<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>46130</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/09/2019 14:13</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/09/2019 14:10</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ธพ.จับมือกับภาคีเครือข่ายดำเนินงานตามกฎหมายควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง ตามมาตรฐานสากลด้วยหลักธรรมาภิบาล</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;กรมธุรกิจพลังงาน (ธพ.) ร่วมลงนามข้อตกลงความร่วมมือในการดำเนินงานด้วยความโปร่งใส ระหว่างกรมธุรกิจพลังงานกับผู้ทดสอบและตรวจสอบ ผู้ฝึกอบรม และวิศวกรออกแบบตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อสร้างความตระหนักรู้ในบทบาทและหน้าที่ตามหลักธรรมาภิบาลของแต่ละภาคส่วนได้ถูกต้องตรงตามมาตรฐานสากล&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:6.0pt; text-align:justify&quot;&gt;นางสาวนันธิกา ทังสุพานิช&amp;nbsp; อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน เปิดเผยว่า การร่วมลงนามข้อตกลงในวันนี้เป็นความร่วมมือกันของกรมธุรกิจพลังงานกับภาคีเครือข่ายตามนโยบายภารกิจของกรมฯ ที่จะกำกับดูแลกิจการพลังงานในการควบคุมคุณภาพให้ได้มาตรฐาน มีความปลอดภัย มีความมั่นคง และก่อผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้น้อยที่สุด โดยให้เป็นไปตามกฎหมาย และระเบียบที่เกี่ยวข้องว่าด้วยการควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:6.0pt; text-align:justify&quot;&gt;นางสาวนันธิกา ยังกล่าวเสริมอีกว่า กฎหมายว่าด้วยการควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง ตลอดจนกฎหมายและกฎระเบียบต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ว่าด้วยการบัญญัติให้มีการกำหนดคุณสมบัติและการฝึกอบรมผู้ปฏิบัติงานเกี่ยวกับการควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง วิธีการปฏิบัติงาน และการจัดให้มีและบำรุงรักษาอุปกรณ์เครื่องมือที่ใช้งาน เพื่อประโยชน์ในการดำเนินการเก็บรักษา การขนส่ง การใช้ การจำหน่าย การแบ่งบรรจุน้ำมันเชื้อเพลิง และการควบคุมอื่นใดเกี่ยวกับน้ำมันเชื้อเพลิง การกำหนดที่ตั้ง แผนผัง รูปแบบ ลักษณะของสถานที่เก็บรักษาน้ำมันเชื้อเพลิง สถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิง คลังน้ำมันเชื้อเพลิง และการบำรุงรักษาสถานที่ดังกล่าว การกำหนดลักษณะของถังหรือภาชนะที่ใช้ในการบรรจุหรือขนส่ง และการบำรุงรักษาถังหรือภาชนะดังกล่าว การรับฟังความคิดเห็นของประชาชนตามความเหมาะสมแก่กิจการในการดำเนินกิจการ หรืออนุญาตให้ดำเนินกิจการ รวมทั้งการกำหนดการอื่นใดเพื่อประโยชน์แก่การป้องกันหรือระงับเหตุเดือดร้อนรำคาญ หรือความเสียหาย หรืออันตรายที่จะมีผลกระทบต่อบุคคล สัตว์ พืช ทรัพย์หรือสิ่งแวดล้อม ตลอดจนความสอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและสังคม จำเป็นต้องได้รับการทดสอบ ตรวจสอบ และฝึกอบรมจากผู้ทดสอบ ตรวจสอบ และผู้ฝึกอบรมที่มีคุณภาพ และมีมาตรฐาน เพื่อให้เป็นไปด้วยความโปร่งใสและมีประสิทธิภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:6.0pt; text-align:justify&quot;&gt;ทั้งนี้ภาคีเครือข่ายดังกล่าว ได้แก่ ผู้ดำเนินกิจการให้บริการทางวิชาการด้านวิศวกรรมเกี่ยวกับการทดสอบและตรวจสอบ ผู้ฝึกอบรม ตลอดจนผู้ปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง จะต้องได้รับการพิจารณาคุณสมบัติและมีหนังสือรับรองจากกรมธุรกิจพลังงาน เพื่อประโยชน์ในการกำกับดูแลการปฏิบัติการทดสอบและตรวจสอบให้เป็นไปโดยถูกต้อง และมีประสิทธิภาพ เปรียบเสมือนหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ในการขับเคลื่อนการดำเนินงานให้บรรลุวิสัยทัศน์ของกรมธุรกิจพลังงานในเรื่อง &amp;ldquo;การกำกับดูแลธุรกิจพลังงานตามมาตรฐานสากล โดยหลักธรรมาภิบาล&amp;rdquo; &lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;center&quot; style=&quot;margin-right:9.55pt; text-align:center&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:9.55pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/46130</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธุรกิจพลังงาน, นันธิกา ทังสุพานิช, น้ำมันเชื้อเพลิง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190919/image_big_5d832a3f78234.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>13778</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/07/2018 16:15</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/07/2018 16:15</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> หึ่ง!จับตาโละบอร์ดกกพ. เอื้อเอกชนยักษ์พลังงาน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
จับตา รัฐบาลสั่งโละ กรรมการกกพ.ทิ้งหลังไม่อนุมัติใบอนุญาตนำเข้า LNG ยักษ์ใหญ่ด้านพลังงาน &amp;nbsp;ด้าน &amp;nbsp;&amp;quot; วิษณุ &amp;quot; แจงการปรับเปลี่ยนเป็นไปตามกฎหมายกำหนดครบ 3 ปี ต้องปรับเปลี่ยนคณะกรรมการอย่างน้อยครึ่งหนึ่ง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21ก.ค. 61 - รายงานข่าวจากกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า &amp;nbsp;ขณะนี้มีความเคลื่อนไหวในการปรับเปลี่ยนตัวคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน &amp;nbsp;(กกพ.) หลังจากที่นายไกรสีห์ กรรณสูต แสดงความจำนงยื่นใบลาออกจาก &amp;nbsp;กกพ. เนื่องจากอายุครบ 70 ปี &amp;nbsp;โดยรองนายกรัฐมนตรี นายวิษณุ เครืองาม ได้ประชุมกกพ.และแจ้งให้ทราบถึงนโยบายในการปรับเปลี่ยนครั้งนี้ ว่า เพื่อให้เป็นไปตามกฎหมายที่กกพ.กำหนด ว่า เมื่อครบ 3 ปี จะต้องปรับเปลี่ยนคณะกรรมการอย่างน้อยครึ่งหนึ่ง อีกทั้งใกล้ที่จะมีการเลือกตั้งแล้ว &amp;nbsp;รัฐบาลจึงต้องการให้ดำเนินการให้เสร็จสิ้นเรียบร้อยตามกระบวนการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้นายวิษณุ มิได้ระบุว่า ให้กกพ.จำนวน 6 คนที่เหลือดำเนินการอย่างไรในการคัดออก เพื่อสรรหาคนชุดใหม่เข้ามา แต่มีรายงานข่าวระบุว่า ความเคลื่อนไหวในครํ้งนี้เกี่ยวข้องกับวงการธุรกิจพลังงาน โยงใยผลประโยชน์ของเอกชนบางราย เพราะก่อนหน้านี้ กกพ.ไม่ยอมอนุมัติคำขอใบอนุญาตเป็นผุ้มีสิทธินำเข้า LNG มาขายในประเทศให้แก่บริษัทที่ประกอบธุรกิจพลังงานรายหนึ่ง ซึ่งความสนิทสนมกับผู้มีอำนาจในรัฐบาลเป็นพิเศษ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;คณะกรรมการชุดนี้เดิมมี 7 คน แต่กรรมการคนหนึ่งอายุครบ 70 ปีแล้ว จึงพ้นตำแหน่งไปตามกฎหมาย คงเหลืออยู่ 6 คน หากกรรมการลาออกอีก 3 คน ก็จะมีตำแหน่งว่างเป็น 4 คน (รวมกับคนที่ออกไปแล้วเพราะอายุครบ 70ปี) เปิดโอกาสให้รัฐบาลสามารถคัดสรรคนที่รัฐบาลพอใจเข้ามาเป็นกรรมการได้ถึง 4 คน ซึ่งจะเป็นเสียงส่วนใหญ่มากกว่า 3 คนที่เหลืออยู่ แล้วหลังจากนั้นก็จะสามารถอนุมัติเรื่องต่างๆ ได้ ตามความพอใจของผู้มีอำนาจในนรัฐบาล&amp;quot; แหล่งข่าวกล่าวและว่า หากรัฐบาลต้องการทำตามระเบียบเดิม ในการปรับเปลี่ยนคณะกรรมการเมื่ออยู่ครบ 3 ปี ทำไมจึงไม่ดำเนินการตั้งแต่ปี 2560 แต่มาดำเนินการในตอนนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับเหตุผลที่ทำให้เกิดปัญหาถึงขั้นต้องโละกกพ.อันเกี่ยวกับการไม่อนุมัติใบอนุญาตนำเข้า LNG ให้แก่บริษัทเอกชนนั้น &amp;nbsp;แหล่งข่าวเปิดเผยว่า เนื่องจากคำขอใบอนุญาตนั้นผิดหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้อย่างสิ้นเชิง ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ ที่ผู้ขอรับใบอนุญาตนำเข้า LNG ต้องระบุได้แน่ชัดว่าจะนำเข้า LNG มาป้อนโรงงานใด หรือขายให้แก่ตลาดใด แต่บริษัทผู้ขอรับใบอนุญาตรายนี้ไม่สามารถระบุตลาดได้ นอกจากระบุว่า ตนกำลังสร้างโรงงานผลิตกระแสไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติขึ้น 2 โรง แต่ในข้อเท็จจริงนั้น โรงไฟฟ้า 2 โรงนี้เป็นโรงที่ทางราชการเปิดประมูลให้มีการสร้างโรงไฟฟ้าขึ้น เพื่อใช้ LNG ของปตท.เป็นวัตถุดิบอย่างเต็มกำลังผลิต ในเมื่อเงื่อนไขการสร้างโรงงานไฟฟ้าเดิม ด้วยเหตุผลดังกล่าวกกพ.จึงไม่สามารถอนุมัติใบอนุญาตนำเข้า LNG ที่บริษัทฯ ขอมาได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;quot;กกพ.ได้ทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา และรักษาสิทธิประโยชน์ของชาติไว้ สร้างความไม่พอใจแก่นักธุรกิจที่เป็นเจ้าของบริษัทดังกล่วา จึงอาศัยความสนิทสนมปั่นหัวผู้มีอำนาจในรัฐบาลด้วยเหตุผลร้อยแปด จนนำมาซึ่งยุทธศาสตร์เปลี่ยนตัวคณะกรรมการครั้งนี้ ซึ่งเป็นการกระทำที่น่าอดสูยิ่ง&amp;quot; แหล่งข่าวย้ำ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/13778</URL_LINK>
                <HASHTAG>กกพ., คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน, ธุรกิจพลังงาน, นำเข้าLNG, วิษณุ เครืองาม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180611/image_big_5b1e8d0a218f0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>3097</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/02/2018 10:50</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/02/2018 10:50</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>SPRC เผยกำไรปี 60 ทะลุ 8,895 ล้านบาท ค่าการกลั่นหนุน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;SPRC แจงกำไรสุทธิไตรมาส 4/60 ลดลงจากไตรมาส 3/60 และไตรมาส 4/59 แต่ปี 60 ทั้งปีเพิ่มขึ้นจากปีก่อน หลังมีค่าการกลั่นสูงขึ้น แม้จะได้รับผลกระทบจากการหยุดซ่อมบำรุงหน่วยกลั่น

14 ก.พ. - นายวิลเลียม ลูอีส สโตน กรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง (SPRC) เปิดเผยว่า ในไตรมาส 4/60&amp;nbsp; บริษัทมีกำไรสุทธิ 78 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 2,573 ล้านบาท ลดลง 246 ล้านบาท เมื่อเทียบกับไตรมาส 3/60&amp;nbsp; ที่มีกำไรสุทธิ 84 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 2,819 ล้านบาท และลดลง 237 ล้านบาท เมื่อเทียบกับไตรมาส 4/59 ที่มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 79 ล้านเหรียญสหรัฐ หรืออยู่ที่ 2,810 ล้านบาท

ขณะที่ ในปี 60 บริษัทมีกำไรสุทธิรวม 261 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 8,895 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 207 ล้านบาท เมื่อเทียบกับปี 59 ที่มีกำไร 245 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 8,688 ล้านบาท หลังจากค่าการกลั่น (GRM) ทางการตลาด ซึ่งไม่รวมผลกระทบจากสต็อกน้ำมัน ในปี 60 จำนวน 7.34 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล สูงขึ้นเมื่อเทียบกับปี 59 จำนวน 6.68 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล เนื่องจากอุปสงค์ที่มากขึ้นและอุปทานน้ำมันที่ลดลงจากการเกิดพายุแถบชายฝั่งสหรัฐอเมริกาในไตรมาส 3/60&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/3097</URL_LINK>
                <HASHTAG>กำไร, ธุรกิจ, ธุรกิจพลังงาน, ผลประกอบการ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180214/image_big_5a83b181891e5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>2323</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/02/2018 09:32</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/02/2018 10:16</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>2ยักษ์จับมือ&#039;ปตท.-กฟผ.&#039;รวมพลังเสริมความแข็งแกร่งธูรกิจ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ. ปตท. เผิดเผยภายหลังพิธีลงนามบันทึกความร่วมมือด้านพลังงาน ร่วมกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) ว่า การร่วมมือดังกล่าวจะเป็นการเสริมศักยภาพและหาโอกาสใหม่ ๆ ในการพัฒนาด้านพลังงาน ทั้งไฟฟ้าและก๊าซธรรมชาติ รวมถึงยังจะช่วยเอื้ออำนวยความสะดวกในกรณีที่ กฟผ. ติดขัดเรื่องการอนุมัติโครงการเพราะต้องผ่านขั้นตอนต่าง ๆ ในกระบวนการของรัฐบาล โดยเบื้องต้นจะตั้งคณะทำงานเพื่อกำหนดขอบเขตการพัฒนาร่วมกันในการขับเคลื่อนเทคโนโลยี ภายใน 30 วันหลังจากนี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นายกรศิษฏ์ ภัคโชตานนท์ ผู้ว่ากฟผ. กล่าวว่ากระแสการพัฒนาของ Disruptive Technology ในปัจจุบัน ส่งผลต่อโลกธุรกิจอย่างยิ่ง ความร่วมมือด้านพลังงานระหว่าง ปตท. และ กฟผ. นี้ จึงเป็นการแสดงเจตนารมณ์ร่วมกันเพื่อเสริมสร้างศักยภาพและพัฒนานวัตกรรมในธุรกิจพลังงานรวมถึงธุรกิจเกี่ยวเนื่อง ตลอดจนเป็นการแลกเปลี่ยนความรู้และการแสวงหาโอกาสทางธุรกิจใหม่ร่วมกัน เชื่อมั่นว่าด้วยศักยภาพและประสบการณ์ของทั้งสองหน่วยงานจะนำพาให้เกิดการขยายผลที่เป็นประโยชน์ในวงกว้างต่อประเทศชาติและประชาชน ในการเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน และเศรษฐกิจให้เข้มแข็ง เพื่อความยั่งยืนของประเทศต่อไป.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/2323</URL_LINK>
                <HASHTAG>กฟผ., ธุรกิจพลังงาน, ปตท.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180203/image_big_5a749c3574a02.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
