<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>96987</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/03/2021 13:15</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/03/2021 13:15</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ เปิดรับสตาร์ทอัพ ร่วมรังสรรค์เทคโนโลยีอวกาศ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;
23 &amp;nbsp;มี.ค.64-สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA เปิดตัวโครงการพัฒนาวิสาหกิจเริ่มต้นที่ใช้เทคโนโลยีเชิงลึกด้านเศรษฐกิจอวกาศ ภายใต้ชื่อ Space Economy: Lifting Off 2021 ผนึกกำลังภาคีความร่วมมืออวกาศไทย (Thai Space Consortium) เพื่อสร้างการเติบโตให้กับอุตสาหกรรมอวกาศและผลักดันให้เกิดการนำประโยชน์จากเทคโนโลยีอวกาศไปพัฒนาประเทศ โดยเปิดโอกาสให้สตาร์ทอัพ นักวิจัย และผู้ประกอบการที่มีเทคโนโลยี เข้าร่วมโครงการ เพื่อร่วมรังสรรค์กับองค์กรพันธมิตรในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์อุตสาหกรรมอวกาศ นำไปสู่โอกาสทางธุรกิจและการเติบโตในอุตสาหกรรมอวกาศ รวมถึงการนำเทคโนโลยีอวกาศไปประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมอื่นๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ดร. พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ ผู้อำนวยการ NIA กล่าวว่า NIA เล็งเห็นความสำคัญในการพัฒนาวิสาหกิจเริ่มต้นที่ใช้เทคโนโลยีเชิงลึก (Deep Tech Startup) ซึ่งเป็นการพัฒนารูปแบบธุรกิจจากการใช้เทคโนโลยีเชิงลึกที่มีความซับซ้อน มีพื้นฐานจากการวิจัยเชิงลึกที่ต้องอาศัยกระบวนการทางอุตสาหกรรมขั้นสูง เพื่อมีผลต่อการขยายผลทางธุรกิจและการตลาด ตลอดจนห่วงโซ่อุปสงค์และอุปทานของอุตสาหกรรมที่สำคัญของประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
จึงเป็นที่มาของการโครงการภาคีความร่วมมืออวกาศไทย (Thai Space Consortium) &amp;nbsp;ภายใต้โครงการ Space Economy: Lifting Off 2021 ขึ้น เพื่อพัฒนาศักยภาพและผลิตภัณฑ์ของสตาร์ทอัพ นักวิจัย และผู้ประกอบการด้านเทคโนโลยีอวกาศ ให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่สามารถต่อยอดทางธุรกิจและเติบโตในอุตสาหกรรมอวกาศได้ โดยได้เชิญหน่วยงานพันธมิตรที่มีบทบาทสำคัญ และมีความพร้อมในการพัฒนาและส่งเสริมผู้ประกอบการทางด้านเทคโนโลยีอวกาศให้เติบโตเข้าร่วมโครงการ ประกอบด้วย สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ สมาคมการค้าเพื่อส่งเสริมผู้ประกอบการเทคโนโลยีรายใหม่ (Thailand Tech Startup Association) และ Thai Venture Capital Association (TVCA)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โครงการ Space Economy : Lifting Off 2021 นับเป็นครั้งแรกของการจัดโครงการบ่มเพาะผู้ประกอบการด้านอวกาศในประเทศไทย จัดทำเป็นรูปแบบของ &amp;ldquo;Co-creation&amp;rdquo; &amp;nbsp;เน้นให้ผู้เข้าร่วมโครงการได้ร่วมทำงานจริงกับหน่วยงานพันธมิตรและนำไปสู่การต่อยอดธุรกิจ ทุกทีมจะได้ลงมือทำงานร่วมกับผู้มีประสบการณ์และผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมอวกาศ รวมถึงได้รับการสนับสนุนในด้านต่างๆ โดยจะคัดเลือกสตาร์ทอัพจำนวน 10 รายเข้าร่วมโครงการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;quot;สตาร์ทอัพ ที่สนใจไม่จำเป็นต้องเป็นผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมอวกาศ แต่ต้องมีแนวคิดที่ตอบโจทย์อุตสาหกรรม มีทีมงานและเทคโนโลยีพื้นฐานที่พร้อมจะพัฒนาต่อยอดสู่เทคโนโลยีด้านอวกาศได้ &amp;nbsp;ต้องนำเสนอผลงานกับนักลงทุนที่มีความสนใจลงทุนในเทคโนโลยีเชิงลึก และบริษัทที่มีความสนใจในอุตสาหกรรมอวกาศหรือมีความต้องการนำเทคโนโลยีอวกาศไปต่อยอดในอุตสาหกรรมอื่น&amp;quot;ดร.พันธุ์อาจกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นับว่าอุตสาหกรรมอวกาศอาจจะดูเป็นเรื่องใหม่ในประเทศไทย แต่ดร.พันธุ์อาจ ยืนยันว่าความจริงแล้วอุตสาหกรรมนี้มีมูลค่าสูงถึงกว่า 50,000 ล้านบาท และมีความต้องการสูง ซึ่งเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับอวกาศไม่ได้มีแค่เฉพาะเรื่องของการส่งดาวเทียม หรือ การส่งยานอวกาศเพียงเท่านั้น แต่ครอบคลุมในวงกว้างตั้งแต่ Upstream คือเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับการปล่อยยานอวกาศ Downstream การใช้ประโยชน์จากข้อมูลต่างๆ ที่ได้จากอวกาศ และเทคโนโลยีอื่นๆ อาทิ การทำการวิจัยเรื่องต่างๆ ในอวกาศ การประหยัดพลังงานและเชื้อเพลิง วัสดุขั้นสูง (Advanced material) ฯลฯ นอกจากนั้น ยังสามารถต่อยอดนำเทคโนโลยีอวกาศไปใช้ในอุตสาหกรรมอื่นได้อีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ผู้สนใจสามารถสมัครเข้าร่วมโครงการได้ที่ https://nia.or.th/spaceeconomy/ หรือติดต่อเพื่อขอข้อมูลเพิ่มเติมที่ คุณวัลยา วิศาลบรรณวิทย์ (แนน) โทรศัพท์: 02-017 5555 ต่อ 407 มือถือ: 085-911-4691 หรือ อีเมล: wallaya.w@nia.or.th&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/96987</URL_LINK>
                <HASHTAG>#NIA, ดร. พันธุ์อาจ ชัยรัตน์, ธุรกิจสตาร์ทอัพ, สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210323/image_big_60598757db206.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>35851</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/05/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/05/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พลังคนรุ่นใหญ่วัย 50+ &quot;สตาร์ทอัพพันธุ์ใหม่&quot; </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต้องยอมรับว่ายุคนี้เป็นยุคของการทำธุรกิจสตาร์ทอัพ รวมถึงธุรกิจที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมซึ่งหลายคนอาจจะคิดว่าเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องของคนรุ่นใหม่ไฟแรงที่สามารถเรียนรู้วิทยาการใหม่ๆ ได้รวดเร็ว และนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ทางธุรกิจ แต่ในความเป็นจริงแล้วยังมีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่กำลังผันตัวเป็น &amp;ldquo;เถ้าแก่&amp;rdquo; ธุรกิจเทคโนโลยี และทำได้ดีไม่แพ้กับเหล่าวัยรุ่น นั่นก็คือ กลุ่มคนวัยกลางคนอายุ 50 ปีขึ้นไป ที่กำลังตื่นตัวและเข้ามามีบทบาทในแวดวงดังกล่าว ซึ่งในยุคที่พลเมืองสูงวัยกำลังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง กลุ่มคนเหล่านี้เป็นกลุ่มที่ควรได้รับการส่งเสริมอย่างจริงจัง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดร.พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA กล่าวว่า ในปัจจุบันคนรุ่นเก่าตั้งแต่เจเนอเรชั่น Builders (อายุ 73+), Baby Boomers (อายุ 55-72) รวมถึง Gen X (อายุ 38-54) มีความตื่นตัวด้านนวัตกรรมไม่น้อยเลย ซึ่งในความเป็นจริง &amp;ldquo;ผู้ประกอบการรุ่นใหญ่&amp;rdquo; ก็มีแนวคิดการทำธุรกิจนวัตกรรมที่สร้างสรรค์และตอบโจทย์สังคมไม่แพ้กับ &amp;ldquo;ผู้ประกอบการรุ่นใหม่&amp;rdquo; อีกทั้งยังมาพร้อมกับประสบการณ์ และคอนเน็กชั่น ทำให้โมเดลธุรกิจของพวกเขานั้นมีความน่าสนใจ เป็นประโยชน์ทั้งในแง่เศรษฐกิจ การสร้างคุณค่าให้กับสังคม ต่อเนื่องไปจนถึงการสร้างงานสร้างอาชีพ นอกจากนี้ยังพิสูจน์ให้เห็นอีกว่าอายุที่มากขึ้นไม่ใช่อุปสรรคหรือปัญหาในการเริ่มต้น เพราะเพียงแค่รู้จักสรรหาโอกาสและเติมช่องว่างที่ยังขาดก็สามารถประสบความสำเร็จได้ชนิดที่ไม่มีคำว่า &amp;ldquo;สายเกินไป&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;ผู้ประกอบการรุ่นใหญ่&amp;rdquo; ที่มีแนวคิดการทำธุรกิจนวัตกรรมเจ๋งๆ ไม่แพ้กับ &amp;ldquo;ผู้ประกอบการรุ่นใหม่&amp;rdquo; โดยกลุ่มคนต้นแบบเหล่านี้ได้รับการสนับสนุนจาก NIA ที่น่าสนใจคือ &amp;ldquo;สตาร์ทอัพแดนใต้วัยเก๋า ผู้พัฒนาระบบเพาะพันธุ์ตัวอ่อนปลิงขาวบนบก พร้อมการจ้างงานกว่า 200 อัตรา&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายลือพงษ์ อ๋องเจริญ ผู้ประกอบการจากบริษัท ประชารัฐรักสามัคคีตรัง วัย 71 ปี เล่าว่า ได้พัฒนานวัตกรรมระบบปิดสำหรับการเพาะพันธุ์และเลี้ยงตัวอ่อนปลิงขาวบนบกแบบครบวงจรขึ้น เพื่อแก้ปัญหาการลดลงของปลิงขาวซึ่งเป็นทรัพยากรทางทะเลที่สำคัญของจังหวัดสตูล พังงา ระนอง และตรัง ซึ่งปัจจุบันอยู่ในภาวะวิกฤติ ปริมาณที่ชาวประมงจับได้ลดลงไปถึง 90% เมื่อเทียบกับในอดีต สาเหตุมาจากทั้งขาดการอนุรักษ์ การเก็บมาจำหน่ายแบบไม่ควบคุม เนื่องจากราคาขายที่สูงถึงกิโลกรัมละ 2,500 บาท รวมถึงความต้องการในกลุ่มผู้บริโภคต่างชาติทั้งจีน ฮ่องกง เกาหลี และไต้หวัน ที่นิยมบริโภคเพราะความเชื่อเกี่ยวกับการรักษาโรคบางชนิดและการเพิ่มสมรรถทางเพศ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;บริษัทจึงได้พัฒนานวัตกรรมดังกล่าวมาทั้งสิ้น 2 ปี &amp;nbsp;โดยใช้วิธีการกระตุ้นให้เกิดการวางไข่ตามเวลาที่ต้องการ การกระตุ้นด้วยความร้อน การใช้ความกดดันน้ำ การใช้วิธีทำให้แห้ง และการกระตุ้นโดยใช้อาหาร ซึ่งควบคุมปัจจัยด้าน ความเค็มของน้ำ อุณหภูมิ แสง อาหารและวัฏจักรของดวงจันทร์ การเลี้ยงในระบบนี้จะเพิ่มอัตราการรอดของลูกปลิงขาวจากไข่ถึงลูกปลิงวัยอ่อนประมาณ 50% เมื่อเปรียบเทียบกับอัตรารอด 0.01%-0.05% ในแหล่งน้ำทะเลธรรมชาติ ซึ่งกิจกรรมดังกล่าวเป็นการส่งเสริมการปล่อยคืนสู่ทะเลเพื่อเพิ่มปริมาณปลิงขาวในทะเล เป็นทรัพยากรประมงพื้นถิ่นให้กับชาวประมงในพื้นที่ในอนาคต ก่อให้เกิดการจ้างงานได้กว่า 200 อัตรา และยังทำให้มูลค่าของปลิงขาวเพิ่มขึ้นเป็น 6,000-7,000 บาท/กิโลกรัมได้เลยทีเดียว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อีกตัวอย่างคือ &amp;ldquo;บิวดอน (Buildon) โปรแกรมประเมินศักยภาพพื้นที่มรดกทางวัฒนธรรม เพื่อสร้างรายได้ให้กับคนในชุมชน&amp;rdquo; ซึ่งนายฟูปัญญา ว่องไววิทย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท บิวดอน จำกัด วัย 50 ปี กล่าวว่า บิวดอนมุ่งตอบโจทย์การปรับปรุงและพัฒนาพื้นที่ให้เกิดประโยชน์มากยิ่งขึ้นกว่าแพลตฟอร์มของหน่วยงานภาครัฐที่ใช้ในปัจจุบัน โดยอาศัยเทคโนโลยี Web/Mobile application มาช่วยคิดวิเคราะห์ระดมความคิด ประเมิน และระดมการลงทุนเพื่อยกระดับแหล่งโบราณคดี โดยได้นำร่องไปที่เมืองเก่าศรีมโหสถ จังหวัดปราจีนบุรี ศาลากลางเดิม จังหวัดลำพูน และเมืองน่าน จังหวัดน่าน มุ่งตอบโจทย์การแก้ไขปัญหาและปรับปรุงให้เกิดประโยชน์จากอัตลักษณ์ วัฒนธรรมของชุมชน โดยการใช้นวัตกรรมในการสร้างแพลตฟอร์มออนไลน์ที่สามารถใช้สำหรับประเมินศักยภาพในเชิงพื้นที่ การระดมความคิดเห็นพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจและสังคมและระดมทุนเพื่อหากำไรในอนาคต
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เขายังให้ความเห็นอีกว่าอายุไม่ใช่อุปสรรคสำหรับการเริ่มต้นอะไรใหม่ๆ ซึ่ง 30 ปีที่ตนทำงานด้านนี้มา ได้เอาประสบการณ์โดยตรงจากการเป็นสถาปนิกอนุรักษ์มาปรับกับการพัฒนาธุรกิจให้ตอบสนองต่อความต้องการทั้งภาครัฐและเอกชน เพราะถ้าไม่ใช่คนที่ทำงานด้านนี้โดยตรงก็จะไม่เข้าใจและไม่เข้าถึงแก่นหรือไปถึงปัญหาในระดับที่จะสามารถตอบโจทย์ของโครงการได้จริงๆ นอกจากนี้ ข้อได้เปรียบของการเป็นสตาร์ทอัพรุ่นใหญ่ที่ต่างจากสตาร์ทอัพรุ่นใหม่ก็คือ การมีประสบการณ์ที่ตรงและยาวนานจะช่วยให้มองเห็นถึงปัญหาต่างๆ และนำมาแก้ไข ซึ่งแน่นอนว่าคนรุ่นใหม่จะต้องอาศัยเวลาในการหาประสบการณ์ต่างๆ การเรียนรู้ที่มีการผิดพลาดซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนกว่าจะมีความเชี่ยวชาญ ส่วนคนที่เป็นรุ่นใหญ่หรือมีประสบการณ์แล้ว ก็จะสามารถจัดระเบียบ วางแผนการทำงานหรือการดำเนินธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่า &amp;ldquo;ประสบการณ์ Recruit คนกว่า 20 ปี สู่ผู้พัฒนาแพลตฟอร์ม The Job ช่วยหางานง่ายเพียงปลายนิ้ว&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วิยะดา ฐานวีร์ กรรมการผู้จัดการบริษัท เดอะจ็อบ จำกัด วัย 50 ปี เผยว่า The Job เป็นแพลตฟอร์มที่จะช่วยให้คุณหางานที่ใช่ด้วย &amp;ldquo;ระบบจับคู่งานอัจฉริยะ&amp;rdquo; แตกต่างจากแต่ก่อนที่เราต้องมานั่งเสิร์ชหางานเอง เพียงลงประวัติไปในระบบก็สามารถจับคู่งานที่เราต้องการ ไม่ใช่แค่คนที่หางาน แต่คนที่กำลังหาลูกจ้างก็สามารถหาลูกจ้างได้เช่นกัน โดยจะระบบจะหาและจับคู่ (Match) ทั้งลูกจ้างและงานที่เราอยากได้ไว้ด้วยกัน ซึ่งสามารถระบุความต้องการ โลเกชั่นในการทำในงาน และสามารถเสิร์ชหาทุกคีย์เวิร์ดที่เกี่ยวกับงานโดยไม่ขาดตกแม้แต่งานเดียว ทั้งนี้ ระบบของ The Job ยังช่วยให้การหางานไม่ใช่เป็นเพียงเรื่องของใครของมัน แต่ยังสามารถแชร์งานที่เราได้ให้กับเพื่อนๆ หรือแนะนำแชร์ข้อมูลต่างๆ ภายใต้โปรไฟล์ที่หน้าจะตาจะคล้ายๆ กับเฟซบุ๊กในการแชร์เรื่องราวการทำงาน สมัครงาน การเตรียมตัวหรือเป็นการพูดคุยเพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์กันได้ นอกจากนี้ ทางบริษัทยังได้วิเคราะห์ว่า ใน 1 ปี จะมีเด็กจบใหม่อยู่ประมาณ 4 แสนคน ซึ่งระบบ The Job จะเข้ามาช่วยลดอัตราการว่างงานได้ถึง 20%&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับผู้ที่สนใจรายละเอียด สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) โทรศัพท์ 0-2017-5555 เว็บไซต์ www.nia.or.th หรือ facebook.com/niathailand.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/35851</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุณภาพชีวิต, ธุรกิจสตาร์ทอัพ, โลกวัยเกษียณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190514/image_big_5cdaaf35c1423.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
