<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>105338</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/06/2021 11:10</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/06/2021 11:10</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ค้าปลีกอ่วม สภาพคล่องเหลือไม่ถึง 6 เดือน จำต้องลดจ้างงานมากกว่า 25% </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 มิ.ย. 2564 นายฉัตรชัย ตวงรัตนพันธ์ รองประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย เปิดเผยว่า สมาคมฯได้ทำการสำรวจความเชื่อมั่นผู้ค้าปลีกไทย ในทุกภาคส่วนของทั้งค้าปลีกสินค้าและค้าปลีกบริการซึ่งได้ดำเนินเป็นประจำทุกเดือน โดยครั้งนี้เป็นครั้งที่ 5 ของปี 2564 เป็นการสำรวจทางออนไลน์ระหว่างวันที่ 17-25 พฤษภาคม2564 มีผู้ร่วมตอบแบบสอบถามประกอบด้วยร้านค้าปลีกสินค้าหลากหลายทั่วประเทศ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นผู้ค้าปลีกรวม เดือนพฤษภาคม ปรับลดลงอย่างต่อเนื่องจากเดือนเมษายนและยังอยู่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยกลางที่ระดับ 50 มาก สอดคล้องกับภาวะการค้าปลีกที่แย่ลงตามการแพร่ระบาดโควิด-19 ระลอกสามที่รุนแรงขึ้น สะท้อนถึงความกังวลต่อแผนการกระจายวัคซีนและมาตรการกระตุ้นกำลังซื้อที่ภาครัฐประกาศที่จะอัดฉีดเพิ่มเติมที่ยังไม่ชัดเจน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นรวมในอีก 3 เดือนข้างหน้า ภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 ระลอกสาม เดือนพฤษภาคม 2564 เมื่อเปรียบเทียบกับ การแพร่ระบาดโควิด-19 ระลอกสอง เดือนมกราคม 2564 ปรากฏว่าดัชนีเดือนพฤษภาคม 2564 ลดต่ำกว่า ในเดือนมกราคม 2564 สะท้อนถึงความไม่มั่นใจถึงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ด้วยข้อกังวลถึงความยืดเยื้อของการแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโควิด-19 ระลอกนี้ อาจจะยาวนานกว่าระลอกสองมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการต่อการเติบโตยอดขายสาขาเดิม เดือนพฤษภาคม มีทิศทางที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง สะท้อนได้จากข้อมูลยอดขายสาขาเดิมเดือนพฤษภาคมลดลงมากกว่า 30-50% เมื่อเทียบกับเดือนเมษายนและเดือนมีนาคม ตามลำดับ ซึ่งเป็นการลดลงทั้งยอดซื้อต่อบิล และความถี่ในการจับจ่าย ผู้ประกอบการกังวลถึงกำลังซื้อที่ลดลงและยังไม่ฟื้นตัวดี รวมถึงมาตรการการควบคุมการแพร่ระบาดที่เข้มงวดส่งผลให้ผู้บริโภคระมัดระวังในการไปจับจ่ายที่ร้านค้า
ด้านดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการต่อยอดขายเดิมเมื่อจำแนกตามรายภูมิภาค ปรากฏว่าปรับลดลงต่ำกว่าระดับค่าเฉลี่ยกลางที่ 50 ในทุกภูมิภาค สะท้อนถึงแนวโน้มความต้องการในการใช้จ่ายลดลงโดยเฉพาะภูมิภาคกรุงเทพปริมณฑล ภาคเหนือ และภาคใต้ ที่ลดลงอย่างชัดเจน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกันดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการจำแนกตามประเภทร้านค้าปลีก เปรียบเทียบระหว่างเดือนพฤษภาคมและเดือนเมษายนที่ผ่านมา พบว่า ลดลงอย่างชัดเจนและต่ำกว่าค่าเฉลี่ยกลางที่ระดับ 50 ในทุกประเภทร้านค้าปลีก โดยเฉพาะลดลงอย่างชัดเจนในร้านค้าประเภทสะดวกซื้อและห้างสรรพสินค้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายฉัตรชัย กล่าวว่า ผู้ประกอบการกว่า 29% ระบุว่ายอดการจับจ่ายและการใช้บริการ (Traffic) ลดลงมากกว่า 25 % การบริหารจัดการต้องปรับลดการจ้างงาน หรือปรับลดชั่วโมงการทำงานรวมถึงลดค่าธรรมเนียมการขาย เพื่อพยุงธุรกิจให้อยู่รอด โดยผู้ประกอบการร้อยละ 41 ระบุว่า มีการลดการจ้างงานมากกว่า 25% แล้ว ส่วนอีกร้อยละ 38 บอกว่า จะพยายามคงสภาวะการจ้างงานเดิมแต่คงไม่ได้นาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ผู้ประกอบการ 39% ระบุว่า มีสภาพคล่องเงินทุนหมุนเวียนบริหารจัดการได้ไม่เกิน 6 เดือน ในจำนวนนี้ 8% บอกว่า มีสภาพคล่องเหลือเพียงแค่ 1-3 เดือน ซึ่งมาตรการกระตุ้นการจับจ่าย &amp;ldquo;ยิ่งใช้ยิ่งได้&amp;rdquo; ผู้ประกอบการ 56% คาดหมายว่าอาจจะช่วยให้ยอดขายเพิ่มขึ้น ขณะที่ผู้ประกอบการ38% คาดหมายว่ายอดขายคงเดิมเพราะกลไกการใช้จ่ายซับซ้อน ไม่เอื้ออำนวยให้ผู้บริโภคกลุ่มนี้ที่นิยมจับจ่ายด้วยเครดิตการ์ดได้ใช้เพิ่มเติมจาก G-Wallet&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับข้อเสนอต่อภาครัฐนั่งคงเป็นการเร่งรัดแผนกระจายการฉีดวัคซีนให้ทั่วถึงเพื่อฟื้นความเชื่อมั่นในการจับจ่ายผู้บริโภค รวมถึงมาตรการเยียวยาช่วยจ่ายค่าแรงพนักงาน 50% แก่ร้านค้าที่ได้รับผลกระทบจากการควบคุมการแพร่ระบาดโควิด-19 ตามประกาศภาครัฐ ขณะเดียวกันควรเร่งรัดธนาคารพาณิชย์ประสานงานกับห้างค้าปลีกพิจารณาสินเชื่อ Soft Loan แก่คู่ค้า-ซัพพลายเออร์ระดับ Micro SME ตามโมเดล Sand Box &amp;nbsp;เสนอให้ปรับแต่งกลไกเอื้อให้ผู้ที่ลงทะเบียนใช้สิทธิ &amp;ldquo;ยิ่งใช้ยิ่งได้&amp;rdquo; สามารถใช้เครดิตการ์ดจับจ่ายเพิ่มเติมจาก G-Wallet ทั้งนี้ พฤติกรรมของผู้บริโภคกลุ่มนี้นิยมที่จะจับจ่ายสินค้าด้วยเครดิตการ์ดมากกว่าเงินสด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม สมาคมฯ ขอตอกย้ำและกระตุ้นภาครัฐ ให้ช่วยเหลือผู้ประกอบการค้าปลีกและบริการ เรื่องสภาพคล่องอย่างเร่งด่วนด้วยมาตรการภาษี ลดภาระค่าใช้จ่าย และสนับสนุนให้ธนาคารพาณิชย์พิจารณาสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) แก่ผู้ประกอบการอย่างจริงจังและรวดเร็ว เพราะด้วยสภาพคล่องที่เหลืออยู่ของผู้ประกอบการค้าปลีกจะสามารถดำเนินธุรกิจได้อีกเพียง 6 เดือน รวมทั้งมาตรการการกระตุ้นการบริโภคที่ตรงเป้าเข้าใจพฤติกรรมในการจับจ่ายของผู้บริโภค&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/105338</URL_LINK>
                <HASHTAG>ฉัตรชัย ตวงรัตนพันธ์, ธุรกิจค้าปลีก, ลดการจ้างงาน, สำรวจความเชื่อมั่นผู้ค้าปลีกไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210605/image_big_60baf913d1088.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>90283</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/01/2021 10:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/01/2021 10:02</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ค้าปลีกไทยเซ่นโควิด โอดสูญ 5 แสนล้านบาท! </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19 ม.ค. 2564&amp;nbsp;&amp;nbsp;นายญนน์ โภคทรัพย์ ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย เปิดเผยว่า ธุรกิจค้าปลีกไทยถือเป็นฐานรากสำคัญของระบบเศรษฐกิจทั้งหมดของประเทศ เนื่องจากเป็นระบบที่ครอบคลุมตั้งแต่ ต้นน้ำ กลางน้ำ และ ปลายน้ำ ซึ่งมีผู้ประกอบการในห่วงโซ่ค้าปลีกรวมทั้งหมดในระบบ&amp;nbsp;1.3&amp;nbsp;ล้านราย และมีการสร้างงานโดยตรงกว่า&amp;nbsp;6.2&amp;nbsp;ล้านราย เมื่อค้าปลีกถูกผลกระทบ เนื่องจากสถานการณ์โควิดที่เกิดขึ้น ทำให้ดัชนีค้าปลีกสมาคมผู้ค้าปลีกไทย ปี&amp;nbsp;2563&amp;nbsp;ลดลงจาก ปี&amp;nbsp;2562&amp;nbsp;จาก&amp;nbsp;2.8 %&amp;nbsp;มาเป็นติดลบ&amp;nbsp;12.0 %&amp;nbsp;ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ติดลบถึงสองหลัก จึงทำให้เกิดผลเสียหายในวงกว้าง เกิดอัตราการว่างงานที่เพิ่มขึ้น รายได้ลดลง หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้น เอสเอ็มอีทยอยปิดตัวลง กำลังซื้อหดหาย จึงจำเป็นต้องเร่งเยียวยาในระบบค้าปลีกโดยเร็วที่สุด โดยอยากเสนอ&amp;nbsp;5&amp;nbsp;มาตรการวัคซีนช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจไทย โดยเน้นการเกิดขึ้นได้จริงอย่างต่อเนื่องและทันที&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;ldquo;ในปี&amp;nbsp;2563&amp;nbsp;โควิดได้ส่งผลกระทบ ทำค้าปลีกไทยสูญ&amp;nbsp;5&amp;nbsp;แสนล้านบาท คาดว่าไตรมาส&amp;nbsp;1/2564&amp;nbsp;ดัชนีค้าปลีก ยังคงติดลบราว&amp;nbsp;7-8 %&amp;nbsp;สมาคมผู้ค้าปลีกไทยขอภาครัฐวางมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องและเร่งด่วน เพื่อลดอัตราการว่างงาน และเพิ่มอัตราการจ้างงานใหม่ เสนอภาครัฐทดลอง เพิ่มทางเลือกการจ้างงาน เป็นรายชั่วโมง จัดเก็บภาษีนำเข้า และภาษีมูลค่าเพิ่มตั้งแต่บาทแรกในกลุ่มธุรกิจอีคอมเมิร์ซ และควบคุมในการไม่ขายสินค้าด้วยราคาต่ำกว่าทุน เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบเชิงลบต่อเอสเอ็มอีไทย และระบบค้าปลีกไทยโดยรวม&amp;rdquo;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;สำหรับมาตรการที่อยากเสนอภาครัฐ ก็คงจะเป็นเรื่องของการที่ภาครัฐทดลองเพิ่มทางเลือกสำหรับอัตราค่าจ้างแบบเป็นรายชั่วโมง เพื่อเป็นการลดอัตราการว่างงาน และเพิ่มการจ้างงานใหม่ในภาคค้าปลีกสินค้าและค้าปลีกบริการ โดยการจ้างงานประจำจะยังคงมีอยู่เหมือนเดิม แต่เพิ่มอัตราการจ้างงานแบบเป็นรายชั่วโมง เพื่อเป็นทางเลือก และสอดรับการให้บริการช่วงพีคของวันในแต่ละช่วงให้เกิดประสิทธิภาพการบริการลูกค้าสูงสุด ภาคค้าปลีกสินค้าและค้าปลีกบริการคาดว่าจะสามารถจ้างงานรายชั่วโมงได้ทันทีไม่น้อยกว่า&amp;nbsp;52,000&amp;nbsp;อัตรา และ เพิ่มได้ถึง&amp;nbsp;200,000&amp;nbsp;อัตราในระยะยาว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;ขณะที่ในส่วนของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีให้มีการปล่อยสินเชื่อ (Soft Loan)&amp;nbsp;ผ่านแพลตฟอร์มค้าปลีก รัฐบาลและธนาคารแห่งประเทศไทยได้ร่วมกันออกมาตรการเพื่อเพิ่มสภาพคล่องแก่ผู้ประกอบการและเกษตรกร ทำให้เข้าถึงสินเชื่อที่มีดอกเบี้ยอัตราพิเศษ โดยสมาคมฯ ขอเสนอให้ภาครัฐพิจารณาการให้สินเชื่อพิเศษนี้โดยผ่านแพลตฟอร์มค้าปลีก ซึ่งสามารถเข้าถึงเอสเอ็มอีเกษตรกร ผู้ประกอบการรายย่อยกว่า&amp;nbsp;400,000&amp;nbsp;ราย ได้โดยตรงและอย่างรวดเร็วและเกิดประสิทธิภาพสูงสุด ด้วยแพลตฟอร์มค้าปลีกนี้ ธนาคารจะได้รับการชำระหนี้อย่างตรงเวลาและครบถ้วน เป็นการลดภาระหนี้สูญของธนาคารอีกด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;นายญนน์ กล่าวอีกว่า ภาครัฐต้องเร่งพิจารณาเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีนำเข้ากับสินค้าที่ซื้อขายผ่านอีคอมเมิร์ซที่นำเข้าจากต่างประเทศ จากข้อมูล&amp;nbsp;ETDA&amp;nbsp;มูลค่าตลาด&amp;nbsp;300,000&amp;nbsp;ล้านบาท ถือว่าเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง แต่ยังไม่มีมาตรการควบคุมที่ชัดเจน มีการขายสินค้าในราคาที่ต่ำกว่าทุน ไม่มีมาตรการเรื่องการเก็บภาษีนำเข้า และภาษีมูลค่าเพิ่มตั้งแต่บาทแรก ทำให้เอสเอ็มอีไทยไม่สามารถแข่งขันได้ ซึ่งผู้ประกอบการไทยมีการเสียภาษีนำเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่มเต็มจำนวนตั้งแต่บาทแรก ถือว่าเป็นการแข่งขันทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม และจะสร้างความเสียหายให้กับระบบค้าปลีกไทยในระยะยาว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;ขณะเดียวกันภาครัฐต้องหามาตรการกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ โดยมุ่งไปยังกลุ่มที่มีกำลังซื้อระดับกลางถึงสูงกว่า&amp;nbsp;8&amp;nbsp;ล้านราย เพื่อผันเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจไทย ด้วยมาตรการ ลดภาษีนำเข้าสินค้าไลฟ์สไตล์ ทั้งนี้จากวิกฤตการณ์โควิด-19&amp;nbsp;ที่มีอยู่ในปัจจุบัน ทำให้ไม่สามารถเดินทางท่องเที่ยวระหว่างประเทศได้ กลุ่มคนที่มีกำลังซื้อเหล่านี้ ซึ่งคุ้นเคยกับการเดินทางไปต่างประเทศ และช้อปปิ้งสินค้าปลอดภาษี ยังมีความต้องการที่จะซื้อสินค้าแบรนด์ต่างๆ ทำให้ต้องหาซื้อสินค้าผ่านทาง&amp;nbsp;Cross Borders&amp;nbsp;หรือ&amp;nbsp;Grey Market&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;พร้อมกันนี้ ภาครัฐควรพิจารณาอนุญาตให้ร้านค้าปลีกสมัยใหม่และซูเปอร์มาร์เก็ตเข้าร่วมโครงการ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งจะช่วยอำนวยความสะดวกให้ประชาชนเข้าถึงสินค้าที่หลากหลาย และราคาต่ำได้มากขึ้น จากงานวิจัย พบว่า สินค้าที่ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐซื้อหาเป็นประจำส่วนใหญ่เป็นสินค้าอุปโภคบริโภคไม่กี่ชนิด อาทิ ข้าวสาร น้ำมันพืช น้ำตาล ซึ่งผลิตโดยผู้ผลิตสินค้ารายใหญ่เพียงไม่กี่ราย ทำให้การกระจายรายได้ไปไม่ถึงผู้ผลิตสินค้ารายเล็กอื่นๆ การเปิดให้ร้านค้าปลีกสมัยใหม่และซูเปอร์มาร์เก็ตเข้าร่วมโครงการ ซึ่งนอกจากจะช่วยเหลือประชาชนผู้ใช้บัตรแล้ว ยังเป็นการกระจายรายได้สู่ผู้ผลิตสินค้าในวงกว้างมากขึ้น ทั้งเกษตรกร ชุมชน และผู้ประกอบการเอสเอ็มอี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/90283</URL_LINK>
                <HASHTAG>ค้าปลีก, ธุรกิจค้าปลีก, เสียหาย 5 แสนล้าน, โควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191227/image_big_5e0578fda7df7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>53214</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/12/2019 09:40</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/12/2019 09:40</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ค้าปลีกทรุดยาว ปี63ก็ยังชะลอตัว </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25 ธ.ค. 2562 นายวรวุฒิ อุ่นใจ ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย เปิดเผยว่า ภาพรวมธุรกิจค้าปลีกในปี 2562 ที่ผ่านมา มีสัญญาณการหดตัวขึ้นในทุกหมวดสินค้า ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกับจีดีพีทั้งประเทศ โดยจากการรวบรวมข้อมูลผลประกอบการสมาคมผู้ค้าปลีกไทยคาดว่าอุตสาหกรรมค้าปลีก ในปี 2562 น่ามีการเติบโตเพียง 2.8% ลดลงจากปีที่ผ่านมาที่เติบโต 3.2% ซึ่งการที่การบริโภคภาคค้าปลีกค้าส่งอ่อนแอลงมาตลอด สาเหตุหลักคงมาจากกำลังซื้อกลุ่มผู้บริโภคที่มีรายได้ระดับกลางลงล่าง ที่ต้องอาศัยรายได้จากผลผลิตภาคเกษตร ยังคงมีกำลังซื้อที่อ่อนแออยู่ และรอการกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐผ่านมาตรการต่างๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกันหนี้ครัวเรือนที่ยังไม่มีแนวโน้มลดลง สะท้อนให้เห็นในหมวดสินค้าไม่คงทน &amp;nbsp;ที่เติบโตลดลงอย่างมีนัยยะสำคัญ ขณะที่ผู้บริโภคระดับกลางที่มีรายได้ประจำเริ่มแสดงให้เห็นถึงกำลังซื้อที่อ่อนแอลง ส่งผลให้การเติบโตการบริโภคหมวดสินค้ากึ่งคงทนเติบโตถดถอยลง &amp;nbsp;เช่น เสื้อผ้า เครื่องสำอาง เครื่องหนัง รองเท้า นาฬิกา ซึ่งหมวดนี้เคยมีการเติบโตเฉลี่ยที่ร้อยละ 8-12 ในช่วง 10 ปีผ่านมา แต่กลับเติบโตเพียง 3.2%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับในปี 2563 มองว่ายังปัจจัยลบที่อาจทำให้การบริโภคภาคค้าปลีกไม่เติบโตเท่าที่ควร ได้แก่ 1.ผลกระทบจากการเลิกจ้างและลดการผลิต ปัจจัยภายนอกประเทศ ทั้งสงครามการค้าจีน-สหรัฐ ที่กระทบคู่ค้าตลาดส่งออกทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทย, การถูกสหรัฐตัดสิทธิประโยชน์ GSP สินค้าไทย อุตสาหกรรมผลิตเพื่อการส่งออกได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ 2.ผลจากภัยแล้งปี 2562 คาดว่ากระทบผลผลิตและรายได้ทางการเกษตรลดลง 16% จากปี 2561 สำหรับปี 2563 คาดว่ารายได้ทางการเกษตรจะทรงตัวหรือหดตัวเล็กน้อย ในกรอบ -0.5% ถึง 0.0% &amp;nbsp;3.ผลกระทบจากการปรับค่าแรงขั้นต่ำ การประกาศปรับค่าแรงขั้นต่ำ วันละ 5-6 บาทต่อวัน มีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2564 กระทบโดยตรงต่อการจ้างงานภาคบริการ โดยเฉพาะผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในธุรกิจร้านอาหาร ร้านค้าปลีกค้าส่ง และก่อสร้าง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนข้อ 4.ผลกระทบจากเศรษฐกิจที่ชะลอตัวรอบนี้เป็นวงกว้างและเป็นเวลานาน การชะลอตัวของเศรษฐกิจในรอบนี้ ผลกระทบแตกต่างจากวิกฤตการณ์เศรษฐกิจต้มยำกุ้งปี 2540 อย่างสิ้นเชิง เพราะมีผลต่อชนชั้นกลางและชนชั้นล่างเป็นหลัก ซึ่งมีสัดส่วนราว 70% ของประชากร หนี้ที่เกิดขึ้นเป็นหนี้ครัวเรือน ซึ่งมีผลต่อกำลังซื้อเป็นสำคัญ ทำให้การชะลอตัวของเศรษฐกิจในรอบนี้มีผลกระทบเป็นวงกว้างและต้องใช้เวลานานในการฟื้นฟูกลับมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวรวุฒิ กล่าวอีกว่า ยังพอปัจจัยบวกในการขับเคลื่อนการบริโภคภาคค้าปลีกในปี 2563 ได้แก่ 1.น่าจะเห็นมาตรการกระตุ้นจากนโยบายการคลังออกมาเพิ่มอีก ที่ผ่านมานโยบายการคลังเน้นบรรเทาช่วยกลุ่มที่ได้รับผลกระทบก่อน ส่วนการกระตุ้นเศรษฐกิจจะทำในกลุ่มที่ยังมีกำลังจับจ่าย เพื่อเพิ่มศักยภาพการใช้จ่ายให้กลุ่มคนชั้นกลาง ลูกจ้างประจำ ที่ยังไม่ถูกลดการทำงานเหมือนลูกจ้างชั่วคราว 2. &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;การเร่งรัดการใช้จ่ายงบประมาณประจำปี 2563 คาดว่าน่าจะผ่านการพิจารณาอนุมัติเดือนมกราคม 2563 การเร่งรัดเบิกจ่ายน่าจะเริ่มเห็นผลราวปลายเดือนกุมภาพันธ์หรือต้นเดือนมีนาคม 2564 ซึ่งจะถูกเร่งรัดใช้ให้หมดภายในเดือนกันยายน งบประมาณปี 2563 จึงเป็นงบประมาณที่จะถูกอัดฉีดเข้าไปในระบบภายใน 6 เดือน ซึ่งจะเป็นงบที่มาบรรเทาเศรษฐกิจที่ชะลอตัวระยะสั้นได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ข้อ 3.นโยบายการเงินและนโยบายการคลังที่ยังมีช่องว่างให้สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้ เพราะปัจจุบันหนี้สาธารณะของไทยต่อจีดีพีอยู่ที่ 42% ยังถือว่าต่ำเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ จึงมีโอกาสที่จะใช้เงินกระตุ้นเศรษฐกิจได้ 4.ท่องเที่ยวยังมีแนวโน้มเติบโตจากนักท่องเที่ยวจีน พบว่าช่วง 2 เดือนนี้นักท่องเที่ยวจีนเริ่มกลับมาอย่างชัดเจน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/53214</URL_LINK>
                <HASHTAG>กำลังซื้อ, ชะลอตัว, ธุรกิจค้าปลีก, วรวุฒิ อุ่นใจ, สมาคมผู้ค้าปลีกไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180905/image_big_5b8f448551565.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>42396</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/07/2019 14:48</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/07/2019 14:48</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เซ็นทรัลรีเทล จัดทัพพร้อมยื่นไฟลิ่ง สู้ศึกค้าปลีกยุคใหม่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;31 ก.ค. 62- นายทศ จิราธิวัฒน์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด เปิดเผยว่า หลังจากได้ทำการปรับโครงสร้างเพื่อเตรียมเข้าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยมาเป็นเวลา 3 ปี ขณะนี้กลุ่มเซ็นทรัลอยู่ระหว่างการเตรียมความพร้อมในการยื่นไฟลิ่ง โดยที่ผ่านมาเซ็นทรัลไม่ได้หยุดการพัฒนา ทั้งนวัตกรรมทางด้านค้าปลีกและการขยายธุรกิจในไทย รวมถึงต่างประเทศ ทำให้มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง สามารถสร้างรายได้รวม 240,297 ล้านบาทในปีที่ผ่านมา โดยเมื่อช่วงประมาณ 29 ปีก่อนได้นำกลุ่มธุรกิจโรงแรมเข้าตลาดหลักทรัพยฯ และมูลค่าเพิ่มขึ้น 29 เท่า จากมาร์เก็ตแคป 1,600 ล้านบาท เป็น 46,575 ล้านบาท ขณะที่ธุรกิจศูนย์การค้าของซีพีเอ็นที่อยู่ในตลาดมา 24 ปีก็เพิ่มขึ้น 37.3 เท่า จาก 8,900 ล้านบาท เพิ่มเป็นกว่า 3.3 แสนล้านบาท

นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ประธานกรรมการ บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด เปิดเผยว่า สำหรับปัจจัยที่มองว่าจะสนับการเข้าตลาดฯ คงมีอยู่ด้วยกันหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจมหภาค ซึ่งแม้ว่าจะคาดการณ์กันว่าเศรษฐกิจของไทยและโลกจะค่อนข้างชะลอตัว แต่ธุรกิจของเซ็นทรัลยังมีอยู่ในเวียดนาม ที่กำลังมีการขยายตัวดีทางด้านเศรษฐกิจ รวมถึงอิตาลีที่มีจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นตี่อเนื่อง และธุรกิจในไทยเองก็ยังเติบโตเช่นกัน

ส่วนทางด้านจีดีพีในอีก 5 ปีข้างหน้า ก็ยังมีแนวโน้มขยายตัวที่ดี โดยประชากรหนุ่มสาวที่อยู่ในช่วงทำงานก็มีมากถึง 40% ขณะที่การท่องเที่ยวของไทยในปีที่ผ่านมาก็พบว่ามีนักเดินทางมาเยือนมากถึง 37 ล้านคน และคาดการณ์กันอีกว่าในปี 2566 จะเพิ่มเป็น 52 ล้านคน เนื่องจากประเทศไทยมีจุดหมายปลางทางที่ติดท็อป 20 ของโลก ไม่ว่จะเป็นกรุงเทพฯ ภูเก็ต และพัทยา นับว่าเป็นปัจจัยที่ช่วยหนุนภาพรวมเศรษฐกิจของไทย

นายญนน์ โภคทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด เปิดเผยว่า การนำธุรกิจครอบครัวเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ฯ นับเป็นอีกหนึ่งช่องทางของการสร้างความเชื่อมั่นกับพาร์ทเนอร์ชิพระดับโลก โดยตลอดระยะเวลา 3 ปี ได้ดำเนินการปรับโครงสร้างธุรกิจ เสริมสร้างความแข็งแกร่งของธุรกิจ รวมทั้งการขยายธุรกิจรูปแบบใหม่ จากการมองเห็นโอกาสทางธุรกิจที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงไปของเทคโนโลยี และพฤติกรรมของลูกค้า เพื่อเป็นรากฐานที่แข็งแกร่งให้กับเซ็นทรัล รีเทลในการเตรียมพร้อมเข้าตลาดหลักทรัพย์ ฯ ภายใต้วิสัยทัศน์และพันธกิจที่มุ่งหวังความเป็นเลิศในธุรกิจค้าปลีกที่สร้างความพึงพอใจ และประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าผ่านช่องทางที่หลากหลาย

อย่างไรก็ดี ธุรกิจค้าปลีกครอบคลุม 3 กลุ่มหลัก คือ แฟชั่น ฮาร์ดไลน์ และอาหาร ในหลากหลายรูปแบบ โดยได้ครอบคลุม 51 จังหวัดทั่วประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นห้างสรรพสินค้า ร้านค้า และจุดขายรวมกัน 3,795 แห่ง มีห้างสรรพสินค้า 9 แห่งใน 8 เมืองยุทธศาสตร์ของอิตาลี รวมทั้งมีไฮเปอร์มาร์เก็ต และร้านขายสินค้าเฉพาะทางรวม 125 แห่ง ใน 37 เมืองในเวียดนาม&amp;nbsp;&amp;nbsp;
&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/42396</URL_LINK>
                <HASHTAG>กลุ่มค้าปลีก, กลุ่มเซ็นทรัล, ขายหุ้น, ธุรกิจค้าปลีก, ยื่นไฟลิ่ง, สู่ธุรกิจค้าออนไลน์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190731/image_big_5d4147984cd98.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>16115</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/08/2018 09:13</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/08/2018 09:13</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สถานการณ์ค้าปลีกเมืองไทย  สมรภูมิแสนล้านที่ผู้ประกอบการยังลงทุน   / อีโคโฟกัส</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;สมรภูมิแสนล้านที่ผู้ประกอบการยังลงทุน &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ยังคงเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ผู้ประกอบการต้องคิดหนัก สำหรับเรื่องของกำลังซื้อผู้บริโภคบางกลุ่มที่ยังไม่กระเตื้องสักที เลยทำให้บางแบรนด์ต้องหาลู่ทางเพื่อทำการค้าแบบใหม่ๆ ให้มากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเปิดตัวแบรนด์ใหม่ หรือใช้นวัตกรรมเข้ามาเสริมสินค้าขงตัวเองให้โดดเด่น รวมถึงหาตลาดต่างประเทศ เพื่อเพิ่มโอกาสของธุรกิจและลดความเสี่ยง โดยอุตสาหกรรมค้าปลีกของประเทศไทยที่มีมูลค่านับแสนล้านบาท ก็นับเป็นอีกหนึ่งภาคที่มีความสำคัญ และช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของไทยเช่นเดียวกัน &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การขยายสาขาในธุรกิจค้าปลีกของค่ายต่างๆ ยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง เพราะการเติบโตจากสาขาเดิมอาจไม่มากสักเท่าไหร่ บางรายคงที่บางแห่งเติบโตเพียงตัวเลขหลักเดียว ทำให้เม็ดเงินลงทุนการเปิดสาขาใหม่ยังมีให้เห็นกันอยู่ทุกปี อย่างเมื่อปี 2560 ที่ผ่านมามีร้านค้าปลีกรูปแบบไฮเปอร์มาร์เก็ตและซูเปอร์สโตร์เพิ่มขึ้น 37 แห่งซูเปอร์มาร์เก็ต 47 แห่ง ร้านสะดวกซื้อ 1,104 แห่ง ห้างสรรพสินค้า 4 แห่ง สินค้าตกแต่งซ่อมแซมบ้าน และการก่อสร้าง &amp;nbsp;16 แห่ง เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ 65 แห่ง และสุขภาพและความงามอีก 211 แห่ง หากนับเม็ดเงินการลงทุนจากปี 2558-2560 อยู่ที่ 130,200 ล้านบาท หรือเฉลี่ยปีละประมาณ 43,400 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สรุปและคาดการณ์ค้าปลีกปี 2561&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จริยา จิราธิวัฒน์ ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย กล่าวว่า สถานการณ์ภาพรวมครึ่งปีแรก &amp;nbsp;จากดัชนีสมาคมผู้ค้าปลีกไทยแสดงให้เห็นว่า ยอดค้าปลีกในครึ่งปีแรกค่อนข้างคงที่ในทุกหมวดสินค้า แต่จีดีพีของประเทศมีการเติบโต โดยจีดีพีทั้งประเทศในสิ้นปี 2560เติบโต ร้อยละ 3.9 และไตรมาสแรกของปี 2561 เติบโตถึงร้อยละ 4.9 เป็นผลมาจากการเติบโตของภาคการส่งออกและการใช้จ่ายของภาครัฐ เมื่อไปดูในหมวดการบริโภคเติบโตเพียง 3.2% โดยในปี 2560 เติบโตเล็กน้อยเมื่อเทียบกับปี &amp;nbsp;2559 อย่างไรก็ตามการเติบโตของการบริโภคมีทิศทางเดียวกับดัชนีค้าปลีก ซึ่งเติบโตจาก 3.2% ในปีที่ผ่านมาเป็น 3.3 %ในครึ่งปีแรก 2561 นี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับครึ่งปีแรกภาคค้าปลีกทรงตัวในเกือบทุกหมวดสินค้า ขณะเดียวกันก็ยังเป็นลักษณะกระจุกตัวที่เฉพาะในกรุงเทพและหัวเมืองหลักๆ ของการท่องเที่ยว ส่วนสาขาที่อยู่ในต่างจังหวัด การเติบโตของกำลังซื้อค่อนข้างอ่อนตัว เนื่องจากสัดส่วนสาขาในกรุงเทพฯ และปริมณฑลมีสัดส่วนเพียง 30% สาขาส่วนใหญ่อยู่ในต่างจังหวัดถึง 70% ทำให้ดัชนีในไตรมาสที่สองโดยรวมทรงตัว สะท้อนให้เห็นว่ากำลังซื้อในต่างจังหวัด ยังไม่มากเท่าที่ควร โดยเฉพาะจังหวัดที่รายได้หลักมาจากภาคเกษตรกรรม ประกอบกับปีนี้ฤดูฝนมาก่อนกำหนดฤดูกาล ส่งผลให้ผลผลิตและราคาสินค้าภาคเกษตรครึ่งปีแรกจึงไม่เป็นไปตามเป้าหมาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สถานการณ์ครึ่งหลังของปี 2561 น่าจะยังทรงตัวในไตรมาส 3 และปรับตัวขึ้นไปในไตรมาส 4 ตามวัฎจักรของการจับจ่าย แม้ภาครัฐจะเร่งให้มีการประมูลโครงสร้างพื้นฐานให้ได้ภายในปีนี้ แต่ผลจากการลงทุนนี้จะส่งผลมายังภาคค้าปลีกต้องใช้เวลา 6-8 เดือน หวังไว้ว่านโยบายและงบประมาณที่ไปกระตุ้นเศรษฐกิจน่าจะขยายตัวไปยังจังหวัดรองๆไม่มาเติบโตกระจุกตัวในเมืองใหญ่ อย่างไรก็ตามโดยภาพรวมดัชนีค้าปลีกปี 2561 น่าจะดีกว่า 2560 เล็กน้อย หรือเติบโตน่าจะอยู่ราว 3.3-3.5% แต่ก็ยังน้อยกว่าจีดีพีทั้งประเทศ ที่คาดการณ์ว่าน่าจะเติบโตราว 4.5%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ยักษ์ใหญ่เซ็นทรัลยังขยายต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กลุ่มเซ็นทรัลเตรียมเปิดตัวศูนย์การค้าในช่วงครึ่งปีหลัง โดยมีไฮไลท์อยู่ที่ &amp;ldquo;เซ็นทรัล เฟสติวัล ภูเก็ต เฟส 2&amp;rdquo; &amp;nbsp;ซึ่งเป็นศูนย์การค้าและไลฟ์สไตล์ฮับระดับลักชัวรี่ &amp;nbsp;ตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าไฮเอนด์และนักท่องเที่ยว มาพร้อมไฮไลท์น่าสนใจมากมาย เช่น สวนสนุกไตรภูมิ และ &amp;ldquo;อะควาเรีย&amp;rdquo; อะควาเรียมแห่งใหม่ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย นอกเหนือจากศูนย์การค้ายังมีสินค้าและบริการใหม่ ๆ อาทิ แอปพลิเคชั่น The1 โฉมใหม่ ส่วนธุรกิจอีคอมเมิร์ซ ภายหลังการเซ็นสัญญาร่วมมือกับ JD.com เมื่อปลายปีก่อนเกิดเป็นเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซ JD.co.th ของเจดี เซ็นทรัล (JD Central) ที่ได้ทดลองเปิดตัวไปเมื่อเดือน มิ.ย. 2561 จะมีการเปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่อีกครั้งในไตรมาสที่ 3 โดยลูกค้าจะสามารถเลือกซื้อสินค้าได้กว่า 5 แสนรายการ จาก 4,000 แบรนด์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไฮเปอร์มาร์เก็ตโฉมใหม่ไฉไลกว่าเดิม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การแข่งขันเรื่องของราคาเป็นปกติสำหรับธุรกิจค้าปลีก โดยเฉพาะในกลุ่มของไฮเปอร์มาร์เก็ต ที่มีผู้ลงสังเวียนอยู่ 2 รายใหญ่ในเมืองไทย แต่ในปีนี้ผู้ประกอบการหันมาพัฒนารูปบบของบริการใหม่ๆ ไม่ใช่เพียงแค่แข่งลดราคาสินค้ากันแบบดุเดือดเท่านั้น แต่ยังต้องมีการนำเสนอไฮเปอร์มาร์เก็ตในมุมใหม่ๆ ที่ไม่ใช่เป็นเพียงสถานที่ให้เข้ามาซื้อของ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังจากดำเนินธุรกิจมาเป็นระยเวลา 24 ปี เทสโก้ โลตัสได้เปิดสาขาลำดับที่ 2,000 เป็นที่เรียบร้อย เลือกทำเลบางกรวย &amp;ndash; ไทรน้อย อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี ถือเป็นสาขาที่มีพื้นที่จาหน่ายสินค้าของเทสโก้ โลตัส ขนาดใหญ่ที่สุด ที่เปิดใหม่ในระยะเวลา 4 ปีที่ผ่านมา ตอบสนองความเป็น 4.0 อย่างแท้จริง อาทิ เทคโนโลยีสแกนสินค้า Scan As You Shop จากประเทศอังกฤษ การชาระเงินผ่าน QR code ที่เคาน์เตอร์แคชเชียร์ทุกเคาน์เตอร์ ตอบโจทย์สังคมไร้เงินสด รวมถึงสัญญาณ WiFi ฟรีสาหรับลูกค้าครอบคลุมทุกบริเวณ และมีเลนปั่นจักรยานยาว 1.2 กิโลเมตร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ก่อนหน้า &amp;ldquo;บิ๊กซี&amp;rdquo; ได้ทำการปรับโฉมสาขาราชดำริใหม่ ภายใต้แนวคิด &amp;ldquo;แบ็งคอก ช้อปปิ้ง แลนด์มาร์ค&amp;rdquo; ทำให้มีร้านค้าเปิดใหม่อีก 22 ร้าน รวมเป็น 95 ร้านค้า จากเดิม 73 ร้านค้า โดยสาขาแห่งนี้นับเป็นหนึ่งในสาขาหลักของการสร้างรายได้หรือติดท็อป 5 จากจำนวนสาขาทั้งหมด และยังมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาใช้บริการปีละมากกว่า 4 ล้านคน โดยเฉพาะตลาดจีนและเวียดนามหรือคิดเป็นสัดส่วน 50% ที่เป็นต่างชาติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แนะปรับตัวตามยุคสมัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วรวุฒิ อุ่นใจ ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทยคนใหม่ กล่าวว่า ผู้ประกอบการค้าปลีกจะต้องเริ่มปรับตัวโดยใช้กลยุทธ์การตลาดแบบออมนิชาแนล คือการทำตลาดแบบผสมผสานทั้งออนไลน์และออฟไลน์ ที่ขายสินค้าได้ทุกรูปแบบ เพื่อเตรียมรับมือกับการเข้ามาของร้านค้าออนไลน์อย่างจริงจัง แม้ปัจจุบันหากมองภาพรวมในตลาดค้าปลีกทั้งระบบยังมีมูลค่าสูงถึง 3 ล้านล้านบาท เติบโตปีละ 3-4% ขณะที่ตลาดออนไลน์คาดว่ามีมูลค่าประมาณ 200,000 ล้านบาท เติบโตปีละ 30% นับว่าห่างกันอยู่มาก แต่ด้วยเทคโนโลยีและพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปสู่ออนไลน์อย่างรวดเร็ว ทำให้คาดว่าในอีก 5 ปีข้างหน้าสัดส่วนการขายในตลาดออนไลน์จะคิดเป็น 10% ของตลาดทั้งหมด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หากออนไลน์ยังเติบโตเร็วแบบนี้ อีกไม่นานจะกระทบกับตลาดค้าปลีกอย่างมีนัยยสำคัญ โดยเฉพาะเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไปเร็ว อาทิ การแข่งขันตัดราคาของการขนส่ง ทำให้ต้นทุนการส่งสินค้าถูกลงโดยไม่จำเป็นต้องมีหน้าร้านเองก็ได้ นอกจากนี้ยังเห็นการเข้ามาของผู้เล่นรายใหญ่ของตลาดออนไลน์เพิ่มขึ้นจากปัจจุบันมี อะลีบาบา ,เจดี ดอท คอม และอีกไม่นานยักษ์ใหญ่อย่าง อะเมซอน คงมาแน่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การเข้ามาของเทคโนโลยีได้ทำให้ภาคค้าปลีกถูกพูดถึงกันทุกปี แต่ผู้ประกอบการไทยค่อนข้างมีความแข็งแกร่ง และปรับตัวเองให้สอดรับกับสถานการณ์ได้ทุกช่วงเวลา อย่างในปี 2561 จะเห็นได้ว่าค้าปลีกเต็มไปด้วยนวัตกรรมทางคอนเซ็ปต์ เมีการเปิดตัวสาขาในรูปแบบใหม่ แนวทางการใช้งบทำตลาดเพื่อจัดโปรโมชั่น ก็ต้องมีควบคู่กันไปด้วย เนื่องจากกำลังซื้อผู้บริโภคบางกลุ่มยังอ่อนแรง หลังจากนี้คงต้องจับตาดูว่าค้าปลีกรายใด จะมีการพัฒนาร้านค้าหรือสาขาแบบใหม่ออกสู่ตลาดกันอีก เพราะความเนื้อหอมของค้าปลีกยังชวนให้หลงใหลและน่าลงทุน &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/16115</URL_LINK>
                <HASHTAG>กำลังซื้อ, จริยา จิราธิวัฒน์, ธุรกิจค้าปลีก, วรวุฒิ อุ่นใจ, สถานการณ์ค้าปลีก, สมาคมผู้ค้าปลีกไทย, ห้างสรรพสินค้า, ไฮเปอร์มาร์เก็ต</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180825/image_big_5b80ba042223c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>15025</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/08/2018 07:35</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/08/2018 07:35</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“เอสซีจี”จับมือบุญถาวร ตั้งธุรกิจค้าปลีกแบบใหม่ เน้นออกแบบสินค้าจับกลุ่มตกแต่ง </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เอสซีจี&amp;rdquo; เร่งเครื่องธุรกิจค้าปลีก ร่วมทุน &amp;ldquo;บุญถาวร&amp;rdquo; เปิดร้านรูปแบบใหม่ รับออกแบบสินค้าและบริการเกี่ยวกับบ้าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายรุ่งโรจน์ รังสิโยภาส กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ปูนซิเมนต์ไทย (เอสซีจี) แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) &amp;nbsp;ว่า บริษัทเอสซีจี ดิสทริบิวชั่น จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่บริษัท ถือหุ้นทั้้งหมดได้เข้าทำสัญญาร่วมทุนกับบริษัทบุญถาวรกรุ๊ป จำกัด เพื่อจัดตั้งบริษัทร่วมทุนดำเนินธุรกิจร้านค้าปลีก รับออกแบบสินค้าและบริการเกี่ยวกับบ้าน และที่อยู่อาศัยแบบครบวงจรในประเทศไทย ภายใต้การบริหารจัดการแบบแฟรนไชส์ในการจัดจำหน่ายสินค้า เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่เพิ่มขึ้นโดยเฉพาะด้านการตกแต่งทั้งภายในและภายนอกอาคาร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ บริษัทร่วมทุนดังกล่าว มีทุนจดทะเบียน 380 ล้านบาท โดยมีสัดส่วนการถือหุ้นเอสซีจี ดิสทริบิวชั่น อยู่ที่ 51% และบุญถาวร อยู่ที่ 49% โดยคาดว่าจะเริ่มเปิดดำเนินการได้ในไตรมาสแรก ปี 62 ซึ่งการร่วมทุนนี้จะเสริมสร้างความแข็งแกร่งของบริษัทให้เข้าถึงและครอบคลุมความต้องการของตลาดผู้บริโภคได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;บุญถาวรมีความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ยาวนานในธุรกิจร้านค้าปลีกที่จัดจำหน่ายสินค้าประเภทตกแต่งภายในและภายนอกอาคาร และมียอดขายรวมของกลุ่มธุรกิจปี 60 ประมาณ 12,000 ล้านบาท โดยจะยังคงดำเนินธุรกิจเดิมต่อไปภายหลังการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนใหม่นี้้แล้ว&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายนิธิ ภัทรโชค รองประธานฝ่ายธุรกิจผลิตภัณฑ์ก่อสร้างและจัดจำหน่าย เอสซีจี กล่าวว่า ปัจจุบันมีกลุ่มลูกค้ายุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับการออกแบบที่มีสไตล์ เน้นความสวยงามที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว แต่นักออกแบบและช่างรับเหมาติดตั้งที่มีคุณภาพหาได้ยาก ทำให้บริษัทได้ร่วมทุนกับบุญถาวร เพื่อดำเนินธุรกิจร้านค้าปลีกแบบเฉพาะทาง จัดจำหน่ายสินค้าตกแต่งทั้งภายในภายนอกที่มีดีไซน์ให้เลือกหลากหลาย ตั้งแต่หลังคา ฝาฝ้า กระเบื้อง ห้องน้ำ ห้องครัว พร้อมบริการออกแบบและติดตั้ง โดยนักออกแบบและช่างติดตั้งที่มีคุณภาพ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/15025</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธุรกิจค้าปลีก, บมจ.ปูนซิเมนต์ไทย, บุญถาวร, รุ่งโรจน์ รังสิโยภาส, ออกแบบสินค้าเกี่ยวกับบ้าน, เอสซีจี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180425/image_big_5ae046db4397e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
