<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>100284</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/04/2021 09:27</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/04/2021 09:27</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ข่าวดี บริษัทใหม่เดือนมี.ค.64 ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติศาสตร์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 เมษายน 2564 นายทศพล ทังสุบุตร อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า การจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจใหม่เดือนมี.ค.2564 มีจำนวน 8,841 ราย เพิ่มขึ้น 46% ทำสถิติสูงที่สุดตั้งแต่เริ่มมีการจดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคล หลังจากที่เคยทำสถิติสูงสุดเป็นครั้งแรกในเดือนม.ค.2556 ที่มีจำนวนตั้งใหม่ 8,184 ราย โดยมีทุนจดทะเบียนมูลค่า 19,426.89 ล้านบาท ลดลง 21% และธุรกิจจัดตั้งใหม่สูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ ธุรกิจก่อสร้างอาคารทั่วไป ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจบริการด้านอาหารในภัตตาคาร ร้านอาหาร ส่วนยอดรวมไตรมาสแรก ปี 2564 (ม.ค.-มี.ค.) มีจำนวนตั้งใหม่ 23,389 ราย เพิ่มขึ้น 21% ทุนจดทะเบียน 70,074.93 ล้านบาท ลดลง 1%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับธุรกิจเลิกประกอบกิจการในเดือนมี.ค.2564 มีจำนวน 790 ราย ลดลง 17% มีมูลค่าทุนจดทะเบียนจำนวน 5,550.37 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 23% โดยธุรกิจที่เลิกสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจก่อสร้างอาคารทั่วไป และธุรกิจภัตตาคาร ร้านอาหาร ส่วนยอดรวมเลิกกิจการไตรมาสแรก มีจำนวน 2,478 ราย ลดลง 22% ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มการเลิกกิจการในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา โดยมีมูลค่าทุนจดทะเบียนจำนวน 19,827.65 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 37%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ปัจจัยที่ส่งผลให้มีการจดทะเบียนตั้งบริษัทใหม่เพิ่มขึ้น มาจากสัญญาณเศรษฐกิจมีการฟื้นตัวดีขึ้น ดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจปรับตัวสูงขึ้น ผู้ประกอบการมีความมั่นใจในการลงทุนทำธุรกิจ มีการตั้งธุรกิจใหม่ในส่วนของวิสาหกิจชุมชนเพิ่มขึ้นตามการส่งเสริมของรัฐบาล และธุรกิจที่สอดคล้องกับพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปในช่วงโควิด-19 เช่น ธุรกิจการขายปลีกทางอินเทอร์เน็ต ธุรกิจขายส่งสินค้าสินค้าทางเภสัชภัณฑ์และทางการแพทย์ มีจำนวนเพิ่มขึ้น&amp;rdquo;นายทศพลกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายทศพลกล่าวว่า แนวโน้มการจัดตั้งธุรกิจใหม่ในเดือนต่อๆ ไป ต้องจับตาการกลับมาระบาดของโควิด-19 ตั้งแต่ช่วงต้นเดือนเม.ย.2564 ที่เป็นปัจจัยสำคัญส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจและธุรกิจ และอาจจะส่งผลต่อการจัดตั้งธุรกิจใหม่ได้ แต่เป็นช่วงสั้นๆ เพราะกรมฯ ประเมินว่า ปีนี้การตั้งบริษัทใหม่จะมีการฟื้นตัวดีขึ้น โดยไตรมาสแรก สูงกว่าที่ประเมินไว้ที่ระดับ 19,000-20,000 ราย และไตรมาสที่ 2 มั่นใจว่าจะดีขึ้น และยอดรวมทั้งปี จะเป็นไปตามเป้าหมายที่ได้กำหนดไว้ที่ 64,000-65,000 ราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ปัจจุบันมีธุรกิจดำเนินกิจการอยู่ ณ วันที่ 31 มี.ค.2564 จำนวน 789,851 ราย มูลค่าทุน 19.33 ล้านล้านบาท จำแนกเป็นห้างหุ้นส่วนจำกัด ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล จำนวน 193,374 ราย คิดเป็น 24.48% บริษัทจำกัด จำนวน 595,190 ราย คิดเป็น 75.36% และบริษัทมหาชนจำกัด จำนวน 1,287 ราย คิดเป็น 0.16% ตามลำดับ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/100284</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทศพล ทังสุบุตร, ธุรกิจตั้งใหม่, มี.ค.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210422/image_big_6080decc91008.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>87950</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/12/2020 09:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/12/2020 09:47</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บริษัทตั้งใหม่เดือนพ.ย.วูบ10%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25 ธ.ค. 2563 นางโสรดา เลิศอาภาจิตร์ รองอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า การจดทะเบียนธุรกิจในเดือนพ.ย.2563 มีผู้ประกอบธุรกิจยื่นขอจดทะเบียนจัดตั้งห้างหุ้นส่วนบริษัทใหม่ทั่วประเทศจำนวน 4,479 ราย เมื่อเทียบกับเดือนต.ค.ที่ผ่านมา ลดลง 17% และเทียบเดือนพ.ย.2562 ลดลง 10% มีทุนจดทะเบียนมูลค่า 15,559 ล้านบาท เทียบกับต.ค.2563 ลดลง 64% เทียบกับพ.ย.2562 ลดลง 27% เนื่องจากผู้ประกอบการชะลอการจัดตั้งทำธุรกิจใหม่ เพราะเป็นช่วงปลายปี ไม่ต้องการที่จะทำบัญชีและจัดส่งงบการเงินของปีบัญชี 2563 และคาดว่าการจดทะเบียนตั้งใหม่ในเดือนธ.ค.2563 ที่เหลืออีกเดือนเดียวของปีนี้ ก็จะลดลงเช่นเดียวกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับธุรกิจที่จัดตั้งใหม่สูงสุด 3 อันดับแรกของเดือนพ.ย.2563 ได้แก่ ธุรกิจก่อสร้างอาคารทั่วไป ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และธุรกิจบริการด้านอาหารในภัตตาคารและร้านอาหาร โดยธุรกิจบริการด้านอาหาร ถือว่ากำลังฟื้นตัวต่อเนื่อง จากมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวของรัฐบาล โครงการคนละครึ่ง รวมถึงธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยวที่กำลังฟื้นตัวได้ดี พอมาเจอโควิด-19 ระบาดซ้ำ ก็เกิดการชะงัก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนธุรกิจเลิกกิจการ มีจำนวน 2,457 ราย เทียบกับต.ค.2563 เพิ่มขึ้น 19% และเทียบกับพ.ย.2562 เพิ่มขึ้น 3% มีมูลค่าทุนจดทะเบียนจำนวน 19,442 ล้านบาท เทียบกับต.ค.2563 เพิ่มขึ้น 150% และเทียบกับพ.ย.2562 เพิ่มขึ้น 162% โดยธุรกิจที่เลิกกิจการสูงสุด 3 อันดับแรกสอดคล้องกับธุรกิจที่ตั้งใหม่ เพราะตั้งมากก็เลิกมาก ได้แก่ ก่อสร้างอาคารทั่วไป อสังหาริมทรัพย์ ภัตตาคารและร้านอาหาร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับยอดรวมการจัดตั้งธุรกิจใหม่ในช่วง 11 เดือนปี 2563 (ม.ค.-พ.ย.) มีจำนวน 60,053 ราย ลดลง 12% ทุนจดทะเบียนรวม 207,688 ล้านบาท ลดลง 32% และธุรกิจเลิกกิจการ มีจำนวน 14,907 ราย ลดลง 9% ทุนจดทะเบียน 75,133 ล้านบาท ลดลง 17% โดยคาดว่าทั้งปี 2563 จะมีการจดตั้งธุรกิจใหม่ประมาณ 63,000-64,000 ราย ลดลงจากปี 2562 ที่มีการจดตั้งใหม่รวม 71,485 ราย เพราะปี 2563 ประสบปัญหาการระบาดของโควิด-19 ทำให้ผู้ประกอบการชะลอการทำธุรกิจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ในปี 2564 กรมฯ ได้ตั้งเป้าหมายการตั้งธุรกิจใหม่อยู่ที่ 64,000-66,000 ราย ภายใต้สถานการณ์ปัจจุบันที่ยังไม่มีปัจจัยบวกและลบเพิ่มขึ้นไปกว่านี้ เพราะจริงๆ แล้ว แนวโน้มการจดทะเบียนตั้งใหม่ กำลังมีทิศทางดีขึ้น ตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ แต่พอมาเจอโควิด-19 ระบาดรอบนี้ ก็ต้องรอดูสถานการณ์ก่อนว่าจะเป็นอย่างไร แต่เชื่อว่ารัฐบาลจะดูแลได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ล่าสุดมีธุรกิจดำเนินกิจการอยู่ทั้งสิ้น (ณ วันที่ 30 พ.ย.2563) มีจำนวน 772,068 ราย มูลค่าทุน 18.67 ล้านล้านบาท แยกเป็นห้างหุ้นส่วนจำกัด ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล จำนวน 187,811 ราย คิดเป็น 24.33% บริษัทจำกัด จำนวน 582,979 ราย คิดเป็น 75.51% และบริษัทมหาชนจำกัด จำนวน 1,278 ราย คิดเป็น 0.16% ตามลำดับ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/87950</URL_LINK>
                <HASHTAG>การจดทะเบียนธุรกิจในเดือนพ.ย.2563, ธุรกิจตั้งใหม่, อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า, โสรดา เลิศอาภาจิตร์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190828/image_big_5d65df0647ac2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>81945</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/10/2020 15:45</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/10/2020 15:45</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ยอดบริษัทตั้งใหม่เดือนก.ย.63ลดวูบ19% </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;27 ต.ค. 2563 นายทศพล ทังสุบุตร อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า การจดทะเบียนธุรกิจในเดือนก.ย.2563 มีผู้ประกอบธุรกิจยื่นขอจดทะเบียนจัดตั้งห้างหุ้นส่วนบริษัทใหม่ทั่วประเทศจำนวน 5,636 ราย เมื่อเทียบกับเดือนส.ค.ที่ผ่านมา เพิ่มขึ้น 2% และเทียบเดือนก.ย.2562 ลดลง 19% โดยมีทุนจดทะเบียนมูลค่า 12,782 ล้านบาท เทียบกับส.ค.2563 ลดลง 11% เทียบกับก.ย.2562 ลดลง 55% เนื่องจากผู้ประกอบการยังกังวลสถานการณ์โควิด-19 ทำให้การจดตั้งบริษัทใหม่ลดลง แต่แนวโน้มเริ่มดีขึ้น ตามมาตรการของรัฐบาลที่ออกมากระตุ้นการท่องเที่ยว กระตุ้นการบริโภค และเร่งรัดการลงทุน ทำให้ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องมีการจัดตั้งใหม่เพิ่มขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เดือนก.ย.2563 มีธุรกิจที่น่าจับตา ก็คือ ภัตตาคารและร้านอาหาร มีการตั้งใหม่เพิ่มขึ้น จนกลับมาติดอันดับ 3 ของธุรกิจตั้งใหม่สูงสุด โดยก่อสร้างอาคารทั่วไปยังคงเป็นอันดับ 1 อสังหาริมทรัพย์อันดับ 2 เพราะได้รับผลดีจากมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวของรัฐบาล คนมีการเดินทางท่องเที่ยวในประเทศเพิ่มขึ้น ทำให้ภัตตาคารและร้านอาหาร กลับมาฟื้นตัว หลังจากที่ตกอันดับ 3 ไปตั้งแต่เดือนเม.ย.2563 และยังมีธุรกิจทำความสะอาดและธุรกิจเกี่ยวกับสุขภาพ ที่มีแนวโน้มดี มีการจดตั้งใหม่เพิ่มขึ้นด้วย&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนธุรกิจเลิกกิจการ มีจำนวน 1,568 ราย เทียบกับส.ค.2563 เพิ่มขึ้น 17% และเทียบกับก.ย.2562 ลดลง 19% มีมูลค่าทุนจดทะเบียนจำนวน 8,480 ล้านบาท เทียบกับส.ค.2563 เพิ่มขึ้น 57% และเทียบกับก.ย.2562 ลดลง 45% โดยธุรกิจที่เลิกกิจการสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ ก่อสร้างอาคารทั่วไป อสังหาริมทรัพย์ ภัตตาคารและร้านอาหาร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับยอดรวมการจัดตั้งธุรกิจใหม่ในช่วง 9 เดือนปี 2563 (ม.ค.-ก.ย.) มีจำนวน 50,178 ราย ลดลง 13% ทุนจดทะเบียนรวม 148,383 ล้านบาท ลดลง 20% และธุรกิจเลิกกิจการ มีจำนวน 10,393 ราย ลดลง 13% ทุนจดทะเบียน 47,903 ล้านบาท ลดลง 36% โดยคาดว่าปี 2563 ทั้งปี จะมีการจดตั้งธุรกิจใหม่ประมาณ 60,000-64,000 ราย ลดลงจากปี 2562 ที่มีการจดตั้งใหม่รวม 72,000 ราย เพราะได้รับผลกระทบจากโควิด-19 มีการล็อกดาวน์ คนชะลอการทำธุรกิจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ล่าสุดมีธุรกิจดำเนินกิจการอยู่ทั้งสิ้น (ณ วันที่ 31 ก.ย.2563) มีจำนวน 774,012 ราย มูลค่าทุน 18.62 ล้านล้านบาท แยกเป็นห้างหุ้นส่วนจำกัด ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล จำนวน 187,912 ราย คิดเป็น 24.28% บริษัทจำกัด จำนวน 584,818 ราย คิดเป็น 75.55% และบริษัทมหาชนจำกัด จำนวน 1,282 ราย คิดเป็น 0.17% ตามลำดับ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/81945</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทศพล ทังสุบุตร, ธุรกิจตั้งใหม่, อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180313/image_big_5aa7931172093.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>75608</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/08/2020 15:59</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/08/2020 15:59</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ธุรกิจตั้งใหม่เดือน ก.ค.63 ลดลง 12%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
26 ส.ค. 2563 นางโสรดา เลิศอาภาจิตร์ รองอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า การจดทะเบียนธุรกิจในเดือนก.ค.2563 มีผู้ประกอบธุรกิจยื่นขอจดทะเบียนจัดตั้งห้างหุ้นส่วนบริษัทใหม่ทั่วประเทศจำนวน 5,667 ราย เมื่อเทียบกับเดือนมิ.ย.ที่ผ่านมา ลดลง 1% และเทียบเดือนก.ค.2562 ลดลง 12% เนื่องจากคนยังกังวลสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้ชะลอการทำธุรกิจใหม่ แต่ถือว่าทิศทางเริ่มดีขึ้นจากการระบาดในช่วงแรกๆ และมีแนวโน้มที่จะดีขึ้นต่อเนื่อง โดยการตั้งธุรกิจใหม่มีมูลค่าทุนจดทะเบียนจำนวน 16,714 ล้านบาท เมื่อเทียบกับมิ.ย.2563 เพิ่มขึ้น 13% เทียบกับก.ค.2562 ลดลง 27% ธุรกิจจัดตั้งใหม่สูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ ธุรกิจก่อสร้างอาคารทั่วไป รองลงมา คือ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และธุรกิจขนส่งและขนถ่ายสินค้า รวมถึงคนโดยสาร &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ การจัดตั้งธุรกิจใหม่อันดับ 1 และ 2 ยังคงเหมือนกับการจดตั้งธุรกิจใหม่ในเดือนก่อนหน้านี้ แต่อันดับ 3 เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงมาตั้งแต่เดือนพ.ค.2563 จากปกติจะเป็นธุรกิจภัตตาคารและร้านอาหาร เปลี่ยนมาเป็นธุรกิจที่เกี่ยวกับการขนส่ง ที่เติบโตขึ้นจากมาตรการล็อกดาวน์ และวิถีชีวิตของคนที่เปลี่ยนไปหันไปใช้ช่องทางออนไลน์ในการซื้อสินค้าและอาหารมากขึ้น ทำให้มีการจดตั้งบริษัทใหม่เพิ่มขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนธุรกิจภัตตาคารและร้านอาหาร ที่มีการจดตั้งใหม่ลดลง เพราะได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวของภาคการท่องเที่ยว ที่เกิดขึ้นจากการล็อกดาวน์ และไม่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามา แต่คาดว่าทิศทางน่าจะดีขึ้น หลังจากที่รัฐบาลได้เร่งกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศ และส่งเสริมให้หน่วยงานรัฐจัดกิจกรรมอบรม สัมมนาในต่างจังหวัด ซึ่งจะช่วยให้ธุรกิจฟื้นตัว &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับธุรกิจเลิกกิจการ มีจำนวน 1,261 ราย เทียบกับมิ.ย.2563 ลดลง 6% และเทียบกับก.ค.2562 ลดลง 21% มีมูลค่าทุนจดทะเบียนจำนวน 7,668 ล้านบาท เทียบกับมิ.ย.2563 ลดลง 49% และเทียบกับก.ค.2562 ลดลง 7% โดยธุรกิจที่เลิกกิจการสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ ธุรกิจก่อสร้างอาคารทั่วไป ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ภัตตาคารและร้านอาหาร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ยอดรวมการจัดตั้งธุรกิจใหม่ในช่วง 7 เดือนปี 2563 (ม.ค.-ก.ค.) มีจำนวน 39,004 ราย ลดลง 13% ทุนจดทะเบียนรวม 121,285 ล้านบาท ลดลง 14% และธุรกิจเลิกกิจการ มีจำนวน 7,488 ราย ลดลง 9% ทุนจดทะเบียน 34,015 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11% โดยคาดว่าปี 2563 ทั้งปี จะมีการจดตั้งธุรกิจใหม่ประมาณ 65,000-70,000 ราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ล่าสุดมีธุรกิจดำเนินกิจการอยู่ทั้งสิ้น (ณ วันที่ 31 ก.ค.2563) มีจำนวน 768,874 ราย มูลค่าทุน 18.53 ล้านล้านบาท แยกเป็นห้างหุ้นส่วนจำกัด ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล จำนวน 187,265 ราย คิดเป็น 24.35% บริษัทจำกัด จำนวน 580,332 ราย คิดเป็น 75.48% และบริษัทมหาชนจำกัด จำนวน 1,277 ราย คิดเป็น 0.17% ตามลำดับ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/75608</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงพาณิชย์, ธุรกิจตั้งใหม่, โสรดา เลิศอาภาจิตร์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190828/image_big_5d65df0647ac2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>24923</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/12/2018 09:37</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/12/2018 09:37</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ธุรกิจตั้งใหม่ในพื้นที่อีอีซี 11 เดือน เพิ่ม 6.75%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;พาณิชย์&amp;quot;เผยธุรกิจตั้งใหม่ในพื้นที่อีอีซี 11 เดือน 6,645 ราย เพิ่ม 6.75% อสังหาริมทรัพย์ยังมาแรง ตามด้วยก่อสร้างอาคาร ภัตตาคารและร้านอาหาร ด้านหอการค้าไทยคาดเศรษฐกิจภาคตะวันออกปี 62 จะคึกคักอีกมาก ดันจีดีพีเพิ่มขึ้นอีก 1% หรือ 1.5 แสนล้านบาท จากการลงทุนภาครัฐ เอกชน ท่องเที่ยวขยายตัว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า สถิติการจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ประกอบด้วย จังหวัดฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง ช่วง 11 เดือนของปี 2561 (ม.ค.-พ.ย.) มีจำนวน 6,645 ราย เพิ่มขึ้น 6.75% มีทุนจดทะเบียนจัดตั้ง 1.83 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.14% โดยประเภทธุรกิจที่จัดตั้งใหม่สูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ อสังหาริมทรัพย์ 1,193 ราย ก่อสร้างอาคารทั่วไป 549 ราย และภัตตาคารและร้านอาหาร 283 ราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ส่งผลให้นิติบุคคลคงอยู่ในพื้นที่อีอีซีในปัจจุบัน มีจำนวน 6.67 หมื่นราย ทุนจดทะเบียน 1.83 ล้านล้านบาท แบ่งเป็นพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทรา 5,200 ราย ทุนจดทะเบียน 1.74 แสนล้านบาท ชลบุรี 4.89 หมื่นราย ทุนจดทะเบียน 1.07 ล้านล้านบาท และระยอง 1.26 หมื่นราย ทุนจดทะเบียน 5.80 แสนล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่ประกอบธุรกิจบริการ คิดเป็นสัดส่วน 60.38% และเป็นธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) คิดเป็นสัดส่วน 98.10%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการลงทุนของต่างชาติในนามนิติบุคคลไทยในพื้นที่อีอีซี (ถือหุ้นไม่เกิน 49.99%) มีมูลค่าทั้งสิ้น 6.89 แสนล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 37.63% ของมูลค่าทุนทั้งหมด โดยชาวต่างชาติที่มาลงทุนในนามนิติบุคคลไทย 5 อันดับแรก ได้แก่ ญี่ปุ่น มูลค่า 3.56 แสนล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 51.71% สิงคโปร์ 5.66 หมื่นล้านบาท สัดส่วน 8.22% จีน 4.65 หมื่นล้านบาท สัดส่วน 6.74% สหรัฐฯ 2.79 หมื่นล้านบาท สัดส่วน 4.06% เกาหลีใต้ 2.04 หมื่นล้านบาท สัดส่วน 2.96% และอื่นๆ 1.81 แสนล้านบาท สัดส่วน 26.31%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนสัดส่วนการลงทุนของต่างชาติในนิติบุคคลไทย แบ่งตามจังหวัด มีการลงทุนในจังหวัดระยองสูงสุด 3.81 แสนล้านบาท สัดส่วน 55.33% ชลบุรี 2.38 แสนล้านบาท สัดส่วน 34.62% และฉะเชิงเทรา 5.93 หมื่นล้านบาท สัดส่วน 10.05% &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายปรัชญา สมะลาภา ประธานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจพื้นที่ภาคตะวันออก หอการค้าไทย กล่าวว่า ปี 2562 คาดว่าเศรษฐกิจภาคตะวันออก (จีดีพีภาคตะวันออก) จะขยายตัวเพิ่มขึ้นอีก 1% หรือจีดีพีเพิ่มขึ้นประมาณ 1.5 แสนล้านบาท เนื่องจากได้รับผลดีจากการลงทุนของภาครัฐและเอกชนในพื้นที่อีอีซี ทั้งโครงการท่าเรือแหลมฉบับ รถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน และความชัดเจนในการปรับผังเมืองใหม่ของภาคตะวันออก รวมถึงภาคการท่องเที่ยวที่คาดว่านักท่องเที่ยวจะมาคึกคักในปีหน้า จากมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวของรัฐบาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;เศรษฐกิจภาคตะวันออกในปีหน้าจะคึกคักมาก จากการลงทุนทั้งภาครัฐและเอกชน รวมถึงต่างชาติ หลังจากที่รัฐบาลส่งเสริมให้เข้ามาลงทุนในอีอีซี และนอกจากรายได้จากการลงทุนในโครงการขนาดใหญ่แล้ว เศรษฐกิจภาคตะวันออกยังมีรายได้จากการท่องเที่ยวที่คาดว่าจะฟื้นตัว รวมถึงการค้าชายแดน แต่ก็มีสิ่งที่น่ากังวล คือ การพัฒนาคนเพื่อตอบรับกับการลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ในพื้นที่อีอีซีที่เอกชนยังต้องการการสนับสนุนจากภาครัฐ&amp;quot;นายปรัชญา กล่าว
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/24923</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธุรกิจตั้งใหม่, วุฒิไกร ลีวีระพันธุ์, อสังหาริมทรัพย์ยังมาแรง, อีอีซี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181019/image_big_5bc9fe41d7b8f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
