป่วยที่รายงานกันมาก็สะท้อนว่ากำลังเกิดผล แต่เมษายนเป็นเดือนที่ทุกฝ่ายต้องทุ่มเททำงานอย่างหนักที่สุด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;1.ต้องเลี่ยงการระบาดแบบ super cluster หรือ super spreader ที่เกิดกรณีสนามมวย การชุมนุมศาสนา เพราะมันเสริมการระบาดแบบข้ามชนชั้น (cross sectorial) ลงสู่ชนชั้นล่าง และข้ามภูมิศาสตร์ ที่ต้องแก้ปัญหาจริงจังคือเทศกาลสงกรานต์ ซึ่งคนหลายแสนอาจฝ่าฝืนกลับบ้านและจะมีส่วนกระจายเชื้อไปทุกชนชั้นและทุกภูมิภาคอย่างแท้จริง ต้องหาวิธีแก้อย่างเด็ดขาด ที่ต้องระวังเพิ่มเติมคือตลาดขนาดใหญ่ ชุมชนแออัดในทุกจังหวัด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;2.จังหวัดส่วนใหญ่มีผู้ติดเชื้อจังหวัดละไม่กี่ราย ขณะนี้มีมาตรการทั้ง 3 ขั้นให้ใช้แล้ว ถ้าเจ้าหน้าที่ไม่ละเลยควรจะควบคุมได้ แต่มีบางจังหวัด เช่น ภูเก็ต เชียงใหม่ ชลบุรี นนทบุรี สมุทรปราการ 4 จังหวัดภาคใต้ อยู่ในสภาพคล้ายกรุงเทพฯ ก่อนตัวเลขจะข้ามหลักร้อยมาเป็นหลักพัน ต้องใช้มาตรการเข้มข้นและบังคับใช้จริงจังจึงจะสำเร็จ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;3.คำสั่งต้องเข้าใจสภาพรูปธรรม มี logistics และผู้ปฏิบัติรองรับให้สำเร็จ เช่น จะจัดระยะห่างบนรถสาธารณะในเมืองและต่างจังหวัด แต่รถไม่พอก็จะปฏิบัติไม่ได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายธีรยุทธระบุว่า ต้องสู้อีกระยะ เราชนะได้แน่ ที่ผ่านมาแพทย์ พยาบาล สาธารณสุขของเราทำงานได้อย่างดีเยี่ยม ทันกาล รัฐบาลก็ปรับตัวอย่างถูกต้องที่ให้ผู้เชี่ยวชาญด้านแพทย์เป็นผู้นำทางความคิด ตัวเองหันไปพิจารณาภาพรวมและดำเนินมาตรการต่างๆ รองรับ ถือว่าทำได้ถูกทางไม่สายเกินไป มีโอกาสควบคุมไม่ให้คนติดโรคกันเกือบทั้งเมืองเหมือนอิตาลี อังกฤษ สเปน อเมริกา ซึ่งถือว่าปัจจุบันประสบความล้มเหลวในการควบคุมโรค ทั้งนี้ นอกจากปัจจัยผู้นำ มีปัญหาเรื่องวัฒนธรรมของประเทศ ซึ่งประชาชนมีความเป็นปัจเจก มั่นใจตัวเอง ไม่คล้อยตามผู้อื่นง่ายๆ กลุ่มยุโรปใต้รักความสนุกสนาน ส่งผลให้การติดเชื้อยังเพิ่มทะยานตลอดเวลา แม้หลายประเทศจะสั่งปิดเมืองแล้วก็ยังล้มเหลว
วัยรุ่นหนุ่มสาวพวกนอกขอบ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับคนไทยมีพวกวัยรุ่นหนุ่มสาว หรือพวกนอกขอบ พวกปฏิเสธขัดขืนลองดีสุดโต่งจำนวนหนึ่ง ซึ่งนับรวมก็คงไม่กี่เปอร์เซ็นต์ คนไทยในช่วงที่ 1 คือ ม.ค.-ก.พ. ได้ปรับพฤติกรรมส่วนตัวด้วยการตื่นตัว &amp;ldquo;กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ&amp;rdquo; พอสมควร ตามมาการใช้หน้ากากอนามัยมากขึ้น กระจายไปสู่ชาวบ้านและต่างจังหวัดชัดเจนตั้งแต่สัปดาห์ที่ 2 ของเดือน มี.ค. ในช่วงปัจจุบันจนถึงการประกาศภาวะฉุกเฉิน (26 มี.ค.) คนไทยร่วมมือกับการรณรงค์การสร้างระยะห่างทางสังคมได้ดีพอสมควร ซึ่งโดยการสังเกต (ไม่ใช่การสำรวจหรือวิจัย) ก็น่าจะถือได้ว่าคนไทยได้ร่วมแรงร่วมใจในเรื่องนี้ในระดับราว 70% ขึ้นไป แต่ยังจำเป็นที่จะต้องติดตามดูพัฒนาการอย่างใกล้ชิด ถ้าดูจากกรณีของประเทศต่างๆ ทั่วโลกการเลือกเส้นทางที่เข้มข้นและบังคับจริงจังดูจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;1.จากงานวิจัยของนักวิชาการชาวจีน (D. He และ Dushoff 2013 - งานสร้างโมเดลการศึกษาการระบาดของไข้หวัดใหญ่ปี 1913 และ Q. Lin และคณะอีก 10 คน 1 เม.ย.2020) ได้ชี้ว่าการร่วมมือทั้งของภาคประชาชนและรัฐบาลทั้งสองปัจจัยช่วยให้การระบาดของไวรัสโควิด-19 ในจีนสงบลงได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;2.ตัวเลขผู้ป่วยเพิ่มของไทยในช่วง 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา คือ 122, 106, 107, 111, 91, 109, 143, 136 สะท้อนว่าความตื่นตัวและมาตรการ &amp;ldquo;ควบคุมการเคลื่อนย้ายระหว่างเมือง&amp;rdquo; ของรัฐบาลเริ่มได้ผล เพราะกราฟเหวี่ยงตัวไปด้านข้างคล้ายใกล้จุดสันเขา จะแกว่งตัวเช่นนี้ไปอีกระยะหนึ่ง ในมณฑลหูเป่ย์หลังจากการ &amp;ldquo;ปิดเมือง&amp;rdquo; อย่างเต็มที่ จำนวนผู้ป่วยทางการยังเพิ่มขึ้นต่อไปอีกประมาณไม่ถึง 2 สัปดาห์เศษ จากนั้นก็ลดลงอย่างฮวบฮาบชัดเจน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;3.งานวิจัยของนักวิชาการมหาวิทยาลัยปักกิ่งของจีน คือ Y. Zhang และผู้ร่วมวิจัยอีก 5 ท่าน ได้สรุปว่า มาตรการที่เข้มข้นของจีนได้ผลในการหยุดและยับยั้งการแพร่ระบาดของโควิด-19 ได้ทุกเมือง ได้มีการค้นพบสำคัญ เช่น มาตรการสอบสวน ติดตามผู้ป่วยทุกราย มีความสำคัญมาก ซึ่งจีน สิงคโปร์ และเกาหลีใต้ รวมทั้งไทย ทำได้ผลดีมาก และผู้ป่วยซึ่งไม่สำแดงอาการมีอยู่เป็นจำนวนพอสมควร (แต่ศักยภาพการแพร่กระจายเชื้อเป็นเพียงครึ่งหนึ่งของพวกที่สำแดงอาการ) แต่สะท้อนว่าเรายังมีความจำเป็นต้องมีการสุ่มตรวจหรือติดตามเคสต่างๆ อย่างเต็มที่ต่อไป แม้ในอนาคตที่การระบาดดูสงบลง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ข้อสรุปสุดท้ายที่สำคัญมากคือ ผลจากการควบคุมเข้มข้นของจีนทำให้ตัวเลขการแพร่กระจายตัว R0 ของโควิด-19 จาก 1 คนไปได้กี่คนลดลงอย่างรวดเร็ว จากค่าเฉลี่ยประมาณ 2-3 (คนป่วย 1 คนแพร่เชื้อออกไปได้อีก 2-3 คน ถ้าตัวเลขน้อยกว่า 1 แสดงว่าโรคกำลังสงบลง) ลดลงเหลือเพียงประมาณ 0.2 ภายในเวลาเพียง 10 วัน ซึ่งถือว่าดีมาก ถ้าคนไทยทำได้เพียงใกล้เคียงกับ 1.0 ซึ่งเป็นค่าที่การระบาดจะคงตัวหรือใกล้กับ 1 ก็ถือว่าโชคดี เป็นกำลังใจให้เราตื่นตัวป้องกันต่อไปจนกว่าการระบาดในโลกจะสงบลง และต้องป้องกันอย่างที่สุดไม่ให้เกิดเหตุการณ์ super spreader ขึ้นอีก
ไม่ควรต้องให้หมอขอบริจาค
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร พร้อมด้วยนายศุภชัย สมเจริญ รองประธานวุฒิสภา คนที่ 2 และ พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช ส.ว. ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการปกครองท้องถิ่น วุฒิสภา ได้เยี่ยมชมการทำงานของบุคลากรทางการแพทย์ ของโรงพยาบาลสนามธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ที่มีขนาด 308 เตียง และมอบเงินสนับสนุนช่วยเหลือเพื่อจัดซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ นายชวนได้รวบรวมเงินจากทีมงานมาบริจาค 100,000 บาท ขณะที่นายศุภชัยและ พล.อ.เลิศรัตน์ได้รวบรวมเงินจาก ส.ว.มาบริจาคจำนวน 850,000 บาท พร้อมทั้งเขียนข้อความให้กำลังใจกับบุคลากรทางการแพทย์ด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายชวนกล่าวว่า จากการตรวจเยี่ยมโรงพยาบาลต่างๆ พบว่าบุคลากรทางการแพทย์จำนวนมากยังขาดอุปกรณ์ในการป้องกัน การแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 จึงเห็นว่ารัฐบาลควรให้การสนับสนุน โดยสามารถจัดสรรงบกลางที่มีอยู่ และไม่ได้ระบุวัตถุประสงค์ไว้ว่าใช้เพื่ออะไร ก็สามารถนำมาสนับสนุนใช้ได้ทันที ไม่ควรต้องปล่อยให้แพทย์และโรงพยาบาลต้องไปคอยขอบริจาค อย่างไรก็ตาม สำหรับข้อเสนอให้ออกเป็นพระราชกำหนดกู้เงินนั้น เห็นว่าเป็นคนละส่วน และคิดว่าควรใช้งบกลางดีกว่า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Yingluck Shinawatra ว่า ในช่วงนี้ก็ขอให้ติดตามข่าวสารจากแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้ ตระหนักรู้กับข้อมูลที่หลั่งไหลเข้ามาอย่างมีสติ จะทำให้ทุกท่านรู้ทันกับโรคโควิด-19 ค่ะ แล้วเราจะผ่านเหตุการณ์ครั้งนี้ไปด้วยกัน ด้วยรักและห่วงใยพี่น้องคนไทยทุกคนค่ะ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Sirikanya Tansakun-ศิกัญญา ตันสกุล ว่า ตอนนี้งบประมาณปี 63 ดำเนินมาได้ครึ่งทางแล้ว งบบางส่วนถูกเบิกจ่ายไปแล้ว รายจ่ายประจำเบิกจ่ายไปแล้วราว 40% ของงบประมาณ ประมาณการคร่าวๆ งบที่ยังไม่ได้ใช้คือ 330,000 ล้านบาทจากทุกกระทรวง แน่นอนว่าบางกระทรวงอาจโยกงบได้มากน้อยแตกต่างกัน และเรายังภารกิจอื่นๆ ที่ต้องจัดการนอกเหนือจากโควิด-19 ไม่ว่าจะเป็นภัยแล้ง ปัญหา PM2.5 ในภาคเหนือ และไฟป่า จึงคาดว่าส่วนที่จะโยกได้จริงๆ คือ 80,000-100,000 ล้านบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดังนั้นก่อนจะออก พ.ร.ก.เงินกู้ฉุกเฉิน ควรจัดสรรงบปี 63 ใหม่เสียก่อน จัดลำดับความสำคัญใหม่ ให้สาธารณสุข และการเยียวยาผู้คนได้รับความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ ไม่เช่นนั้นแล้ว การกู้เงินเพิ่มอีก 200,000 ล้านบาทก็อาจจะไม่เพียงพอ.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/61524</URL_LINK>
                <HASHTAG>COVID-19, ธีรยุทธ บุญมี, พ.ร.ก.ฉุกเฉิน, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, หนุนเจ้าหน้าที่บังคับใช้มาตรการจริงจัง, เมษาชี้ชะตาประเทศ, เร่งใช้งบกลาง, โควิด 19, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200330/image_big_5e81f81d232c7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>61456</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/03/2020 13:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/03/2020 13:19</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ธีรยุทธ&#039; ออกบทความด่วน &#039;เมษาชี้ชะตาประเทศ&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30 มี.ค. 63 - ศ.ธีรยุทธ บุญมี วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต เผยแพร่บทความเรื่อง &amp;quot;เมษาชี้ชะตาประเทศ&amp;quot; ผ่าน&amp;nbsp;www.thaipost.net&amp;nbsp;โดยมีเนื้อหาดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ช่วงที่คนไทยเรากำลังเคร่งเครียด วิตกกังวล ในฐานะผู้ร่วมชะตากรรมผมขอเสนอแง่คิดมุมมอง ที่มุ่งจะสร้างความหวัง ความเข้าใจต่อกันและกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. ปัญหาโควิด 19 ต้องเข้าใจความเป็นสังคมของมนุษย์ สังคมไทยกำลังทำสงคราม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มนุษย์เป็นสัตว์สังคม ต้องอยู่ร่วมกันเป็นกลุ่ม ร่วมกันทำกิจกรรมหลายมิติ ทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ ความเชื่อ กีฬา บันเทิง ฯ แต่โรคระบาดแบบโควิด 19 เป็นการทำลายล้างเผ่าพันธุ์ระหว่างมนุษย์กับเชื้อโรค ในภาวะสงครามเช่นนี้สิ่งพื้นฐานที่ต้องรักษาไว้ 3 ระดับ คือ 1. การดำรงชีวิตอยู่ในกลุ่มสังคมเพื่อช่วยเหลือเกื้อกูลกัน 2. การรักษาพื้นฐานการเป็นมนุษย์ และ 3. คือความเป็นรัฐชาติเพื่อแก้ปัญหาใหญ่ ๆ เพื่อติดต่อสัมพันธ์กับชาติอื่น มิติอื่น ๆ บางอย่างถูกตัดทิ้งไปก่อนหรือลดความสำคัญลงไป แต่บางอย่างก็ไม่ใช่เป็นการบังคับเด็ดขาด เช่น ความเห็นต่างทางมาตรการนโยบายการเรียกร้องให้มาตรการเป็นธรรมทั่วถึงจากฝ่ายค้านหรือผู้คนทั่วไปก็ยังทำได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. เชื้อโรคโจมตีความเป็นสังคมของคน ต้องอาศัยพลังทางสังคม การปรับกระบวนทัศน์ใหม่ และการจัดระเบียบ การจัดการสังคมใหม่ เป็นมาตรการตอบโต้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในอดีตมนุษย์อยู่เป็นกลุ่มขนาดเล็ก เวลาเกิดโรคระบาดมนุษย์อาจเลือกสลายสังคม แยกเป็น 2-3 ครอบครัว หนีขึ้นเขาเข้าป่า หรืออพยพทั้งกลุ่ม เช่น พระเจ้าอู่ทองโยกย้ายคนไปตั้งกรุงศรีอยุธยาฯ แต่ปัจจุบันเราเป็นสังคมใหญ่ มีความสัมพันธ์ที่ซับซ้อน ตั้งแต่การรวมกลุ่มขนาดใหญ่ด้วยความเชื่อ อารมณ์ ความตื่นเต้น เช่น การรวมกลุ่มทางศาสนา การแข่งขันมวย ฟุตบอล คอนเสิร์ต ฯ การรวมกลุ่มทางการ เช่น องค์กร บริษัท หน่วยราชการ กึ่งทางการ เช่น การไปตลาด งานแสดงสินค้า นั่งรถสาธารณะ งานปาร์ตี้ ไวรัสจะโจมตีได้ทุกจุด เรามีทางเลือกเดียวคือต้องร่วมกันสู้ โดยทุกคนเป็นนักรบหมด ในช่วงที่เราใช้มาตรการสังคมคือการเก็บตัวอยู่ในบ้าน ที่จริงคือการเป็นแนวหน้าสุดในการต่อสู้กับศัตรู แต่ละวันที่เราอยู่บ้านเท่ากับช่วยกันเปิดเผยตัวตนของเชื้อโรคได้ทุก ๆ วัน เมื่อครบ 14 วันตามทฤษฎีเชื้อโรคก็จะถูกเผยตัวได้หมด แต่ในความเป็นจริงก็จะมีอีกส่วนหนึ่งซึ่งหลุดรอดไปได้ ถ้าใช้เวลา 1 เดือนก็ถือว่าน่าจะหลงเหลืออยู่น้อยมาก โดยมีแพทย์ พยาบาล สาธารณสุข เป็นปราการแข็งแกร่งที่ทั้งสู้รบและบัญชาการและปกปักรักษาทุกคนด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับมาตรการต่าง ๆ มามองว่าเราเป็นฝ่ายกระทำมีความจำเป็น เพราะแทนที่จะรู้สึกเป็นฝ่ายรับ หดหู่ หมดหวัง โกรธเคืองแพทย์ พยาบาล หรือรัฐ เราจะมองในมุมกลับเป็นฝ่ายกระทำที่มีความมุ่งมั่น ความมั่นใจ และภูมิใจในการต่อสู้ร่วมกันของประชาชน แพทย์ พยาบาล สาธารณสุข และทุกหน่วยงาน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. มาตรการ Social Distancing หัวใจสู้โควิด 19&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยปกติมนุษย์จะจัดระยะห่างทางสังคมว่าควรใกล้ชิด/ห่าง ทางการ/ไม่ทางการ เป็นกันเอง/ไม่เป็นกันเอง เป็นกติกามารยาททางสังคมที่กำหนดไว้แล้ว การสร้างระยะห่างทางสังคมขึ้นใหม่ (social distancing) นี้เป็นการขอเปลี่ยนความสัมพันธ์เดิมให้ห่างขึ้นเป็นแบบระมัดระวัง ไม่ใช่เพราะรังเกียจเดียดฉันท์&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วัตถุประสงค์ของ Social Distancing ก็คือไม่ให้เชื้อโรคมีโอกาสกระโดดจากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่ง ที่ได้ผลสูงสุดก็คือการอยู่บ้าน การปิดห้าง ร้านอาหาร ออฟฟิสบางส่วน เพราะเท่ากับปิดไม่ให้มีการพบปะกันของผู้คนจำนวนมาก จากนั้นคือการเว้นระยะ 2 เมตรหรือการสร้างอุปสรรคสกัดเชื้อโรค (social barrier) ไม่จับมือ ใช้หน้ากากอนามัย การตรวจสอบอุณหภูมิ หรือการใช้แอพติดตามตัว (tracing) การลดการพบปะทางสังคมโดยตรง (contact) เช่น การประชุม การรับประทานอาหารร่วมกัน ทั้งหมดเป็นการปิดล้อมบังคับศัตรูเปิดเผยตัวเพื่อทำลายล้างโรคในที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4. เมษาชี้ชะตาประเทศ ต้องเข้มข้นขึ้น เจ้าหน้าที่บังคับใช้มาตรการจริงจัง 100%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การต่อสู้กับโรคระบาดมี 3 มาตรการตามลำดับความร้ายแรง ความรุนแรงน้อยสุดใช้วิธีติดตาม ตรวจสอบ รักษา (contact tracing, testing และ treat) ซึ่งไทย สิงคโปร์ เกาหลี จีน เก่งมาก และได้ผลสูง แต่เมื่อการติดต่อขยายตัวเกินกำลังการติดตาม ก็ต้องเพิ่มและยกระดับมาตรการรวมพลังทางสังคมกำหนดระยะห่าง social distancing แต่ถ้าคนในสังคมยังไม่ตระหนักถึงความรุนแรงของปัญหา ไม่ร่วมมือกันพอ ก็จำเป็นต้องใช้มาตรการที่ 3 คือการบังคับทางสังคม (social sanction) ซึ่งก็คือการบังคับใช้กฎหมาย ออก พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ใช้ พ.ร.บ. สงครามบางด้าน เช่นการบังคับภาคเอกชนให้ทำกิจกรรมช่วยเหลือการสู้โรค&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในปัจจุบันนี้เราใช้มาตรการที่ 3 มาได้ครึ่งทาง ตัวเลขผู้ป่วยที่รายงานกันมาก็สะท้อนว่ากำลังเกิดผล แต่เมษายนเป็นเดือนที่ทุกฝ่ายต้องทุ่มเททำงานอย่างหนักที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. ต้องเลี่ยงการระบาดแบบ super cluster หรือ super spreader ที่เกิดกรณีสนามมวย การชุมนุมศาสนา เพราะมันเสริมการระบาดแบบข้ามชนชั้น (cross sectorial) ลงสู่ชนชั้นล่าง และข้ามภูมิศาสตร์ ที่ต้องแก้ปัญหาจริงจังคือเทศกาลสงกรานต์ ซึ่งคนหลายแสนอาจฝ่าฝืนกลับบ้านและจะมีส่วนกระจายเชื้อไปทุกชนชั้นและทุกภูมิภาคอย่างแท้จริง ต้องหาวิธีแก้อย่างเด็ดขาด ที่ต้องระวังเพิ่มเติมคือตลาดขนาดใหญ่ ชุมชนแออัดในทุกจังหวัด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. จังหวัดส่วนใหญ่มีผู้ติดเชื้อจังหวัดละไม่กี่ราย ขณะนี้มีมาตรการทั้ง 3 ขั้นให้ใช้แล้ว ถ้าเจ้าหน้าที่ไม่ละเลยควรจะควบคุมได้ แต่มีบางจังหวัด เช่น ภูเก็ต เชียงใหม่ ชลบุรี นนทบุรี สมุทรปราการ 4 จังหวัดภาคใต้ อยู่ในสภาพคล้ายกรุงเทพ ฯ ก่อนตัวเลขจะข้ามหลักร้อยมาเป็นหลักพัน ต้องใช้มาตรการเข้มข้นและบังคับใช้จริงจังจึงจะสำเร็จ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. คำสั่งต้องเข้าใจสภาพรูปธรรม มี logistics และผู้ปฏิบัติรองรับให้สำเร็จ เช่น จะจัดระยะห่างบนรถสาธารณะในเมืองและต่างจังหวัด แต่รถไม่พอก็จะปฏิบัติไม่ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5. สู้อีกระยะ เราชนะได้แน่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่ผ่านมาแพทย์ พยาบาล สาธารณสุขของเราทำงานได้อย่างดีเยี่ยม ทันกาล รัฐบาลก็ปรับตัวอย่างถูกต้องที่ให้ผู้เชี่ยวชาญด้านแพทย์เป็นผู้นำทางความคิด ตัวเองหันไปพิจารณาภาพรวมและดำเนินมาตรการต่าง ๆ รองรับ ถือว่าทำได้ถูกทางไม่สายเกินไป มีโอกาสควบคุมไม่ให้คนติดโรคกันเกือบทั้งเมืองเหมือนอิตาลี อังกฤษ สเปน อเมริกา ซึ่งถือว่าปัจจุบันประสบความล้มเหลวในการควบคุมโรค ทั้งนี้นอกจากปัจจัยผู้นำ มีปัญหาเรื่องวัฒนธรรมของประเทศ ซึ่งประชาชนมีความเป็นปัจเจก มั่นใจตัวเอง ไม่คล้อยตามผู้อื่นง่าย ๆ กลุ่มยุโรปใต้รักความสนุกสนาน ส่งผลให้การติดเชื้อยังเพิ่มทะยานตลอดเวลา แม้หลายประเทศจะสั่งปิดเมืองแล้วก็ยังล้มเหลว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;
&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับคนไทยมีพวกวัยรุ่นหนุ่มสาว หรือพวกนอกขอบ พวกปฏิเสธขัดขืนลองดีสุดโต่งจำนวนหนึ่ง ซึ่งนับรวมก็คงไม่กี่เปอร์เซ็นต์ คนไทยในช่วงที่ 1 คือ ม.ค. - ก.พ. ได้ปรับพฤติกรรมส่วนตัวด้วยการตื่นตัว &amp;ldquo;กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ&amp;rdquo; พอสมควร ตามมาการใช้หน้ากากอนามัยมากขึ้น กระจายไปสู่ชาวบ้านและต่างจังหวัดชัดเจนตั้งแต่สัปดาห์ที่ 2 ของเดือน มี.ค. ในช่วงปัจจุบันจนถึงการประกาศภาวะฉุกเฉิน (26 มี.ค.) คนไทยร่วมมือกับการรณรงค์การสร้างระยะห่างทางสังคมได้ดีพอสมควร ซึ่งโดยการสังเกต (ไม่ใช่การสำรวจหรือวิจัย) ก็น่าจะถือได้ว่าคนไทยได้ร่วมแรงร่วมใจในเรื่องนี้ในระดับราว 70% ขึ้นไป แต่ยังจำเป็นที่จะต้องติดตามดูพัฒนาการอย่างใกล้ชิด ถ้าดูจากกรณีของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกการเลือกเส้นทางที่เข้มข้นและบังคับจริงจังดูจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. จากงานวิจัยของนักวิชาการชาวจีน (D. He และ Dushoff 2013 - งานสร้างโมเดลการศึกษาการระบาดของไข้หวัดใหญ่ปี 1913 และ Q. Lin และคณะอีก 10 คน 1 เม.ย. 2020) ได้ชี้ว่าการร่วมมือทั้งของภาคประชาชนและรัฐบาลทั้งสองปัจจัยช่วยให้การระบาดของไวรัสโควิด 19 ในจีนสงบลงได้ (กราฟสีฟ้า)
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. ตัวเลขผู้ป่วยเพิ่มของไทยในช่วง 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา คือ 122, 106, 107, 111, 91, 109, 143, 136 สะท้อนว่าความตื่นตัวและมาตรการ &amp;ldquo;ควบคุมการเคลื่อนย้ายระหว่างเมือง&amp;rdquo; ของรัฐบาลเริ่มได้ผล เพราะกราฟเหวี่ยงตัวไปด้านข้างคล้ายใกล้จุดสันเขา จะแกว่งตัวเช่นนี้ไปอีกระยะหนึ่ง ในมณฑลหูเป่ยหลังจากการ &amp;ldquo;ปิดเมือง&amp;rdquo; อย่างเต็มที่ จำนวนผู้ป่วยทางการยังเพิ่มขึ้นต่อไปอีกประมาณไม่ถึง 2 สัปดาห์เศษ จากนั้นก็ลดลงอย่างฮวบฮาบชัดเจน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. งานวิจัยของนักวิชาการมหาวิทยาลัยปักกิ่งของจีน คือ Y. Zhang และผู้ร่วมวิจัยอีก 5 ท่าน ได้สรุปว่า มาตรการที่เข้มข้นของจีนได้ผลในการหยุดและยับยั้งการแพร่ระบาดของโควิด 19 ได้ทุกเมือง ได้มีการค้นพบสำคัญ เช่น มาตรการสอบสวน ติดตามผู้ป่วยทุกราย มีความสำคัญมาก ซึ่งจีน สิงคโปร์ และเกาหลีใต้ รวมทั้งไทย ทำได้ผลดีมาก และผู้ป่วยซึ่งไม่สำแดงอาการมีอยู่เป็นจำนวนพอสมควร (แต่ศักยภาพการแพร่กระจายเชื้อเป็นเพียงครึ่งหนึ่งของพวกที่สำแดงอาการ) แต่สะท้อนว่าเรายังมีความจำเป็นต้องมีการสุ่มตรวจหรือติดตามเคสต่าง ๆ อย่างเต็มที่ต่อไป แม้ในอนาคตที่การระบาดดูสงบลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อสรุปสุดท้ายที่สำคัญมากคือ ผลจากการควบคุมเข้มข้นของจีนทำให้ตัวเลขการแพร่กระจายตัว R0 ของโควิด 19 จาก 1 คนไปได้กี่คนลดลงอย่างรวดเร็ว จากค่าเฉลี่ยประมาณ 2-3 (คนป่วย 1 คนแพร่เชื้อออกไปได้อีก 2-3 คน ถ้าตัวเลขน้อยกว่า 1 แสดงว่าโรคกำลังสงบลง) ลดลงเหลือเพียงประมาณ 0.2 ภายในเวลาเพียง 10 วัน ซึ่งถือว่าดีมาก ถ้าคนไทยทำได้เพียงใกล้เคียงกับ 1.0 ซึ่งเป็นค่าที่การระบาดจะคงตัวหรือใกล้กับ 1 ก็ถือว่าโชคดี เป็นกำลังใจให้เราตื่นตัวป้องกันต่อไปจนกว่าการระบาดในโลกจะสงบลง และต้องป้องกันอย่างที่สุดไม่ให้เกิดเหตุการณ์ super spreader ขึ้นอีก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ที่มา Y. Zhang, et al., (2020), Prediction of the COVID-19 outbreak based on a realistic stochastic model, https://doi.org/10.1101/2020.03.10.20033803.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อ้างอิง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;E. Lascelles, (2020), MacroMemo &amp;ndash; March 16 &amp;ndash; March 20 2020: All about Covid-19, &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;https://www.rbcgam.com/en/ca/article/macromemo-march-16-march-20-2020/detail.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;Q. Lin et al. (2020), &amp;ldquo;A conceptual model for the coronavirus disease 2019 (COVID-19) outbreak &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;in Wuhan, China with individual reaction and governmental action&amp;rdquo; in International &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;Journal of Infectious Diseases 93 (2020).&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;Y. Zhang, et al., (2020), Prediction of the COVID-19 outbreak based on a realistic stochastic &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;model, https://doi.org/10.1101/2020.03.10.20033803.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/61456</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธีรยุทธ บุญมี, บทความ, โควิด-19, ไวรัสโคโรนา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191015/image_big_5da54bf047a11.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>48116</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/10/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/10/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>วิกฤติรอบใหม่ก่อตัว ธีรยุทธเตือนภัยระบบคิดเห็นคนกลุ่มอื่นเป็นศัตรู</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ธีรยุทธ&amp;quot; ออกโรงมองสังคมไทยไร้เป้าหมาย จากยุคพัฒนา-ยุคปฏิรูป สู่ยุคปัจจุบันที่กำลัง &amp;quot;ติดกับดักตัวเอง&amp;quot; เตือนทุกภาคส่วนระวังก่อวิกฤติใหม่ประเทศไทย เหตุรับกระบวนทัศน์แบบใหม่ที่เรียกว่า &amp;quot;ความเมือง&amp;quot; เห็นกลุ่มอื่นเป็นศัตรูที่ต้องล้มล้าง ซึ่งกำลังขยายตัวและน่ากลัวขึ้นเรื่อยๆ ชี้หากรัฐบาล-ทหารมองปัญหาใจกลางผิดอาจนำไปสู่ปัญหาใหม่ที่ร้ายแรง แนะ &amp;quot;ประยุทธ์&amp;quot; &amp;nbsp;ใช้ความเป็นผู้ใหญ่แสดงออกด้วยท่วงทำนองนุ่มนวล ปล่อยวางบางเรื่อง อย่ามองความคิดเห็นของนักวิชาการเป็นการทำลายล้างทุกเม็ด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ช่วงเช้าวันที่ 15 ตุลาคมที่ผ่านมา นายธีรยุทธ บุญมี นักวิชาการและอดีตผู้นำนักศึกษาในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 บรรยายพิเศษเรื่อง &amp;quot;ประชาชน พรรคการเมือง ทหารไทย ติดกับดัก ก่อวิกฤติใหม่ประเทศไทย&amp;quot; ที่อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา สี่แยกคอกวัว ถนนราชดำเนิน ซึ่งจัดโดยวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต ร่วมกับมูลนิธิ 14 ตุลา เพื่อรำลึกครบ 46 ปีเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายธีรยุทธเริ่มต้นว่า กำลังมีการเปลี่ยนแปลงระบบคิดหรือกระบวนทัศน์ในสังคมไทย ซึ่งเพิ่งจะก่อตัวไม่นาน และเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วง ถือเป็นหน้าที่ในฐานะนักวิชาการอิสระ ที่จะติง เตือน สังคมว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นปัจจุบัน ตนไม่ถือว่ามีใคร กลุ่มไหนในสังคมเป็นศัตรู มองทุกฝ่าย ทั้งฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน ฝ่ายทหาร ด้วยสายตาที่เป็นกลาง จะวิพากษ์วิจารณ์ตามบทบาทที่แต่ละฝ่ายเดินไป ไม่เจาะจงกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายธีรยุทธมองว่าสังคมไทยไม่มีเป้าหมาย จนกลับมาติดกับดักตัวเอง นับจากปี 2500 กล่าวได้ว่า เมืองไทยมี 3 ยุคคือ 1.ยุคพัฒนา 2505-2535 สมัยจอมพลสฤษดิ์ต่อพลเอกเปรม ประเทศไทยมีเป้าหมายคือการพัฒนาให้ก้าวขึ้นมาเป็นอุตสาหกรรมแถวหน้าของภูมิภาค ซึ่งได้ผลน่าพอใจ พร้อมๆ กันไปคือการพัฒนาประชาธิปไตย ซึ่งมีทั้งผลดี-ผลเสียสลับกันไป เพราะยังมีการคอร์รัปชันของนักการเมืองสูงจนมีการแทรกแซงโดยรัฐประหารหลายหน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;2.ยุคปฏิรูปช่วงปี 2535-2557 สังคมมองเห็นทางออกจากปัญหาคอร์รัปชันและการใช้อำนาจอย่างไร้สำนึกของนักการเมือง จนเกิดเป็นเป้าหมายใหญ่ของประเทศร่วมกัน คือการปฏิรูปการเมือง แต่กลับล้มเหลว เพราะแม้จะเกิดการชุมนุมประท้วงใหญ่มากของพันธมิตรและ กปปส. มีการรัฐประหาร 2 หน ก็สะท้อนว่าพลังอนุรักษ์ ระบบราชการ และกองทัพ ไม่พร้อมและไม่สามารถทำการปฏิรูปใดๆ ได้ เป้าหมายการปฏิรูปจึงคงจะฝ่อลงไปเรื่อยๆ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;3.ยุคปัจจุบันคือ 2557-2562 ยุคติดกับดัก เพราะไม่สามารถพบเป้าหมายที่เป็นทางออกได้ อันที่จริง มีเป้าหมายหนึ่งคือ ประชาธิปไตยที่กินได้ หรือนโยบายประชานิยมที่จับใจชาวบ้าน จนกลายเป็นเสียงที่เหนียวแน่นของพรรคไทยรักไทย แต่ประชานิยมที่เกิดมาทั่วโลกเป็นเพียงเครื่องมือของการเลือกตั้ง ไม่สามารถเป็นเป้าหมายของประเทศได้ และพิสูจน์มาแล้วว่าไม่ยั่งยืน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ส่วนพรรคอนาคตใหม่มีฐานเสียงเป็นชนชั้นกลางและคนรุ่นใหม่ ที่ไม่พอใจระบบเก่า 2 พรรคนี้ยังไม่มีการเสนอยุทธศาสตร์แผนงานหลักที่จะนำพาประเทศข้ามความขัดแย้งนี้ไปข้างหน้า เน้นการจุดประเด็นซึ่งเป็นจุดขายของขบวนการประชานิยม และมักกลายเป็นความขัดแย้งกับฝ่ายรัฐ ส่วนพลังฝ่ายอนุรักษ์หรือทหารเอง แม้จะได้อำนาจมา 5 ปีเศษ แต่ก็ติดกับดักความคิดที่เน้นเฉพาะความมั่นคง ไม่มีเป้าหมายที่จะกินใจประชาชนจนเกิดเป็นเป้าหมายร่วมของประเทศได้&amp;quot;
&amp;#39;ความเมือง&amp;#39;แทนที่&amp;#39;การเมือง&amp;#39;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายธีรยุทธกล่าวต่อไปว่า กระบวนทัศน์ใหม่ที่เข้ามาครอบงำคนไทย คือระบบคิดที่เรียกว่า ความเมือง เข้ามาแทนที่ระบบคิดแบบการเมือง ในวงการรัฐศาสตร์มีความคิดหนึ่งซึ่งได้รับการพัฒนาขึ้น คือความคิดว่าสิ่งที่สะท้อนแก่นแท้ของสังคมมนุษย์มากกว่าการเมือง (the politic) คือสิ่งที่เรียกว่าความเมือง (the political)&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ คำว่าการเมือง ซึ่งนิยามว่าเป็นพื้นที่การแข่งขันของความคิดที่ต่างกัน เป็นความไม่ชอบไม่พอใจ (innimicus) หรือโกรธชังกัน (exthr&amp;oacute;s) ระหว่างบุคคลก็ได้ แต่ก็สามารถหาข้อสรุปโดยเสียงส่วนใหญ่ได้ แต่ทัศนะใหม่เรื่องความเมืองเป็นเรื่องการต่อสู้แบบรวมเบ็ดเสร็จ (totality war) ของกลุ่มคนซึ่งมองอีกลุ่มในแง่เป็นพวกเรากับศัตรู (the enemy) เป็นความสัมพันธ์เชิงสงคราม (hostis, pol&amp;eacute;mios) ผู้มีอำนาจตัดสินใจสูงสุดในท้ายที่สุดคือองค์อธิปัตย์ (sovereignty) ของกลุ่มซึ่งอาจเป็นผู้นำรัฐหรืออำนาจทางกฎหมายก็ได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายธีรยุทธเห็นว่าหลังการเลือกตั้งที่ผ่านมาทุกครั้ง ทั้งประชาชนและนักการเมืองไทย จะมองว่าประเทศได้ก้าวเข้าสู่กระบวนการเมืองประชาธิปไตยปกติ คือการแถลงนโยบาย ทัศนะของแต่ละฝ่าย การตรวจสอบ หักล้างด้วยหลักฐานโวหารเหตุผล เพื่อนำไปสู่การแก้ไขผิดเป็นถูกหรือเพื่อล้มรัฐบาลไปสู่การเลือกตั้งใหม่ก็ได้ แต่น่ากังวลว่าปัจจุบันคนไทยส่วนหนึ่ง กำลังรับกระบวนทัศน์แบบความเมือง ซึ่งมองพวกอื่นเป็นศัตรูที่ต้องล้มล้าง มาใช้แม้ในภาวะปกติซึ่งไม่ได้มีวิกฤติใดๆ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ทำให้เราได้พบเห็นนักการเมืองกลายเป็นนักความเมือง พรรคการเมืองกลายเป็นพรรคความเมือง นักวิชาการกลายเป็นนักโฆษณาความเมือง ทหารฝ่ายความมั่นคงเป็นทหารฝ่ายความเมือง เราได้เห็นนักเคลื่อนไหวความเมือง พวกเขาเริ่มต้นด้วยการมองการกระทำของอีกฝ่ายไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ใดๆ เป็นภยันตรายร้ายแรงต่อบ้านเมือง เป็นศัตรูที่จะต้องถูกทำลายลงไป ด้วยการขยายประเด็นเกินเหตุและผล ไปจนถึงการฟ้องร้องหาเรื่องดำเนินคดีความ รวมทั้งการใช้อิทธิพลกดดันกระบวนยุติธรรม บางครั้งก็ใช้มาตรการป้องกันล่วงหน้า ปักธงล่วงหน้า (preemptive) ก่อนอีกฝ่ายจะดำเนินการใด ๆ ด้วยซ้ำ&amp;quot;
ความขัดแย้งขยายขึ้นเรื่อยๆ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นักวิชาการผู้นี้ชี้ว่า ระบบคิดแบบความเมืองทำให้ความขัดแย้งขยายตัวน่ากลัวขึ้นเรื่อยๆ เริ่มจากความขัดแย้งเหลือง-แดง ซึ่งเป็นเรื่องชนชั้นล่างชั้นกลางในชนบทกับชนชั้นกลาง ชั้นสูงในเมือง ต่อมาเพิ่มประเด็นความเป็น ภาคเหนือ อีสาน ใต้ ความขัดแย้งเผด็จการ-ประชาธิปไตย การเลือกตั้งหลังสุดก็เพิ่มประเด็น คนรุ่นเก่า รุ่นใหม่ ความคิดเก่า ความคิดใหม่ ชาติมหาอำนาจเองก็แสดงจุดยืนชัดเจนคือ ชาติตะวันตก หนุนฝ่ายเสื้อแดง จีนหนุนฝ่ายอนุรักษ์กับทหาร&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;การที่ความขัดแย้งขยายตัวมาตลอด บ่งชี้ว่ารัฐบาลกับทหารจัดการกับวิกฤติการผิดพลาด มองปัญหาใจกลางผิด&amp;quot; นายธีรยุทธ กล่าว และเตือนว่าการมองปัญหาใจกลางผิด อาจนำไปสู่ปัญหาใหม่ที่ร้ายแรง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เขาว่าทหารเอาค่านิยมของทหารเองในเรื่องความจงรักภักดีต่อสถาบัน ชาติ-ศาสน์-กษัตริย์ ยกให้เป็นปัญหาหลักของประเทศ &amp;nbsp;ปัญหานี้มีความสำคัญยิ่ง แต่ที่จะหยิบยกให้เป็นปัญหาหลักโดยแง่ความเร่งด่วน อาจผิดพลาดทั้งยุทธศาสตร์ยุทธวิธี ปัญหาที่ควรหยิบยกเพื่อให้ได้ใจประชาชนส่วนใหญ่ ควรเป็นปัญหาปากท้อง ความเหลื่อมล้ำ ซึ่งกระทบประชาชนสูงมาก ปัญหาความมั่นคง ควรแก้ไขในลักษณะที่นิ่มนวล แบบแสดงความเข้าใจกันและกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เพราะประชาชนทั้งประเทศยึดอยู่ในค่านิยมนี้อยู่แล้ว แต่ส่วนที่อาจจะไม่ชื่นชม ติติงสถาบันฯ เป็นเพียงส่วนน้อยไม่มีพลังที่เป็นนัยยะสำคัญเลย และที่พวกเขาพูดถึงก็มักจะเป็นการพูดถึงสถาบันกับโลกยุคใหม่เพื่อให้ประเพณีปกครองประเทศส่วนนี้ยั่งยืนสถาพรต่อไป&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ การที่กองทัพโยงประเด็นความมั่นคงเข้ากับสงคราม hybrid สะท้อนว่าทหารเชื่อว่าสังคมไทยซึ่งในยุครัฐประหารของคสช ยังอยู่ในภาวะสงครามกลางเมือง แต่พอ 5 ปีผ่านไป สังคมก็ได้พัฒนาความขัดแย้งมาเป็นสงคราม hybrid ซึ่งร้ายแรงกว่าเดิมเพราะเป็นสงครามยุคหลังสมัยใหม่ที่ไม่จำกัดรูปแบบการต่อสู้ แต่ที่จริงแล้วคติสงครามที่ไร้รูปแบบมีมาตลอด&amp;nbsp;
แนะควรกังวลต่อวิกฤติใหม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายธีรยุทธยกตัวอย่างเช่นเรื่องวัสสการพราหมณ์ในสมัยพุทธกาล ยุคอาณาจักรลานนา เชียงใหม่ก็ส่งไส้ศึกไปบ่อนทำลายลำพูน ทหารลำปางเคยก่อวินาศกรรมในเชียงใหม่ พม่าส่งสายลับมาทำแผนที่กรุงธนบุรี ปัจจุบันทุกชาติพยายามโฆษณาชวนเชื่อแนวทางของตัวเอง เอาข้อมูลความลับทางเศรษฐกิจ การเมือง การทหารของกันและกันอย่างเป็นปกติ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;การนำเอาภาวะไม่ปกติแบบภาวะสงครามมาขยายภาพเกินจริงในภาวะปกติ ของประเทศหรือโลก มักจะทำให้ความรุนแรงขยายตัวและเกิดสงครามจริงๆ ขึ้นในที่สุด&amp;quot; อดีตผู้นำนักศึกษาในเหตุการณ์ 14 ตุลา 16 &amp;nbsp;กล่าว และว่า ประเทศไทยเคยเกิดความขัดแย้งแบบพวกเรา-ศัตรู เพียงหนเดียว คือการสร้างความคิดฆ่าคอมมิวนิสต์ไม่บาป และถือนักศึกษาเป็นภัยคอมมิวนิสต์ที่ต้องฆ่าทำลายล้างในช่วง 6 ตุลาคม 2519&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม การเกิดระบบความเมืองในขณะนี้ มีการเคลื่อนไหวกว้างขวางจากหลายฝ่ายในสังคม ทั้งฝ่ายมวลชน การใช้สื่อออนไลน์ เฟกนิวส์ สื่อทางการ นักเคลื่อนไหว นักกฎหมาย หน่วยราชการ กองทัพ กระบวนการศาลฯ ถือเป็นครั้งแรกที่เกิดขึ้น เป็นวิกฤติใหม่ที่ควรกังวลและต้องช่วยกันให้ทุกฝ่ายคลี่คลาย ผ่อนความขึงตึงจนเกินไปลง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นักวิชาการผู้นี้เสนอหนทางแก้ไขวิกฤติที่กำลังก่อตัวว่า 1. สังคมทั่วไปควรมองสถานการณ์ให้กระจ่าง ตั้งสติอยู่ตรงกลาง หรือเสริมพลังทางบวกที่จะช่วยแก้ปัญหาต่างๆ ของสังคม เสริมความรู้สึกแบบเพื่อนมิตร อย่างรับเหตุผลที่เปิดกว้างหลากหลาย ก็จะไม่ไปช่วยเสริมกระแสพวกเรา-ศัตรูที่เกิดขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;2.ฝ่ายรัฐต้องธำรงความเป็นกลาง ไม่เข้าไปร่วมการใช้ความเมือง ทำลายฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เพราะความเมืองหมายถึงความขัดแย้งแบบทำลายล้างในภาวะสงคราม ถ้าหน่วยรัฐร่วมเป็นฝักฝ่ายด้วยก็จะสร้างความหวาดกลัวว่า รัฐบาลมีความเชื่อว่ากำลังมีสงครามภายใน หรือรัฐบาลกำลังประกาศภาวะสงครามหรือความเป็นศัตรูกับประชาชนบางกลุ่ม ซึ่งไม่เป็นผลดีอย่างยิ่งกับบ้านเมือง ศาลและระบบยุติธรรมเอง ก็ต้องตริตรองทุกคดีความหรือทุกปัญหาอย่างมีวิจารณญาณและหลักยุติธรรมอย่างแท้จริง บางทีอาจต้อง devolute คือถอยกระบวนการตุลาการภิวัตน์กลับบ้าง (devolution = วนกลับ กระจายศูนย์ ลดบทบาท)&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เหมือนกับที่เกิดในสหรัฐและอีกเกือบทุกประเทศ ซึ่งควรจะช่วยบรรเทาความรุนแรงและความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นได้จากกระบวนทัศน์ความเมืองที่กำลังแผ่ขยายอยู่ในขณะนี้&amp;quot;
งานที่รัฐบาลบิ๊กตู่ควรทำ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายธีรยุทธกล่าวด้วยว่า งานที่รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ควรทำ รัฐบาลประยุทธ์ในช่วงรัฐประหารมีผลงานจับต้องได้จำนวนหนึ่ง คือโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ และการรักษาความสงบไม่ให้มีการชุมนุมประท้วง ส่วนการปฏิรูประบบไม่เกิด การสร้างความสมานฉันท์ก็ไม่เกิด รัฐบาลประยุทธ์ซึ่งมาจากเลือกตั้งจะยิ่งทำงานลำบากกว่าเดิมมาก เพราะโดยโครงสร้างรัฐบาลจะอยู่รอดต่อไปได้ ต้องจัดสรรผลประโยชน์มาให้ทุกกลุ่มการเมือง ซึ่งในที่สุดจะต้องพึ่งพากลุ่มทุนใหญ่&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ดังนั้นภารกิจหลักของรัฐบาลในช่วงหน้าก็คือจะกลายเป็นการดำเนินนโยบายโครงการให้กับกลุ่มทุนใหญ่ เป็นรัฐบาลทหารเพื่อกลุ่มธุรกิจใหญ่&amp;quot; อย่างไรก็ตาม นายธีรยุทธคาดว่า &amp;quot;คนจำนวนมากยังต้องการให้ประเทศได้มีรัฐบาลบริหารงานไปอีกสักระยะหนึ่ง ดังนั้นพลเอกประยุทธ์ควรปรับปรุงวิธีการทำงาน เพราะการควบคุมประสานพรรคร่วมลำบากยากขึ้นเรื่อยๆ แต่ก็ควรตั้งเป้าหมายระยะยาว แต่ต้องทำให้ได้ผลจริงจังสักสองสามเรื่องก็พอ&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เขาเสนอแนะรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ทำอย่างแรกคือ โฟกัสการแก้ปัญหาปากท้องของชาวบ้าน ที่ตนเคยเรียกรวยกระจุก จนกระจาย กลางกระจ้อน (กระจ้อน = แคระ แกร็น) อย่างจริงจัง เพราะปัญหาความเหลื่อมล้ำมีสูง คนจน คนชั้นกลางก็ลำบากจริง ๆ การแก้ปัญหานี้จริงๆ ทำได้ยากแต่นายกก็ต้องทุ่มเททำ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างที่สองคือ การเพิ่มคุณภาพของคนในทุกวัยในด้านการศึกษาพัฒนาทักษะใหม่ อาชีพใหม่สำหรับเศรษฐกิจแบบ disruptive ที่เกิดขึ้นรวดเร็วในหลายๆ ด้าน ต้องใช้อำนาจบารมีตัวนายกฯ ประยุทธ์เองลงมือแก้ปัญหาเอง การแก้ปัญหาครบทั้งต้นน้ำปลายน้ำ เช่น ต้องมีการประกันรายได้การงานให้ และควรทำแบบเลือกสรรเฉพาะส่วน เพราะการปฏิรูปทั้งระบบใหญ่โตเกินไป ไม่สามารถทำได้จริง ถ้าทำเช่นนี้ ก็จะเป็นการเลือกลำดับความสำคัญได้ถูกต้องใกล้เคียงมากที่สุด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ช่วงท้ายการบรรยาย นายธีรยุทธเปิดให้สื่อมวลชนซักถาม โดยสื่อถามว่าวิกฤติที่เกิดขึ้นไม่มีการพยายามหาทางออก จะนำไปสู่อะไร นายธีรยุทธกล่าวว่า น่าเป็นห่วงมาก ลักษณะที่มีโอกาสเกิดคือจะเกิดวาทกรรมที่แรงขึ้นไปเรื่อยๆ และจะค่อยๆ ทำลายคนที่ถูกมองว่าเป็นกลุ่มอื่นหรือคนอื่นทีละเล็กละน้อย&amp;nbsp;
อย่าผลักไสให้เป็นคนส่วนน้อย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;อย่างกรณีของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ที่ถูกมองเป็นตี๋ เป็นฮ่องเต้ซินโดรม ถูกผลักให้เป็นคนส่วนน้อย อันนี้เขาเรียกว่าการถอดความเป็นตัวตนที่จำเป็น เช่น เป็นพลเมืองของประเทศไทย &amp;nbsp;เป็นพลเมือง เป็นนักธุรกิจ ให้เหลือเฉพาะสิ่งที่เปลือยเปล่า ไม่มีอะไรซักอย่าง รวมทั้งสร้างภาพว่าเป็นยักษ์มาร เป็นศัตรูที่ร้ายกาจ แบบเดียวกับที่คอมมิวนิสต์เคยถูกสร้าง เพราะฉะนั้นวาทกรรมแบบความเมืองแบบนี้ หากปล่อยไปก็จะนำไปสู่การใช้ความรุนแรง ซึ่งเป็นเรื่องต้องระวัง&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายธีรยุทธกล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ จันทร์โอชา มีบารมี และมีฐานพอสมควร ซึ่งท่านควรจะใช้ หากท่านออกมาพูดด้วยความเป็นผู้ใหญ่ ให้ภาพสงบเรียบร้อย นุ่มนวล ปล่อยวางบางเรื่องบ้าง อย่างกรณีที่มีนักวิชาการไปพูด ซึ่งการที่ท่านออกมาบอกว่าไม่มีอะไร อย่าไปถือว่าเป็นการทำลายล้างทุกเม็ด มันจะทำให้ความแรงลดไป&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ขอฝากว่า ให้ พล.อ.ประยุทธ์ หรือทหารท่านอื่นๆ ในกองทัพ เช่นเดียวกับคุณชวน หลีกภัย หรือนักการเมืองชั้นผู้ใหญ่ของพรรคประชาธิปัตย์บางท่าน ผู้ใหญ่ในวงการสื่อที่เป็นเสาหลักในสังคม ก็น่าจะช่วยกัน&amp;rdquo; นักวิชาการผู้นี้กล่าว และว่า หากเป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่จะสู้ คงไม่ประสบความสำเร็จ แต่โอกาสที่จะเกิดแบบการใช้อำนาจที่เข้มข้นขึ้นอย่างการใช้มาตรการทางกฎหมายต่างๆ ก็ยังมี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวถามว่า คิดว่าจะมีการรัฐประหารอีกหรือไม่ เขาบอกว่าพยายามติงอยู่ว่าอย่าเอาเรื่องเหล่านี้มาเป็นความขัดแย้งในสังคม กลายเป็นเรื่องพิเศษของคนส่วนน้อย ที่อาจนำไปสู่อุบัติเหตุที่ไม่มีใครคุมได้ อย่างขบวนการนักศึกษาก็เกิดไม่ได้ง่ายๆ หากกระบวนการยุติธรรมเราทำได้ดี ไม่มีการใช้ความเมืองเกินเหตุ มีความยืดหยุ่น คิดว่าจะไม่นำไปสู่ปัญหาแรงเกินไป.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/48116</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธีรยุทธ บุญมี, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191015/image_big_5da5b3f3acffa.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>48072</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/10/2019 13:37</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/10/2019 11:51</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ธีรยุทธ&#039;แนะ&#039;บิ๊กตู่-ทหาร-ผู้ใหญ่ของบ้านเมือง&#039; อย่าเห็นนักวิชาการพูดเป็นการทำลายล้างทุกเม็ด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15 ต.ค 62 - ที่อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา สี่แยกคอกวัว ถนนราชดำเนิน วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต และมูลนิธิ 14 ตุลา จัดกิจกรรมรำลึกครบ 46 ปีเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดย ศ.ธีรยุทธ บุญมี ให้สัมภาษณ์ภายหลังบรรยายพิเศษเรื่อง &amp;quot;ประชาชน พรรคการเมือง ทหารไทย &amp;nbsp;ติดกับดัก ก่อวิกฤติใหม่ประเทศไทย&amp;quot; &amp;nbsp;ถึงวิกฤติที่เกิดขึ้นไม่มีการพยายามหาทางออก จะนำไปสู่อะไร ว่าน่าเป็นห่วงมาก &amp;nbsp;ลักษณะที่มีโอกาสเกิดคือ จะเกิดวาทกรรมที่แรงขึ้นไปเรื่อยๆ &amp;nbsp;และจะค่อยๆทำลาย คนที่ถูกมองว่าเป็นกลุ่มอื่น หรือคนอื่นที่ละเล็กละน้อย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;อย่างกรณีของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ที่ถูกมองเป็น ตี๋ เป็นฮ่องเต้ซินโดรม ถูกผลักให้เป็นคนส่วนน้อย อันนี้ เขาเรียกว่า การถอดความเป็นตัวตน ที่จำเป็น เช่น เป็นพลเมืองของประเทศไทย &amp;nbsp;เป็นพลเมือง เป็นนักธุรกิจ ให้เหลือเฉพาะสิ่งที่เปลือยเปล่า ไม่มีอะไรซักอย่าง รวมทั้งสร้างภาพว่าเป็นยักษ์ มาร เป็นศัตรูที่ร้ายกาจ แบบเดียวกับที่คอมมิวนิสต์เคยถูกสร้าง เพราะฉะนั้น วาทกรรมแบบความเมืองแบบนี้ หากปล่อยไปก็จะนำไปสู่การใช้ความรุนแรง ซึ่งเป็นเรื่องต้องระวัง&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศ.ธีรยุทธ กล่าวว่า พล.อ. ประยุทธ จันทร์โอชา มีบารมี และมีฐานพอสมควร ซึ่งท่านควรจะใช้ หากท่านออกมาพูดด้วยความเป็นผู้ใหญ่ ให้ภาพสงบเรียบร้อย นุ่มนวล ปล่อยวางบางเรื่องบ้าง อย่างกรณีที่มีนักวิชาการไปพูด ซึ่งการที่ท่านออกมาบอกว่าไม่มีอะไร อย่าไปถือว่าเป็นการทำลายล้างทุกเม็ด มันจะทำให้ความแรงลดไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ขอฝากว่า ให้พล.อ.ประยุทธ์ หรือทหารท่านอื่นๆในกองทัพ เช่นเดียวกับ คุณชวน หลีกภัย หรือ นักการเมืองชั้นผู้ใหญ่ของพรรคประชาธิปัตย์บางท่าน ผู้ใหญ่ในวงการสื่อที่เป็นเสาหลักในสังคม ก็น่าจะช่วยกัน&amp;rdquo;ศ.ธีรยุทธ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นักวิชาการผู้นี้ กล่าวด้วยว่าหากเป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่จะสู้ คงไม่ประสบความสำเร็จ แต่โอกาสที่จะเกิดแบบการใช้อำนาจที่เข้มข้นขึ้นอย่างการใช้มาตรการทางกฎหมายต่างๆ ก็ยังมี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวถามว่า คิดว่าจะมีการรัฐประหารอีกหรือไม่ &amp;nbsp;ศ.ธีรยุทธ กล่าวว่าตนพยายามติงอยู่ว่าอย่าเอาเรื่องเหล่านี้มาเป็นความขัดแย้งในสังคม กลายเป็นเรื่องพิเศษ ของคนส่วนน้อย ที่อาจนำไปสู่อุบัติเหตุที่ไม่มีใครคุมได้ อย่างขบวนการนักศึกษาก็เกิดไม่ได้ง่ายๆ หากกระบวนการยุติธรรมเราทำได้ดี ไม่มีการใช้ความเมืองเกินเหตุ มีความยืดหยุ่น คิดว่า จะไม่นำไปสู่ปัญหาแรงเกินไป.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/48072</URL_LINK>
                <HASHTAG>กองทัพ, การเมือง, คนรุ่นใหม่, ความเมือง, ธีรยุทธ บุญมี, ประชาชน, วิเคราะห์การเมืองไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191015/image_big_5da54bf047a11.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>48071</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/10/2019 13:37</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/10/2019 11:13</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ธีรยุทธ บุญมี : ประชาชน พรรคการเมือง ทหารไทย  ติดกับดัก ก่อวิกฤติใหม่ประเทศไทย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;15 ต.ค 62 - ที่อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา สี่แยกคอกวัว ถนนราชดำเนิน วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต และมูลนิธิ 14 ตุลา จัดกิจกรรมรำลึกครบ 46 ปีเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516&amp;nbsp; โดย ศ. ธีรยุทธ บุญมี ได้บรรยายพิเศษเรื่อง &amp;quot;ประชาชน พรรคการเมือง ทหารไทย&amp;nbsp; ติดกับดัก ก่อวิกฤติใหม่ประเทศไทย&amp;quot; &amp;nbsp;โดยมีเนื้อหาดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;right&quot; style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:right&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;สังคมไทยไม่มีเป้าหมาย จนกลับมาติดกับดักตัวเอง นับจากปี 2500 กล่าวได้ว่า เมืองไทยมี 3 ยุคคือ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;1) ยุคพัฒนา (2505-2535) สมัยจอมพลสฤษดิ์ต่อพลเอกเปรม ประเทศไทยมีเป้าหมายคือการพัฒนาให้ก้าวขึ้นมาเป็นอุตสาหกรรมแถวหน้าของภูมิภาค ซึ่งได้ผลน่าพอใจ พร้อม ๆ กันไปคือการพัฒนาประชาธิปไตย ซึ่งมีทั้งผลดีผลเสียสลับกันไป เพราะยังมีการคอร์รัปชั่นของนักการเมืองสูงจนมีการแทรกแซงโดยรัฐประหารหลายหน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;2) ยุคปฏิรูป ช่วงปี 2535-2557 สังคมมองเห็นทางออกจากปัญหาคอร์รัปชั่นและการใช้อำนาจอย่างไร้สำนึกของนักการเมือง จนเกิดเป็นเป้าหมายใหญ่ของประเทศร่วมกัน คือการปฏิรูปการเมือง แต่กลับล้มเหลว เพราะแม้จะเกิดการชุมนุมประท้วงใหญ่มากของพันธมิตรและ กปปส มีการรัฐประหาร 2 หน ก็สะท้อนว่าพลังอนุรักษ์ ระบบราชการ และกองทัพ ไม่พร้อมและไม่สามารถทำการปฏิรูปใด ๆ ได้ เป้าหมายการปฏิรูปจึงคงจะฝ่อลงไปเรื่อยๆ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;3) ยุคปัจจุบันคือ (2557-2562) ยุคติดกับดัก เพระไม่สามารถพบเป้าหมายที่เป็นทางออกได้ อันที่จริง มีเป้าหมายหนึ่งคือ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;
&amp;ldquo;ประชาธิปไตยที่กินได้&amp;rdquo; หรือนโยบายประชานิยมที่จับใจชาวบ้าน จนกลายเป็นเสียงที่เหนียวแน่นของพรรคไทยรักไทย แต่ประชานิยมที่เกิดมาทั่วโลกเป็นเพียงเครื่องมือของการเลือกตั้ง ไม่สามารถเป็นเป้าหมายของประเทศได้ และพิสูจน์มาแล้วว่าไม่ยั่งยืน ส่วนพรรคอนาคตใหม่มีฐานเสียงเป็นชนชั้นกลางและคนรุ่นใหม่ที่ไม่พอใจระบบเก่า 2พรรคนี้ยังไม่มีการเสนอยุทธศาสตร์แผนงานหลักที่จะนำพาประเทศข้ามความขัดแย้งนี้ไปข้างหน้า เน้นการจุดประเด็นซึ่งเป็นจุดขายของขบวนการประชานิยม และมักกลายเป็นความขัดแย้งกับฝ่ายรัฐ ส่วนพลังฝ่ายอนุรักษ์หรือทหารเอง แม้จะได้อำนาจมา 5 ปีเศษ แต่ก็ติดกับดักความคิดที่เน้นเฉพะความมั่นคง ไม่มีเป้าหมายที่จะกินใจประชาชนจนเกิดเป็นเป้าหมายร่วมของประเทศได้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;กระบวนทรรศน์ใหม่ที่เข้ามาครอบงำคนไทย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;ระบบคิดที่เรียกว่า &amp;ldquo;ความเมือง&amp;rdquo; เข้ามาแทนที่ระบบคิดแบบ &amp;ldquo;การเมือง&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;ในวงการรัฐศาสตร์มีความคิดหนึ่งซึ่งได้รับการพัฒนาขึ้น คือความคิดว่าสิ่งที่สะท้อนแก่นแท้ของสังคมมนุษย์มากกว่า &amp;ldquo;การเมือง&amp;rdquo; (the politic) คือสิ่งที่เรียกว่า &amp;ldquo;ความเมือง&amp;rdquo; (the political) คำว่า การเมือง ซึ่งนิยามว่าเป็นพื้นที่การแข่งขันของความคิดที่ต่างกัน เป็นความไม่ชอบไม่พอใจ (innimicus) หรือโกรธชังกัน (exthr&amp;oacute;s) ระหว่างบุคคลก็ได้ แต่ก็สามารถหาข้อสรุปโดยเสียงส่วนใหญ่ได้&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่ทัศนะใหม่เรื่องความเมืองเป็นเรื่องการต่อสู้แบบรวมเบ็ดเสร็จ (totality war) ของกลุ่มคนซึ่งมองอีกลุ่มในแง่เป็นพวกเรากับศัตรู (the enemy) เป็นความสัมพันธ์เชิงสงคราม (hostis, pol&amp;eacute;mios) ผู้มีอำนาจตัดสินใจสูงสุดในท้ายที่สุดคือองค์อธิปัตย์ (sovereignty) ของกลุ่มซึ่งอาจเป็นผู้นำรัฐหรืออำนาจทางกฎหมายก็ได้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;หลังการเลือกตั้งที่ผ่านมาทุกครั้ง ทั้งประชาชนและนักการเมืองไทยจะมองว่าประเทศได้ก้าวเข้าสู่กระบวนการเมืองประชาธิปไตยปกติ คือการแถลงนโยบาย ทัศนะของแต่ละฝ่าย การตรวจสอบ หักล้างด้วยหลักฐานโวหารเหตุผล เพื่อนำไปสู่การแก้ไขผิดเป็นถูก หรือเพื่อล้มรัฐบาลไปสู่การเลือกตั้งใหม่ก็ได้ แต่น่ากังวลว่าปัจจุบันคนไทยส่วนหนึ่งกำลังรับกระบวนทัศน์แบบ &amp;ldquo;ความเมือง&amp;rdquo; ซึ่งมองพวกอื่นเป็นศัตรูที่ต้องล้มล้าง มาใช้แม้ในภาวะปกติซึ่งไม่ได้มีวิกฤติใด ๆ ทำให้เราได้พบเห็นนักการเมืองกลายเป็น &amp;ldquo;นักความเมือง&amp;rdquo; พรรคการเมืองกลายเป็น &amp;ldquo;พรรคความเมือง&amp;rdquo; นักวิชาการกลายเป็น &amp;ldquo;นักโฆษณาความเมือง&amp;rdquo; ทหารฝ่ายความมั่นคงเป็น &amp;ldquo;ทหารฝ่ายความเมือง&amp;rdquo; เราได้เห็นนักเคลื่อนไหวความเมือง พวกเขาเริ่มต้นด้วยการมองการกระทำของอีกฝ่ายไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ใด ๆ เป็นภยันตรายร้ายแรงต่อบ้านเมือง เป็นศัตรูที่จะต้องถูกทำลายลงไป ด้วยการขยายประเด็นเกินเหตุและผล ไปจนถึงการฟ้องร้องหาเรื่องดำเนินคดีความ รวมทั้งการใช้อิทธิพลกดดันกระบวนยุติธรรม บางครั้งก็ใช้มาตรการป้องกันล่วงหน้า ปักธงล่วงหน้า (preemptive) ก่อนอีกฝ่ายจะดำเนินการใด ๆ ด้วยซ้ำ ระบบคิดแบบความเมืองทำให้ความขัดแย้งขยายตัวน่ากลัวขึ้นเรื่อย ๆ เริ่มจากความขัดแย้งเหลือง-แดง ซึ่งเป็นเรื่อง ชนชั้นล่างชั้นกลางในชนบท กับชนชั้นกลาง ชั้นสูงในเมือง ต่อมาเพิ่มประเด็นความเป็น ภาคเหนือ อิสาน ใต้ ความขัดแย้งเผด็จการ-ประชาธิปไตย การเลือกตั้งหลังสุดก็เพิ่มประเด็น คนรุ่นเก่า รุ่นใหม่ ความคิดเก่า ความคิดใหม่ ชาติมหาอำนาจเองก็แสดงจุดยืนชัดเจนคือ ชาติตะวันตก หนุนฝ่ายเสื้อแดง จีนหนุนฝ่ายอนุรักษ์กับทหาร การที่ความขัดแย้งขยายตัวมาตลอด บ่งชี้ว่ารัฐบาลกับทหารจัดการกับวิกฤติการผิดพลาด มองปัญหาใจกลางผิด &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;การมองปัญหาใจกลางผิด อาจนำไปสู่ปัญหาใหม่ที่ร้ายแรง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;ทหารเอาค่านิยมของทหารเองในเรื่องความจงรักภักดีต่อสถาบัน ชาติ-ศาสน์-กษัตริย์ ยกให้เป็นปัญหาหลักของประเทศ (ปัญหานี้มีความสำคัญยิ่ง แต่ที่จะหยิบยกให้เป็นปัญหาหลักโดยแง่ความเร่งด่วน อาจผิดพลาดทั้งยุทธศาสตร์ยุทธวิธี ปัญหาที่ควรหยิบยกเพื่อให้ได้ใจประชาชนส่วนใหญ่ ควรเป็นปัญหาปากท้อง ความเหลื่อมล้ำ ซึ่งกระทบประชาชนสูงมาก ปัญหาความมั่นคง ควรแก้ไขในลักษณะที่นิ่มนวล แบบแสดงความเข้าใจกันและกัน)&amp;nbsp; เพราะประชาชนทั้งประเทศยึดอยู่ในค่านิยมนี้อยู่แล้ว แต่ส่วนที่อาจจะไม่ชื่นชม ติติงสถาบัน เป็นเพียงส่วนน้อยไม่มีพลังที่เป็นนัยยะสำคัญเลย&amp;nbsp; และที่พวกเขาพูดถึงก็มักจะเป็นการพูดถึงสถาบันกับโลกยุคใหม่เพื่อให้ประเพณีปกครองประเทศส่วนนี้ยั่งยืนสถาพรต่อไป (ส่วนการพูดถึง ซุบซิบนินทาผู้นำประเทศ ดารา เป็นเรื่องสนองความอยากรู้ของมนุษย์ที่มีมาทั่วโลกทุกยุคทุกสมัย จะห้ามปรามอย่างไรก็ไม่สำเร็จ) การที่กองทัพโยงประเด็นความมั่นคงเข้ากับ สงคราม hybrid สะท้อนว่า ทหารเชี่อว่าสังคมไทยซึ่งในยุครัฐประหารของคสช ยังอยู่ใน &amp;ldquo;ภาวะสงครามกลางเมือง&amp;rdquo; แต่พอ 5 ปีผ่านไป สังคมก็ได้พัฒนาความขัดแย้งมาเป็นสงคราม hybrid ซึ่งร้ายแรงกว่าเดิมเพราะเป็นสงครามยุคหลังสมัยใหม่ที่ไม่จำกัดรูปแบบการต่อสู้ แต่ที่จริงแล้วคติสงครามที่ไร้รูปแบบมีมาตลอด เช่นเรื่องวัสการพราหมณ์ในสมัยพุทธกาล ยุคอาณาจักรลานนา เชียงใหม่ก็ส่งไส้ศึกไปบ่อนทำลายลำพูน ทหารลำปางเคยก่อวินาศกรรมในเชียงใหม่ พม่าส่งสายลับมาทำแผนที่กรุงธนบุรี ปัจจุบันทุกชาติพยายามโฆษณาชวนเชื่อแนวทางของตัวเอง เอาข้อมูลความลับทางเศรษฐกิจ การเมือง การทหารของกันและกันอย่างเป็นปกติ การนำเอาภาวะไม่ปกติแบบภาวะสงครามมาขยายภาพเกินจริงในภาวะปกติ (normal) ของประเทศหรือโลก มักจะทำให้ความรุนแรงขยายตัวและเกิดสงครามจริง ๆ ขึ้นในที่สุด &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;ประเทศไทยเคยเกิดความขัดแย้งแบบ &amp;ldquo;พวกเรา-ศัตรู&amp;rdquo; เพียงหนเดียว คือการสร้างความคิดฆ่าคอมมิวนิสต์ไม่บาป และถือนักศึกษาเป็นภัยคอมมิวนิสต์ที่ต้องฆ่าทำลายล้างในช่วง 6 ตุลาคม 2519 แต่การเกิด &amp;ldquo;ระบบความเมือง&amp;rdquo; ในขณะนี้ มีการเคลื่อนไหวกว้างขวางจากหลายฝ่ายในสังคม ทั้งฝ่ายมวลชน การใช้สื่อออนไลน์ เฟกนิวส์ สื่อทางการ นักเคลื่อนไหว นักกฎหมาย หน่วยราชการ กองทัพ กระบวนการศาล ฯ ถือเป็นครั้งแรกที่เกิดขึ้น เป็นวิกฤติใหม่ที่ควรกังวลและต้องช่วยกันให้ทุกฝ่ายคลี่คลาย ผ่อนความขึงตึงจนเกินไปลง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;หนทางแก้ไข&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;1. สังคมทั่วไปควรมองสถานการณ์ให้กระจ่าง ตั้งสติอยู่ตรงกลาง หรือเสริมพลังทางบวกที่จะช่วยแก้ปัญหาต่าง ๆ ของสังคม เสริมความรู้สึกแบบเพื่อนมิตร อย่างรับเหตุผลที่เปิดกว้างหลากหลาย ก็จะไม่ไปช่วยเสริมกระแสพวกเรา-ศัตรูที่เกิดขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;2. ฝ่ายรัฐต้องธำรงความเป็นกลาง ไม่เข้าไปร่วมการใช้ &amp;ldquo;ความเมือง&amp;rdquo; ทำลายฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เพราะ &amp;ldquo;ความเมือง&amp;rdquo; หมายถึงความขัดแย้งแบบทำลายล้างในภาวะสงคราม ถ้าหน่วยรัฐร่วมเป็นฝักฝ่ายด้วยก็จะสร้างความหวาดกลัวว่า รัฐบาลมีความเชื่อว่า &amp;ldquo;กำลังมีสงครามภายใน&amp;rdquo; หรือรัฐบาลกำลังประกาศภาวะสงครามหรือความเป็นศัตรูกับประชาชนบางกลุ่ม ซึ่งไม่เป็นผลดีอย่างยิ่งกับบ้านเมือง ศาลและระบบยุติธรรมเอง ก็ต้องตริตรองทุกคดีความหรือทุกปัญหาอย่างมีวิจารณญาณและหลักยุติธรรมอย่างแท้จริง บางทีอาจต้อง devolute คือถอยกระบวนการตุลาการภิวัตน์กลับบ้าง (devolution = วนกลับ กระจายศูนย์ ลดบทบาท) เหมือนกับที่เกิดในสหรัฐและอีกเกือบทุกประเทศ ซึ่งควรจะช่วยบรรเทาความรุนแรงและความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นได้จากกระบวนทรรศน์ &amp;ldquo;ความเมือง&amp;rdquo; ที่กำลังแผ่ขยายอยู่ในขณะนี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;งานที่รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ควรทำ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;รัฐบาลประยุทธ์ในช่วงรัฐประหารมีผลงานจับต้องได้จำนวนหนึ่ง คือโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ และการรักษาความสงบไม่ให้มีการชุมนุมประท้วง ส่วนการปฏิรูประบบไม่เกิด การสร้างความสมานฉันท์ก็ไม่เกิด รัฐบาลประยุทธ์ซึ่งมาจากเลือกตั้งจะยิ่งทำงานลำบากกว่าเดิมมาก เพราะโดยโครงสร้างรัฐบาลจะอยู่รอดต่อไปได้ ต้องจัดสรรผลประโยชน์มาให้ทุกกลุ่มการเมือง ซึ่งในที่สุดจะต้องพึ่งพากลุ่มทุนใหญ่ ดังนั้นภารกิจหลักของรัฐบาลในช่วงหน้าก็คือจะกลายเป็นการดำเนินนโยบายโครงการให้กับกลุ่มทุนใหญ่ เป็นรัฐบาลทหารเพื่อกลุ่มธุรกิจใหญ่นั่นเอง อย่างไรก็ตาม คาดว่าคนจำนวนมากยังต้องการให้ประเทศได้มีรัฐบาลบริหารงานไปอีกสักระยะหนึ่ง ดังนั้นพลเอกประยุทธ์ควรปรับปรุงวิธีการทำงาน เพราะการควบคุมประสานพรรคร่วมลำบากยากขึ้นเรื่อย ๆ แต่ก็ควรตั้งเป้าหมายระยะยาว แต่ต้องทำให้ได้ผลจริงจังสักสองสามเรื่องก็พอ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;อย่างแรก คือ โฟกัสการแก้ปัญหาปากท้องของชาวบ้าน ที่ผมเคยเรียก &amp;ldquo;รวยกระจุก จนกระจาย กลางกระจ้อน&amp;rdquo; (กระจ้อน = แคระ แกร็น) อย่างจริงจัง เพราะปัญหาความเลื่อมล้ำมีสูง คนจน คนชั้นกลางก็ลำบากจริง ๆ การแก้ปัญหานี้จริง ๆ ทำได้ยากแต่นายกก็ต้องทุ่มเททำ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;อย่างที่สอง คือ การเพิ่มคุณภาพของคนในทุกวัยในด้านการศึกษาพัฒนาทักษะใหม่ อาชีพใหม่สำหรับเศรษฐกิจแบบ disruptive ที่เกิดขึ้นรวดเร็วในหลาย ๆ ด้าน ต้องใช้อำนาจบารมีตัวนายก ฯ ประยุทธ์เองลงมือแก้ปัญหาเอง การแก้ปัญหาครบทั้งต้นน้ำปลายน้ำ เช่นต้องมีการประกันรายได้การงานให้ และควรทำแบบเลือกสรรเฉพาะส่วน เพราะการปฏิรูปทั้งระบบใหญ่โตเกินไป ไม่สามารถทำได้จริง ถ้าทำเช่นนี้ ก็จะเป็นการเลือกลำดับความสำคัญได้ถูกต้องใกล้เคียงมากที่สุด.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0.0001pt; text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/48071</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธีรยุทธ บุญมี, นักวิชาการเสื้อกั๊ก, วิเคราะห์การเมืองไทย, สังคมการเมือง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191015/image_big_5da5472641399.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>23976</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/12/2018 11:42</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/12/2018 11:42</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ณัฐวุฒิ&#039;เต้น!&#039;ธีรยุทธ&#039;พูดไม่เข้าหู ไปฟังธง&#039;บิ๊กตู่&#039;เป็นนายกฯต่อแถมยังขุดระบอบทักษิณขึ้นมาด่า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 &amp;nbsp;ธ.ค.61- &amp;nbsp; นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ สมาชิกพรรคไทยรักษาชาติและแกนนำนปช. กล่าวว่า เคารพในการแสดงความเห็นของนายธีรยุทธ บุญมี &amp;nbsp;แต่มองว่าประเด็นการเมืองที่พูดถึงเป็นภาพที่ประชาชนมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าอยู่แล้ว เพียงแต่เอามาเรียบเรียงสร้างวาทกรรมใหม่ในสไตล์เก่าที่ทำมาตลอด ไม่ได้สะท้อนจุดยืนหรืออุดมการณ์ทางการเมืองของผู้พูดแต่อย่างใด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;จะเผด็จการก็ไม่ใช่ประชาธิปไตยก็ไม่ชัด โดยสรุปคือแทงกั๊กเหมือนเสื้อที่ชอบใส่หรือไม่&amp;quot;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายณัฐวุฒิกล่าวว่าด้วยภูมิหลังเมื่อกว่า 40 ปีที่แล้วของนายธีรยุทธ เมื่อเห็นชัดว่าฝ่ายเผด็จการจงใจสืบทอดอำนาจ สิ่งที่ควรทำอย่างยิ่งในสถานการณ์นี้คือชวนประชาชนต่อต้านอย่างถึงที่สุดผ่านการเลือกตั้ง ไม่ใช่ฟันธงเพิ่มน้ำหนักว่าเขาทำสำเร็จแน่ แล้วขุดระบอบทักษิณขึ้นมาอธิบายว่าเลวร้ายเท่ากันหรือมากกว่า เติมความชอบธรรมให้อีก ทั้งที่ระบอบดังกล่าวไม่มีอยู่จริง และพิสูจน์ชัดตลอดความขัดแย้งที่ผ่านมาว่า ถึงแม้พรรคการเมืองในเครือข่ายนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ จะได้รับการสนับสนุนจากประชาชนมากมายเพียงใด แต่สุดท้ายก็ต้านทานระบอบเผด็จการซึ่งมีจริงและแข็งแรงกว่ามากไม่ได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายณัฐวุฒิกล่าวอีกว่า วันนี้เรื่องสำคัญที่สุดคือคนส่วนใหญ่ยากลำบากเรื่องปากท้อง และพิสูจน์ชัดแล้วว่าคณะผู้มีอำนาจชุดนี้แก้ปัญหาไม่ได้ ประชาชนต้องการคนทำเป็น มีผลงานเป็นที่ประจักษ์ เข้ามาเป็นรัฐบาลเลือกตั้งเพื่อใช้ประชาธิปไตยเป็นต้นทุนสำคัญ สร้างความเชื่อมั่นทั้งในและต่างประเทศ เสริมศักยภาพการแข่งขันในเวทีโลก ไม่ใช่แบบตอนนี้ที่แค่เห็นมาตรา 44 ขี่คอรัฐธรรมนูญอยู่ก็เพลียแล้ว สิ่งที่ทุกฝ่ายต้องช่วยให้เกิดขึ้นคือประชาธิปไตยที่กินได้ ไม่ใช่เผด็จการที่ทำให้ไม่มีจะกิน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/23976</URL_LINK>
                <HASHTAG>ณัฐวุฒิ  ใสยเกื้อ, ธีรยุทธ บุญมี, เผด็จการ, เพื่อไทย, เลือกตั้ง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180523/image_big_5b05363453e1a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
