<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>73835</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/08/2020 19:24</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/08/2020 19:24</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ธุรกิจค้าทาสของชาวผู้ดี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ตลอดช่วงเวลา 4 ศตวรรษของการขนทาสแอฟริกันลงเรือเดินทางข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกไปยังดินแดนโลกใหม่ของชาวยุโรป อังกฤษเข้าไปร่วมวงไพบูลย์อยู่เกือบ 300 ปี กินส่วนแบ่งจำนวนทาสมากเป็นอันดับ 2 ของโลก เป็นรองเพียงโปรตุเกส ทว่าความมั่งคั่งที่ได้รับมานั้นดูจะเหนือกว่า&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สรุปข้อมูลจากเว็บไซต์ The National Archives หัวข้อ Britain and the Slave Trade และเว็บไซต์ Wikipedia หัวข้อ Slavery in Britainได้ว่า &amp;ldquo;พลเรือเอกเซอร์จอห์น ฮอว์กินส์&amp;rdquo; คือพ่อค้าชาวอังกฤษคนแรกในธุรกิจค้ามนุษย์ที่ว่านี้ โดยได้รับอนุญาตจากควีนเอลิซาเบธที่ 1 อย่างเป็นทางการ ปี 1562 เรือค้าทาสเที่ยวแรกออกจากอังกฤษไปยังเซียร์ราลีโอนในแอฟริกา เขาปล้นเรือของโปรตุเกสชิงเอาทาสมาได้ประมาณ 300 ชีวิต แล้วล่องเรือข้ามแอตแลนติกนำไปแลกกับไข่มุก, หนังสัตว์ และน้ำตาลที่ซานโตโดมิงโก (ปัจจุบันเป็นเมืองหลวงของสาธารณรัฐโดมินิกัน) ขนลงเรือ แล้วนำกลับอังกฤษ ขายทำกำไรได้อย่างงาม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หลังจากนั้นอีก 2 ปี เซอร์จอห์น ฮอว์กินส์ ออกเดินทางอีกครั้ง คนของเขาจับทาสแอฟริกันได้ 400 คน นำไปขายที่ &amp;ldquo;ริโอ เด ลา ฮาจา&amp;rdquo; (ปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของประเทศโคลัมเบีย) ทำกำไรได้ถึง 60 เปอร์เซ็นต์ และในทริปที่ 3 ปี 1565 เขาทั้งซื้อทาสจากแอฟริกาโดยตรงและปล้นเอาจากเรือโปรตุเกสก่อนนำไปขายในแคริบเบียนเช่นเคย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;
แผนผังเรือทาสของอังกฤษ ภาพโดย คริสโตเฟอร์ โจนส์/พิพิธภัณฑ์บริสตอล&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ประมาณกันว่า เซอร์จอห์น ฮอว์กินส์ ได้ขนส่งทาสประมาณ 1,500 คน ตลอดการเดินทาง 4 ครั้งของเขา (บางแหล่งข้อมูลระบุว่า 3 ครั้ง) กระทั่งในปี 1568 การค้าทาสของอังกฤษก็ต้องหยุดชะงักลงไปเมื่อสูญเสียเรือ 5 ลำ จากทั้งหมด 7 ลำ ในการสู้รบกับเรือของสเปน กว่าอังกฤษจะกลับเข้าสู่ธุรกิจนี้อีกครั้งต้องรออีกราว 70 ปี หลังจากได้เวอร์จิเนียในอเมริกาเหนือเป็นอาณานิคม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เซอร์จอห์น ฮอว์กินส์ ได้รับเกียรติจากกองทัพเรืออังกฤษให้เรือรบขนาดใหญ่ใช้ชื่อ HMS Hawkins เรือลำนี้ประจำการระหว่างปี 1919 ถึง 1947 นอกจากนี้โรงพยาบาลในเมืองเคนต์ก็ยังใช้ชื่อ The Hospital of Sir John Hawkins สะพานในเมืองนี้ถูกเรียกตามชื่อของเขา ขณะที่ในบ้านเกิดเมืองพลีมัธมีจัตุรัสชื่อ Sir John Hawkins Square แต่ไม่นานมานี้ทางสภาเมืองพลีมัธมีแผนที่จะเปลี่ยนชื่อ เนื่องจากเกิดการประท้วงหลังเหตุการณ์เสียชีวิตของ &amp;ldquo;จอร์จ ฟลอยด์&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในช่วงการเคลื่อนไหว Black Lives Matter มีการทำลายรูปปั้นและสัญลักษณ์ต่างๆ ที่สร้างขึ้นเพื่อเชิดชูบุคคลที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับระบบการค้าทาสเกิดขึ้นหลายแห่งทั่วโลก โดยเฉพาะในสหรัฐและอังกฤษ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; บทความ Britain was built on the back, and souls, of slave (อังกฤษถูกสร้างขึ้นจากแรงงานและวิญญาณของทาส) เขียนโดย Imran Khan ในเว็บไซต์ข่าว Aljazeera กรณีรูปปั้นของ &amp;ldquo;เอ็ดเวิร์ด โคลสตัน&amp;rdquo; ที่สร้างขึ้นในปี 1895 ถูกลากลงจากฐานและนำไปทิ้งในอ่าวบริสตอล&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โคลสตัน คือราชาค้าทาสแห่งบริษัท Royal African Company (RAC) ในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 17 บริษัทนี้ผูกขาดการค้าทอง, เงิน, งาช้าง และทาสแอฟริกัน ตั้งขึ้นโดยพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 2 และดยุคแห่งยอร์ก โคลสตันไต่ขึ้นไปถึงตำแหน่งรองข้าหลวงใหญ่ (ข้าหลวงใหญ่คือดยุคแห่งยอร์ก ต่อมาคือพระเจ้าเจมส์ที่ 2) จอห์น ล็อก นักปรัชญานามกระเดื่อง ผู้ได้รับการเรียกขานว่าเป็น &amp;ldquo;บิดาแห่งระบอบประชาธิปไตย&amp;rdquo; ก็เป็นหนึ่งในผู้ร่วมลงทุนด้วย (ต่อมาล็อกได้เปลี่ยนจุดยืนในเรื่องการค้าทาส)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทาสผู้ชาย ผู้หญิง และเด็กถูกขนจากแอฟริกามายังบริสตอล เมืองชายฝั่งทางตะวันตกเฉียงใต้ของอังกฤษ แล้วถูกตีตราด้วยโลโก้ RAC ของบริษัท ก่อนส่งต่อไปยังแคริบเบียนและส่วนอื่นของทวีปอเมริกา ทาสเหล่านี้ส่วนมากมาจากไอวอรีโคสต์ จากจำนวนทั้งหมดประมาณ 84,000 คนที่ถูกขนลงเรือ ตายระหว่างการเดินทางไปถึงราว 19,000 คน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ความร่ำรวยจากธุรกิจค้าทาสของโคลสตันได้เปลี่ยนมาเป็นเงินบริจาคจำนวนหนึ่งให้แก่เมืองบริสตอลของเขา ส่วนมากเป็นเงินที่มอบให้กับการศึกษาและโรงพยาบาล ผู้คนในเมืองนี้จึงมอบความรักให้เขาเป็นการตอบแทน นำไปสู่ตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอังกฤษของโคลสตันระหว่างปี 1710 ถึง 1713&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เว็บไซต์ The Abolition Project บทความเรื่อง British Involvement in the Transatlantic Slave Trade ให้ข้อมูลว่า ในยุคต้นๆ ของการค้าทาสแอฟริกันของพ่อค้าทาสชาวอังกฤษนั้นจะขายทาสให้กับอาณานิคมของสเปนและโปรตุเกสเป็นหลัก จากนั้นเมื่ออังกฤษเข้าไปล่าดินแดนในแคริบเบียนและอเมริกาเหนือบ้าง โดยต้องสู้รบกับชาติยุโรปอื่นๆ ไปด้วย พ่อค้าทาสอังกฤษจึงได้ป้อนทาสให้กับอาณานิคมตัวเองนับแต่นั้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จำนวนเรือทาสของอังกฤษระหว่างปี 1562 ถึงปี 1807 มีประมาณ 10,000 เที่ยว ไม่นับเรือทาสที่ออกจากดินแดนอื่นของจักรวรรดิอังกฤษที่มีอีกประมาณ 1,150 เที่ยว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นักประวัติศาสตร์ &amp;ldquo;เดวิด ริชาร์ดสัน&amp;rdquo; ได้คำนวณว่าเรือของอังกฤษน่าจะขนทาสแอฟริกันไปยังอเมริกาประมาณ 3.4 ล้านคน มีเพียงโปรตุเกสเท่านั้นที่ขนทาสไปมากกว่า คือประมาณ 5 ล้านคน โดยที่โปรตุเกสได้เริ่มค้าทาสก่อนและเลิกค้าทาสหลังอังกฤษเกือบ 50 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; มีการบันทึกไว้ว่าทาสแอฟริกันคนแรกขึ้นฝั่งในอาณานิคมอังกฤษคือ เวอร์จิเนีย เมื่อปี 1619 ส่วนบาร์เบโดสคืออาณานิคมแรกในแคริบเบียน ปี 1625 จากนั้นก็ได้ครอบครองจาไมกา ปี 1655&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ความต้องการแรงงานทาสในการผลิตน้ำตาลในบาร์เบโดสและเกาะต่างๆ ใน &amp;ldquo;บริติชเวสต์อินดีส์&amp;rdquo; พุ่งสูงอย่างต่อเนื่อง ในคริสต์ทศวรรษที่ 1660 มีทาสแอฟริกันถูกขนไปในเรืออังกฤษประมาณ 6,700 คนต่อปี กระทั่งในคริสต์ทศวรรษที่ 1760 หรือ 100 ปีต่อมา อังกฤษกลายเป็นชาติที่ยึดเบอร์ 1 ในการค้าทาส นั่นคือทุกๆ ปีที่มีชาวแอฟริกันถูกขนข้ามแอตแลนติกไปยังดินแดนโลกใหม่ปีละประมาณ 80,000 คน อังกฤษมีส่วนแบ่งเกินครึ่ง คืออยู่ที่ราวๆ ปีละ 42,000 คน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; กำไรจากธุรกิจทาสได้มีส่วนช่วยให้การปฏิวัติอุตสาหกรรมในอังกฤษทำได้สำเร็จ และแคริบเบียนก็ได้กลายเป็นศูนย์กลางของจักรวรรดิอังกฤษโพ้นทะเล เกาะไหนที่ปลูกอ้อยผลิตน้ำตาลก็จะเป็นเกาะที่มีมูลค่าสูงมาก เมื่อสิ้นศตวรรษที่ 18 เงินทองจากไร่อ้อยในเวสต์อินดีส์ได้ไหลสู่อังกฤษประเทศแม่ 4 ล้านปอนด์สเตอร์ลิง (มูลค่าเงินขณะนั้น) มากกว่าดินแดนอื่นๆ ในโลกรวมกันที่ได้แค่ 1 ล้านปอนด์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;
ภาพประกอบบทความ Life on board slave ships จาก blackhistorymonth.org.uk&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เจมส์ ฮิวส์ตัน พ่อค้าทาสชาวอังกฤษในคริสต์ศตวรรษที่ 18 เคยบันทึกไว้ว่า &amp;ldquo;ช่างเป็นการค้าที่ทำกำไรและนำความรุ่งโรจน์มาให้มากมายอะไรขนาดนี้ มันคือบานพับที่ทำให้ประตูของการค้าอื่นๆ หมุนเปิดปิดได้&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; รายได้หลักของอังกฤษประมาณ 70 เปอร์เซ็นต์ ระหว่างปี 1750 ถึง 1780 มาจากภาษีสินค้าในอาณานิคมทวีปอเมริกา เงินที่ได้จากการค้าทาสและแรงงานทาสเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ทางเศรษฐกิจของอังกฤษไปตลอดกาล ผู้ที่อยู่ในธุรกิจค้าทาสได้สร้างแมนชั่นหรูเป็นที่อยู่อาศัย ตั้งธนาคาร รวมถึงสามารถบุกเบิกอุตสาหกรรมใหม่ๆ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; บทความนี้ยังระบุไว้ด้วยว่า ใครหรือฝ่ายไหนบ้างที่ได้ประโยชน์จากธุรกิจค้าทาส ซึ่งได้แก่ เจ้าของเรือทาสชาวอังกฤษ ทำกำไรเที่ยวละ 20-50 เปอร์เซ็นต์ โดยที่พวกเขาไม่เคยเดินทางออกจากประเทศอังกฤษ, พ่อค้าทาสที่ซื้อและขายทาสแอฟริกัน, เจ้าของฟาร์มในอาณานิคมผู้ใช้แรงงานทาสในการเพาะปลูกพืช คนเหล่านี้เมื่อเกษียณแล้วมักกลับไปใช้ชีวิตในอังกฤษโดยมีคฤหาสน์หลังโตสร้างไว้รอท่า บางคนก็ใช้เงินที่ได้มาในการกรุยทางสู่การเป็นผู้แทนราษฎร นอกนั้นก็อาจจะลงทุนในธุรกิจใหม่ๆ เป็นส่วนสนับสนุนสำคัญในการปฏิวัติอุตสาหกรรม, ผู้นำของชาวแอฟริกันที่จับชาวแอฟริกันขายให้กับชาวยุโรป, ท่าเรือต่างๆ ในอังกฤษ โดยเฉพาะลอนดอน บริสตอลและลิเวอร์พูล ระหว่างปี 1700 ถึง 1800 ประชากรในเมืองลิเวอร์พูลเพิ่มขึ้นจาก 5,000 คน เป็น 78,000 คน, ธนาคารต่างๆ ที่ได้ค่าธรรมเนียมและดอกเบี้ยจากผู้ที่มาขอกู้เงินทำธุรกิจค้าทาส, คนทั่วไปได้งานทำมากขึ้นในอังกฤษ โรงงานผลิตสินค้าขายหรือนำไปแลกกับทาสแอฟริกันมากขึ้น ในเมืองเบอร์มิงแฮมมีผู้ผลิตปืนถึง 400 เจ้า ขายปืนได้ปีละราว 10,000 กระบอกให้กับพ่อค้าทาส ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; รัฐสภาอังกฤษได้ผ่านกฎหมายยกเลิกการค้าทาสทั่วทั้งจักรวรรดิอังกฤษในปี 1807 โดยที่การใช้แรงงานทาสอย่างถูกกฎหมายนั้นยังมีอยู่ต่อไปจนถึงปี 1833 จึงได้มีพระราชบัญญัติเลิกใช้แรงงานทาสออกมา มีผลบังคับใช้ 1 ปีหลังจากนั้น แต่กว่าการใช้แรงงานทาสจะหมดไปจริงๆ ก็ประมาณปี 1838&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; บทความของ The Guardian เรื่อง The history of British slave ownership has been buried : now its scale can be revealed เมื่อปี 2015 ได้เปิดเผยเอกสาร T71s ของ University College London โครงการ The Legacies of British Slave-ownership&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หลังจากมีพระราชบัญญัติเลิกใช้แรงงานทาสออกมา รัฐบาลอังกฤษได้ตั้งคณะกรรมการจ่ายค่าชดเชยให้กับนายทาสทั้งหลายประมาณ 46,000 คน สำหรับการสูญเสียสมบัติในครั้งนี้ โดยเป็นเงินกู้ก้อนโตมีกำหนดใช้คืนระยะยาว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; คณะกรรมการดังกล่าวได้คำนวณเงินที่ต้องจ่ายให้กับผู้มีแรงงานทาสในครอบครอง แล้วจ่ายเงินออกไปให้นายทาสเป็นจำนวนเงิน 20 ล้านปอนด์ ในปี 1834 คิดเป็น 40 เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี เทียบกับค่าเงินในปัจจุบันจะตกอยู่ที่ประมาณ 17,000 ล้านปอนด์ (ปี 2020 เพิ่มขึ้นเป็น 21,000 ล้านปอนด์ หรือประมาณ 850,000 ล้านบาท ใกล้เคียงกับกรณีจำนำข้าวของไทย) ถือเป็นการจ่ายเงินให้เอกชนมากสุดเป็นประวัติการณ์ของอังกฤษ ไม่นับการช่วยเหลือสถาบันการเงินในวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์เมื่อปี 2009&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เอกสาร T71s บอกไว้หมดว่าใครมีทาสกี่คน ได้รับเงินชดเชยจากภาษีประชาชนเท่าไหร่ คนดังและผู้ยิ่งใหญ่ อาทิ จอห์น แกลดสโตน บิดาของวิลเลียม แกลดสโตน นายกรัฐมนตรีอังกฤษในเวลาต่อมา ได้รับเงินชดเชย 106,769 ปอนด์ เทียบเท่ากับ 80 ล้านปอนด์ในปัจจุบัน สำหรับการสูญเสียทาส 2,508 ราย จึงไม่แปลกใจที่สุนทรพจน์แรกของวิลเลียม แกลดสโตน หลังเข้ารับตำแหน่งคือการกล่าวปกป้องการใช้แรงงานทาส&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ชาร์ลส์ แบลร์ ปู่ทวดของ &amp;ldquo;จอร์จ ออร์เวลล์&amp;rdquo; ยอดนักประพันธ์ ครอบครองทาส 218 ราย ได้รับเงินชดเชย 4,442 ปอนด์ เทียบเท่ากับ 3 ล้านปอนด์ในปัจจุบัน นอกจากออร์เวลล์แล้วยังมีเทือกเถาเหล่ากอผู้มีชื่อเสียงอีกหลายคน เช่น นักเขียนใหญ่ &amp;ldquo;แกรห์ม กรีน&amp;rdquo; กวีดัง &amp;ldquo;เอลิซาเบธ บราวนิง&amp;rdquo; สถาปนิกนาม &amp;ldquo;เซอร์จอร์จ กิลเบิร์ต สก็อต&amp;rdquo; รวมถึงบรรพบุรุษของ &amp;ldquo;เดวิด คาเมรอน&amp;rdquo; อีกหนึ่งอดีตนายกรัฐมนตรีอังกฤษ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; บทความ How Britain is facing up to its secret slavery history ของเว็บไซต์ BBC &amp;nbsp;ระบุว่า ภาษีประชาชนที่นำมาชดเชยให้กับนายทาสทั้งหลายนั้น รัฐบาลเพิ่งจะใช้หนี้หมดเมื่อปี 2015 นี้เอง อีกทั้งแรงงานทาสจำนวน 800,000 คนที่ได้รับการปลดปล่อยตามกฎหมายในครั้งนั้นต้องใช้แรงงานฟรีต่อไปอีก 6 ถึง 12 ปี โดยนายทาสเรียกพวกเขาว่าเป็น&amp;nbsp; &amp;ldquo;ผู้ฝึกงาน&amp;rdquo; เพื่อเป็นข้ออ้างในการทำกำไรต่อเนื่อง ทั้งที่ได้รับเงินชดเชยไปแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จูเลียต โรเมโร อดีตผู้สื่อข่าวบีบีซี มีพ่อแม่เป็นชาวตรินิแดดและบาร์เบโดส ปัจจุบันเป็นนักเขียนบทละคร กล่าวว่า &amp;ldquo;สิ่งที่ทำให้ฉันช็อกมากก็คือผู้หญิงทำงานอย่างฉัน ลูกหลานของแรงงานทาสในอดีตเป็นผู้ที่ต้องจ่ายหนี้ก้อนนี้ให้กับรัฐบาลด้วย&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;&amp;hellip;และผู้ที่ได้รับเงินชดเชยไม่ใช่ทาส แต่กลับเป็นเจ้าของทาส&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โรเมโร เขียนบทละครเรื่อง The Whip ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับการค้าทาส กล่าวอย่างหัวเสียว่า &amp;ldquo;เราต้องสงสัยว่าเราเคยถูกกดขี่ขนาดไหน ต้องถามว่าเหตุใดภาษีของเราต้องนำไปจ่ายให้กับคนที่กดขี่เรา ซึ่งเราไม่เคยทราบ ไม่เคยได้เรียนเรื่องเหล่านี้ในชั้นเรียน&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เพราะฉะนั้นหากมีใครออกมาโวยวายเรื่องการใช้แรงงานลิงเก็บมะพร้าว เราก็สามารถเล่าเรื่องธุรกิจค้าทาสของชาวผู้ดีอังกฤษให้ฟังเป็นการแลกเปลี่ยนได้ครับ.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;////&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/73835</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธุรกิจค้าทาสของชาวผู้ดี, วิฑูรย์ ทิพย์กองลาศ, เบื้องหน้าที่ปรากฎ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191229/image_big_5e088baf5c3e6.jpg       </PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
