<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>70098</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/06/2020 07:37</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/06/2020 07:37</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อาจารย์หมอเตือน!โควิดระบาดรอบ2จะไม่ย้อนไปแบบมกราคม แต่มาแบบฉับพลันและรุนแรงแบบมีนาคม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30 มิ.ย.63-รศ.นพ.ธีระ วรธนารัตน์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Thira Woratanarat ถึงการระบาดโควิด-19 ทั่วโลกว่า
7 มีนาคม...100,000 ราย
4 เมษายน...1,000,000 ราย
28 มิถุนายน...10,000,000 ราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ณ วันนี้ ทั่วโลกมีรายงานการติดเชื้อใหม่ทุกวัน รวมถึงประเทศต่างๆ ที่ไทยกำลังจะเปิดรับ เช่น จีน ญี่ปุ่น เกาหลี ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลัง 1 กรกฎาคม เราแต่ละคนควรระมัดระวังในการใช้ชีวิต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ครั้งนี้มีทั้งศึกในศึกนอก ไม่เหมือนการปลดล็อคทุกระยะที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อวานคุยกันที่บ้านว่าแต้มต่อของการรอดของประเทศเราเป็นอย่างไร?&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมคิดอยู่นาน และตัดสินใจตอบดังนี้...&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;หากดูตามหลักฐานเชิงประจักษ์ที่มีมาทั่วโลก คิดว่าน้อยมาก&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่...หากมองว่าไทยเรามีอัตลักษณ์ต่างจากที่อื่น รายละเอียดกำกับการปลดล็อคของเรานั้นมากกว่าที่อื่นหลายต่อหลายประการ และประชาชนเราส่วนใหญ่ยังระแวดระวังอยู่...ทำให้พอเห็นโอกาสมากขึ้นบ้าง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เดิมพันจึงอยู่ที่ระบบการคัดกรอง กักตัว และติดตาม ว่าจะมีประสิทธิภาพเพียงพอไหม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และปัจจัยสำคัญที่สุดคือ ระดับการ์ดของเราหลัง 1 กรกฎาคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่สถานศึกษาระดับต่างๆ, หอพัก, โรงแรม, สถานบันเทิง, และแหล่งท่องเที่ยว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ยุทธศาสตร์ที่ต้องทำเพิ่มเติมตอนนี้คือ เตรียมระบบดูแลรักษาให้พร้อมที่จะดำเนินการ เน้นการทำ early detection and early treatment...ภาษานักระบาดคือ secondary prevention&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เพราะการระบาดที่เราจะเห็นต่อจากนี้ หากเกิดขึ้น จะไม่ย้อนกลับไปแบบมกราคม แต่จะออกมาในแบบฉับพลันและรุนแรงแบบมีนาคม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การจะป้องกันได้ ต้องอาศัยทั้งกลไกรัฐที่เข้มแข็ง ตรวจสอบใกล้ชิด และอาศัยการช่วยกันเป็นหูเป็นตาของประชาชนทุกคน.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/70098</URL_LINK>
                <HASHTAG>&gt;โควิด 19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200420/image_big_5e9d0d03db7c1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>33230</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/04/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/04/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปปส.ทำตามกม. 3มูลนิธิรวมพลัง เซฟ&#039;อ.ซ้ง-เดชา&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ป.ป.ส.ปัดเอื้อนายทุนจับกัญชามูลนิธิข้าวขวัญ ยันทำตามกฎหมาย ย้ำประชาชนปลูกเองไม่ได้ &amp;quot;3 มูลนิธิ&amp;quot; นัดมวลชนรวมพลังที่ศาลสุพรรณบุรี &amp;quot;ปล่อยซ้งจากที่คุมขัง พา อ.เดชากลับบ้าน&amp;quot; เผยยอดบริจาคประกันตัวเกิน 5 แสนแล้ว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่โรงแรมบัดดี้ โอเรียนทอล ริเวอร์ไซด์ จ.นนทบุรี เมื่อวันที่ 8 เมษายน นายนิยม เติมศรีสุข เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (เลขาธิการ ป.ป.ส.) แถลงว่า สืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 1-2 เม.ย.62 ได้มีการแพร่ภาพและเนื้อหาทางสื่อสังคมออนไลน์ ว่ามีการแจกน้ำมันสารสกัดจากกัญชาให้ประชาชนนำไปใช้รักษาอาการเจ็บป่วยภายในวัดที่ จ.พิจิตร และ จ.ลพบุรี &amp;nbsp;โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ร่วมกันตรวจสอบข้อเท็จจริง พบว่ามีการนำสารสกัดจากกัญชามาแจกให้ประชาชนจริง ซึ่งผู้ที่นำมาแจกนั้นมาจากมูลนิธิข้าวขวัญใน จ.สุพรรณบุรี เจ้าหน้าที่จึงเข้าตรวจสอบมูลนิธิดังกล่าวและพบต้นกัญชาที่เพาะปลูกได้ไม่นานกว่า 200 ต้น น้ำมันสกัดจากกัญชาประมาณ 20 &amp;nbsp;ลิตร กัญชาบดผงประมาณ 500 กรัม เมล็ดกัญชา 1.8 กิโลกรัม และอุปกรณ์อื่นๆ พร้อมจับกุมผู้ต้องหา 1 ราย ในข้อหาผลิตและครอบครองยาเสพติดให้โทษประเภท 5 (กัญชา) โดยไม่ได้รับอนุญาต
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากการเข้าตรวจสอบที่ทำการมูลนิธิดังกล่าว เมื่อพบกัญชาตามรายละเอียดข้างต้นจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องตรวจยึด จับกุมผู้ต้องหาที่ทำการผลิตและครอบครอง เพราะกัญชายังเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 5 การดำเนินการใดๆ ไม่ว่าจะผลิต นำเข้า ส่งออก จำหน่าย ครอบครองหรือเสพ หากไม่ได้รับอนุญาตก็ถือเป็นความผิดตามกฎหมาย ซึ่งหากเจ้าพนักงานไม่ดำเนินการจะเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ส่วนกรณีที่มูลนิธิดังกล่าวอยู่ระหว่างยื่นเรื่องขออนุญาตนั้น ขอตรวจสอบหลักฐานก่อนว่าดำเนินการอย่างไรบ้างแล้ว อย่างไรก็ตามขณะนี้ยังไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหาแก่เจ้าของมูลนิธิฯ เป็นเพียงการแจ้งข้อหาคนที่อ้างตัวเป็นเจ้าของต้นกัญชา ในข้อหามีต้นกัญชาไว้ในการครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนที่มีข้อกังวลว่าการดำเนินการกับมูลนิธิเป็นการเอื้อประโยชน์ให้นายทุนหรือไม่นั้น นายนิยม กล่าวว่า ขณะนี้มีเพียงองค์กรของรัฐ 2 หน่วยงานที่ได้รับอนุญาตในการผลิต คือ องค์การเภสัชกรรม &amp;nbsp;และกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก อีกทั้งในระยะ 5 ปีแรกการผลิต นำเข้า ส่งออกกัญชาให้อนุญาตได้เฉพาะหน่วยงานรัฐ หรือโดยความร่วมมือของหน่วยงานของรัฐเท่านั้น สำหรับผู้ประสงค์ขออนุญาต หรือกรณีผู้ป่วย ให้แจ้งการมีไว้ในครอบครองเกี่ยวกับกัญชาเพื่อให้ได้รับการยกเว้นโทษภายใน 90 วัน นับตั้งแต่กฎหมายมีผลบังคับใช้ ซึ่งจะสิ้นสุดภายในวันที่ 19 พ.ค.62 ที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และสาธารณสุขจังหวัดทั่วประเทศ ซึ่งขณะนี้จากข้อมูลพบว่ามีผู้มายื่นเรื่องเป็นรายบุคคลแล้วนับร้อยราย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนกรณีการจัดงานวันกัญชาโลกที่ จ.บุรีรัมย์ ระหว่างวันที่ 19-21 เม.ย.นั้น ผู้จัดได้ประสานมายัง ป.ป.ส.เพื่อร่วมแสดงผลงานความรู้ทางวิชาการ แต่หากมีการนำต้นกัญชามาแสดงต้องขออนุญาตจาก &amp;nbsp;อย.เสียก่อน นอกจากนี้การที่มีพรรคการเมืองมาสนับสนุนมูลนิธิดังกล่าวนั้น สามารถทำได้เพราะเป็นการสนับสนุนตามปกติ แต่ตอนนี้ยังไม่มีการพูดคุยเกี่ยวกับนโยบายการสนับสนุนแบบเสรี อย่างไรก็ตามกัญชายังคงเป็นยาเสพติดผิดกฎหมาย การผลิต จำหน่าย ครอบครองต้องได้รับอนุญาต ประชาชนทั่วไปไม่สามารถปลูกกัญชาเองได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;นับแต่ได้มีการร่างกฎหมายจนกฎหมายมีผลบังคับใช้ สำนักงาน ป.ป.ส.และสำนักงาน อย.ได้มีการสร้างความรับรู้และความเข้าใจให้ประชาชนมาโดยตลอดในหลากหลายช่องทาง ว่านโยบายของรัฐบาลที่เห็นว่ากัญชาสามารถนำมาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์และการศึกษาวิจัยได้ จึงให้มีการผ่อนปรนและออกกฎหมายเพื่อการดังกล่าว โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติและความปลอดภัยของประชาชนไทยเป็นที่ตั้ง ไม่มีส่วนเอื้อประโยชน์ให้แก่ผู้ใดเป็นการเฉพาะทั้งสิ้น&amp;quot; เลขาธิการ ป.ป.ส.กล่าว และว่าสำนักงาน ป.ป.ส.จะเร่งดำเนินการสร้างการรับรู้และความเข้าใจในเรื่องดังกล่าวต่อประชาชนให้มากยิ่งขึ้น เพื่อป้องกันมิให้เกิดปัญหาในทางปฏิบัติต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน มูลนิธิชีววิถี (Biothai) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กเพจ Biothai ถึงการช่วยเหลือนายพรชัย ชูเลิศ หรืออาจารย์ซ้ง เจ้าหน้าที่มูลนิธิข้าวขวัญ จ.สุพรรณบุรี ที่ถูกคุมขังจากการแจกน้ำมันกัญชาเพื่อรักษาผู้ป่วย และช่วยนายเดชา ศิริภัทร ประธานมูลนิธิข้าวขวัญ ในการต่อสู้คดีว่า ผู้แจกจ่ายยาจากกัญชาเพื่อรักษาประชาชนที่ป่วยไข้ โดยไม่ได้แสวงหาประโยชน์ใดๆ ไม่ควรถูกจองจำแม้เพียงสักวันเดียว แต่นายพรชัยกลับถูกควบคุมตัวในเซฟเฮาส์และถูกคุมขังไว้แล้วถึง 6 วัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ มูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน (ประเทศไทย), มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค และมูลนิธิชีววิถี ได้รวบรวมเงินบริจาคจากประชาชนเพื่อขอยื่นประกันตัวต่อศาลจังหวัดสุพรรณบุรีในวันอังคารที่ 9 เม.ย.นี้ เวลา 13.00 &amp;nbsp;น. และขอเชิญชวนประชาชน ผู้ป่วยที่ต้องการเข้าถึงยา สื่อมวลชน และทุกพรรคการเมืองที่ประกาศนโยบายสนับสนุนกัญชาเพื่อการแพทย์ ร่วมให้กำลังใจและร่วมเป็นสักขีพยานการขอประกันตัวนายพรชัยในวันและเวลาดังกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เราขอขอบคุณคุณอนุทิน ชาญวีรกูล ที่ได้มอบหมายให้คุณศุภชัย ใจสมุทร ตัวแทนจากพรรคภูมิใจไทยเข้าร่วมแสดงความจำนงเพื่อสนับสนุน &amp;#39;ปล่อยซ้งจากที่คุมขัง พาอาจารย์เดชากลับบ้าน&amp;#39; ขอขอบคุณ คุณประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ ซึ่งพร้อมจะใช้ตำแหน่งเพื่อขอประกันตัว ทันทีที่เดินทางกลับมาจาก จ.ลำปาง และเสนอตัวที่จะฟ้องเจ้าหน้าที่ที่อาจดำเนินการโดยมิชอบ เพราะขณะนี้การใช้กัญชาเพื่อการแพทย์อยู่ในระยะเวลา 90 วันของการนิรโทษกรรมตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฉบับปรับปรุงแก้ไข และคุณธีระ วงษ์เจริญ ที่ปรึกษา รมช.เกษตรและสหกรณ์ ที่จะเดินทางไปให้กำลังใจเครือข่ายต่างๆ และเป็นสักขีพยานในการขอประกันตัวดังกล่าว&amp;quot; มูลนิธิชีววิถีระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนยอดการบริจาคที่รวบรวมได้ขณะนี้เกิน 500,000 บาทตามที่เจ้าหน้าที่ตำรวจกำหนดเป็นหลักทรัพย์ในการประกันตัวแล้ว และโดยพันธกรณีที่ต้องใช้เงินดังกล่าวเพื่อการประกันตัวและต่อสู้คดีตามที่มูลนิธิทั้ง 3 องค์กรได้แจ้งประชาชนมาตั้งแต่ต้นตอนประกาศรับการบริจาค ในชั้นนี้จึงขอใช้เงินสดจากประชาชนสำหรับการขอประกันตัวดังกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยทั้งสามมูลนิธิพร้อมที่จะร่วมมือกับทุกกลุ่ม และขอเชิญชวนทุกพรรคการเมืองที่มีนโยบายสนับสนุนกัญชาเพื่อการแพทย์ ร่วมกันแสดงตัวและร่วมกันหารือเพื่อสนับสนุนการต่อสู้ ปกป้องสิทธิในการเข้าถึงยากัญชาของประชาชนในระหว่างการขอยื่นประกันตัววันอังคารที่ 9 เม.ย.นี้ ที่ศาลจังหวัดสุพรรณบุรี.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/33230</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธีระ วงษ์เจริญ, นายนิยม เติมศรีสุข, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อนุทิน ชาญวีรกูล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190408/image_big_5cab5a43b84e1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>22267</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/11/2018 13:43</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/11/2018 13:42</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>OMG ! ที่ปรึกษารมช.เกษตรฯ เผยยาปฎิชีวนะใช้กับสวนส้มทุกที่ ใช้นานแล้ว ผสมน้ำฉีดต้นละ3ลิตร บางคนกินแล้วแพ้ปากบวมฉึ่ง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19&amp;nbsp;พ.ย.61-&amp;nbsp;นายธีระ วงษ์เจริญ ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงกรณีมีการนำยาปฏิชีวนะอะม็อกซีซิลลินมาฉีดในต้นส้มเพื่อรักษาอาการกรีนนิ่งในพื้นที่ภาคเหนือและภาคกลาง ว่า การใช้สารดังกล่าวเพื่อฉีดเข้าไปในต้นส้มเพื่อรักษาอาการกรีนนิ่งนั้นมีการใช้กันมานานและจริงๆใช้เกือบทุกที่ในประเทศที่มีการปลูกส้ม ซึ่งเป็นอันตรายต่อคนที่รับประทานเข้าไปนอกจากหากเกิดการสะสมจะทำให้เป็นเชื้อดื้อยา บางรายก็อาจจะทำให้แพ้ได้ ซึ่งครั้งหนึ่งตนเคยรับประทานส้มเข้าไป&amp;nbsp;2&amp;nbsp;ลูก แล้วมีอาการปากบวม ซึ่งในตอนแรกก็ไม่รู้สาเหตุ จนเมื่อย้อนกลับไปก็พบว่าเกิดจาการแพ้สารอะม็อกซีซิลลิน หากรายที่แพ้มากจะเป็นอย่างไร ปัญหาคือยาดังกล่าวนั้นมีไว้ใช้ในคนมีการควบคุมแต่ขณะนี้กลับมีการซื้อขายเสรีตามร้านขายอุปกรณ์การเกษตร สามารถซื้อได้เป็นแกลลอน ดังนั้นหน่วยงานที่รับผิดชอบ กรมวิชาการเกษตรควรไปร่วมมือเพื่อเร่งรัดจัดการกับปัญหานี้ ตนคิดว่าเรื่องนี้เป็นปัญหาใหญ่ไม่สามารถทำเพียงหน่วยงานเดียวได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;หลังจากมีการผสมกับน้ำแล้วในการฉีดเข้าไปในต้นส้มต่อต้นใช้ประมาณ&amp;nbsp;3&amp;nbsp;ลิตร ซึ่งปริมาณยาในการผสมนั้นเป็นการกะด้วยสายตา ไม่ได้มีปริมาณที่เป็นมาตรฐาน และมีการฉีดกันหลายครั้งต่อปี เกษตรกรเราไม่รู้ว่าในการฉีดแต่ละครั้งมันมีพิษระเหยส่งผลกระทบต่อคนอย่างไร และจะมีสารปนเปื้อนในดิน ในรากของต้นส้มมากน้อยเพียงใด ดังนั้นควรจะหยุดใช้เลย เพราะหากมีการปล่อยใช้เสรีเช่นนี้มันจะเกิดการพลิกแพลงไปใช้ในพืชชนิดอื่นเพื่อรักษาอาการเดียวกัน ที่สำคัญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนอกจากกำหนดนโยบายแล้ว ควรต้องลงไปให้ความรู้กับประชาชนและประชาสัมพันธ์ถึงอันตราย เพราะประชาชนแทบไม่รู้ ในการใช้บางครั้งก็ไม่ได้มีการอ่านฉลากหรือไม่เข้าใจฉลากเลย ทั้งนี้ภายในเดือน ธ.ค.นี้จะมีการลงพื้นที่ไปตรวจสอบไร่ส้มที่ อ.ฝาง จ.เชียงใหม่&amp;rdquo;นายธีระ กล่าว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/22267</URL_LINK>
                <HASHTAG>ฉีดยาอะม็อกซิซีลลินในต้นส้ม, ธีระ วงษ์เจริญ, ใช้ยาปฎิชีวนะกับสวนส้ม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180820/image_big_5b7a26abec02d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>17765</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/09/2018 14:27</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/09/2018 14:14</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;หมอธีระวัฒน์ &quot;ลั่นรับไม่ได้หากรัฐบาลยื้อเวลาให้มีการใช้สารเคมีต่อ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;17 ก.ย.61- นายธีระ วงษ์เจริญ ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการเฉพาะกิจศึกษาผลเรื่องสารเคมี โดยการหาข้อมูลอย่างรอบด้านครบถ้วน ภายใน 30 วัน ซึ่งแต่งตั้งโดยรัฐมนตรีช่วยว่าการเกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงความคืบหน้าการรวบรวมข้อมูลว่า จากการลงพื้นที่ จ.หนองบัวลำภู เมื่อวันที่ 7-8 ก.ย.ที่ผ่านมาพบผู้ป่วยที่ได้รับผลกระทบจากการใช้สารเคมี 2-3 ราย ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูลสรุปผลการลงพื้นที่และสารทดแทนที่จะนำมาใช้แทนสารเคมีกำจัดศัตรูพืช คาดว่าในวันที่ 18 ก.ย.จะรวบรวมแล้วเสร็จ และสัปดาห์หน้าจะมีการประชุมของคณะกรรมการเฉพาะกิจฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา หัวหน้าศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์กล่าวว่า ทางสำนักนายกรัฐมนตรีได้รับการติดต่อมาว่าในวันที่ 20 ก.ย. นี้ เวลา 09.00 น.ที่ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล จะมีการประชุมของคณะกรรมการแก้ไขปัญหาการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่มีความเสี่ยงสูง โดยมี นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายก เป็นประธาน เกี่ยวกับเรื่องการพิจารณาสารเคมี ทั้ง 3 ชนิด คือ พาราควอต คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเซต แต่ทั้งนี้เมื่อวันที่ 12 ก.ย. ที่ผ่านมาทางองค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น(ประเทศไทย) ก็ได้มีการทำหนังสือถึง นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ให้ยุติการใช้สารเคมีที่เป็นอันตรายร้ายแรงต่อประชาชนลงทันที และให้มีการสอบสวนเชิงลึกว่ามีการเอื้อประโยชน์ของผู้ที่เกี่ยวข้องกับนักธุรกิจสารพิษเพื่อการเกษตรหรือไม่ และทางสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ( สปสช) .ก็ได้มีการเปิดเผยว่ามีผู้เสียชีวิตจากการใช้สารเคมี 500 ราย/ปี จึงไม่ทราบว่าจะต้องมีการประชุมหรือพิจารณาอะไรอีก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศ.นพ.ธีระวัฒน์ กล่าวอีกว่า เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาในการชุมนุมต่อต้านการใช้สารเคมี ได้มีการหารือกับทางแกนนำภาคประชาชน ทั้ง น.ส.ปรกชล อู๋ทรัพย์ นายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ เห็นควรว่าต้องมีการทำสมุดปกเขียวเรื่องการใช้สารทดแทนการใช้สารเคมี ซึ่งมีวิธีธรรมชาติเพื่อคงความหลากหลายของพื้นดินและกำจัดศัตรูพืชโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเยอะอยู่แล้ว จึงรู้สึกรับไม่ได้หากรัฐบาลยังยื้อเวลาให้มีการใช้ต่อโดยให้มีการจำกัดพื้นที่ หรืออนุญาตให้สามารถใช้ในพืชเศรษฐกิจได้อย่างไรก็ตามในวันพุธที่ 19 ก.ย.นี้จะมีการการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรยั่งยืน ซึ่งที่ผ่านมามีกลุ่มอุตสาหกรรมสารเคมียื่นเรื่องคัดค้าน ก็ยังไม่ทราบว่าผลจะเป็นอย่างไร และหากถูกตีตกไปก็ไม่ทราบว่าในอนาคตสุขภาพของคนไทยและการแก้ปัญหาการใช้สารเคมีจะเป็นอย่างไร.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/17765</URL_LINK>
                <HASHTAG>3สารเคมีอันตราย, ธีระ วงษ์เจริญ, ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180814/image_big_5b729fc385107.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>16598</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/09/2018 15:28</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/09/2018 15:28</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จวก คกก.วัตถุอันตราย มีมติ 3สารเคมี &quot;ตัดหน้า&quot;เพื่อใคร ?เพราะยังเปิดช่องใช้กับพืชผักเศรษฐกิจที่คนบริโภค</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
1ก.ย.61-ที่ปรึกษา รมช.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ชี้ คณะกรรมการวัตถุอันตราย ยังไม่ควรออกมติเร่งรัดกรณีแบนไม่แบนสารเคมี 3 ชนิด ในช่วงที่ประชาชนยังคลางแคลงใจ ยันไม่กระทบการทำงานของคณะกรรมการเฉพาะกิจฯ ด้าน NGO ซัด กรรมการวัตถุอันตราย ใช้ลูกเล่นเพื่อให้มีการใช้สารเคมีต่อ &amp;nbsp;ส่วนจำกัดการใช้ในไทยเป้นการถอยหลังแารแก้ปัญหา ประเทศอื่นเคยทำแล้วไม่ได้ผลจนนำมาสู่การแบน &amp;nbsp;และเชื่อการจำกัดในไทยได้ผลยาก เพราะไม่มีมาตรการจริงจัง สุดท้ายก็ต้องใช้ทั่วไปอยู่ดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากกรณีคณะกรรมการวัตถุอันตราย มีมติให้ยกเลิกการใช้สารเคมี 3 ชนิด คือ พาราควอต คลอร์ไพริฟอส และไกรโฟเซต ในพืชผักสวนครัว-สมุนไพร แต่ยังอนุญาตให้ใช้ได้ในพืชเศรษฐกิจ เช่น อ้อย ข้าวโพด มันสัมปะหลัง และห้ามใช้ในพื้นที่ใกล้ต้นน้ำ เพราะอาจชะล้างลงแม่น้ำลำคลอง โดยมีเป้าหมายการยกเลิกภายใน 1-2 ปี ให้กรมวิชาการเกษตรไปกำหนดแนวทางการยกเลิกและจำกัดการใช้ภายใน 3 เดือน
ล่าสุด นายธีระ วงษ์เจริญที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการเฉพาะกิจศึกษาผลเรื่องสารเคมี โดยการหาข้อมูลอย่างรอบด้านครบถ้วน ภายใน 30 วัน ซึ่งแต่งตั้งโดยรัฐมนตรีช่วยว่าการเกษตรและสหกรณ์กล่าวว่า ในสิทธิ์ทางกฏหมายคณะกรรมการวัตถุอันตายยังมีอำนาจในการออกมติเกี่ยวกับการยกเลิกการใช้หรือไม่ยกเลิกสารเคมีทั้ง 3 ชนิด เพียงแต่ในตอนนี้ที่สังคมยังมีความแคลงใจเกี่ยวกับมติให้มีการใช้สารเคมีทั้ง 3 ชนิดต่อ จนมีการเรียกร้องต่างๆ จนท่านนายกฯ ได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชที่มีความเสี่ยงสูง โดยมีนายสุวพันธ์ ตันยุวรรธนะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ เป็นประธาน และคณะทำงานของตนกำลังอยู่ระหว่างการศึกษาผลกระทบทางด้านสุขภาพ ทางคณะกรรมการวัตถุอันตรายยังไม่ควรมีมติเร่งรัดเช่นนี้ออกมา ซึ่งจะยิ่งเป็นการสร้างความแคลงใจให้แก่ประชาชนเพิ่มมากขึ้น อย่างไรก็ตามการยกเลิกการใช้สารเคมีเหล่านี้ในพืชผัก สมุนไพร ไม่ใช่ประเด็นหลัก เพราะมีการใช้น้อยมาก ซึ่งก็ต้องอยู่ที่กรมวิชาการเกษตรที่ได้รับมอบหมายให้ไปกำหนดแนวทางการยกเลิกและจำกัดการใช้ว่าจะเดินเรื่องนี้อย่างไร ซึ่งภายในสัปดาห์หน้าก็จะได้มีการเชิญกรมวิชาการเกษตรเข้ามาชี้แจง ซึ่งปัจจุบันมันมีทางออกเพื่อใช้สารทดแทนแทนการใช้สารเคมี ซึ่งกรมวิชาการเกษตรต้องมีการนำเสนอข้อมูลเหล่านั้น&amp;nbsp;
นอกจากนี้ในขณะนี้หลายภาคส่วนเข้ามามีบทบาทกับการจะแบนหรือไม่แบนสารเคมี ดังนั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ จึงเห็นว่าต้องมีการเชิญผู้ประกอบการเข้ามาร่วมหารือด้วย จึงได้มอบหมายให้ตั้งคณะทำงานขึ้นมาอีก 1 ชุด เพื่อพูดคุยกับผู้ประกอบการต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ผู้สื่อข่าวถามว่า การที่มีมติเช่นนี้ออกมาจากคณะกรรมการวัตถุอันตราย จะทำให้คณะกรรมการเฉพาะกิจฯ ทำงานยากขึ้นหรือไม่ นายธีระ กล่าวว่า คิดว่าไม่ทำให้การทำงานยากขึ้น เพราะในวันที่ 7-8 ก.ย.นี้ จะได้มีการลงพื้นที่ จ.หนองบัวลำภู ร่วมกับ พลอากาศเอก ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งได้รับมอบหมายจากท่านนายกฯให้ร่วมลงพื้นที่หาข้อมูลด้วย ซึ่งเดิมที่จะต้องมีการเสนอไปที่ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี และคณะกรรมการแก้ไขปัญหาการใช้สารเคมีฯ &amp;nbsp;แต่เมื่อมีมติเช่นนี้ก็ต้องมีการจัดทำข้อมูลเสนอไปที่คณะกรรมการวัตถุอันตรายด้วย
นายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้อำนวยมูลนิธิชีววิถี กล่าวว่า ภาคประชาชนเห็นว่ามติใหม่ของคณะกรรมการวัตถุอันตรายนั้นเป็นลูกเล่นโดยการเล่นคำ หรือมีนัยยะเป็นการตอกย้ำให้มีการใช้ต่อไป ซึ่งการที่จะยกเลิกการใช้ในพืช ผัก และพืชสมุนไพรเป็นเรื่องตลก &amp;nbsp;ซึ่งไม่ได้มีการใช้โดยทั่วไปหรือแทบไม่ได้ใช้อยู่แล้ว แต่มีการใช้กันในพืชเศรษฐกิจที่มีอยู่รวมกันหลายล้านไร่ในประเทศ และที่จะให้มีการจำกัดการใช้นั้นเห็นว่าเป็นการย้อนถอยหลังในมาตรการการแก้ปัญหาของประเทศอื่นๆ ซึ่งเคยมีการลองจำกัดการใช้มาเป็น 10 ปี และพบว่าไม่ได้ผลจนนำมาสู่การยกเลิกการใช้ เช่น ประเทศจีน เคยมีการกำหนดให้มีการจำกัดการใช้พาราควอตมาแล้ว &amp;nbsp; ซึ่งก็พบว่าไม่สามารถคุ้มครองสุขภาพประชาชนได้ จึงจะได้มีการยกเลิกการใช้ภายใน 2 ปี และประเทศ บราซิล ที่เคยจำกัดการใช้พาราควอตว่าอนุญาตให้ใช้รถแทรกเตอร์และไม่อนุญาตให้คนฉีดเอง ปรากฏว่าไม่มีความปลอดภัยจึงได้นำมาสู่มติการแบนเช่นเดียวกัน และการกำจัดการใช้ในไทยเป็นไปได้ยาก เพราะยังขาดการเอาจริงเอาจัง การจำกัดการใช้ยังไม่ครอบคลุม หากมีการจำกัดการใช้คิดว่าก็จะต้องมีการใช้กันทั่วไปเช่นเดิม.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/16598</URL_LINK>
                <HASHTAG>3สารเคมีอันตราย, คกก.วัตถุอันตราย, ธีระ วงษ์เจริญ, วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180820/image_big_5b7a26abec02d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>16341</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/08/2018 15:48</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/08/2018 15:48</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รมช.เกษตรฯฮึดสู้ ตั้งกก.อีกชุด จัดทำข้อมูลพิษภัย 3สารเคมีรอบด้าน เสนออนุกก.ชุดนายกฯตั้งพิจารณา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;28ส.ค.61-รมช.กระทรวงเกษตรฯ &amp;nbsp;ตั้งคณะกรรมการเฉพาะกิจ 19คนตัวแทนหลายกระทรวง จัดทำข้อมูลสารเคมีอย่างรอบด้านครบถ้วนภายใน 30 วัน เพื่อเสนอให้คณะกรรมการชุดใหม่ ที่นายกฯ และมีนายสุวพันธุ์ เป็นประธานพิจารณาตัดสินใจแบนหรือไม่แบนก่อน ครบ 60 วัน &amp;quot;หมอธีระวัฒน์&amp;quot; ชี้ เป็นการวัดใจรัฐบาลว่าทำเพื่อประชาชนจริงหรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;นายธีระ วงษ์เจริญ ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงความคืบหน้าการพิจารณาให้มีการแบนหรือไม่แบนสารเคมี 3 ชนิด คือ พาราควอต คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเซต ตามมติของกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) ว่า ทาง นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (รมช.กระทรวงเกษตรฯ)ได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการเฉพาะกิจ มาศึกษาเรื่องสารพิษ โดยการหาข้อมูลอย่างรอบด้านครบถ้วน ภายใน 30 วัน โดยมีตนเป็นประธาน และมี ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา หัวหน้าศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ เป็นกรรมการ ซึ่งในวันนี้ทางรมต.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะมีการลงนามแต่งตั้งคณะกรรมการเฉพาะกิจดังกล่าว เพื่อให้เริ่มดำเนินการได้ โดย จะมีการลงพื้นที่ไปที่ จ.หนองบัวลำภู ม.นเรศวร เพื่อตรวจสอบหาข้อมูลทางวิชาการและข้อเท็จจริงเกี่ยวกับผลกระทบต่อเกษตรกรในพื้นที่ เพื่อเสนอ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ และเสนอคณะกรรมการแก้ไขปัญหาการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชที่มีความเสี่ยงสูง ที่นายกรัฐมนตรี แต่งตั้งขึ้นเพื่อให้พิจารณาเรื่องการแบนหรือไม่แบนสารพิษทั้ง 3 ชนิด ภายใน 60 วัน &amp;nbsp;โดยมี นายสุวพันธ์ ตันยุวรรธนะ รมต.ประจำสำนักนายกฯเป็นประธาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่ปรึกษารมช.กล่าวอีกว่า ในเชิงนโยบายต้องมีหลายฝ่ายร่วมกันตัดสินใจ ดังนั้น ก็ได้มีการเสนอรายชื่อคณะกรรมการจาก กระทรวงเกษตรฯ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงมหาดไทย กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; จำนวน 19 คน เพื่อเข้าร่วมในคณะกรรมการเฉพาะกิจที่ รมช.กระทรวงเกษตรฯ แต่งตั้งขึ้น ส่วนของการลงพื้นที่หาข้อมูลนั้นโดยจะดูที่สุขภาพเป็นหลัก ตามข้อสั่งการของนายกฯ ที่ได้บอกไว้ว่า ต้องเอาสุขภาพประชาชนเป็นหลัก โดยตนเชื่อมั่นว่าหากมีข้อมูลเชิงประจักษ์ ท่านนายกฯ ที่มีอำนาจสั่งการให้ยกเลิกการใช้สารเคมีทั้ง 3 ชนิด จะยกเลิกการใช้ตามที่มีข้อเสนอ &amp;nbsp;การที่ตั้งกรอบเวลาไว้ใน 30 วัน ก็เพื่อให้ได้ข้อมูลเสนอคณะกรรมการชุดนายสุวพันธ์ให้พิจารณา ก่อน 60 วันตามกรอบเวลา เพราะคิดว่าหากไม่มีข้อเสนอก็จะกินเวลาถึง 60 วัน หากนานขนาดนั้นจะเป็นการยืดเยื้อ ซึ่งจะมีผลกระทบตามมา คือ 700 องค์กรจะต่อต้านต่อไป ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อรัฐบาลและสุขภาพของเกษตรกร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศ.นพ.ธีระวัฒน์ กล่าวว่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประกาศชัด ว่าต้องมีการประกาศเลือกใช้สารเคมีเหล่านี้โดยเร็วที่สุดจะมาจำกัดการใช้ไม่ได้เด็ดขาดเพื่อสุขภาพของประชาชน และจะต้องมีกระบวนการทดแทนการใช้สารเคมีโดยไม่กระทบเกษตรกร ซึ่งใน 2 ส่วนนี้ต้องทำควบคู่กัน ซึ่งในการตั้งคณะกรรมการเฉพาะกิจ โดย รัฐมนตรีช่วยฯ เพื่อเป็นหน่วยรุกหาวิธีการทดแทน และมีตนเป็นฝ่ายสนับสนุนด้านสุขภาพ ส่วนภายใน 1-2 วันนี้ จะมีการเสนอรายชื่อ คัดค้านการแต่งตั้งอนุกรรมการที่เป็นกลางของคณะกรรมการแก้ไขปัญหาการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชที่มีความเสี่ยงสูง โดยตรงนี้จะเป็นการวัดใจรัฐบาลว่าการที่ประกาศว่า จะดำเนินการตามศาสตร์พระราชา โดยยุทธศาสตร์ชาติต้องเน้นประชาชนเป็นหลัก และการที่ นายกฯ บอกว่าจะเอาสุขภาพประชาชนเป็นหลัก จะทำจริงหรือไม่ เพราะหากไม่ยกเลิกพร้อมกับการที่มีมาตรการทดแทนการใช้สารเคมีออกมา ถือว่ารัฐบาลไม่มีความจริงใจ และหากเป็นเช่นนี้ ที่ยังมีสารเคมีอยู่คณะกรรมการปฏิรูปสาธารณสุขก็ไม่สามารถปฏิรูปได้.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/16341</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณะอนุกรรมการพิจารณา3สารเคมี, ธีระ วงษ์เจริญ, นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ, รมช.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์การเกษตร, สารเคมี 3ชนิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180820/image_big_5b7a26abec02d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>15747</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/08/2018 09:27</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/08/2018 09:27</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> ที่ปรึกษารมช.เกษตรฯลั่นพร้อมชนแบน3สารเคมี                                                                                                            </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;
20ส.ค.-ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยฯ เผยการแบนสารเคมีต้องเดินหน้าชนอย่างเต็มที่ เชื่อว่าสิ่งที่ทำเป็นความถูกต้อง โดยมีเป้าหมายคือประเทศชาติและเกษตรกร หากมีการใช้ระบบราชการไปแสวงหาผลประโยชน์ ไม่เอาไว้แน่นอน ชี้มีสารทดแทนมากมาย อยู่ที่ผู้ประกาศนโยบายจะนใช้อไม่ ส่วนยกร่าง กม.เกษตรยั่งยืน นั่งยืน เตรียมเข้า ครม. หากไม่ใช่ ครม.สัญจรก็เข้า ครม.สัปดาห์หน้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายธีระ วงษ์เจริญ ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวในการแถลงข่าว &amp;ldquo;สนับสนุนการยกเลิกสารพิษอันตรายพาราควอท ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส เมื่อวันที่ 18 ส.ค. ที่ผ่านมาว่า ในการเดินหน้าเพื่อสนับบสนุนให้มีการยกเลิกสารเคมีทั้ง 3 ชนิด นั้น ใน ส่วนที่รับผิดชอบของนายวิวัฒน์ ศัลยกำทร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ประกาศไว้ชัดเจนว่า เรื่องนี้ต้องเดินหน้าอย่างเข้มแข็ง เพราะเราต้องการเกษตรอินทรีย์ 6 แสนไร่ เกษตรกรแบบยั่งยืน 5ล้านไร่ ซึ่งขณะนี้เราดำเนินการตามเป้าหมาย และกล้าจะเดินชนเพราะเราเชื่อว่าสิ่งที่เราทำเป็นความถูกต้อง โดยมีเป้าหมายคือประเทศชาติและเกษตรกร หากมีการใช้ระบบราชการไปแสวงหาผลประโยชน์เราก็ไม่เอาไว้อย่างแน่นอน เพราะตอนนี้มีกฎหมายมาตรา 157 คือการละเว้นหน้าที่ที่ควรทำ ซึ่งทางนายกฯ ก็ได้กำชับว่าถ้าไม่ปฏิบัติตามกฎหมายก็ต้องถูกดำเนินคดี หากท่านกล้าถูกดำเนินคดี ก็ลองทำดู&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;สถานการณ์ตอนนี้เปลี่ยนไป จากการสหรัฐอเมริกามีการตัดสินบริษัทสารเคมีต้องเสียค่าปรับ 9,600 ล้าน ให้แก่ผู้ป่วยมะเร็งที่มีหลักฐานชัดเจนว่ามีผลจากการใช้สารเคมีของบริษัท ซึ่งก็มีความชัดเจนว่าข้อมูลเหล่านี้แม่นยำ ก็จะมีการนำข้อมูลนี้มาประกอบการดำเนินการสนับสนุนให้มีการแบนสารเคมีต่อไป ผมเชื่อว่า ส่วนที่รับผิดชอบของรัฐมนตรีช่วยฯ จะไม่เบาแรงแน่นอนเราสามารถทำงานได้เต็มกำลังโดยไม่มีเบื้องหน้าเบื้องหลังกับใคร &amp;ldquo;นายธีระ กล่าว.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวถามถึง กรณีที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ให้สัมภาษณ์ว่าสนับสนุนให้มีการแบนสารเคมีกำจัดศัตรูพืช แต่ยังมีความกังวลเรื่องสารทดแทน ซึ่งทางภาคประชาชนระบุว่าการหาสารทดแทนเป็นเรื่องของกระทรวงเกษตรฯ โดยตรง ที่จะหากลไกในเรื่องสารทดแทน ไม่ใช่เรียกร้องให้หน่วยงานอื่นรับผิดชอบ นายธีระ กล่าวว่า คิดว่าทุกอย่างอยู่ที่ใจผู้บริหารว่ามองไปทางไหน ซ้ายหรือขวา ถ้ามองขวา คือสิ่งที่ถูก มองซ้ายเป็นสิ่งที่ผิด ซึ่งกรมวิชาการเกษตร โดยกองวัชพืชมีการทำงานวิจัยมากมายตลอดเวลา 20-30 ปีเกี่ยวกับการใช้สารทดแทนสารเคมีกำจัดศัตรูพืช ซึ่งจากข้อมูลที่มี พบว่าน่าจะมีประมาณ 300 รายการ เพราะฉะนั้นมีข้อมูลมากมายที่พร้อมนำมาใช้ &amp;nbsp;และมีวิธีทางเกษตรกรรมอื่นๆที่สามารถทดแทนการใช้สารเคมีได้อยู่ที่ผู้ประกาศนโยบายว่าจะนำมาใช้หรือไม่ ซึ่งสิ่งหนึ่งที่พี่น้องเกษตรกรถามมาคือทำไมไม่มีการนำมาใช้ เราก็ต้องถามต่อไปยังผู้รับผิดชอบว่าหากเราแบนทั้ง 3 ตัว สารทดแทนที่มีอยู่จะนำมาใช้ได้มากน้อยเพียงใด &amp;nbsp;รูปแบบเกษตรอินทรีย์ที่ประสบผลสำเร็จจะนำมาขยายผลได้หรือไม่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามถึงความคืบหน้าการดำเนินการยกร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรยั่งยืน ซึ่งมีกลุ่มอุตสาหกรรมสารเคมียื่นเรื่องคัดค้าน ซึ่งจะมีผลต่อการยกร่าง หรือไม่ นาย ธีระ กล่าวว่า คิดว่าไม่มีผลอะไร เพราะเป็นเสียงเพียงเล็กน้อยซึ่งได้มีการชี้แจงกับกลุ่มดังกล่าวเรียบร้อยแล้ว หากย้อนกลับดูทั้งหมด จะพบว่ากลุ่มคัดค้านสารเคมีประมาณ 8 กลุ่มนั้นมีเบื้องหน้าเบื้องหลังที่สนับสนุนการใช้สารเคมีมาแต่ต้น และพยายามคัดค้านในสิ่งที่จะเกิดผลดีแก่พี่น้องเกษตรกร มาโดยตลอด จึงอยากถามกลับว่ามีผลประโยชน์หรือไม่หากมาด้วยผลประโยชน์แอบแฝงยังไงก็ปิดไม่ได้ หากไม่มีก็ให้มาช่วยกันทำงานเพื่อประเทศชาติต่อไป อย่างไรก็ตามการยกร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวคาดว่าจะเข้า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)แน่นอน หากไม่ครม.สัญจร ก็จะเป็นการประชุม ครม.ในสัปดาห์หน้า.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/15747</URL_LINK>
                <HASHTAG>3สารเคมีเกษตร, กระทรวงเกษตรและสหกรณ์, ธีระ วงษ์เจริญ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180820/image_big_5b7a26abec02d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
