<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>115133</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/08/2021 11:53</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/08/2021 11:53</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ธปท. ประสาน ธ.ออมสิน  จับมือ LINE MAN  เสริมสภาพคล่องธุรกิจร้านอาหาร และกลุ่มไรเดอร์ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;31 ส.ค. 2564 นางวิเรขา สันตะพันธุ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายกำกับและตรวจสอบสถาบันการเงินเฉพาะกิจ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า จากสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด 19 ที่ยังส่งผลกระทบต่อเนื่องและรุนแรงต่อระบบเศรษฐกิจ ในเกือบทุกภาคธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยว บริการ และร้านอาหาร สถานการณ์ดังกล่าว ธปท. เห็นถึงความจำเป็นที่จะต้องให้ความช่วยเหลือเพิ่มเติมนอกเหนือจากมาตรการช่วยเหลือทางการเงินที่ ธปท. ได้ออกไปแล้วต่อเนื่อง จึงได้เพิ่มการให้ความช่วยเหลืออีกรูปแบบหนึ่ง ผ่านการเป็นตัวกลางในการประสานระหว่างสถาบันการเงิน และผู้ประกอบการให้ได้รับความช่วยเหลือเสริมสภาพคล่องธุรกิจได้อย่างตรงจุด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;ldquo;วันนี้ถือเป็นอีกหนึ่งความร่วมมือของ ธนาคารออมสิน และ LINE MAN Wongnai ที่พยายามให้ความช่วยเหลือภาคธุรกิจเพื่อต่อลมหายใจผู้ประกอบการร้านอาหารอย่างเร่งด่วนในการเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการร้านอาหารสามารถเข้าถึงความช่วยเหลือด้านสภาพคล่องได้มากขึ้น หรือแม้กระทั่งการเข้าถึงสินเชื่อของกลุ่มไรเดอร์ เพื่อบรรเทาผลกระทบที่ได้รับ สำหรับในระยะต่อไป ธปท. จะมีการขยายความช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบในธุรกิจอื่น ๆ อีก ท้ายนี้ ธปท.ขอเป็นกำลังใจและเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยภาคธุรกิจในภาวะที่ยากลำบากขณะนี้&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นายวีระชัย อมรถกลสุเวช รองผู้อำนวยการธนาคารออมสิน กลุ่มลูกค้าธุรกิจและภาครัฐ กล่าวว่า โครงการสินเชื่อเพื่อช่วยเหลือร้านอาหารในแพลตฟอร์มของ LINE MAN Wongnai ดังกล่าว เป็นการให้ความร่วมมือกับ ธปท. เพื่อเพิ่มสภาพคล่องแก่ผู้ประกอบการ โดยนำเสนอ 4 สินเชื่อเงื่อนไขผ่อนปรนเป็นพิเศษ ได้แก่ 1) สินเชื่อสู้ภัยโควิด 19 สำหรับร้านค้า และไรเดอร์ วงเงินให้กู้ไม่เกิน 10,000 บาทต่อราย อัตราดอกเบี้ยเพียง 0.35% ต่อเดือนเท่านั้น โดยไม่ต้องมีหลักประกันการกู้ และไม่ต้องชำระเงินต้นและดอกเบี้ย 6 งวดแรก 2) สินเชื่ออิ่มใจ สำหรับธุรกิจร้านอาหารและเครื่องดื่ม ให้กู้ รายละไม่เกิน 100,000 บาท ดอกเบี้ย 3.99%&amp;nbsp;&amp;nbsp;ต่อปี ไม่ต้องมีหลักประกันการกู้ และไม่ต้องชำระเงินต้นและดอกเบี้ย 6 งวดแรกเช่นกัน 3) สินเชื่อ Soft Loan สำหรับ SMEs ท่องเที่ยวและธุรกิจเกี่ยวเนื่อง ทั้งร้านอาหาร/เครื่องดื่ม ธุรกิจสปา/นวดแผนไทย บริการขนส่ง/นำเที่ยว วงเงินให้กู้สูงสุดไม่เกิน 500,000 บาทต่อราย ดอกเบี้ย 3.99% ต่อปี ระยะเวลาการกู้นานไม่เกิน 7 ปี ไม่ต้องชำระเงินต้น 2 ปี และ 4) สินเชื่อ Soft Loan ธปท. เพื่อฟื้นฟูกิจการ เปิดกว้างทั้งลูกค้าใหม่และลูกค้าเดิม อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 5 ปีแรก 5% ผ่อนชำระนานสูงสุด 10 ปี และไม่ชำระเงินต้น 2 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ผู้ประกอบการที่สนใจ สามารถติดต่อยื่นขอสินเชื่อได้หลายช่องทาง ทั้งที่เว็บไซต์ธนาคารออมสิน www.gsb.or.th แอปพลิเคชัน MyMo และธนาคารออมสินทุกสาขา หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ GSB Contact Center โทร. 1115&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นายยอด ชินสุภัคกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร LINE MAN Wongnai กล่าวว่า &amp;ldquo;หนึ่งในนโยบายสำคัญของ LINE MAN Wongnai ในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด 19 ระลอก 3 คือการสนับสนุนช่วยเหลือร้านอาหารที่ได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่องผ่านแคมเปญ #Saveร้านอาหาร สำหรับการจับมือเป็นพันธมิตรร่วมกับทั้งสองหน่วยงานในโครงการสินเชื่อเพื่อช่วยเหลือร้านอาหารและไรเดอร์ครั้งนี้&amp;nbsp;จะเป็นการสานต่อความตั้งใจดังกล่าว โดย LINE MAN Wongnai ในฐานะแพลตฟอร์มที่บริหารโดยคนไทย ซึ่งมีข้อมูลร้านอาหารมากที่สุดกว่า 620,000 ร้านและไรเดอร์จากทั่วประเทศ มีความยินดีอย่างยิ่งที่จะสนองนโยบายของ ธปท. ในการขยายความช่วยเหลือด้านเศรษฐกิจแก่ผู้ประกอบการร้านอาหารและไรเดอร์ที่มีรายได้ลดลง ให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนช่วยเหลือในภาวะวิกฤตเช่นนี้&amp;rdquo;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115133</URL_LINK>
                <HASHTAG>LINE MAN Wongnai, ธุรกิจร้านอาหาร, ออมสิน, เสริมสภาพคล่อง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210831/image_big_612db505ee6f7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>112511</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/08/2021 16:12</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/08/2021 16:12</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>วิบากกรรมธุรกิจร้านอาหารท่ามกลางโควิด เร่งปรับตัว ลดลงทุน กระจายความเสี่ยง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;หลายธุรกิจยังคงเข้าสู่สภาวะวิกฤตและโคม่า! เพราะการระบาดโควิด-19 ในประเทศไทยยังไม่มีท่าทีว่าจะคลี่คลายได้เมื่อไหร่ ทำให้ภาครัฐต้องยกระดับมาตรการเข้มขน และแน่นอนว่าย่อมส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการ ที่ไม่ใช่เพียงแค่รายเล็ก แต่ทว่ารายใหญ่ก็เจ็บตัวหนักไม่แพ้กัน โดยเฉพาะธุรกิจร้านอาหารที่หลายแบรนด์พยายามผลักดันช่องทางขายผ่านเดลิเวอรี่ จนสร้างการเติบโตกันอย่างมาก แต่ก็อาจจะยังไม่สามารถทดแทนหรือสร้างยอดขายได้มากนักเมื่อเทียบกับช่องทางอื่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไมเนอร์ฟู้ดโตพุ่งเป็นประวัติศาสตร์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายประพัฒน์ เสียงจันทร์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท ไมเนอร์ ฟู้ด กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า จากการปิดร้านในช่วงเวลาที่ผ่านบริษัทได้รับผลกระทบค่อนข้างมาก เนื่องจากต้องหยุดบริการแบบเดลิเวอรี่ และแบบซื้อกลับบ้าน โดย 76% ของจำนวนสาขาที่มีอยู่ในพื้นที่ล็อกดาวน์ จากจำนวนสาขาทั่วประเทศ 1,480 สาขา โดยแบ่งสัดส่วนของร้านที่อยู่ในห้างสรรพสินค้าและไฮเปอร์มาร์เก็ตกว่า 60% และนอกห้างสรรพสินค้า 40%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังจากที่ ศบค. ผ่อนคลายร้านอาหารในห้างสรรพสินค้าให้เปิดจำหน่ายได้นั้น มองว่าจะมีปัจจัยบวกอย่างแรกคือ พนักงานของบริษัทได้กลับมามีรายได้ และต่อมาบริษัทเองก็มียอดขายตามมาด้วยเมื่อได้เปิดร้านอาหารที่อยู่ในห้างสรรพสินค้าและไฮเปอร์มาร์เก็ต ทำให้ช่องทางการจัดจำหน่ายของบริษัทขยายเขตการส่งแบบเดลิเวอรี่ได้มากขึ้น และคุณภาพของาหารในการจัดส่งก็ดีขึ้น ขณะเดียวกันการที่เปิดร้านในห้างยังสามารถช่วยลดความแออัดของจำนวนไรเดอร์ที่ต้องไปรอที่ใดที่หนึ่งได้ อาทิ สาขาของบางแบรนด์ที่อยู่บริเวณชุมชน ตึกแถว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับไมเนอร์ถือเป็นบริษัทแรกในประเทศไทยที่ทำบริการแบบเดลิเวอรี่เป็นเวลามากกว่า 30 ปี จากประสบการณ์ที่มีทำให้ปรับตัวและเปลี่ยนความคิด รวมถึงทดลองไปหลายอยย่าง เพื่อให้ลูกค้าได้รับมาตรฐานที่ดีที่สุด โดยแบรนด์ร้านกาแฟน้องใหม่ของบริษัทอย่าง Coffee Journey ยังมีสถิติยอดขายสูงสุดจากการสั่งผ่านเดลิเวอรี่ในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา มองว่าการเดลิเวอรี่เป็นช่องทางการจัดจำหน่ายในอนาคตที่มีประสิทธิภาพ แม้ว่าหลังจากนี้สถานการณ์โควิดจะคลี่หลายและทุกอย่างกลับมาเป็นปกติก็ตาม &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยบริการ 1112 Delivery ของบริษัทเติบโต 250% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว นับว่าเป็นอัตราการเติบโตทะลุสูงสุดในประวัติศาสตร์ รวมถึงแพลตฟอร์มอื่นที่เป็นพันธมิตรกับบริษัทก็เติบโตเพิ่มขึ้นเท่าตัวด้วยเช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จัดพอร์ตควบเพิ่มช่องทางจำหน่าย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายบุญยง ตันสกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซ็น คอร์ปอเรชั่น กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ ZEN เปิดเผยว่า การดำเนินธุรกิจของบริษัทมีรายได้มาจากการที่ผู้บริโภคเข้ามารับประทานอาหาร ซื้อกลับบ้าน และเดลิเวอรี่ ซึ่งในช่วงที่ผ่านมรแน่นอนว่าช่องทางเดลิเวอรี่เติบโตดีเป็นอย่างมาก จากรายได้กว่า 200 ล้านบาท เพิ่มเป็น 500 ล้านบท โดยช่วงของการเกิดแพร่ระบาดโควิด-19 บริษัทไม่ได้องว่าจะเป็นเพียงแค่วิกฤติ แต่ก็ยังวางแผนในการพัฒนาโมเดลทางธุรกิจใหม่ๆ เพราะที่ผ่านมาร้านอาหารภายในศูนย์การค้าไม่สามารถเปิดให้บริการได้ จึงจำเป็นต้องหาโมเดลรูปแบบอื่น เพื่อสร้างรายได้ให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ บริษัทวางแผนที่จะติดต่อสถาบันการเงินเพื่อกู้ระยะสั้นเป็นจำนวน 60-100 ล้านบาท มองว่าการทำร้านอาหารมีข้อดี คือหากทุกอย่างคลี่คลายจะสามารถกลับมาฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว โดยบริษัทก็ค่อนข้างมองบวกว่าในเดือนกันยายนนี้ อาจจะมีการผ่อนปรนบ้างให้สามารถรับประทานอาหารภายในร้านได้บ้าง ซึ่งที่ผ่านมาสาขาของร้านอาหารในเครืออยู่ในกรุงเทพฯ มากถึง 75% &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แม้จะมีสถานการณ์โควิดเข้ามากระทบธุรกิจร้านอาหาร ขณะเดียวกันก็มองว่าแต่ละพอร์ตจะมีเซ็กเม้นต์ของมันอยู่ เพียงแต่ต้องจัดพอร์ตร้านอาหารต่างๆ ให้เหมาะสม อย่างในกรณีของร้านอาหารประเภทบุฟเฟ่ต์แบรนด์ AKA ก็อาจจะยังไม่ตอบโจทย์ในช่วงนี้ แต่เมื่อโควิดคลี่คลายจะเป็นพระเอก ต้องจับจังหวะให้ดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกันบริษัทยังได้มีการขยายคลาวด์คิทเช่นเข้ามาเพิ่ม ซึ่งไม่ได้เป็นการมองเพียงแค่ระยะสั้นเท่านั้น แต่จะกลายมาเป็นหน่วยธุรกิจใหม่ที่จะไม่ยุ่งกับไดอินอีกเลย &amp;nbsp;โดยรูปแบบดังกล่วนับว่าตอบโจทย์ในช่วงนี้และมีรายได้ค่อนข้างดี โดยเฉพาะในแบรนด์ ZEN และ On the table ที่จะกลายมาเป็นคลาวด์แบบญี่ปุ่น มองว่าดีกว่าลงทุนเปิดร้านใหม่ที่ใช้งบมากถึง 20 ล้านบาท แต่หากพลาดไปก็จะเจ็บตัวเยอะ เพราะไม่สามารถโยกย้ายไปไหนได้ แตกต่างจากคลาวด์ที่มีความยืดหยุ่นสูงกว่ามาก &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายบุญยง กล่าวอีกว่า นาทีนี้พระเอกของบริษัทคงเป็นแบรนด์ไทย โดยที่ผ่านมาได้มีการเปิดร้านอาหารภายใต้แบรนด์เขียงอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากจับจุดได้ถูกต้อง ตอบโจทย์ตลาดในยามนี้ ที่สามารถขายได้ทั้งแบบเดลิเวอรี่และซื้อกลับบ้าน โดยยอดขายของแบรนด์เขียงมีอัตราการเติบโตมากถึง 30-40% &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกเหนือจากเดลิเวอรี่แล้วบริษัทยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาสินค้าเพื่อรุกไปยังตลาดฟู้ดรีเทีลอีกด้วย อาทิ น้ำจิ้ม และน้ำพริก โดยในอนาคตจะมีเอสเคยูใหม่ๆ จะออกสินค้าที่เป็นน้ำพริกมากขึ้น ควบคู่ไปกับการรีโนเวทร้านอาหารในเครือในพื้นที่เกรดเอหลายแห่ง ได้แก่ ลาดพร้าว และพระรามเก้า นับว่าเป็นจังหวะที่ดีเพราะการรีโนเวทในช่วงเวลาปกติร้านต้องจ่ายค่าเช่าเต็ม ตอนนี้ค่าเช่าเป็นศูนย์ ต้องใช้เงินที่ประสิทธิภาพมากขึ้น จึงได้เริ่มรีโนเวทร้านในช่วงนี้แทน เพราะตอนนี้ร้านอาหารขาดทุนเกินกำไร แต่การทำแบบนี้จะเซฟการสูญเสียโอกาสในการขาย &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เน้นเจาะทำเลความต้องการเดลิเวอรี่สูง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายณัฐ วงศ์พานิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป จำกัด หรือ CRG กล่าวว่า ร้านอาหารของซีอาร์จีกว่า 73% อยู่ในพื้นที่ล็อกดาวน์ และมากกว่า 500 สาขาอยู่ในศูนย์การค้า การประกาศปิดให้บริการของร้านในศูนย์การค้า จึงกระทบต่อยอดขายค่อนข้างมาก &amp;nbsp;ส่วนการที่ผ่อนปรนให้เปิดร้านอาหารให้สามารถจำหน่ายในช่องทางเดลิเวอรี่ได้ก็นับเป็นเรื่องที่ดี แม้ว่าอาจจะไม่ได้เป็นทางเลือกที่ดีที่สุดในการสร้างยอดขายได้ตามปกติ แต่ก็นับเป็นการแบ่งเบาภาระของร้านอาหารได้ในระดับหนึ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับร้านอาหารในเครืออาจจะต้องพิจารณาเปิดให้บริการเป็นรายทำเลไป โดยดูจากความต้องการสั่งซื้อผ่านเดลิเวอรี่ว่ามีมากหรือน้อยแค่ไหน หากจุดไหนยอดขายเดลิเวอรี่ดีมีดีมานด์สูง ก็คุ้มค่าที่จะเปิดให้บริการ ด้วย เพราะในการเปิดร้านแต่ละร้านมันมี fix cost อยู่ส่วนหนึ่ง รวมไปถึงค่าเช่าที่จะตามมา และในบางแบรนด์ อาทิ แบรนด์ในกลุ่มร้านอาหารญี่ปุ่นที่หลักจะเป็นร้านที่เน้นนั่งรับประทานในร้าน ซึ่งก่อนหน้านี้ได้รับผลกระทบจากการประกาศปิดร้านไปในครั้งก่อน หากได้เดลิเวอรี่ตรงจุดนี้เข้ามาช่วยก็จะคุ้มมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ บริษัทยังมองหาช่องทางขายใหม่เพิ่มเติม เช่น การจำหน่ายผ่านอีคอมเมิร์ซและระบบออนไลน์ รวมถึงการบริหารพอร์ตโฟลิโอใหม่ อย่างการเปิดคลาวด์คิทเช่นเพิ่ม และการปรับทำเลใหม่ให้มีความสมดุล และกระจายความเสี่ยงที่ดีขึ้น และพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ และพฤติกรรมรูปแบบใหม่ของผู้บริโภค อาทิ สินค้าอาหารพร้อมทาน, อาหารพร้อมปรุง, เมนูแกร็บ แอนด์ โก, เทคโฮม เพื่อสะดวกต่อการปรุงอาหารทานเอง และรับประทานอาหารที่บ้าน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/112511</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธุรกิจร้านอาหาร, บริษัท เซ็น คอร์ปอเรชั่น กรุ๊ป จำกัด (มหาชน), บริษัท เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป จำกัด, บริษัท ไมเนอร์ ฟู้ด กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210807/image_big_610e4c5d9b6d0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>108023</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/06/2021 14:04</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/06/2021 12:49</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แม็คโครลุยช่วยร้านอาหารเปิดพื้นที่ฟรี 83 สาขาทั่วไทย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;29 มิ.ย. 64- นางศิริพร เดชสิงห์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานการสื่อสารองค์กร บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน)&amp;nbsp; เปิดเผยว่า ในวิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้น นับเป็นอีกครั้งหนึ่งที่ผู้ประกอบการร้านอาหารรายย่อยได้รับผลกระทบอย่างหนัก โดยเฉพาะจังหวัดที่มีการควบคุมเข้มข้นภายใต้ข้อกำหนดไม่ให้นั่งรับประทานที่ร้าน บริษัทไม่นิ่งนอนใจที่จะหาหนทางช่วยเหลือ และพร้อมเคียงข้างผู้ประกอบการร้านอาหาร ด้วยการเปิดพื้นที่หน้าสาขา 83 แห่ง ให้ร้านที่สนใจหมุนเวียนมาตั้งโต๊ะขายอาหารหรือรับสั่งดิลิเวอรี่เป็นเวลา&amp;nbsp; 1 เดือน ตั้งแต่ 1-31 กรกฎาคมนี้ คาดว่าจะช่วยเหลือได้มากกว่า 1,300 ราย นอกจากนี้ยังเปิดพื้นที่ประชาสัมพันธ์ร้านในช่องทางออนไลน์ของแม็คโคร มาตั้งแต่เดือนเมษายนที่ผ่านมา มีร้านอาหารมากกว่า 2,000 รายเข้าร่วมแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เราเข้าใจดีว่าในสถานการณ์เช่นนี้โอกาสเป็นสิ่งสำคัญ ช่วงล็อกดาวน์เมื่อปีที่แล้ว เราได้ทดลองเปิดพื้นที่ฟรีให้ผู้ประกอบการร้านอาหาร ซึ่งช่วยทำให้พวกเขามียอดขายเพิ่มขึ้น มีรายได้กลับคืนมาหล่อเลี้ยงกิจการได้ ขณะที่ครั้งนี้เป็นอีกครั้งที่ธุรกิจร้านอาหารต้องเผชิญวิกฤตซ้ำซ้อน แม็คโครจึงให้ความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน ด้วยการเปิดพื้นที่หน้าสาขาฟรี เปิดคอร์สออนไลน์ฝึกเสริมทักษะสู้วิกฤต อาทิ การทำฟู้ดดิลิเวอรี่ รวมถึงจัดลดราคาบรรจุภัณฑ์เพื่อช่วยลดต้นทุนในการทำอาหารกล่อง เป็นการทั้งเพิ่มช่องทาง เพิ่มโอกาสการขาย และช่วยลดต้นทุนให้มีรายได้เพิ่มขึ้น&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการเปิดพื้นที่เพื่อให้ร้านค้าขายอาหารกล่องและรับออเดอร์ดิลิเวอรี่หน้าสาขาของแม็คโคร 83 แห่งจะเกิดขึ้นภายใต้มาตรการป้องกันความปลอดภัยจากโควิด-19 ขั้นสูงสุด อาทิ มาตรการรักษาระยะห่าง (Social distancing) ให้แต่ละบูทห่างกันอย่างน้อย 2 เมตร รวมถึงผู้ขายประจำบูทจะต้องปฏิบัติตามมาตรการป้องกันของแม็คโครอย่างเคร่งครัด ส่วนการเปิดอบรมคอร์สออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ www.makrohorecaacademy.com หรือ MHA จะมีผู้เชี่ยวชาญในการให้คำปรึกษาสอนทำอาหารกล่องดิลิเวอรี่ และเทคนิคการปรับตัวสู้กับทุกวิกฤตโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/108023</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธุรกิจร้านอาหาร, บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210629/image_big_60dab3e910ef6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>106347</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/06/2021 16:46</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/06/2021 16:46</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พาณิชย์ยิ้มร้านอาหารแห่กู้เงินเติมสภาพคล่องกว่า  3,000 ราย </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;14 มิ.ย. 2564 นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการติดตามความคืบหน้าโครงการ &amp;ldquo;จับคู่กู้เงิน สถาบันการเงินกับร้านอาหาร&amp;rdquo; ณ ห้องบุรฉัตรไชยากร ชั้น 4 สํานักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ ว่า โครงการนี้ จัดขึ้นมาตั้งแต่วันที่ 7-20 มิ.ย.2564 เพื่อให้ร้านอาหารทั่วประเทศ ซึ่งมีอยู่ประมาณ 120,000 ร้าน ที่จดทะเบียนบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล ได้มีโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินกู้ ของสถาบันการเงินต่าง ๆ ที่มาร่วมมือกับกระทรวงพาณิชย์ ประกอบด้วยธนาคารออมสิน ธนาคาร SME D Bank ธนาคารกรุงไทย ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เพื่อปล่อยเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำและปลอดหลักทรัพย์ในบางกรณี รวมทั้งเงื่อนไขผ่อนปรนอื่น ๆ เพื่อช่วยเหลือร้านอาหารให้สามารถต่อลมหายใจต่อไปได้ ภายใต้สถานการณ์ในช่วงวิกฤติโควิด-19&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;กระทรวงพาณิชย์ได้เปิดห้องให้ผู้ประกอบการร้านอาหาร สามารถมาพบกับทั้ง 5 สถาบันการเงินได้ที่นี่โดยตรง รวมทั้งสามารถเดินทางไปที่สำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ หรือไปที่สถาบันการเงินทั้ง 5 แห่งโดยตรงที่สำนักงานสาขาทั่วประเทศ เพื่อยื่นเรื่องขอกู้เงินตามโครงการจับคู่กู้เงินของกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งจะได้รับการดูแลเรื่องการให้ข้อมูลเงื่อนไขและรับเรื่องขอกู้&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 7-14 มิ.ย.2564 เป็นเวลา 7 วัน สถาบันการเงินต่าง ๆ ได้เปิดโอกาสให้ร้านอาหารขอกู้ได้ทั้งในรูปแบบออฟไลน์และออนไลน์ โดยมีการยื่นขอสินเชื่อ ได้แก่ ธนาคารออมสิน มีผู้ยื่นขอกู้แล้วรวม 2,520 ราย วงเงินขอสินเชื่อรวม 750 ล้านบาท ธนาคาร SME D Bank มีผู้ยื่นขอกู้ 146 ราย วงเงินขอสินเชื่อรวม 64 ล้านบาท ธนาคารกรุงไทยมีผู้ยื่นขอกู้ 98 ราย วงเงินขอสินเชื่อรวม 43 ล้านบาท ธ.ก.ส.ยื่นขอกู้ 49 ราย วงเงินขอสินเชื่อ 22 ล้านบาท ส่วน บสย.มีผู้ยื่นขอ 188 ราย โดยมีผู้ติดต่อขอสินเชื่อรวม 3,001 ราย วงเงินที่ขอสินเชื่อรวมกัน 880 ล้านบาท ส่วนสำหรับ บสย.ที่มีผู้ยื่นขอ 188 รายนั้น แจ้งว่ายินดีค้ำประกันให้ทุกรายที่ธนาคารปล่อยกู้ให้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ในบางจังหวัด ได้สั่งการให้มีการดำเนินการจัดสถานที่ขึ้นมาเป็นกรณีพิเศษ เช่นเดียวกับการจัดที่กระทรวงพาณิชย์ เช่น ที่จังหวัดภูเก็ต จากการไปตรวจราชการ ได้รับรายชื่อร้านอาหารรวม 300 กว่าราย ที่ประสงค์จะยื่นขอกู้ จึงสั่งการให้พาณิชย์จังหวัดภูเก็ตจัดสถานที่เป็นกรณีเฉพาะให้พบกับ 5 สถาบันการเงินสาขาที่นั่นโดยตรง และได้รับแจ้งว่าจะดำเนินการตั้งแต่วันที่ 16 มิ.ย.2564 เป็นต้นไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/106347</URL_LINK>
                <HASHTAG>จับคู่กู้เงิน สถาบันการเงินกับร้านอาหาร, จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์, ธุรกิจร้านอาหาร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210614/image_big_60c72554e54c2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>102270</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/05/2021 11:20</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/05/2021 11:20</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;คลัง&#039;ชี้แจงเหตุผลที่ไม่เยียวยากลุ่มร้านอาหาร ยันมีมาตรการดูแลทั้งให้สินเชื่อและพักชำระหนี้อยู่แล้ว </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9 พ.ค. 2564 นางสาวกุลยา ตันติเตมิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.)ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง&amp;nbsp;ได้ชี้แจงประเด็นข้อวิจารณ์มาตรการเยียวยาของรัฐแก้ปัญหาไม่ตรงจุด และข้อเรียกร้องให้ช่วยเหลือผู้ประกอบการร้านอาหารที่ได้รับผลกระทบจากโควิด 19 ประจำวันที่ 8 พฤษภาคม 2564&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากกรณีที่มีข้อวิจารณ์มาตรการเยียวยาของรัฐแก้ปัญหาไม่ตรงจุด โดยควรนำเม็ดเงินเหล่านี้มาเยียวยาในกลุ่มที่เดือดร้อนจริง ๆ รวมถึงกลุ่มผู้ประกอบการร้านอาหารที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการควบคุม และข้อเรียกร้องให้มีมาตรการช่วยเหลือเยียวยาจากรัฐบาลต่อร้านอาหารที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิดทั้ง 3 ระลอกนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ในระลอกเดือนเมษายน 2564 ที่ได้ทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ภาครัฐจำเป็นต้องควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 และเตรียมความพร้อมของมาตรการบรรเทาผลกระทบต่อประชาชนและผู้ประกอบการ รวมถึงผู้ประกอบการร้านอาหาร ในระยะเร่งด่วนจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 ดังกล่าว รวมทั้งมาตรการสำหรับกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะต่อไปเมื่อสถานการณ์การระบาดคลี่คลายจนอยู่ในระดับที่สามารถดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ต่าง ๆ ของประเทศได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภายใต้ข้อจำกัดจากสถานการณ์ตามกล่าวข้างต้น คณะรัฐมนตรีในคราวประชุมเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2564 จึงได้พิจารณาใช้มาตรการเยียวยาที่ดำเนินการอยู่แล้วและยังไม่สิ้นสุดโครงการ ได้แก่ โครงการเราชนะ และโครงการ ม33 เรารักกัน โดยเพิ่มวงเงินให้อีกสัปดาห์ละ 1,000 บาท เป็นเวลา 2 สัปดาห์เพื่อช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพแก่ประชาชน โดยปัจจุบันทั้งสองโครงการมีผู้ผ่านการคัดกรองคุณสมบัติและได้รับสิทธิ์รวมกันประมาณ 41 ล้านคน ซึ่งสามารถช่วยเหลือประชาชนได้ครอบคลุมประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศที่ได้รับความเดือดร้อนแล้ว ทั้งนี้ การเพิ่มวงเงินให้แก่ผู้ได้รับสิทธิ์ทั้งสองโครงการจะทำให้การช่วยเหลือประชาชนเป็นไปด้วยความรวดเร็วกว่าการให้ความช่วยเหลือแบบเฉพาะเจาะจงพื้นที่ เนื่องจากสามารถใช้ประโยชน์จากฐานข้อมูลของทั้งสองโครงการที่ภาครัฐมีอยู่ในปัจจุบันได้ทันที&amp;nbsp;
ขณะที่การให้ความช่วยเหลือแบบเฉพาะเจาะจงจะต้องทำการสำรวจข้อมูลใหม่ รวมทั้งตรวจสอบและคัดกรองผู้ได้รับผลกระทบ จึงต้องใช้ระยะเวลาดำเนินการนานกว่า และกระบวนการดังกล่าวอาจทำให้การแพร่ระบาดของ COVID-19 ขยายตัวเพิ่มขึ้นได้ นอกจากนี้ การเพิ่มวงเงินช่วยเหลือเพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพให้แก่ผู้ได้รับสิทธิ์ดังกล่าวยังจะช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายในระบบเศรษฐกิจฐานรากจากร้านค้าต่าง ๆ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นธุรกิจรายย่อย รวมถึงผู้ประกอบการร้านอาหาร จึงเป็นการช่วยเหลือผู้ประกอบรายย่อยในท้องที่อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับโครงการคนละครึ่งระยะ 3 เป็นหนึ่งในมาตรการเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจในระยะต่อไปเมื่อสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด 19 คลี่คลายลง โดยในเบื้องต้นคาดว่าจะดำเนินการในช่วงเดือนกรกฎาคม 2564 เพื่ออัดฉีดเม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจในช่วงครึ่งหลังของปี 2564&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในส่วนของมาตรการด้านการเงิน คณะรัฐมนตรีในคราวการประชุมเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2564 ได้มีมติเห็นชอบ 2 มาตรการ ได้แก่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(1) มาตรการสินเชื่อสู้ภัย COVID-19 วงเงินรวม 20,000 ล้านบาท เพื่อเพิ่มสภาพคล่องชั่วคราวในการดำรงชีวิตให้แก่ประชาชนและบรรเทาความเดือดร้อนสำหรับผู้ได้รับผลกระทบจาก COVID-19 ทั้งผู้ที่มีรายได้ประจำ ผู้ประกอบอาชีพอิสระ ผู้ประกอบการรายย่อย รวมไปถึงเกษตรกรรายย่อยและผู้ประกอบการร้านอาหารรายย่อย โดยธนาคารออมสินและธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรให้สินเชื่อแก่ประชาชนรายละ 10,000 บาท ด้วยหลักเกณฑ์ที่ผ่อนปรนกว่าสินเชื่อปกติ ดอกเบี้ยร้อยละ 0.35 ต่อเดือน เป็นระยะเวลา 3 ปี ปลอดชำระทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยใน 6 เดือนแรก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(2) มาตรการพักชำระหนี้ของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ โดยให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจขยายระยะเวลาพักชำระหนี้ โดยการพักชำระเงินต้นให้แก่ลูกหนี้ตามความสมัครใจของลูกหนี้ ออกไปจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2564 เพื่อลดภาระการชำระหนี้เป็นการชั่วคราวให้แก่ลูกหนี้ หรือนำเงินที่จะต้องชำระหนี้ไปเป็นสภาพคล่องเพื่อใช้จ่ายในชีวิตประจำวันหรือประกอบธุรกิจในช่วงที่มีความไม่แน่นอนสูง&amp;nbsp;
นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้ออกพระราชกำหนดการให้ความช่วยเหลือและฟื้นฟูผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 พ.ศ. 2564 ประกอบด้วย 2 มาตรการ ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(1) มาตรการสนับสนุนการให้สินเชื่อแก่ผู้ประกอบธุรกิจ หรือมาตรการสินเชื่อฟื้นฟู วงเงิน 250,000 ล้านบาท โดยการช่วยเหลือผู้ประกอบธุรกิจให้เข้าถึงสินเชื่อในอัตราที่เหมาะสม โดยผู้ประกอบธุรกิจทั้งที่มีสินเชื่อและไม่มีสินเชื่อกับสถาบันการเงินอัตราดอกเบี้ยไม่เกินร้อยละ 2 ต่อปี ในช่วง 2 ปีแรก เฉลี่ยไม่เกินร้อยละ 5 ต่อปีตลอดระยะเวลามาตรการ โดยรัฐบาลรับภาระดอกเบี้ยแทนผู้ประกอบธุรกิจเป็นระยะเวลา 6 เดือน และมีการประกันสินเชื่อ เพื่อลดความเสี่ยงด้านเครดิตของผู้ประกอบธุรกิจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(2) มาตรการสนับสนุนการรับโอนทรัพย์สินหลักประกันเพื่อชำระหนี้ หรือมาตรการพักทรัพย์ พักหนี้ วงเงิน 100,000 ล้านบาท โดยการช่วยเหลือให้ผู้ประกอบธุรกิจไม่ต้องรับภาระต้นทุนทางการเงินเป็นการชั่วคราว และมีโอกาสกลับมาดำเนินธุรกิจโดยใช้ทรัพย์สินหลักประกันเดิมได้หลังสถานการณ์การระบาดของ COVID-19 คลี่คลายลง โดยผู้ประกอบธุรกิจสามารถยื่นขอโอนทรัพย์สินหลักประกันเพื่อชำระหนี้โดยมีสิทธิเช่าทรัพย์สินเพื่อประกอบธุรกิจต่อไป และมีสิทธิซื้อทรัพย์สินนั้นคืนได้ภายในระยะเวลาไม่เกิน 5 ปี นับแต่วันโอนหรือระยะเวลาที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในส่วนของมาตรการด้านภาษี รัฐบาลได้ออกมาตรการเลื่อนเวลาการชำระภาษีเงินได้นิติบุคคลไปเป็นภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2564 ซึ่งมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการและผู้ทำบัญชีที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 ระลอกใหม่ที่มีความรุนแรงและครอบคลุมทั่วประเทศและสนับสนุนการทำธุรกรรมภาษีทางอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงช่วยลดความแออัดและความเสี่ยงจาก COVID-19 อีกทั้งช่วยเพิ่มสภาพคล่องในมือผู้ประกอบการให้มีมากขึ้นและนานขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ผู้ประกอบการร้านอาหารสามารถใช้ประโยชน์จากมาตรการต่าง ๆ ได้ ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/102270</URL_LINK>
                <HASHTAG>กุลยา ตันติเตมิท, ธุรกิจร้านอาหาร, มาตรการเยียวยาโควิด, โฆษกกระทรวงการคลัง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210426/image_big_6086ce1eed66c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>34885</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/05/2019 19:52</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/05/2019 19:52</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘นิว นภัสสร’เดินหน้าต่อ หลังร้านอาหารโดนพายุถล่ม </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ก่อนหน้านี้ นักร้องสาว นิว-นภัสสร ภูธรใจ ได้ออกมาโพสต์ภาพพร้อมข้อความ แจ้งว่าร้านอาหารของตนเองที่ อำหางดง จังเชียงใหม่ เจอฤทธิ์ของพายุฤดูร้อนถล่มจนได้รับความเสียหาย ล่าสุดเจ้าตัวได้เปิดใจถึงเรื่องดังกล่าวอีกครั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;ทางกู้ภัยช่วยและกำลังรีโนเวททุกอย่างให้เรียบร้อย นักท่องเที่ยวสามารถเข้ามาใช้บริการได้แล้ว เรื่องความเสียหายที่เกิดขึ้นประมาณ 5 แสนบาท ก็เปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส ก็รีโนเวทร้านใหม่ซะแล้ว หลังคาก็พังในส่วนช่องลมพอดีแต่อาคารไม่เป็นอะไรเพราะตั้งแต่มารีโนเวทตอนแต่งงานรู้ว่ามีลมผ่านตลอดทั้งปีถ้าพายุมาคงโดน ปีที่แล้วอยู่ในเหตุการณ์ทำให้ปีนี้ รู้ว่าต้องเจอก็พยายามเช็คตลอดทุกวัน ก็ไม่สามารถทำอะไรได้ มีแต่ทำใจเป็นภัยธรรมชาติ เราไม่สามารถคาดเดากับภัยธรรมชาติได้อยู่แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นักท่องเที่ยวหรือคนที่มาบอกทำไมไม่ทำอาคารให้ใหญ่โตติดแอร์เพราะร้อน นี่คือคำตอบที่มาทำแล้วสร้างให้เป็นธรรมชาติมันสามารถรีโนเวทได้ตลอดเวลา ก็อยู่กับมันแม้เป็นช่วงน้ำหลากลอยกระทงก็ไม่รู้วันไหนเขื่อนจะแตก น้ำจะเยอะ ต้องยกพื้นสูงก็ต้องอยู่กับธรรมชาติให้ได้ หวั่นไหมจะมาถึงตัวก็ต้องเรียนรู้ทำใจ นี่ก็ไม่ได้เปลี่ยนรูปแบบมากมาย แต่ว่าจะมีการรีโนเวทสิ่งที่พัง ทางเข้าและซ่อมหลังคา รวมถึงต้นไม้ที่ซ่อมไม่ได้&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขอบคุณภาพจากอินสตาแกรม @new_brandnew_nj&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/34885</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธุรกิจร้านอาหาร, นิว นภัสสร, นิว-จิ๋ว, พายุถล่ม, เชียงใหม่-หางดง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190501/image_big_5cc9944a196a6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>32252</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/03/2019 09:40</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/03/2019 09:40</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ธุรกิจร้านอาหารยังมาแรงปี 61 เปิดเพิ่ม 2,197 ราย โต 9.52% </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;26 มี.ค. 2562 นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า กรมได้ทำการจัดทำบทวิเคราะห์ธุรกิจร้านอาหารประจำเดือนก.พ. 2562 พบว่าการจัดตั้งธุรกิจร้านอาหารในปี 2561 มีจำนวน 2,197 ราย เพิ่มขึ้น9.52% เมื่อเทียบกับปี 2560 ในส่วนของมูลค่าทุนจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจในปี 2561 มูลค่า 6,794 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 50.54% เมื่อเทียบกับปี 2560&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ในปี 2561 ธุรกิจร้านอาหารมีแนวโน้มเติบโตสูงขึ้น สอดคล้องกับการเติบโตของการท่องเที่ยว ซึ่งพบว่า มูลค่าการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติใช้ไปกับอาหารและเครื่องดื่มสูงเป็นลำดับที่ 3 รองจากที่พักและคมนาคมขนส่ง ประกอบกับการขยายตัวของธุรกิจร้านอาหารที่มีจำนวนมากขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่ที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของประเทศ อีกทั้งนโยบายของการท่องเที่ยวที่สนับสนุนการท่องเที่ยวเมืองรอง จัดโปรโมท 20 เส้นทางอาหารถิ่น ดึงกลุุ่มนักท่องเที่ยวเข้าเมืองรอง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัจจุบัน มีร้านอาหารที่ดำเนินกิจการอยู่ (ณ 28 ก.พ. 2562) จำนวน 1.44 หมื่นราย คิดเป็น 1.98% ของธุรกิจที่ดำเนินกิจการอยู่น มูลค่าทุน 9.91 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 0.59% ของธุรกิจที่ดำเนินกิจการอยู่ โดยธุรกิจส่วนใหญ่อยู่ในรูปแบบบริษัทจำกัด 1.24 หมื่นราย คิดเป็นสัดส่วน 86.63% มีมูลค่าทุน 9.21 หมื่นล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 92.92% และธุรกิจนี้มีมูลค่าทุนไม่เกิน 5 ล้านบาทสูงถึง 82.39% ส่วนการเพิ่มทุนของธุรกิจมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องใน ซึ่งในปี 2561 มีการเพิ่มทุน 1.08 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 116.43% เมื่อเทียบกับปี 2560&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม เมื่อแยกพื้นที่การจัดตั้งธุรกิจร้านอาหาร พบว่าพื้นที่กรุงเทพฯมีการจัดตั้งสูงสุดคิดเป็น 41.87% มีมูลค่าทุน 69.84% รองลงมาคือภาคใต้ คิดเป็น 20.99% เมื่อพิจารณารายจังหวัด พบว่าจังหวัดที่ประกอบธุรกิจร้านอาหารสูงสุด ได้แก่ กรุงเทพฯ ชลบุรี ภูเก็ต สุราษฎร์ธานี และเชียงใหม่ ซึ่งแต่ละจังหวัดเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของประเทศ โดยในส่วนพื้นที่กรุงเทพฯนั้น นอกจากจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติแล้ว ยังเป็นชุมชนเมืองที่มีประชากรอาศัยอยู่จำนวนมาก ต้องการความสะดวกรวดเร็วทำให้มีการใช้บริการร้านอาหารเป็นจำนวนมาก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านการลงทุนของต่างชาติในนามนิติบุคคลไทยที่ประกอบธุรกิจร้านอาหาร ณ 28 ก.พ. 2562 มีมูลค่าการลงทุน 1.19 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 12.04% ของการลงทุนในธุรกิจนี้ โดยสัญชาติที่ลงทุนในธุรกิจสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ ญี่ปุ่น มูลค่า 1,461.35 ล้านบาท คิดเป็น 12.24% สหรัฐ มูลค่า 994.81 ล้านบาท คิดเป็น 8.33% และฝรั่งเศส มูลค่า 954.02 ล้านบาท คิดเป็น 7.99% ซึ่งการที่ต่างชาติยังทยอยกันเข้ามาลงทุนเปิดกิจการในเมืองไทย แสดงให้เห็นว่าตลาดร้านอาหารยังมีอนาคตที่ดี โดยอาหารญี่ปุ่นก็เป็นที่นิยมในปัจจุบัน และคาดว่าจะขยายตัวต่อไปได้ ขณะเดียวกันนักลงทุนไทยยังคงต้องปรับตัวทั้งรสชาติและบริการ เพื่อรับกับการบุกตลาดของเครือข่ายร้านอาหารชื่อดังจากต่างประเทศ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/32252</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงพาณิชย์, ธุรกิจร้านอาหาร, วุฒิไกร ลีวีระพันธุ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181019/image_big_5bc9fe41d7b8f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
