<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>14674</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/08/2018 09:22</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/08/2018 09:22</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อะตอมคลินิก เร่งเครื่องธุรกิจความงาม ลุยขยายฐานลูกค้า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;อะตอมคลินิก&amp;rdquo; ลุยหนักครึ่งปีหลัง รับศึกธุรกิจความงามแข่งเดือด เล็งขยายสาขาเพิ่ม พร้อมเสริมทัพผลิตภัณฑ์สกินแคร์ ควบลุยหาลูกค้าใหม่ทั้งชาวไทยและต่างชาติ หวังสร้างยอดเติบโตปีละ 20%

นายแพทย์อนุพงษ์ ไพรวิจิตร แพทย์ผู้บริหาร บริษัท อะตอม จำกัด ผู้ดำเนินธุรกิจคลินิกความงามภายใต้ชื่อ&amp;ldquo;อะตอมคลินิก&amp;rdquo; เปิดเผยว่า แนวทางการดำเนินธุรกิจนับจากนี้ มีเป้าหมายสร้างยอดขายในแต่ละปีให้มีอัตราเติบโตที่ 20% ผ่านการขยายสาขาใหม่ รวมถึงการเพิ่มสินค้าในกลุ่มสกินแคร์ และเพิ่มทำตลาดกับตลาดต่างชาติให้มากขึ้น คาดการณ์ว่าปี 2561 น่าจะมียอดขายแตะ 200 ล้านบาท

สำหรับปัจจุบันอะตอมคลินิกเปิดให้บริการ 5 สาขา ประกอบด้วย 1. สาขาเลียบด่วนรามอินทรา 2. สาขาสุขุมวิท 3. สาขานครราชสีมา 4. สาขาขอนแก่น และ 5.สาขาบุรีรัมย์ แม้ว่าการขยายสาขาของบริษัทจะไม่เร่งจำนวนที่มาก เพราะต้องการควบคุมคุณภาพเรื่องบริการให้มีประสิทธิภาพอยู่เสมอ แต่ก็มองโอกาสจะเปิดเพิ่มอีก 1 สาขา คาดการณ์ว่าจะอยู่ในปี 2562 เป็นทำเลทางแถบภาคใต้หรือภาคตะวันออก

ขณะเดียวกันในช่วงที่ผ่านมาบริษัทยังได้มีการเปิดตัวผลิตภัณฑ์สกินแคร์ เพื่อขยายไลน์ธุรกิจให้หลากหลายยิ่งขึ้น ตอนนี้สัดส่วนรายได้มาจากการจำหน่ายสกินแคร์ประมาณ 5% ซึ่งมีเพียงแค่ 3 ตัวเท่านั้น แต่มีผลตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างดี เชื่อว่าหลังจากนำสินค้าเข้ามาเสริมเป็น 14 ตัว ก็เชื่อว่ายอดขายจากส่วนนี้จะเพิ่มเป็น 20% อย่างแน่นอน

พร้อมกันนี้ บริษัทยังเตรียมขยายกลุ่มเป้าหมายให้กว้างขึ้น จากเดิมจะเป็นคนทำงานหรือวัยที่มีอายุระหว่าง 25-45 ปี คิดเป็น 70% ของฐานลูกค้าทั้งหมด แต่ขณะเดียวกันก็มองว่าหากบริษัทสามารถเจาะลูกค้าได้หลากหลายมากขึ้น ก็จะสร้างโอกาสการเติบโต โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่นที่ต้องใช้กลยุทธ์ผ่านโซเชียลมีเดีย ในปีนี้อยู่ระหว่างการวางฐานระบบของเว็บไซต์ และแอพลิเคชั่นบนมือถือ รวมถึงการนำเสนอผ่านช่องทางยูทูป ควบคู่ไปกับทำตลาดผ่านกลุ่มผู้สูงวัยที่ต้องการดูแลผิวพรรณของตัวเอง

&amp;ldquo;ในช่วงครึ่งปีแรกบริษัทเติบโต 10% เป็นเหตุผลว่าทำไมช่วงที่เหลือของปีนี้ จึงต้องรุกหนักมากขึ้น เพื่อให้การเติบโตและยอดขายเป็นไปตามเป้าหมาย แน่นอนว่าปัจจุบันธุรกิจความงามมีคนสนใจเข้ามาลงทุนกันมาก ทำให้มีคู่แข่งรายใหม่เข้ามาเยอะ ทั้งผู้ประกอบไทยและต่างชาติ เราจึงพัฒนาตัวเองเพื่อให้รับกับการแข่งขันที่รุนแรง&amp;rdquo; นายแพทย์ กล่าว

นอกเหนือจากการขยายฐานผู้บริโภคชาวไทยแล้ว บริษัทยังเตรียมเพิ่มตลาดต่างชาติให้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเมียนมา และอินโดนีเซีย ส่วนประเทศจีนคงเริ่มรุกด้วยการสร้างแบรนด์คลินิกผ่านการจำหน่ายผลิตภัณฑ์สกินแคร์ก่อนลำดับแรก ต่อจากนั้นจึงวางแผนทำตลาดในขั้นต่อไป และคาดว่าในปี 2562 สัดส่วนที่มาจากลูกค้าต่างชาติจะเพิ่มเป็น 20% จากปัจจุบัน 13%

อย่างไรก็ดี ตลาดความงามเมืองไทยมีมูลค่ามากถึง 1.8 แสนล้านบาท มีอัตราการเติบโต 10-15% ต่อเนื่อง โดยหากแบ่งเป็นธุรกิจคลินิกความงามจะอยู่ที่ประมาณ 3 หมื่นล้านบาท แน่นอนว่าก็มีการเติบโตดีไม่แพ้กัน จึงทำให้มีผู้สนในเข้ามาลงทุนจำนวนมาก และภาพรวมการแข่งขันดุเดือดมาหลายปี&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/14674</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธุรกิจความงาม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180804/image_big_5b650d43c7936.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>8381</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/05/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/05/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เทรนด์ความงามที่ตอบโจทย์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การเติบโตของธุรกิจความงามในเมืองไทยยังไปได้สวย จะเห็นภาพของการเปิดบริการคลินิกความงาม ร้านเสริมสวย หรือแม้แต่ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวและเมกอัพ ที่มีวางจำหน่ายกันตามท้องตลาดจำนวนมาก แต่ในขณะเดียวกัน ผู้บริโภคก็ต้องเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีความน่าเชื่อถือ และไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพผิวพรรณของตัวเอง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากสถิติของตลาดความงามในประเทศไทย พบว่ามีความน่าสนใจด้วยมูลค่าที่สูงถึง 5.7 หมื่นล้านบาท โดยมีอัตราการเติบโต 3.8% โดยข้อมูลวิจัยชุด &amp;ldquo;ตลาดเครื่องสำอางและความงามไทย&amp;rdquo; ได้สรุปสิ่งที่ผู้ประกอบการควรรู้และนำไปปรับใช้หลายด้าน ทั้งในเรื่องของการเข้าใจถึงพฤติกรรมของผู้บริโภคและความต้องการ ตลอดจนแนวโน้มตลาดว่ามีทิศทางเป็นเช่นไรอีกด้วย หากมีข้อมูลที่ทำให้วางแผนได้ตรงจุด ก็จะสามารถวางกลยุทธ์ทางการตลาดได้อย่างเหมาะสม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ก่อนจะเฉลยว่าควรตีโจทย์การตลาดอย่างไร มาดูกันก่อนว่าตลาดเครื่องสำอางไทยแบ่งออกเป็นกี่กลุ่ม และมีอัตราการเติบโตอย่างไรกันบ้าง สำหรับตลาดความงามในเมืองไทยแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มย่อย ประกอบด้วย 1.กลุ่มผลิตภัณฑ์ดูแลผมและศีรษะ (Hair Care) เติบโตในอัตรา 0.8% 2.กลุ่มผลิตภัณฑ์บอดี้แคร์ (Body Care) เติบโต 3.5% 3.กลุ่มผลิตภัณฑ์ดูแลผิวหน้า (Face Care) โตประมาณ 4.5% และ 4.กลุ่มผลิตภัณฑ์เมกอัพ (Make Up) เติบโต 16%
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อพิจารณาถึงสัดส่วนต่อมูลค่าตลาดรวมของกลุ่มผลิตภัณฑ์เพื่อความงาม จะเห็นว่าสินค้ากลุ่มดูแลผิวหน้า หรือ Face Care เป็นสัดส่วนสูงสุดถึง 40% เมื่อเทียบกับภาพรวมตลาด รองลงมาได้แก่ กลุ่มแฮร์แคร์ กลุ่มเมกอัพ และกลุ่มบอดี้แคร์ ในสัดส่วน 33%, 16% และ 11% ตามลำดับ โดยกลุ่มบอดี้แคร์จะมีสัดส่วนน้อยที่สุด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนผลิตภัณฑ์ที่ช่วยขับเคลื่อนให้ตลาดมีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่องจะอยู่ในกลุ่มเมกอัพ หรือเป็นสินค้าประเภทที่ต้องใช้เป็นประจำ อาทิ ดินสอเขียนคิ้ว รองพื้น และลิปสติก ขณะเดียวกันยังเป็นการเติบโตของยอดขายจากผู้ซื้อปัจจุบัน 74% การขยายตัวของผู้ซื้อรายใหม่คิดเป็น 4% โดยเป็นกลุ่มคนที่อยู่ในเขตตัวเมืองเป็นส่วนใหญ่ โดยการเติบโตนี้เกิดจากปัจจัยของการซื้อที่ตอบสนองด้านอารมณ์ที่สามารถเพิ่มความมั่นใจให้ตนเอง ยิ่งกว่านี้ สินค้ากลุ่มเมกอัพยังมีช่องว่างให้เติบโตไปได้อีกมาก เมื่อเปรียบเทียบกับตลาดความงามอย่างประเทศเกาหลี ที่สามารถเจาะตลาดเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ถึง 85% ในขณะที่ประเทศไทยปัจจุบันอยู่ที่ 48%
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หากมาดูเรื่องของกลุ่มเป้าหมายของตลาดความงามในเมืองไทยเปลี่ยนไปจากอดีตค่อนข้างมาก โดยกลุ่มที่ทำให้ตลาดเติบโตแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มหลัก คือ กลุ่ม Gen Z, กลุ่ม Millennials กลุ่ม Gen X และกลุ่ม Baby Boomer สำหรับกลุ่ม Millennials หรือกลุ่มคนที่มีอายุ 23-39 ปี ที่อยู่ในวัยเริ่มทำงาน จะเป็นกลุ่มหลักที่สัดส่วนถึง 43% ต่อยอดขายโดยภาพรวม ทั้งในแง่ของมูลค่าและปริมาณ โดยที่กลุ่มเป้าหมายวัยรุ่นจะเป็นกลุ่มเป้าหมายสำคัญของตลาดอีกด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับความเห็นจาก &amp;ldquo;อิษณาติ วุฒิธนากุล&amp;rdquo; ผู้อำนวยการด้านพัฒนาธุรกิจ บริษัท กันตาร์ เวิร์ลดพาแนล (ไทยแลนด์) ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า จากการวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภคในผลิตภัณฑ์กลุ่มความงาม แสดงให้เห็นถึงกลยุทธ์สำคัญที่เจาะให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพ จะต้องเป็นกลยุทธ์ที่สามารถผนวกรวมระหว่างโลกของยุคดิจิทัล สังคม และธุรกิจที่เป็นหนึ่งเดียว การนำกลยุทธ์ Micro Influencer มาใช้อย่างถูกต้อง และเข้าถึงพฤติกรรมผู้บริโภคด้านความงามในปัจจุบันอย่างถ่องแท้ ว่ามีความต้องการผลิตภัณฑ์ความงามที่เป็นการป้องกัน หรือประเภท Anti-Aging มากกว่าต้องการการแก้ไข&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ผู้บริโภคปัจจุบันมีความต้องการผลิตภัณฑ์ประเภทสวยเร่งด่วน และต้องการความสะดวกสบาย เป็นสูตรสำเร็จแบบออล-อิน-วัน เน้นผลิตภัณฑ์ที่เป็นธรรมชาติ ไม่ก่อให้เกิดการแพ้ ที่สำคัญที่สุดคือต้องเป็นสินค้าที่มีเรื่องราว มีความเป็นมา และอยู่ในยุคสมัยอีกด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ดี สำหรับผลิตภัณฑ์กลุ่มความงามในประเทศไทยนั้น จากข้อมูลข้างต้นชี้ให้เห็นถึงสถานะและปัจจัยต่อตลาดไทยหลายอย่างที่ยังทำให้มีโอกาสเติบโตไปได้อีกมาก นอกจากนี้ ออนไลน์เป็นช่องทางการตลาดที่สำคัญยิ่งในอนาคต โดยหัวใจสู่ความสำเร็จในการยึดครองตลาดเป้าหมายคือ การแชร์ อัพเกรดและต้องออนไลน์ และการเจาะตลาดเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพนั้น ผู้ประกอบการหรือแบรนด์สินค้าจะต้องพัฒนาสินค้าและหาแคมเปญที่โดนใจควบคู่กันไปด้วย.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/8381</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระจกไร้เงา, ตลาดเครื่องสำอาง, ธุรกิจความงาม, ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวหน้า, ผลิตภัณฑ์บอดี้แคร์, ผลิตภัณฑ์เมกอัพ, รุ่งนภา สารพิน, ร้านเสริมสวย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180114/5a5b68b2a156d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
