<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>104005</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/05/2021 16:51</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/05/2021 16:51</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ธีระชัย&#039; ร้องศาลปกครองสูงสุด เพิกถอนมติครม.เห็นชอบกู้เงิน 7 แสนล้าน และ 1 ล้านล้านบาท</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24 พ.ค.64 - ที่สำนักงานศาลปกครอง ถ.แจ้งวัฒนะ นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พร้อมด้วยคณะแกนนำกลุ่มสามัคคีประชาชนเพื่อประเทศไทย เดินทางมายื่นฟ้องคณะรัฐมนตรี ต่อศาลปกครองสูงสุด ให้พิจารณาและมีคำสั่งเพิกถอนมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่18 พ.ค. ที่ผ่านมา ที่มีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงการคลังเสนอให้ออกร่างพ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคมจากการระบาดระลอกใหม่ของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 พ.ศ.&amp;nbsp;&amp;hellip;&amp;nbsp;วงเงินไม่เกิน 7 แสนล้านบาท และมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 7 เม.ย.2563 ที่มีมติเห็นชอบพ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหา เยียวยา และฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา พ.ศ. 2563 หรือ พ.ร.ก.เงินกู้ 1 ล้านล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายธีระชัย กล่าวว่า ตน ไม่ได้ขัดขวางการกู้เงินเพราะตระหนักดีว่า ประชาชนมีความเดือดร้อนและในการแก้ไขปัญหาโควิด-19 ยังมีเรื่องต้องทำอีกมากมายและจำเป็นต้องใช้เงินอีกไม่น้อย แต่การใช้เงินจำเป็นจะต้องดำเนินการไม่ให้ผิดรัฐธรรมนูญหากปล่อยให้มีการออก พ.ร.ก.ที่ผิดกฎหมาย ผิดรัฐธรรมนูญ สุดท้ายประชาชนก็ไม่ได้เงินอยู่ดี เพราะจะมีคนทักท้วงได้ เเละมีปัญหาในภายหลัง จึงมาขอให้ศาลพิจารณายกเลิกมติคณะรัฐมนตรีที่อนุมัติ พ.ร.ก.กู้เงิน 7 แสนล้านบาท และ พ.ร.ก. 1ล้านล้านบาทที่ คณะรัฐมนตรีเห็นชอบไปก่อนหน้านี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายธีระชัย ยังกล่าวอีกว่า&amp;nbsp;เนื้อหาสาระของร่าง พ.ร.ก. ดังกล่าวทั้งสองฉบับน่าจะคล้ายคลึงกัน แต่ปัญหาคือ มีการตัดตอนองคาพยพในการตรวจสอบ กำกับ เพื่อให้เกิดความโปร่งใสรัดกุมของหลักวินัยการเงินการคลังออกไปแล้วไปยกร่างให้มีคณะกรรมการชุดใหม่ขึ้นมามีอำนาจเบ็ดเสร็จในการคัดเลือกโครงการและเสนอคณะรัฐมนตรีอนุมัติ กำกับโครงการ และมีอำนาจในการออกระเบียบ ซึ่งลักษณะนี้ถือเป็นการใช้จ่ายที่หละหลวม ขัดกับวินัยการเงินการคลัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายธีระชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า &amp;nbsp;ขณะนี้ ร่าง พ.ร.ก.กู้เงิน 7แสนล้านบาท อยู่ระหว่างรอทูลเกล้าฯ เพื่อให้มีผลบังคับใช้&amp;nbsp; ซึ่งก่อนหน้านี้ ตนได้แถลงข่าวเสนอแนะต่อองคมนตรีว่า ก่อนนำขึ้นทูลเกล้าฯ ให้พิจารณาร่างกฎหมายนี้อย่างรอบคอบ ให้นำความเห็นของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องมาพิจารณาประกอบด้วย ขอแนะนำ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีว่า การนำเสนอร่างกฎหมายที่ผิดรัฐธรรมนูญอาจเข้าข่ายเป็นความผิด มาตรา 112 โดยตรง และในอนาคตการทำสัญญาเงินกู้ของรัฐบาลกับหน่วยงานต่างๆอาจจะมีปัญหา หากมีการหยิบยกเป็นประเด็นโต้แย้ง ว่า คณะรัฐมนตรีอนุมัติกฎหมายเงินกู้ฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ เข้าข่ายละเมิดประมวลกฎหมายอาญา มาตรา157&amp;nbsp; และมาตรฐานจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง&amp;nbsp; แต่ถ้ารัฐบาลยังยืนกรานว่า การออก พ.ร.ก.เงินกู้ ถูกต้องแล้ว จะเดินหน้าต่อไป พล.อ.ประยุทธ์ ก็ต้องรับผิดชอบในความเสียหายที่เกิดขึ้น&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/104005</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล, พรก.กู้เงิน 7 แสนล้าน, ศาลปกครองสูงสุด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210524/image_big_60ab75f30b0c1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>103816</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/05/2021 16:52</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/05/2021 16:52</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อดีตรมว.คลัง ห่วงพรก.กู้เงิน 7 แสนล้านเอื้อรัฐบาลใช้เงินเบ็ดเสร็จ-ตีเช็คเปล่า ไม่ฟังรัฐสภา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22&amp;nbsp;พ.ค.64 - ที่สถานีพีซทีวี กรุงเทพฯ คณะไทยไม่ทน สามัคคีประชาชน เพื่อประเทศไทย จัดเวทีปราศรัยออนไลน์ ขับไล่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในหัวข้อ &amp;ldquo;7&amp;nbsp;ปีรัฐประหาร เหลียวหลังแลหน้าประเทศไทย&amp;rdquo; โดยนายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ปราศรัยตอนหนึ่งถึงกรณีคณะรัฐมนตรีออก พ.ร.ก.เงินกู้เพิ่มเติมอีก&amp;nbsp;7&amp;nbsp;แสนล้านบาท แก้ปัญหาไวรัสโควิดว่า ตั้งแต่ พ.ร.ก.เงินกู้&amp;nbsp;1&amp;nbsp;ล้านล้านบาท พล.อ.ประยุทธ์ ดำเนินไม่ถูกต้อง แทนที่จะทุ่มนำเข้าอุปกรณ์ทดสอบโควิด เปิดเสรีนำเข้าวัคซีน ลงทุนเครื่องมือแพทย์ ป่านนี้ฉีดวัคซีนยังล่าช้า การใช้เงิน&amp;nbsp;1&amp;nbsp;ล้านล้านบาท วางแผนไว้พอหรือไม่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่เรื่องการเยียวยามีหลายโครงการ เป็นลักษณะขยายหาฐานเสียงสนับสนุน ควรจะต้องมีการทักท้วง การลดค่าใช้จ่ายประจำวัน จะช่วยไปได้นานกี่เดือน เรื่องการแก้ปัญหารื้ออำนาจผูกขาดของบริษัทธุรกิจพลังงาน ดูแลส่วนนี้เต็มที่หรือยัง นักธุรกิจเล็กน้อยประสบปัญหามาก ช่วยได้แค่ให้กู้เงินเพิ่ม พักชำระหนี้ ควรดูตัวอย่างการช่วยเหลือของประเทศอื่น ที่ใช้วิธีให้เงินผ่านบริษัท ถ้าจ้างงานอยู่ รัฐบาลช่วยแบกรับภาระให้ระยะเวลาหนึ่ง ผูกโยงลูกจ้างไว้กับนายจ้าง ให้ธุรกิจขนาดย่อยพัฒนาฟื้นฟูตัวเองได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายธีระชัย กล่าวถึงโครงการฟื้นฟูต่างๆ ที่มีการเผยแพร่โดยสภาพัฒน์ พบส่วนราชการมีการนำเงินไปใช้ในงานปกติ เช่น โครงการเสริมสร้างความเข้มแข็ง พัฒนาทักษะอาชีพ ทั้งหมดดูแล้วกลายเป็นเอาเงินให้ส่วนราชการขับเคลื่อนโดยรัฐมนตรีที่คุมกระทรวง ไม่มีภาพชัดเจนว่ากระตุ้นให้ชุมชนมองภาพรวมอย่างไร&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนการผ่าน พ.ร.ก.กู้เงิน&amp;nbsp;7&amp;nbsp;แสนล้านนั้น เชื่อว่าไม่ต่างจาก พ.ร.ก.กู้เงิน&amp;nbsp;1&amp;nbsp;ล้านล้าน น่าเป็นห่วงมีลักษณะเอื้ออำนวยให้รัฐบาลใช้เงินได้เบ็ดเสร็จเด็ดขาดในมือ ตีเช็กเปล่า ตั้งกลไกกำหนดวิธีการทำงานชงเองกินเอง ใครจะตรวจสอบได้ แทนที่จะรับฟังความเห็นจากรัฐสภา กลับใช้วิธีออกเป็น พ.ร.ก. อ้างกรณีฉุกเฉิน ความฉุกเฉินคือโดยปัจจุบันไม่สามารถคาดการณ์ได้ แต่โควิดผ่านมา&amp;nbsp;5&amp;nbsp;เดือนแล้ว การกู้เงินเพิ่มทำไมไม่จัดทำข้อมูลเสนอเป็น พ.ร.บ. อย่างโปร่งใส ให้ประชาชนรับทราบ ทำได้แต่เนิ่นๆ แต่ไม่ทำ เบื้องลึกต้องการใช้เงิน ตีเช็กเปล่าเบ็ดเสร็จเหมือน พ.ร.ก.กู้เงิน ฉบับแรกใช่หรือไม่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/103816</URL_LINK>
                <HASHTAG>7ปีรัฐประหาร, ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล, พรก.กู้เงิน 7 แสนล้าน, ไทยไม่ทน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210522/image_big_60a8d39eacd58.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>88856</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/01/2021 10:52</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/01/2021 10:52</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อดีตรมว.คลัง แนะใช้วิกฤติโควิด19 เป็นโอกาสเรียกร้องปฏิรูปกองทัพ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 ม.ค.64 - นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในรัฐบาลของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก โดยมีรายละเอียดดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมไม่เคยพูดคุยกับคุณหญิงสุดารัตน์ แต่เห็นว่าประเด็นที่ท่านเขียนสำคัญ เพราะเจาะลึกไปที่วัฒนธรรมของรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ที่เปิดช่องให้มีคอร์รัปชันได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รัฐบาลนี้สร้างฐานอำนาจด้วยกติกาลำเอียง และด้วยการแทรกแซงระบบถ่วงดุล ใช้ระบอบอุปถัมภ์เป็นเครื่องมือ พวกเราพวกเขาไม่เหมือนกัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น ถึงแม้จะโฆษณาชวนเชื่อว่าออกรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกง แต่พฤติกรรมล้วนบ่งชี้ว่าวัฒนธรรมนี้เปิดข่องให้มีคอร์รัปชันได้ ทำให้การบริหารประเทศชาติถูกวิจารณ์ว่า เอียงไปในทางอุ้มนายทุน เพื่อใช้ค้ำยันบัลลังก์ของตัวเอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โชคดีที่โควิดได้ช่วยเปิดโปงจุดอ่อนหลายประการ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถ้าสังคมไทยไม่ใช้วิกฤตินี้เป็นโอกาส ในการเรียกร้องให้ปฏิรูปกองทัพ ปฏิรูประบบข้าราชการ ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม ก็จะน่าเสียดาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วิกฤติโควิด จะเสียของ เหมือนกับปฏิวัติที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/88856</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล, ปฏิรูปกองทัพ, โควิด19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190412/image_big_5cb0a0e7bbb13.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>74702</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/08/2020 14:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/08/2020 14:39</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> &#039;คลัง&#039;โต้ถังแตก ยันฐานะยังแกร่ง แม้จัดเก็บรายได้วืดเป้าแต่บริหารจัดการได้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;17 ส.ค. 63 - นายลวรณ แสงสนิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยถึงกรณีที่นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีต รมว.การคลัง ระบุว่า ไทยเงินหมดประเทศ และมีแนวโน้มจะเก็บภาษีพลาดเป้า 5 แสนล้านบาทนั้น ว่า ปัจจุบันฐานะการคลังยังอยู่ในระดับที่แข็งแกร่ง ไม่มีความน่ากังวลแต่อย่างใด แม้ว่าในปีนี้ภาพรวมการจัดเก็บรายได้จะทำได้ต่ำกว่าเป้าหมาย แต่กระทรวงการคลังยังสามารถบริหารจัดการเงินคงคลังได้เป็นอย่างดี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;ยืนยันว่าประเทศไทยไม่ได้ถังแตก โดยกระทรวงการคลังยังสามารถบริหารจัดการเงินคงคลังได้ ทั้งการกู้เพื่อชดเชยการขาดดุล หรือการบริหารจัดการกระแสเงินสด&amp;rdquo; นายลวรณ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;นายลวรณ กล่าวว่า ตัวเลขประมาณการณ์เศรษฐกิจของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ ที่ประกาศออกมาล่าสุดว่า จะขยายตัวติดลบ 7.5% นั้น เป็นตัวเลขที่ใกล้เคียงกับที่ สศค. ได้คาดการณ์ไว้ที่ ลบ 8.5% โดยหลังจากนี้จะต้องมีการติดตามสถานการณ์ต่าง ๆ ที่มีผลต่อเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 เพื่อมาใช้ในการพิจารณาปรับประมาณการณ์เศรษฐกิจในรอบต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/74702</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล, ลวรณ แสงสนิท, โต้ถังแตก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190606/image_big_5cf9216a5fd85.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>68341</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/06/2020 19:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/06/2020 18:57</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;อดีต รมว.คลัง&#039; งับดราม่าสาวน้อยใจแฟนคิดสั้นผูกคอตาย โยงต่ออายุ &#039;พรก.ฉุกเฉิน&#039; เกินจำเป็น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 มิ.ย.63 - นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในรัฐบาลของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Thirachai Phuvanatnaranubala หัวข้อ &amp;quot;พรก.ฉุกเฉินคงต้องต่ออายุไปอีกนาน?&amp;quot; ระบุว่า ผมขอแสดงความเสียใจอย่างที่สุด เมื่ออ่านเฟซบุ๊กของคุณศักดิ์สิทธิ์ แสงแก้ว ที่โพสต์ว่าภริยาฆ่าตัวตาย เพราะไปกู้เงินมาทำร้าน แต่เปิดไม่ได้ ค้างค่าเช่า จนต้องถูกไล่ที่ ไม่มีทางฟื้นธุรกิจ ผมขอให้กำลังใจแก่นักธุรกิจ SME ที่เดือดร้อนเพราะมาตรการของรัฐบาลที่ใช้ พรก.ฉุกเฉินเกินความจำเป็น จนกระทั่งคนจะตายเพราะไม่มีกินมากกว่าจะตายเพราะโควิด ขอให้อย่าทำร้ายตนเอง แต่ให้ปรึกษานักกฎหมายหาทางออก เพราะยอมล้มละลายเพื่อฟื้นขึ้นใหม่ภายหลัง ยังดีกว่าฆ่าตัวตาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายธีระชัย กล่าวว่า ประเทศไทยยังมีความอึมครึมจาก พรก.ฉุกเฉิน จึงไม่สามารถโปรโมทไทยเที่ยวไทยได้อย่างจริงจัง แทนที่รัฐบาลจะทำให้ประชาชนมั่นใจ กระตุ้นว่า ใครมีฐานะให้ควักกระเป๋าออกมาใช้เงินกันเหมือนเดิม รัฐบาลกลับเดินต่อบรรยาการเคร่งเครียด ส่วนธุรกิจอื่นที่การจ้างงานกลับมาเร็ว ก็คือก่อสร้าง สุขภาพ และค้าปลีก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมจึงเห็นว่า สถานการณ์ในไทยกำลังจะทรุดลงอย่างรวดเร็ว ไม่ใช่แต่ธุรกิจ SME ที่จะต้องปิดกิจการ แต่จะลามไปยังธุรกิจขนาดใหญ่มากขึ้นด้วย เดิมผู้ว่างงานมีแต่ระดับแรงงาน ในอนาคตอันใกล้ จะมีระดับออฟฟิศ&amp;nbsp;และเจ้าของร้าน ตกงาน/ปิดร้าน กระทบกระแสเงินสดหมุนเวียนไปเป็นลูกโซ่ นอกจากนี้นักศึกษาจบใหม่กว่า 60% จะหางานไม่ได้อีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในอนาคต คนเหล่านี้จะหวนคิดถึง พรก.ฉุกเฉิน ที่ทำลายบรรยากาศการกิน การเที่ยว ทั้งที่จำนวนคนติดเชื้อรายใหม่ในประเทศเป็นศูนย์หลายวันแล้ว ดังนั้น เมื่อรัฐบาลต่อ พรก.ฉุกเฉิน จนเกินเวลาจนเกินจำเป็น ก็จะยิ่งสร้างความไม่พอใจในกลุ่มผู้ตกงาน และยิ่งนานวัน ก็จะยิ่งหนักขึ้นไปเรื่อยๆ เมื่อภาวะฝืดเคืองยิ่งหนักขึ้นไปเรื่อยๆ รัฐบาลก็ยิ่งจำเป็นจะต้องต่ออายุ พรก.ฉุกเฉิน เพื่อคุมไม่ให้คนประท้วง จะยิ่งเป็นสาละวันเตี้ยลง เตี้ยลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายศักดิ์สิทธิ์ แสงแก้ว สามีหญิงสาวผู้เสียชีวิตจากการฆ่าตัวตายในพื้นที่เทศบาลนครพนม ได้โพสต์เฟซบุ๊กเล่าเรื่องราวของครอบครัวหลังจากภรรยาที่มีลูกด้วยกันยังเล็ก เสียชีวิตอย่างกะทันหันหลังจากคิดสั้น โดยชายหนุ่มรายนี้ได้โพสต์ข้อความว่า จะรอให้ตายอีกกี่คนถึงจะให้ธุรกิจกลางคืนเปิดได้ รัฐบาลเป็นคนสั่งปิดแต่ไม่ดูแลเยียวยา วันนี้เป็นคิวเมียผมที่ฆ่าตัวตาย ซึ่งโพสต์ไว้เมื่อเวลา 13.03 น. วันที่ 9 มิถุนายน 2563&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากการตรวจสอบพบว่า นายศักดิ์สิทธิ์ได้ลบโพสต์ดังกล่าว หลังจากมีชาวเน็ตเข้ามาแสดงความคิดเห็นจำนวนมาก โดยตั้งข้อสังเกตว่า ฝ่ายหญิงผู้ตายได้โพสต์ว่าน้อยใจสามีอยู่บ่อยครั้ง เนื่องจากมีปัญหาทะเลาะกับแฟนหนุ่มและโดนไล่ออกจากบ้าน ซึ่งก่อนหน้านี้พยายามฆ่าตัวตายมา 2 ครั้งแล้ว แต่แฟนหนุ่มห้ามไว้ได้ทัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ชาวเน็ตหลายคนตามเข้าไปส่องในเฟซบุ๊กของหญิงสาวผู้เสียชีวิต ก็พบว่าไม่มีโพสต์ไหนเลยที่พูดถึงรัฐบาลหรือปัญหาที่ร้านได้รับผลกระทบจากวิกฤติโควิด-19 แต่ปรากฏว่าทางแฟนหนุ่มฉวยโอกาสสร้างกระแสดราม่าโทษมาตรการรัฐเพื่อขอความเห็นใจจากสังคม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/68341</URL_LINK>
                <HASHTAG>ฆ่าตัวตาย, ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล, พรก.ฉุกเฉิน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200610/image_big_5ee0ca028b2da.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>64081</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/04/2020 06:52</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/04/2020 06:52</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ตลาดตราสารหนี้จะนิ่งได้จริงไหม?อดีตรมว.คลังเตือนธปท.ไม่ประกาศแผนชัดเจนยิ่งน่ากลัว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
24 เม.ย.63 - นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีตรมว.คลัง อดีตรองผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) โพสต์ข้อความผ่านเพจเฟบุ๊ก Thirachai Phuvanatnaranubala - - ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล เรื่อง &amp;ldquo;ตลาดตราสารหนี้จะนิ่งได้จริงไหม?&amp;rdquo; มีเนื้อหาดังนี้
&amp;nbsp;นายชูชาติ เพ็ชรอำไพ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เมืองไทย แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) (MTC) จัดเป็นเศรษฐีอันดับ 10 ที่นายกฯ พลเอกประยุทธ์ส่งหนังสือไปถึง
รูป 1 และ 2 เป็นข่าว IPO ที่ทำกำไรมหาศาลให้แก่ครอบครัว
&amp;nbsp;ข่าว:- &amp;ldquo;ในสัปดาห์หน้านายชูชาติเตรียมทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี
เพื่อให้ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับกรณีที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เตรียมจัดตั้งกองทุนเสริมสภาพคล่องตลาดตราสารหนี้ภาคเอกชน&amp;nbsp; (Corporate Bond Stabilization Fund : BSF) วงเงิน 400,000 ล้านบาท
เพื่อเป็นแหล่งเงินทุนสำรองชั่วคราว สำหรับเข้าไปซื้อตราสารหนี้ที่ออกโดยบริษัทที่มีคุณภาพดีมี Rating อย่างน้อยต้องอยู่ในระดับ Investment grade
โดยอยากเห็นการทบทวนแนวคิดการช่วยเหลือภาคเอกชนที่ออกหุ้นกู้ โดยเฉพาะให้ความช่วยเหลือภาคเอกชนที่ออกหุ้นกู้ในระดับที่ต่ำกว่า Investment grade มากกว่า&amp;rdquo;
(ผมอธิบายว่า กลุ่มนี้คือหุ้นกู้ขยะ หรือเรียกว่า Junk bond)
&amp;nbsp;ถามว่า มีตัวอย่างประเทศไหนที่ธนาคารกลางสนับสนุน Junk bond?
&amp;nbsp;ในสหรัฐ บริษัทกลุ่มใหญ่ที่ออก Junk bond คือบริษัทที่ผลิตน้ำมันจากหินน้ำมัน
ซึ่งต้นทุนสูงกว่าซาอุดิและรัสเซียมาก รายต่ำสุดคือ 25 ดอลลาร์/บาร์เรล แต่ส่วนใหญ่สูงกว่ามาก บางรายสูงถึง 95 ดอลลาร์
ดังนั้น ในสงครามน้ำมันซาอุดิ-รัสเซีย บริษัทที่เจ็บตัวมากสุดคือสหรัฐ และมี 1 บริษัทที่ประกาศล้มละลายไปแล้ว
ที่เหลือกำลังจะล้มอีกหลายราย!
&amp;nbsp;อาจจะเนื่องจากเป็นปีเลือกตั้ง ปรากฏว่าเฟดขยายการสนับสนุนตราสารหนี้เอกชน ให้ลงไปถึงระดับ Junk bond เมื่อวันที่ 9 เม.ย.
ในรูป 3 และ 4 มาตรการดังกล่าว ทำให้ราคาตลาด Junk bond สหรัฐเด้งขึ้นทันที
และนักลงทุนได้กลิ่นของฟรี ก็ทุ่มเงินเข้าไปซื้อ junk bond กันใหญ่ ทั้งซื้อโดยตรงและผ่านกองทุนรวมตราสารหนี้ เพราะได้ดอกเบี้ยสูง พร้อมได้เฟดอุ้ม
&amp;nbsp;ล่าสุด รูป 5 มีข่าวว่าธนาคารกลางยุโรป อาจจะขยายไปสนับสนุน Junk bond ตามอย่างเฟด
&amp;nbsp;เนื่องจากกระทรวงคลัง/ธปท. เลียนแบบตามอย่างธนาคารกลางของประเทศต้นแบบทั้งสอง ดังนั้น คาดได้ว่า ในอนาคตรัฐบาลอาจจะคิดแก้ไขพระราชกำหนดฯ เพื่อให้สามารถแจกเงินทำนองนี้
ในรูป 6 คุณนวพร เรืองสกุลได้รวบรวมตัวเลข ในปี 2563 มี Junk bond ในไทยที่จะครบกำหนด 39,056.58 ล้านบาท
&amp;nbsp;ถามว่า Junk bond ในไทยที่ครบกำหนด จะออกขายใหม่ได้หรือไม่ จะมีผู้ซื้อหรือไม่?
&amp;nbsp;ตอบว่า พฤติกรรมมนุษย์จะกระทบท่องเที่ยว อสังหาริมทรัพย์ และหนี้ครัวเรือน ซึ่งจะกระทบผู้ออกตราสารหนี้บางรายอย่างแน่นอน
และในเมื่อกลุ่ม Investment grade มีปัญหา ถึงขั้น ธปท. ขอให้รัฐบาลออกพระราชกำหนดฯ เพื่ออุ้ม ดังนั้น กลุ่ม Junk bond ก็ย่อมจะมีปัญหาขาดความเชื่อมั่นได้มากกว่า
และสมมุติถ้าหากเมื่อใด เกิดเหตุการณ์สะดุดในกลุ่ม Junk bond ...
ธปท. ซึ่งเพียงแค่มีกองทุน BSF เป็นไม้กายสิทธิ์ ผมก็ไม่เห็นว่าจะกั้นไม่ให้ความตื่นตระหนก ลุกลามเข้าไปทุกระดับได้อย่างไร
&amp;nbsp;ตำรากล่าวว่า ในช่วงวิกฤต ธนาคารกลางจะต้องเปิดก๊อกแบบไม่อั้น แต่ต้องไม่เลือกปฏิบัติ ต้องสนับสนุนทุกรายที่เข้าหลักเกณฑ์
ธปท. มีทางเลือก 2 ทาง ทำแบบธนาคารกลางมหาอำนาจ หรือทำแบบธนาคารกลางพอเพียง
&amp;nbsp;ถ้า ธปท. ทำแบบธนาคารมหาอำนาจ คือต้องการทำให้ตลาดเงิน &amp;lsquo;นิ่ง&amp;rsquo; ตลาดตราสารหนี้ &amp;lsquo;นิ่ง&amp;rsquo; และแม้แต่ตลาดหุ้น &amp;lsquo;นิ่ง&amp;rsquo; ดังที่รองนายกฯ ดร.สมคิดกล่าวชมเชยในแถลงข่าวเมื่อวานนี้ ...
ธปท. ก็สามารถอัดเงินเข้าระบบอย่างไม่จำกัด ขยายวงทรัพย์สินที่สนับสนุนไปเรื่อยๆ
ดังที่เคยมีคนกล่าวเล่นๆ ไว้ว่า ถ้าไม่มีอะไรเหลือ ธนาคารกลางก็ยังสามารถสนับสนุนอ่างล้างจานในครัวก็ได้
&amp;nbsp;วิธีนี้ ตลาดนิ่งแน่นอน
แต่ประเทศก็จะแน่นิ่งไปด้วย คือล้มละลาย เผาหลอก เผาจริง ภายในเวลาอันสั้น
&amp;nbsp;ถ้า ธปท. ทำแบบธนาคารกลางพอเพียง ก็จะต้องเหนื่อยมากกว่า
ธปท. จะต้องสั่งให้แบงค์พาณิชย์ตรวจสุขภาพผู้ออกตราสารหนี้ระดับต่ำ BBB และ Junk bond ทุกราย เพื่อแยกตัวดี-ตัวเสีย
(ที่จริง ควรจะได้ทำมานานแล้ว หรือถ้าหากทำมาแล้ว ก็เก็บเงียบเหลือเกิน)
&amp;nbsp;กลุ่มตัวดี คือกลุ่มที่รู้ตัว และปรับแผนแต่เนิ่นๆ ตัวอย่าง ปตท. ซึ่งเป็นระดับ AAA เมื่อ 2 วันก่อน ประกาศล้มโครงการลงทุน 2 แสนล้านบาท เพื่อรักษา cash flow
สำหรับกลุ่มนี้ ก็ให้ประกาศชื่อ และให้ซื้อขายในตลาดปกติ
&amp;nbsp;กลุ่มตัวเสีย คือกลุ่มที่ขยายธุรกิจแบบโอเว่อร์ แหวกแนวไปทำในสิ่งที่ไม่ชำนาญ โลภมากไปกว้านซื้อที่ดินเพื่อสร้างเมืองใหม่ ฝันหวานจะขายคอนโดให้คนจีน ฯลฯ
สำหรับกลุ่มนี้ ต้องให้แบงค์พาณิชย์กระตุ้นให้ปรับแผนธุรกิจด่วน ขายอะไรที่ขายได้ ลดเงินเดือน ลดโบนัส เลิกปันผล โดยไม่ต้องไปกังวลเรื่องราคาหุ้น
ถ้าทำได้ จึงจัดเข้ากลุ่มตัวดี
ถ้าทำไม่ได้ หรือไม่ยอมทำ ให้จัดเข้ากลุ่มตัวเสีย ห้ามซื้อขายในตลาดปกติ ให้เป็นตลาดแยกต่างหาก
&amp;nbsp;ถ้า ธปท. ไม่ประกาศแผนงานที่ชัดเจนต่อสาธารณะ เวลายิ่งผ่านไปแต่ละวัน ก็ยิ่งน่ากลัว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/64081</URL_LINK>
                <HASHTAG>ตราสารหนี้, ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.), ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล, นายชูชาติ เพ็ชรอำไพ, หุ้นกู้ขยะ Junk bond</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181001/image_big_5bb20d2370de1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>63139</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/04/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/04/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เมื่อกูรูแบงก์ชาติเก่า-ใหม่ตั้งวงถก &#039;BSF-กองทุนอุ้มตราสารหนี้เอกชน’</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; กรณีการตั้ง &amp;quot;กองทุนเสริมสภาพคล่องฯ&amp;quot; หรือ BSF ด้วยพระราชกำหนดให้แบงก์ชาติเข้า &amp;quot;อุ้ม&amp;quot; ตราสารหนี้เอกชนในวงเงิน 4 แสนล้านบาท นับเป็น &amp;quot;ปรากฏการณ์&amp;quot; ในยามวิกฤติที่น่าสนใจและควรแก่การวิเคราะห์และรับฟังรอบด้าน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ยิ่งเมื่อมีอดีตประธานคณะกรรมการและผู้บริหารธนาคารแห่งประเทศไทย นำโดย ดร.วีรพงษ์ รามางกูร ส่ง &amp;quot;จดหมายเปิดผนึก&amp;quot; ถึงนายกฯ ก็ยิ่งทำให้น่าติดตาม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เห็นรายชื่อผู้ที่ร่วมลงนามจดหมายนี้ก็ทำให้เห็นว่าเป็นประเด็นทักท้วงที่ต้องฟัง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เพราะมีทั้ง ดร.โอฬาร ไชยประวัติ, ดร.ศิริ การเจริญดี, คุณธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล และคุณเสรี &amp;nbsp;จินตนเสรี และท่านอื่นๆ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนผู้ที่ออกมาสนับสนุน พ.ร.ก.ฉบับนี้ นอกจากผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยคนปัจจุบัน คือ &amp;nbsp;ดร.วิรไท สันติประภพ ยังมีอดีตผู้ว่าฯ แบงก์ชาติ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล, คุณประสาร ไตรรัตน์วรกุล และคุณธาริษา วัฒนเกส
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ซึ่งเหมือน &amp;quot;หัวกะทิ&amp;quot; ของประเทศมาตั้งวงแลกเปลี่ยนกันในยามวิกฤติกันเลยทีเดียว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถือได้ว่าการแลกเปลี่ยนความคิดความอ่านกันในเรื่องนี้เป็นปรากฏการณ์ที่น่าติดตามมาก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เพราะไม่ว่าจะมองจากมุมไหน ทุกคนก็ต้องการจะปกปักรักษาบทบาทแห่งความเป็นมืออาชีพของธนาคารกลางของชาติ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เสียดายแต่เพียงว่า ท่านเหล่านี้ไม่สามารถนัดหมายมาจิบกาแฟถกกันให้ประชาชนได้ยินอย่างกว้างขวาง เหตุก็เพราะเจ้าไวรัสวายร้ายที่เป็นต้นเหตุของการถกแถลงนี่แหละ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หัวใจของประเด็นถกแถลงไม่ได้อยู่ที่ว่า ในภาวะวิกฤติอย่างนี้ควรที่ทางการจะใช้ &amp;quot;มาตรการพิเศษ&amp;quot; &amp;nbsp;เพื่อป้องกันไม่ให้ระบบการเงินและการคลังต้องถูกกระทบ จนสั่นสะเทือนและสร้างความเสียหายให้ประเทศชาติหรือไม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประเด็นของ &amp;quot;จดหมายเปิดผนึก&amp;quot; อยู่ตรงที่แบงก์ชาติควรจะมีบทบาทตรงนี้หรือไม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทำไมไม่มอบหมายให้ธนาคารของรัฐสวมบทบาทตรงนี้ เพื่อไม่ให้ธนาคารกลางของประเทศต้องตกอยู่ในฐานะสุ่มเสี่ยงถูกกล่าวหาว่า &amp;quot;เอื้อต่อเอกชนบางรายอย่างไม่โปร่งใส&amp;quot;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หรือหากมีปัญหา แบงก์ชาติอาจต้องฟ้องร้องบริษัทเอกชน ทำให้เสียภาพลักษ์และความน่าเชื่อถือของธนาคารกลางได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หัวใจของจดหมายเปิดผนึกอยู่ตรงประโยคที่บอกว่า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;พวกข้าพเจ้าเห็นว่า...ธนาคารแห่งประเทศไทยไม่ควรกระทำโดยตรง เพราะสามารถกระทำผ่านสถาบันการเงินของรัฐบาล เช่น ธนาคารกรุงไทย, ธนาคารออมสิน, ธนาคารเพื่อการเกษตรฯ หรือธนาคารอาคารสงเคราะห์ เพื่อรักษาหลักการที่ธนาคารกลางควรเป็นเฉพาะนายธนาคารของรัฐบาล และเป็นแหล่งเงินสุดท้ายของธนาคารพาณิชย์ (Lender of the last resort) และอาจจะขยายไปถึงสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐบาลด้วยเท่านั้น...&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดร.วิรไทในฐานะผู้ว่าการแบงก์ชาติคนปัจจุบัน คงจะตระหนักตั้งแต่ต้นว่าการออกกฎหมายพิเศษในเรื่องนี้คงเกิดคำถามไม่น้อย เพราะน่าจะเป็นครั้งแรกที่ธนาคารกลางของไทยเข้ามาสวมบทบาท &amp;nbsp;&amp;quot;อัศวินม้าขาว&amp;quot; มาช่วยเอกชนเช่นนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คุณวิรไทอธิบายว่า ตลาดตราสารหนี้ภาคเอกชนมีความสำคัญมากต่อระบบเศรษฐกิจไทย มีขนาดกว่า 3.6 ล้านล้านบาท หรือกว่า 20% ของ GDP ของประเทศ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้ว่าแบงก์ชาติบอกว่า Covid-19 ทำให้กลไกตลาดการเงินโดยเฉพาะตลาดตราสารหนี้ขาดสภาพคล่องและทำงานไม่ปกติ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;กองทุนเสริมสภาพคล่องเพื่อลดความเสี่ยงของการระดมทุนในตลาดตราสารหนี้ภาคเอกชน&amp;quot; หรือ &amp;nbsp;Corporate Bond Stabilization Fund (BSF) จะช่วยเสริมสภาพคล่องช่วงสั้นๆ ให้ผู้ออกตราสารหนี้ที่มีคุณภาพดีและสามารถปฏิบัติได้ตามเงื่อนไขที่กำหนด เพื่อรักษาเสถียรภาพของตลาดตราสารหนี้ภาคเอกชนที่ทำหน้าที่ได้ปกติ ป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาเป็นลูกโซ่ จนเกิดผลกระทบในวงกว้างต่อระบบการเงินและเศรษฐกิจโดยรวม...&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คุณจันทวรรณ สุจริตกุล ผู้ช่วยผู้ว่าการสายสื่อสารและความสัมพันธ์องค์กรของแบงก์ไทยอธิบายเพิ่มเติมว่า ที่ธนาคารกลางต้องยอมรับบทบาทเช่นนี้ในภาวะอย่างนี้ก็เป็นเพราะ...
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;การรอให้เกิดปัญหาขึ้นก่อนแล้วเข้าไปแก้ไขย่อมมีต้นทุนระบบเศรษฐกิจสูงกว่าการเข้าไปดูแลก่อนที่จะเกิดปัญหาลุกลาม...&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เธอย้ำว่าการตัดสินใจที่ต้องการความรวดเร็วเร่งด่วนอาจทำให้ไม่สามารถพึ่งพากลไกการทำงานของธนาคารเฉพาะกิจของรัฐแต่เพียงฝ่ายเดียวซึ่งมีพันธกิจอื่นอยู่แล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และอธิบายว่าผู้ออกตราสารหนี้ภาคเอกชนก็มักจะไม่ใช่ลูกค้าที่ธนาคารเฉพาะกิจของรัฐมีความคุ้นเคยอยู่เดิม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แบงก์ชาติบอกว่านี่ไม่ใช่การแก้กฎหมายธนาคารแห่งประเทศไทย แต่เป็นการออก พ.ร.ก. มีอายุ 5 &amp;nbsp;ปี&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อีกทั้งไม่ได้เปลี่ยนหลักการที่วางไว้ใน พ.ร.บ.เกี่ยวกับ ธปท. ปี 2551 แต่อย่างใด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กระนั้นก็ต้องยอมรับว่านี่เป็นบทบาทของธนาคารกลางที่ &amp;quot;ไม่คุ้นเคย&amp;quot;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ครั้งนี้ต้องถือเป็น &amp;quot;กรณีพิเศษ&amp;quot;...เรื่องที่ &amp;quot;ไม่ควรทำ&amp;quot; ในยามปกติก็กลายเป็นเรื่อง &amp;quot;จำเป็นต้องทำ&amp;quot; &amp;nbsp;ในภาวะวิกฤติที่ไม่มีอยู่ในแผนของรัฐบาลไหนในโลกทั้งสิ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผมได้ยินคนที่ธนาคารกลางทั้งในไทยและต่างประเทศอ้างประโยคทองที่ว่า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;Extraordinary times demand extraordinary measures!
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ภาวะไม่ปกติต้องการมาตรการที่ไม่ปกติเช่นกัน!&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/63139</URL_LINK>
                <HASHTAG>กาแฟดำ, ดร.ศิริ การเจริญดี, ดร.โอฬาร ไชยประวัติ, ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล, เสรี  จินตนเสรี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180720/image_big_5b515c1cad535.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
