<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>97068</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/03/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/03/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทุ่ม3.5แสนล้าน อุ้มธุรกิจสู้ไวรัส คนละครึ่ง3มีแน่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ครม.ไฟเขียว 3.5 แสนล้านอุ้มธุรกิจสู้โควิด ปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำ-ผุดโกดังพักหนี้ คาดช่วยผู้ประกอบการ 6 หมื่นราย-ไม่ตกงาน 8.2 แสนตำแหน่ง เคาะทัวร์เที่ยวไทยวงเงิน 5 พันล้าน ลุยเราเที่ยวด้วยกันเฟส 3 อีก 2 ล้านสิทธิ์ &amp;ldquo;บิ๊กตู่&amp;rdquo; ลำบากใจยังไม่เคาะ&amp;ldquo;เราผูกพัน&amp;rdquo; ให้ ขรก. คลังแย้มคนละครึ่งเฟส 3 มีแน่หลังเดือน พ.ค.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 23 มีนาคม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่ารัฐบาลให้ความห่วงใยประชาชนที่ได้รับผลกระทบในทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะประชาชน ภาคธุรกิจ ผู้ประกอบการ SMEs มาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำต่างๆ ทยอยปลดล็อกออกมา เพื่อให้ทุกคนได้เข้าถึงในเรื่องมาตรการเยียวยาของรัฐ ซึ่งวันนี้ได้เห็นชอบหลักการขั้นต้น ส่วนรายละเอียดต่างๆ เป็นเรื่องของหน่วยงานปฏิบัติ จะต้องดำเนินการให้รวดเร็วขึ้น ส่วนการขยายโครงการคนละครึ่งเฟส 3 นายกฯ กล่าวว่า กำลังดำเนินการอยู่ เดี๋ยวให้สอบถามกับทางฝ่ายที่ดำเนินการ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่า รวมถึงโครงการเราผูกพันที่ช่วยเหลือข้าราชการด้วยใช่หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ยังๆ ของข้าราชการเดี๋ยวต้องดูก่อน เห็นใจจริงๆ ในส่วนของข้าราชการ แต่เขามีเงินเดือน ลำบากเหมือนกัน จะไปดูว่าจะทำอย่างไรได้ สิ่งสำคัญที่สุดจะเกิดการหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ เป็นสิ่งที่ต้องมองด้วย ขอร้องทำความเข้าใจกับข้าราชการ ไม่ใช่รัฐบาลไม่ห่วงใย แต่เป็นเรื่องของการเยียวยา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พลังงาน แถลงว่า ที่ประชุม ครม.เห็นชอบมาตรการให้ความช่วยเหลือฟื้นฟูผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 รวม 2 มาตรการ รวมวงเงิน 3.5 แสนล้านบาท คาดว่าจะช่วยเหลือผู้ประกอบธุรกิจได้ 6 หมื่นราย และสามารถรักษาการจ้างงานได้ 8.2 แสนตำแหน่ง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ครม.เห็นชอบการให้ความช่วยเหลือฟื้นฟูผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 จำนวน 2 มาตรการ วงเงินรวม 3.5 แสนล้านบาท และมาตรการทางภาษีอากรและค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้อง และส่งให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาก่อนดำเนินการตามกระบวนการตรากฎหมายต่อไป ประกอบด้วย 1.มาตรการสนับสนุนการให้สินเชื่อแก่ผู้ประกอบธุรกิจ (มาตรการสินเชื่อฟื้นฟู) วงเงิน 2.5 แสนล้านบาท โดยกำหนดกลไกการช่วยเหลือผู้ประกอบธุรกิจที่มีพื้นฐานดี แต่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19 ให้เข้าถึงสินเชื่อในอัตราที่เหมาะสมผ่านกลไกการลดความเสี่ยงด้านเครดิตของภาครัฐ ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบธุรกิจกลุ่มดังกล่าวสามารถประคับประคองธุรกิจและรักษาการจ้างงาน รวมทั้งปรับปรุงธุรกิจเพื่อให้สอดรับกับโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไปหลังจากการระบาดของโควิด-19 คลี่คลายลง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับผู้ประกอบธุรกิจที่มีสินเชื่อกับสถาบันการเงินแต่ละแห่งไม่เกิน 500 ล้านบาท สามารถขอสินเชื่อได้ไม่เกิน 30% ของวงเงินสินเชื่อ ณ วันที่ 31 ธ.ค.2562 หรือ ณ วันที่ 28 ก.พ.2564 แล้วแต่จำนวนใดจะสูงกว่า แต่ต้องไม่เกิน 150 ล้านบาท และสำหรับผู้ประกอบธุรกิจที่ไม่มีวงเงินสินเชื่อกับสถาบันการเงินแห่งหนึ่งแห่งใด ณ วันที่ 28 ก.พ.2564 สามารถขอสินเชื่อได้ไม่เกิน 20 ล้านบาท โดยสถาบันการเงินจะคิดอัตราดอกเบี้ยไม่เกิน 2% ต่อปี ในช่วง 2 ปีแรกของสัญญา และเฉลี่ยไม่เกิน 5% ต่อปี ในช่วง 5 ปีแรกที่สถาบันการเงินได้รับแหล่งทุนดอกเบี้ยต่ำจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ซึ่งกำหนดให้มีกลไกค้ำประกันสินเชื่อดังกล่าวเพื่อลดความเสี่ยงด้านเครดิตของผู้ประกอบธุรกิจ ระยะเวลาค้ำประกันไม่เกิน 10 ปี ภาระชดเชยค้ำประกันสูงสุด 40% ของวงเงินสินเชื่อภายใต้โครงการ ค่าธรรมเนียมการค้ำประกันโดยเฉลี่ยไม่เกิน 1.75% ต่อปี และรัฐบาลชดเชยค่าธรรมเนียมดังกล่าวโดยเฉลี่ยไม่เกิน 3.5% ต่อปี ตลอดสัญญาได้ นอกจากนี้ กระทรวงมหาดไทยจะลดหย่อนค่าธรรมเนียมการจดจำนองหลักทรัพย์ค้ำประกันจากการดำเนินการตามมาตรการสินเชื่อฟื้นฟู เหลือ 0.01% เพื่อลดภาระให้แก่ผู้ประกอบธุรกิจ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;2.มาตรการสนับสนุนการรับโอนทรัพย์สินหลักประกันเพื่อชำระหนี้โดยให้ผู้ประกอบธุรกิจมีสิทธิซื้อทรัพย์สินนั้นคืนในภายหลัง (มาตรการพักทรัพย์ พักหนี้) วงเงิน 1 แสนล้านบาท โดยสนับสนุนให้ผู้ประกอบธุรกิจไม่ต้องรับภาระต้นทุนทางการเงินเป็นการชั่วคราวและไม่ถูกบังคับให้ขายทรัพย์สินหลักประกันในราคาต่ำกว่าสภาพความเป็นจริงให้แก่กลุ่มทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมทั้งมีโอกาสกลับมาดำเนินธุรกิจโดยใช้ทรัพย์สินหลักประกันเดิมได้หลังสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 คลี่คลายลง ทั้งนี้ ธปท.จะสนับสนุนแหล่งทุนดอกเบี้ยต่ำให้สถาบันการเงิน เพื่อให้สถาบันการเงินสามารถขายทรัพย์สินคืนให้ผู้ประกอบธุรกิจหรือเจ้าของทรัพย์สินรายเดิมในราคาที่ไม่สูงจนเกินไป นอกจากนี้ สถาบันการเงินสามารถให้ผู้ประกอบธุรกิจหรือเจ้าของทรัพย์สินเช่าทรัพย์สินนั้นเพื่อดำเนินธุรกิจต่อไปได้ในช่วงระยะเวลามาตรการได้อีกด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้ง 2 มาตรการมีระยะเวลาการดำเนินการ 2 ปี โดย ครม. สามารถขยายระยะเวลามาตรการออกไปได้อีก 1 ปี ในกรณีที่มีความจำเป็นและมีวงเงินเหลืออยู่ และ ครม.ยังสามารถอนุมัติให้เกลี่ยวงเงินระหว่างมาตรการได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการ ธปท., นางสาวกุลยา ตันติเตมิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง, นายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย, นายฉัตรชัย ศิริไล ประธานกรรมการสมาคมสถาบันการเงินของรัฐ, นายกลินท์ สารสิน ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และนายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ร่วมกันแถลงมาตรการเพิ่มเติม โดยมั่นใจว่ามาตรการดังกล่าวจะประสบความสำเร็จ และจะสามารถดำเนินการได้จริงภายในเดือน พ.ค.นี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เปิดเผยว่า ที่ประชุม ครม.เห็นชอบโครงการ &amp;quot;ทัวร์เที่ยวไทย&amp;quot; วงเงิน 5,000 ล้านบาท จำนวน 1 ล้านสิทธิ์ โดยรัฐบาลสนับสนุนค่าเดินทางลักษณะร่วมจ่าย ร้อยละ 40 รายละไม่เกิน 5,000 บาท โดยผู้ประกอบการบริษัททัวร์ต้องมาลงทะเบียนกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จัดทำเป็นโปรแกรมท่องเที่ยวในระยะเวลา 3 วัน 2 คืน ต้องกำหนดราคาที่พักและร้านอาหารไม่เกิน 12,500 บาทต่อโปรแกรม กำหนด 1 ล้านสิทธิ์ บริษัททัวร์แต่ละแห่งรับลูกค้าได้ไม่เกิน 1,000 ราย เริ่มเดือน พ.ค.ถึง ส.ค.64 โดยเป็นการท่องเที่ยวในช่วงวันธรรมดา และต้องชำระเงินผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตังเท่านั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ที่ประชุมยังอนุมัติโครงการเราเที่ยวด้วยกัน เฟส 3 จำนวน 2 ล้านสิทธิ์ เริ่มใช้สิทธิ์ได้ตั้งแต่เดือน พ.ค.ถึง ส.ค. โดยจะแก้ไขระบบไม่ให้มีการฉวยโอกาส ซึ่งจะเพิ่มขั้นตอนให้ผู้ประกอบการต้องให้ความยินยอมใหม่อีกครั้ง ให้ ททท.ตรวจสอบข้อมูลที่พักว่าแต่ละแห่งมีจำนวนห้องเท่าใด รวมถึงต้องส่งข้อมูลราคาห้องมาให้ตรวจสอบ สำหรับการจองที่พักต้องจองล่วงหน้า 7 วัน เพื่อให้ธนาคารกรุงไทยส่งข้อมูลให้ ททท.ตรวจสอบ และต้องใช้การสแกนใบหน้า และมีข้อมูลจีพีเอสในการใช้งานด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางสาวกุลยา ตันติเตมิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวถึงความคืบหน้าโครงการคนละครึ่งเฟส 3 ว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการออกแบบโครงการ ซึ่งจะไม่ได้ต่อโครงการทันทีที่จบเฟส 2 ในสิ้นเดือน มี.ค.นี้ ซึ่งคาดว่าโครงการจะออกมาได้หลังจากที่โครงการเราชนะ และ ม33เรารักกันสิ้นสุดในช่วงเดือน พ.ค. โดยผู้ได้รับสิทธิรายเดิมอาจจะไม่ต้องลงทะเบียนใหม่อีกครั้ง เนื่องจากมีข้อมูลในแอปพลิเคชันเป๋าตังแล้ว ซึ่งจะใช้งบประมาณจาก พ.ร.ก.กู้เงินในก้อนฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งมีวงเงินเหลืออยู่กว่า 2 แสนล้านบาท.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/97068</URL_LINK>
                <HASHTAG>ช่วยผู้ประกอบการ, ทัวร์เที่ยวไทย, ธุรกิจสู้โควิด, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อุ้มธุรกิจสู้โควิด, เราผูกพัน, โกดังพักหนี้</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210323/image_big_605a06e96d3a7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
