<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>117374</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/09/2021 11:26</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/09/2021 11:26</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทำใจ อสังหาฯภาคอีสาน กว่าจะฟื้นต้องรอครึ่งหลังปี 2565</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 ก.ย. 2564 ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ เปิดเผยผลสำรวจภาพรวมตลาดที่อยู่อาศัยของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พบว่า ภาพรวมตลาดมีการชะลอตัวอย่างมากในด้านอุปทานของหน่วยเปิดขายใหม่ ซึ่งจำนวนหน่วยลดลงร้อยละ -24.4 และมูลค่าลดลง -20.6 โดยพบว่าไม่มีโครงการอาคารชุดเปิดขายใหม่เลย แสดงให้เห็นว่าผู้ประกอบการมีการชะลอตัวในการพัฒนาโครงการใหม่อาคารชุดอย่างชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่จังหวัดมหาสารคาม นครราชสีมา อุบลราชธานี และจังหวัดขอนแก่น ตามลำดับ ส่วนในจังหวัดอุดรธานี มีการพัฒนาโครงการใหม่เพิ่มขึ้นมากถึงร้อยละ 218.2 โดยเป็นการพัฒนาโครงการบ้านจัดสรรทั้งหมด เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในส่วนของภาพรวมอุปสงค์ของหน่วยขายได้ใหม่พบว่า ทั้งจำนวนหน่วยและมูลค่าลดลงประมาณร้อยละ -24.9 และ -30.3 ตามลำดับ &amp;nbsp;และหากพิจารณาอัตราดูดซับอาคารชุดพบว่า มีการปรับตัวสูงขึ้น โดยเป็นผลจากการที่มีหน่วยเปิดขายใหม่ลดลง ไม่ใช่เป็นผลมาจากหน่วยขายได้ใหม่เพิ่มขึ้น หากมองภาพรวมทั้งปี 2564 คาดว่าจะมีหน่วยที่อยู่อาศัยเปิดขายใหม่เข้าสู่ตลาดประมาณ 3,597 หน่วย มีหน่วยรอการขายสะสมประมาณ 12,487 หน่วย และในปี 2565 คาดว่า หากมีการกระจายวัคซีนได้ทั่วถึงจะทำให้สถานการณ์ที่อยู่อาศัยปรับตัวดีขึ้น และจะส่งผลให้มีหน่วยที่อยู่อาศัยเปิดขายใหม่เข้าสู่ตลาดไม่น้อยกว่า 4,022 หน่วย และจะส่งผลให้มีหน่วยเหลือขายสะสมอยู่ในตลาดโดยมีจำนวนหน่วยประมาณ 12,619 หน่วย หรือ เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.1 เมื่อเทียบกับปี 2564&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวิชัย วิรัตกพันธ์ ผู้ตรวจการธนาคารอาคารสงเคราะห์ และรักษาการผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) กล่าวว่า จากการที่ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ได้จัดเก็บข้อมูลความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นกับการลงทุนพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยในช่วงครึ่งแรกของปี 2564 ด้วยการสำรวจภาคสนาม ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ประเทศไทยยังคงประสบกับการแพร่ระบาดของ COVID-19 ระลอก 3 และ 4 ได้พบความเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนของอุปทานที่อยู่อาศัยหน่วยเปิดขายใหม่ที่เข้าสู่ตลาดในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งพื้นที่สำรวจประกอบด้วยจังกวัดขอนแก่น นครราชสีมา อุบลราชธานี อุดรธานี และมหาสารคาม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยในช่วงครึ่งแรกของปี 2564 มีโครงการที่อยู่อาศัยใหม่เข้าสู่ตลาดน้อย โดยมีเพียง 1,583 หน่วย หรือ ลดลงร้อยละ -24.4 และมีมูลค่ารวม 4,861 ล้านบาท หรือ ลดลงร้อยละ -20.6 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้อุปทานที่อยู่อาศัยทั้งหมดที่มีการขายในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีจำนวนรวม 13,701 หน่วย หรือ ลดลงร้อยละ -11.1 และมีมูลค่ารวม &amp;nbsp;47,000 &amp;nbsp;ล้านบาท หรือ ลดลงร้อยละ -12.9 โดยมีหน่วยขายได้ใหม่ลดลงทั้งจำนวนหน่วยและมูลค่า โดยมีจำนวนหน่วยประมาณ 2,141 หน่วย หรือ ลดลงร้อยละ -24.9 และมีมูลค่า 6,474 ล้านบาท หรือ ลดลงร้อยละ -30.3 ส่งผลให้มีหน่วยเหลือขายอยู่ในตลาดประมาณ 11,560 หน่วย และมีมูลค่ารวมประมาณ 40,526 ล้านบาท ซึ่งลดลงทั้งจำนวนหน่วยและมูลค่า โดยจำนวนหน่วยลดลงร้อยละ -8.0 และมูลค่าลดลงร้อยละ -9.3 ตามลำดับ ในจำนวนดังกล่าวเป็นการลดลงของหน่วยอาคารชุดเหลือขายร้อยละ -16.2 ขณะที่หน่วยบ้านจัดสรรเหลือขายลดลงร้อยละ -5.8 ทั้งนี้เป็นผลมาจากการที่ผู้ประกอบการปรับตัวโดยลดจำนวนของการพัฒนาโครงการอาคารชุดเปิดตัวใหม่ลง แต่ปรับกลยุทธ์ทางธุรกิจไปพัฒนาโครงการบ้านจัดสรรเข้ามาสู่ตลาดมากเพิ่มขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อพิจารณาลงรายละเอียด พบการชะลอตัวของการเปิดขายใหม่ในพื้นที่จังหวัดมหาสารคาม นครราชสีมา อุบลราชธานี และจังหวัดขอนแก่น โดยมีจำนวนหน่วยลดลงร้อยละ -61.1 ร้อยละ -46.4 ร้อยละ -44.2 และร้อยละ -28.9ตามลำดับ ส่วนในจังหวัดอุดรธานี มีหน่วยเปิดขายใหม่เพิ่มขึ้น ร้อยละ 218.2 ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นของการพัฒนาโครงการบ้านจัดสรรทั้งหมด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ได้ประมาณการที่อยู่อาศัยเปิดขายใหม่จะเข้าสู่ตลาดในปี 2564 จำนวนประมาณ 3,597 หน่วย มูลค่ารวมประมาณ 10,847 ล้านบาท ประกอบด้วยโครงการบ้านจัดสรรประมาณ 3,317 หน่วย มูลค่ารวมประมาณ 10,354 ล้านบาท โครงการอาคารชุดประมาณ 280 หน่วย มูลค่ารวมประมาณ &amp;nbsp;493 ล้านบาท โดยในช่วงครึ่งหลังปี 2564 อัตราการขยายตัวของหน่วยโครงการที่อยู่อาศัยเปิดขายใหม่จะมีอัตราการเพิ่มขึ้นมากกว่าช่วงครึ่งปีแรก โดยคาดว่าจะเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 54.2 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่มูลค่าเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 43.9 &amp;nbsp;เชื่อมั่นว่าสถานการณ์ของหน่วยเปิดขายใหม่ของพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือจะปรับตัวดีขึ้นกว่าครึ่งแรกของปี 2564&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับแนวโน้มปี 2565 ศูนย์ข้อมูลฯ คาดว่าจะมีที่อยู่อาศัยเปิดขายใหม่จะเข้าสู่ตลาดภาคตะวันออกเฉียงเหนือจำนวนประมาณ 4,022 หน่วย มูลค่ารวมประมาณ 11,847 ล้านบาท ประกอบด้วย โครงการบ้านจัดสรรประมาณ 3,205 หน่วย มูลค่ารวมประมาณ 10,228 ล้านบาท และ โครงการอาคารชุดประมาณ 817 หน่วย มูลค่ารวมประมาณ 1,619ล้านบาท โดยคาดว่าในช่วงครึ่งแรกปี 2565 อัตราการขยายตัวของหน่วยโครงการที่อยู่อาศัยเปิดขายใหม่จะเพิ่มขึ้นจากช่วงครึ่งปีแรกของปี 2564 ถึงร้อยละ 22.0 และคาดว่าจะขยายตัวเพิ่มขึ้นอีกร้อยละ 3.8 ในช่วงครึ่งหลังของปี 2565 ในขณะที่มูลค่าในครึ่งแรกของปี 2565 จะเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 19.7 และเริ่มชะลอการขยายตัวในช่วงครึ่งหลังปี 2565&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในส่วนของหน่วยขายได้ใหม่ ศูนย์ข้อมูลฯ คาดการณ์ว่า ในปี 2564 &amp;nbsp;ตลาดที่อยู่อาศัยในภาคตะวันออกเฉียงเหนือจะมีหน่วยขายได้ใหม่จำนวนประมาณ 4,308 หน่วย มูลค่ารวมประมาณ 13,305 ล้านบาท ประกอบด้วยโครงการบ้านจัดสรรประมาณ 3,308 หน่วย มูลค่ารวมประมาณ 10,961 ล้านบาท โครงการอาคารชุดประมาณ 1,000 หน่วย มูลค่ารวมประมาณ 2,344 ล้านบาท โดยคาดว่าในช่วงครึ่งหลังปี 2564 จะมีหน่วยขายได้ใหม่มากกว่าครึ่งปีแรก หรือมีอัตราขยายตัวเพิ่มขึ้นอยู่ที่ประมาณร้อยละ 90.9 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีมูลค่าเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 90.6 และในปี 2565 คาดการณ์ว่าจะมีหน่วยขายได้ใหม่จำนวนประมาณ 4,243 หน่วย มูลค่ารวม 13,511 ล้านบาท ประกอบด้วยโครงการบ้านจัดสรรประมาณ 3,227 หน่วย มูลค่ารวมประมาณ 10,977 ล้านบาท และโครงการอาคารชุดประมาณ 1,016 หน่วย มูลค่ารวมประมาณ 2,534 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยคาดว่าในช่วงครึ่งแรกปี 2565 ตลาดที่อยู่อาศัยในภาคตะวันออกเฉียงเหนือจะมียอดขายลดลงเมื่อเทียบกับครึ่งแรกของปี 2564 ร้อยละ -2.9 และคาดว่าจะลดลงอีกร้อยละ -0.1 ในช่วงครึ่งหลังของปี 2565 เนื่องจากในปี 2564 คาดว่าสถานการณ์ยอดขายจะปรับตัวดีขึ้นอย่างมาก จึงทำให้ในปี 2565 อาจจะมียอดขายชะลอตัวลงมาเล็กน้อย &amp;nbsp;ในขณะที่มูลค่าในครึ่งแรกของปี 2565 จะเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 2.2 และขยายตัวเพิ่มขึ้นอีกร้อยละ 1.0 ในช่วงครึ่งหลังปี 2565 &amp;nbsp;โดยเป็นผลมาจากการคาดการณ์ภายใต้สถานการณ์ที่ประเทศไทยสามารถกระจายวัคซีนได้ทั่วถึง ทำให้เกิดภูมิคุ้มกันหมู่เกิดขึ้นในระดับที่สูงกว่าปี 2564 และคาดการณ์เศรษฐกิจไทยในปี 2565 จะขยายตัวประมาณร้อยละ 4.0&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ หากพิจารณาในส่วนของหน่วยเหลือขาย ศูนย์ข้อมูลฯ คาดการณ์ว่า ในครึ่งหลังปี 2564 จะมีหน่วยเหลือขายในตลาดภาคตะวันออกเฉียงเหนือจำนวนประมาณ 12,487 หน่วย มูลค่ารวมประมาณ 43,085 ล้านบาท ประกอบด้วยโครงการบ้านจัดสรรประมาณ 10,003 หน่วย มูลค่ารวมประมาณ 36,859 ล้านบาท โครงการอาคารชุดประมาณ 2,484 หน่วย มูลค่ารวมประมาณ 6,226 ล้านบาท และในปี 2565 คาดการณ์ว่าจะมีหน่วยเหลือขายในตลาดจำนวนประมาณ 12,619 หน่วย มูลค่ารวมประมาณ 43,080 ล้านบาท ประกอบด้วยโครงการบ้านจัดสรรประมาณ 9,950 หน่วย มูลค่ารวมประมาณ 36,366 ล้านบาท และโครงการอาคารชุดประมาณ 2,669 หน่วย มูลค่ารวมประมาณ 6,714 ล้านบาท โดยอัตราดูดซับจะเริ่มทรงตัวตั้งแต่ช่วงครึ่งหลังของปี 2564 เป็นต้นไป เนื่องจากผู้ประกอบการจะเริ่มเติมหน่วยเปิดขายใหม่เข้ามาสู่ตลาดเพิ่มขึ้น แต่อย่างไรก็ดีศูนย์ข้อมูลคาดว่าจะเห็นสัญญาณที่ฟื้นตัวของตลาดที่อยู่อาศัยในภาคตะวันออกเฉียงเหนืออย่างชัดเจนมากขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี 2565 เป็นต้นไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117374</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์, ภาคอีสาน, ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210705/image_big_60e2c7f1d4048.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>102314</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/05/2021 17:40</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/05/2021 17:40</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> &quot;ฐิติมา รุ่งขวัญศิริโรจน์&quot;หญิงแกร่ง นำทัพสยายปีกรุกนิคมฯเสริมทัพสิงห์เอสเตท</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นับจากเมื่อช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2564 บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) ได้มีการประกาศเลื่อนตำแหน่งผู้บริหารสูงสุด โดย ฐิติมา รุ่งขวัญศิริโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการเงิน ได้รับการแต่งตั้งเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เพื่อสานต่อภารกิจในการขับเคลื่อนสิงห์ เอสเตท เดินหน้าสู่เป้าหมายก้าวต่อไปอย่างต่อเนื่องและมั่นคง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยเป้าหมายใหญ่ของสิงห์ เอสเตท คือ การสร้างความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจอย่างมั่นคง และเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน ด้วยกลยุทธ์การบูรณาการธุรกิจต่างๆ ที่ส่งเสริมซึ่งกันและกัน ทั้งกลุ่มธุรกิจที่เป็นแกนหลักมาแต่เดิม และกลุ่มธุรกิจใหม่ของสิงห์ เอสเตท พร้อมมุ่งเดินหน้าสู่รายได้ที่เพิ่มขึ้น 3 เท่าตัว หรือที่ 20,000 ล้านบาทภายในเวลา 3 ปี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากเป้าหมายดังลกล่าวนั้น ฐิติมา เล่าว่า เมื่อไม่นานมานี้ สิงห์ เอสเตท เพิ่งเข้าไปลงทุนในโรงไฟฟ้า 3 แห่ง ได้แก่ โรงงานผลิตกระแสไฟฟ้าและพลังงานความร้อนร่วม ของบริษัท อ่างทอง เพาเวอร์ จำกัด ซึ่งตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมเวิลด์ ฟู๊ด วัลเลย์ ไทยแลนด์ จังหวัดอ่างทอง กำลังการผลิตอยู่ที่ 123 เมกะวัตต์ และอีก 2 โรงไฟฟ้าที่กำลังก่อสร้าง บี.กริม เพาเวอร์ (ราชบุรี) 1 และ บี.กริม เพาเวอร์ (ราชบุรี) 2 โดยจะมีกำลังการผลิตอยู่ที่โรงงานละ 140 เมกะวัตต์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;การเข้าลงทุนซื้อนิคมอุตสาหกรรมเวิลด์ ฟู๊ด วัลเลย์ ไทยแลนด์ ในครั้งนี้ จะเป็นความก้าวหน้าอีกขั้นหนึ่งที่สำคัญในการเดินหน้าสู่เป้าหมายเชิงกลยุทธ์ของสิงห์ เอสเตท ที่ต้องการสร้างจุดแข็งที่ทรงพลังให้กับธุรกิจ จากการส่งเสริมซึ่งกันและกันของกลุ่มธุรกิจต่างๆ ที่หลากหลายของสิงห์ เอสเตท เพื่อทำให้มีความแข็งแกร่งในการแข่งขัน และทำให้ธุรกิจของสิงห์ เอสเตท มีความเป็น Resilient Business&amp;quot; ฐิติมา กล่าวย้ำ
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ล่าสุด สิงห์ เอสเตท ได้ลงนามในข้อตกลงเข้าซื้อหุ้น 100% ของบริษัท ปาร์ค อินดัสตรี จำกัด จากบริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ ซึ่งปาร์ค อินดัสตรี นั้นเป็นเจ้าของนิคมอุตสาหกรรมเวิลด์ ฟู๊ด วัลเลย์ ไทยแลนด์ มีเนื้อที่ 1,790 ไร่ ตั้งอยู่ใน จ.อ่างทอง ฐิติมา เล่าว่า เป็นการผสานธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมเข้ากับธุรกิจผลิตกระแสไฟฟ้า จะสร้างประโยชน์ให้กับธุรกิจของบริษัททั้งในด้านการเงินและการดำเนินงาน เพราะนิคมอุตสาหกรรมแห่งนี้เน้นสินค้าอาหารโดยเฉพาะ ทำให้มีความต้องการใช้ไอน้ำจากผู้ประกอบการแปรรูปอาหารต่างๆ ในนิคมฯ ซึ่งโรงไฟฟ้าของเรา ก็เป็นผู้ผลิตไอน้ำที่ใช้ได้ในอุตสาหกรรมอาหารด้วย นอกจากนั้นกิจการโรงไฟฟ้ายังช่วยให้เรามีรายได้อย่างต่อเนื่อง และมีกระแสเงินสดที่สม่ำเสมอ ลดความเสี่ยงในเรื่องความไม่แน่นอนของกระแสเงินสดจากการขายพื้นที่ในนิคมอุตสาหกรรม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ฐิติมา ยังบอกอีกว่า นอกเหนือจากกลยุทธ์ที่บอกแล้ว ยังมองเห็นอนาคตที่สดใสของธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมที่ตั้งอยู่ในภาคกลางของประเทศไทย เพราะอัตราการเข้าใช้พื้นที่นิคมอุตสาหกรรมของทั้งประเทศนั้นเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 80% ณ ช่วงสิ้นปีของปีที่แล้ว ในขณะที่ภาคกลางของประเทศไทยมีอัตราการเข้าใช้พื้นที่นิคมอุตสาหกรรมในระดับสูงสุดอยู่ที่ประมาณ 89% อีกด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกัน นิคมอุตสาหกรรมแห่งนี้ยังมีความสำคัญตามนโยบายการขับเคลื่อนประเทศที่มุ่งยกระดับประเทศไทยให้เป็นครัวของโลก และเป็นหนึ่งในผู้ผลิตอาหารชั้นนำของโลก โดยทำเลที่ตั้งของนิคมฯ แห่งนี้ถือเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่มีความเหมาะสมสำหรับผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมอาหาร เนื่องจากตั้งอยู่ใจกลางห่วงโซ่อุปทานอาหารและวัตถุดิบของประเทศ ทั้งแหล่งสำคัญในการผลิตข้าว ผลิตภัณฑ์จากนมและสัตว์ปีก นอกจากนี้ยังมีแหล่งน้ำอุดมสมบูรณ์เนื่องจากอยู่ใกล้กับแม่น้ำเจ้าพระยาอีกด้วย &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ฐิติมา ย้ำอีกว่า &amp;ldquo;อุตสาหกรรมการเกษตรและอาหาร เป็นหนึ่งในภาคอุตสาหรรมที่มีการยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนเข้ามาในอัตราที่เติบโตรวดเร็วที่สุด โดยภาคกลางของประเทศไทยมีสัดส่วนของการยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนประมาณครึ่งหนึ่งของการยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนทั้งหมดในปี 2563 ดังนั้นคาดการณ์ว่า ความต้องการที่ดินในนิคมอุตสาหกรรมในประเทศไทยจะเพิ่มขึ้น เมื่อมีการผ่อนปรนมาตรการความเข้มงวดในการเดินทางหลังการคลี่คลายของวิกฤติโควิด-19
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จะเห็นได้ว่า ภายใต้การบริหารงานของ &amp;ldquo;ฐิติมา รุ่งขวัญศิริโรจน์&amp;rdquo; นั้น ได้เดินหน้าต่อจิ๊กซอว์สำคัญๆ ให้กับสิงห์เอสเตทมาอย่างต่อเนื่อง แน่นอนว่าการลงทุนด้านพลังงานด้วยการเข้าไปถือหุ้นโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ทั้ง 3 แห่ง ต่อด้วยการเข้าซื้อนิคมอุตสาหกรรม นับเป็นการการันตีถึงความก้าวหน้าและการขยายอาณาเขตของธุรกิจให้กว้างยิ่งขึ้น มั่นคงยิ่งกว่า และมีผลตอบแทนที่ดี จากก่อนหน้านี้ที่มีทั้งธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการพาณิชย์ โรงแรมและรีสอร์ต โครงการที่พักอาศัยที่เป็นฐานมั่นคงอยู่แล้ว. &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/102314</URL_LINK>
                <HASHTAG>ฐิติมา รุ่งขวัญศิริโรจน์, ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์, นิคมอุตสาหกรรมเวิลด์ ฟู๊ด วัลเลย์ ไทยแลนด์, สิงห์เอสเตท</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210509/image_big_6097ba70e17a5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>71481</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/07/2020 08:52</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/07/2020 08:52</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>AP มั่นใจอสังหาฯยังมีดีมานด์ ลุยปั้นแบรนด์ &#039;อภิทาวน์&#039; บุกตลาดต่างจังหวัด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
15 ก.ค.2563 นายวิทการ จันทวิมล รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานกลยุทธ์องค์กรและการสร้างสรรค์ บมจ. เอพี ไทยแลนด์ เปิดเผยว่า ในช่วงวิกฤตการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 &amp;nbsp;ทำให้ตลอด 6 เดือนที่ผ่านมาบริษัทฯ ดำเนินงานด้วยความระมัดระวังควบคู่ไปกับการปรับแผนงานให้สอดรับกับสถานการณ์ และสามารถสร้างยอดขายรวมได้ทั้งสิ้น 15,085 ล้านบาท จากการเปิดตัวโครงการแนวราบใหม่ 14 โครงการ มูลค่า 15,500 ล้านบาท และจากโครงการอื่นๆ ที่อยู่ระหว่างการขายอีกกว่า 100 โครงการ มูลค่าคงเหลือขาย 70,000 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2563 ยังคงดำเนินงานตามแผนที่วาง โดยเฉพาะการเดินหน้าขยายโครงการแนวราบใน 5 จังหวัด ด้วยแบรนด์อภิทาวน์ มูลค่ารวม 4,700 ล้านบาท ได้แก่ นครศรีธรรมราช ระยอง อยุธยา ขอนแก่น และเชียงราย ในรูปแบบโครงการแบบมิกซ์ โปรดักส์ ตอบโจทย์ความต้องการที่อยู่อาศัยทั้งในแบบบ้านเดี่ยว บ้านแฝด และทาวน์โฮม ราคาเริ่มต้น 1.5 - 9 ล้านบาท พร้อมแผนการเปิดตัวโครงการใหม่ในกรุงเทพฯ อีกจำนวน 21 โครงการ โดยเป็นบ้านเดี่ยว 8 โครงการ มูลค่า 7,970 ล้านบาท และทาวน์โฮม 13 โครงการ มูลค่า 13,330 ล้านบาท รวมครึ่งปีหลังบริษัทฯ เตรียมเปิดตัวโครงการใหม่รวมทั้งสิ้น 26 โครงการ มูลค่ารวม 26,000 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ อภิทาวน์ จะเป็นชื่อแบรนด์สินค้าในกลุ่มต่างจังหวัดที่เพิ่มเข้ามาในพอร์ต เน้นเรื่องสเปซดีไซน์ และการนำเทคโนโลยีเข้ามาประยุกต์ในการอยู่อาศัย โดยพร้อมเปิดตัวโครงการแรกที่อภิทาวน์ นครศรีธรรมราช พรีเซลในช่วงวันที่ 26-27 กันยายน และโครงการอื่นๆ ในช่วงเดือนตุลาคม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับสินค้าคอนโดมิเนียมในครึ่งปีหลังนี้บริษัทฯ มีคอนโดมิเนียมใหม่ที่ก่อสร้างแล้วเสร็จอยู่ในแผน การส่งมอบอีกจำนวน 2 โครงการ ได้แก่ ไลฟ์ อโศก-พระราม 9 มูลค่าโครงการ 9,800 ล้านบาท สถานะยอดขาย 94% พร้อมส่งมอบเดือนสิงหาคมนี้ และ แอสไปร์ อโศก-รัชดา มูลค่าโครงการ 2,900 ล้านบาท ยอดขาย 95% พร้อมส่งมอบเดือนสิงหาคมนี้ พร้อมกันนี้บริษัทฯ ยังมีแบ็คล็อกคอนโดมิเนียมที่รอรับรู้ไปในอีก 3 ปีข้างหน้า &amp;nbsp;มูลค่ามากถึง 42,915 ล้านบาท ด้านโครงการที่อยู่ระหว่างการขาย บริษัทฯ มีคอนโดมิเนียมที่อยู่ระหว่างการขายจำนวน 18 โครงการ มูลค่าคงเหลือขาย 21,000 ล้านบาท จึงมั่นใจว่าจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นถึงแม้จะส่งผลให้ผู้ซื้อคอนโดมิเนียม เพื่อลงทุนระยะสั้นชะลอการตัดสินใจลงทุน แต่ลูกค้ากลุ่มที่ซื้อเพื่อลงทุนระยะยาวก็ยังคงเห็นถึงความคุ้มค่าของการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์มากกว่าการลงทุนในรูปแบบอื่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม บริษัทมองว่าผลกระทบครั้งนี้ไม่เหมือนในอดีต ยังคงอยู่กับสภาวะความผันผวนเช่นนี้ต่อไป และยังไม่รู้ว่าอีก 6 เดือนข้างหน้าจะมีเหตุการณ์อะไรอีก &amp;nbsp;และเพื่อให้ธุรกิจเดินหน้าไปต่อท่ามกลางสถานการณ์ที่ยากลำบาก นอกจากความพร้อมของคนในองค์กร การบริหารกระแสเงินสดแล้ว แผนธุรกิจที่ยืดหยุ่นคือหนทางที่จะผ่านวิกฤตในครั้งนี้เช่นกัน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/71481</URL_LINK>
                <HASHTAG>AP, ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์, วิทการ จันทวิมล, อภิทาวน์, เอพี ไทยแลนด์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180918/image_big_5ba0906ece3c5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>46466</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/09/2019 09:42</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/09/2019 09:42</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อสังหาฯปี63มรสุมรุมเร้า แนะเอกชนหน้าใหม่อย่าเพิ่งเข้ามา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24 ก.ย. 2562 นายวสันต์&amp;nbsp;เคียงศิริ&amp;nbsp;นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร&amp;nbsp;เปิดเผยในงานเสวนา&amp;nbsp;กรุงเทพจตุรทิศ&amp;nbsp;โลกเปลี่ยน&amp;nbsp;กฎ-กติกาเปลี่ยน&amp;nbsp;อสังหาริมทรัพย์รุกรับให้ทัน&amp;nbsp;ว่า&amp;nbsp;ขณะนี้&amp;nbsp;ผู้ประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ทุกแห่งอยู่ระหว่างการพิจารณาแผนธุรกิจปี&amp;nbsp;63&amp;nbsp;ต้องวิเคราะห์และวางแผนให้ดี&amp;nbsp;เพื่อสอดคล้องกับความเป็นจริง&amp;nbsp;เนื่องจากแนวโน้มธุรกิจจะมีความเสี่ยงอยู่จากกฎเกณฑ์ต่าง&amp;nbsp;ๆ&amp;nbsp;ทั้งมาตรการคุมเข้มสินเชื่อภาคอสังหาริมทรัพย์&amp;nbsp;(แอลทีวี)&amp;nbsp;และการบังคับใช้ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง&amp;nbsp;วันที่&amp;nbsp;1&amp;nbsp;ม.ค.63&amp;nbsp;


&amp;quot;กฎเกณฑ์ที่เกิดขึ้น&amp;nbsp;ถือเป็นปัจจัยลบที่กระทบต่ออสังหาริมทรัพย์&amp;nbsp;ทำให้ทำธุรกิจต้องวางแผนให้รอบคอบ&amp;nbsp;ทั้งอสังหาริมทรัพย์ที่รอการระบาย&amp;nbsp;(สต็อกสินค้า)&amp;nbsp;หรือที่ดินที่รอการพัฒนา&amp;nbsp;(แลนด์แบงก์)&amp;nbsp;หากจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง&amp;nbsp;จะกลายเป็นต้นทุนของผู้ประกอบการเพิ่มขึ้น&amp;nbsp;ส่งผลต่อราคาสินค้าต้องปรับตาม&amp;nbsp;แต่อย่าลืมว่าราคาสินค้าเพิ่มขึ้นได้ไม่มาก&amp;nbsp;เพราะกำลัฃซื้อของประชาชนมีอยู่จำกัด&amp;nbsp;ส่วนแอลทีวี&amp;nbsp;ต้องปรับตัวทั้งหมดตั้งแต่ผู้ซื้อ&amp;nbsp;สถาบันการเงิน&amp;nbsp;และผู้ประกอบการ&amp;nbsp;ต้องปรับเปลี่ยนการขายระหว่างสร้างเสร็จ&amp;nbsp;เพื่อไม่ให้เกิดสต็อกสินค้าค้างเพิ่มข้ึน&amp;quot;


น.ส.อลิวัสสา&amp;nbsp;พัฒนถาบุตร&amp;nbsp;กรรมการผู้จัดการ&amp;nbsp;บริษัท&amp;nbsp;ซีบีอาร์อี&amp;nbsp;ประเทศไทย&amp;nbsp;จำกัด&amp;nbsp;กล่าวว่า&amp;nbsp;ภาพรวมตลาดการลงทุนจากต่างประเทศ&amp;nbsp;เชื่อว่าอาจจะชะลอตัวลง&amp;nbsp;เพราะได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกที่ยังคงมีความผันผวน&amp;nbsp;ส่วนภายในประเทศ&amp;nbsp;อาจชะลอตัวลงเช่นกัน&amp;nbsp;จากปัจจัยด้านเศรษฐกิจ&amp;nbsp;และปัจจุบันเริ่มพบสัญญาณนำที่ดินมาขายมากขึ้น&amp;nbsp;จากความกังวลภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง&amp;nbsp;ส่วนราคาที่ดินเชื่อว่ายังคงปรับตัวขึ้นจนถึงปีหน้า


ขณะที่&amp;nbsp;การดำเนินงานแผนธุรกิจ&amp;nbsp;ปี&amp;nbsp;63&amp;nbsp;คาดว่าผู้ประกอบการไทยจะร่วมลงทุนกับนักลงทุนจากต่างประเทศเพิ่มขึ้น&amp;nbsp;เพื่อป้องกันความเสี่ยง&amp;nbsp;แต่ขอเตือนว่าการที่อยู่อาศัย&amp;nbsp;โดยเฉพาะคอนโดมิเนียม&amp;nbsp;อย่าทำคล้ายกัน&amp;nbsp;เพราะอาจทำให้เกิดภาวะคอนโดมิเนียมล้นตลาดได้&amp;nbsp;ซึ่งผู้ประกอบการควรสร้างจุดเด่นของโครงการมากขึ้น&amp;nbsp;ทั้งทำเลและราคาต้องมีความเหมาะสม

นายพีระพงศ์&amp;nbsp;จรูญเอก&amp;nbsp;ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร&amp;nbsp;บมจ.ออริจิ้น&amp;nbsp;พร็อพเพอร์ตี้&amp;nbsp;กล่าวว่า&amp;nbsp;ช่วงปลายปี&amp;nbsp;62-63&amp;nbsp;ผู้ประกอบการจะทำการระบายสต็อกออกมาเป็นจำนวนมาก&amp;nbsp;และอาจจัดโปรโมชั่นแข่งขันกันดุเดือด&amp;nbsp;หากผู้ประกอบการรายใหม่ที่ประกอบธุรกิจอื่นอยู่แล้ว&amp;nbsp;แต่ต้องการเข้ามาในตลาดอสังหาริมทรัพย์&amp;nbsp;ขอแนะนำว่าไม่ควรรีบเข้ามาในตลาดนี้&amp;nbsp;เพราะธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ยังมีความเสี่ยงอยู่&amp;nbsp;

นายฤทธิ์&amp;nbsp;ศยามานนท์&amp;nbsp;ผู้อำนวยการสำนักนโยบายภาษี&amp;nbsp;...&amp;nbsp;สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง&amp;nbsp;(สศค.)&amp;nbsp;กล่าวถึงความคืบหน้าพิจารณากฎหมายลูกของภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง&amp;nbsp;ว่า&amp;nbsp;ภายในเดือน&amp;nbsp;ต.ค.นี้&amp;nbsp;กระทรวงการคลัง,&amp;nbsp;การทรวงมหาดไทย&amp;nbsp;และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์&amp;nbsp;จะพิจารณาแล้วเสร็จทั้งหมด&amp;nbsp;ถือเป็นไปตามขั้นตอนตามที่กฎหมายกำหนดไว้&amp;nbsp;โดยจะเริ่มบังคับใช้ตั้งแต่วันที่&amp;nbsp;1&amp;nbsp;ม.ค.63&amp;nbsp;เป็นต้นไป&amp;nbsp;คาดว่าปีแรกจะจัดเก็บภาษีได้ประมาณ&amp;nbsp;30,000&amp;nbsp;ล้านบาท
&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/46466</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180523/image_big_5b0524f3c80d9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>20022</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/10/2018 13:26</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/10/2018 13:26</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>วี พร็อพเพอร์ตี้ โชว์แผน 3-5 ปี เปิดตัวโครงการต่อเนื่อง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;วี พร็อพเพอร์ตี้&amp;rdquo;กางแผน 3-5 ปี ตั้งเป้าเปิด 2-3 โครงการใหม่ต่อปี มูลค่าไม่ต่ำกว่า 3 พันล้านบาท เจาะทำเลสุขุมวิท พร้อมสร้างรายได้อย่างยั่งยืน จ่อพัฒนาโรงแรมระดับ 4 ดาว ทำเลสุขุมวิท พญาไท ล่าสุดเปิดตัวโครงการ เวอร์เทียร์ มูลค่า 1,800 ล้านบาท คาดสิ้นปีมียอดขาย 60%

16 ต.ค. 61 นายพรชัย เลิศอนันต์โชค ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วี พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด เปิดเผยถึงแผนการดำเนินธุรกิจ ว่า บริษัทได้วางแผนพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยในระดับลักซ์ชัวรีอย่างต่อเนื่อง บนทำเลแนวรถไฟฟ้าเป็นหลัก โดยในระยะ 3-5 ปีข้างหน้า (2561-2565) ตั้งเป้าพัฒนาโครงการใหม่มูลค่า 1,300-2,000 ล้านบาทต่อปี หรือประมาณ 2-3 โครงการ และคาดว่าจะสามารถรับรู้รายได้ไม่ต่ำกว่า 3,000 ล้านบาท ส่วนกลยุทธ์การในการดำเนินงานบริษัทจะมุ่งเน้นการเติบโตอย่างยั่งยืน เจาะในทำเลที่มีศักยภาพ

ส่วนแผนการดำเนินธุรกิจในปี 2562 บริษัทมีแผนเปิดตัวโครงการใหม่ประมาณ 3 โครงการ มูลค่ารวมประมาณ 3,000 ล้านบาท แบ่งเป็นคอนโดมิเนียม 2 โครงการ และ แนวราบ 1 โครงการ นอกจากนี้บริษัทมีแผนพัฒนาโรงแรม ระดับ 4 ดาว ประมาณ 200 ห้อง ระดับราคา 3,000-4,000 บาทต่อคืน ในทำเลสุขุมวิท และ พญาไท และมีแผนเปิดตัวโครงการแนวราบใหม่เพิ่มเติม ทำเลอ่อนนุช มูลค่า 700 ล้านบาท ระดับราคา 20-35 ล้านบาท อีกด้วย&amp;rdquo;นายพรชัย กล่าว

สำหรับในปี 2561 นี้บริษัทมีแผนพัฒนาโครงการใหม จำนวน 3 โครงการ ซึ่งได้มีการพัฒนาแล้วจำนวน 3 โครงการ ได้แก่ โครงการ ไอคอน มียอดขายแล้ว 80% และโครงการ วีธารา สุขุมวิท 36 ปิดการขายแล้ว ซึ่งจะส่งผลให้ในปีนี้บริษัทสามารถรับรู้รายได้อยู่ที่ประมาณ 2,300 ล้านบาท ล่าสุดบริษัทได้เปิดตัวโครงการ เวอร์เทียร์ เป็นคอนโดมิเนียมไฮไรส์ 31 ชั้น 1 อาคาร รวม 227 ยูนิต บนที่ดินกว่า 1 ไร่ มูลค่าโครงการรวมกว่า 1,800 ล้านบาท โดยจะเปิดให้จองเป็นครั้งแรกในวันที่ 3 - 4 พ.ย.นี้ ปัจจุบันมียอดขายแล้ว 50% และคาดว่าภายในสิ้นปีนี้จะมียอดขายที่กว่า 60%&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/20022</URL_LINK>
                <HASHTAG>คอนโด, ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์, โครงการแนวราบ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181016/image_big_5bc58445ef477.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>18803</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/10/2018 13:15</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/10/2018 13:15</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“ที กรุ๊ป แอซเซ็ท”ขยายพอร์ตลูกค้าวางเป้าโต10%ต่อปี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที กรุ๊ป แอซเซ็ท โชว์แผน 2 ปี ลุยพัฒนาอสังหฯ เจาะลูกค้าเรียลดีมานด์ เผยปี 62 ปักหมุด&amp;rdquo;สุพรรณบุรี&amp;rdquo;ผุดอาคารพาณิชย์และทาวน์โฮม พร้อมตั้งเป้ามีอัตราเติบโตอย่างน้อยปีละไม่ต่ำกว่า 10%

01 ต.ค. 61 นายธาตรี นุชสวาท กรรมการผู้จัดการ บริษัท ที กรุ๊ป แอซเซ็ท จำกัด ผู้ดำเนินธุรกิจในการบริหารเกี่ยวกับเรื่องของการขาย เช่า ขายฝาก และบริหารโครงการอสังหาริมทรัพย์ เปิดเผยถึงแผนการดำเนินธุรกิจในช่วง 2 ปี (2562-2563) ว่า ในปีหน้าบริษัทได้วางกลยุทธ์ โดยให้น้ำหนักสร้างพอร์ตผู้ซื้อรายย่อยมากขึ้น เนื่องจากลูกค้าของบริษัทเป็นคนไทย เป็นกลุ่มพนักงานเงินเดือน ซึ่งมนุษย์เงินเดือนที่มีรายได้ก็ต้องการที่อยู่อาศัย โดยจะเลือกให้ลูกค้าเหมาะสมกับทำเล เจาะกลุ่มผู้ซื้อมากกว่าเรื่องของการส่งเสริมดีมานด์เทียม เพื่อป้องกันการโอนไม่ได้ และสร้างผลเสียให้กับผู้ประกอบการ กระทบเป็นวงกว้าง&amp;nbsp;

โดยแผนในปี 2562 มีแผนพัฒนาโครงการใหม่ มูลค่าขายประมาณ 150 ล้านบาท ส่วนในปี 2563 บริษัทมีแผนพัฒนาโครงการใหม่ประมาณ 6 โครงการ ไม่เน้นโครงการใหญ่ ทั้งนี้คาดหวังว่าบริษัทจะมีอัตราการเติบโตอย่างน้อยปีละไม่ต่ำกว่า 10% ล่าสุดบริษัทได้ร่วมกับหุ้นส่วนในการขยายไลน์ธุรกิจไปสู่การเป็นนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ภายใต้บริษัท ที กรุ๊ป แอซเซ็ท เนื่องจากมองเห็นโอกาส และต้องการเสริมบริการให้ครบวงจร ทั้งเรื่องการเป็นผู้ผลิตสินค้า การขาย และที่ปรึกษาให้กับลูกค้า

สำหรับในปี 2562 บริษัทจะเริ่มขยายตลาดซึ่งจะเป็นการลงทุนไม่สูง ได้แก่ โครงการแรกที่สามชุก จ.สุพรรณบุรี รูปแบบอาคารพาณิชย์ 3 ชั้น จำนวน 10 อาคาร เนื้อที่ 20 ตารางวา พื้นที่ใช้สอย 180 ตารางเมตร ราคาขาย 2.5-3.5 ล้านบาท และทาวน์โฮมที่จะเปิดขายกลางปี 2562 จำนวน 5 ยูนิต ราคาขาย 1.99-2.19 ล้านบาท รวมมูลค่าขายทั้งหมด&amp;nbsp; 40 ล้านบาท ส่วนโครงการทาวน์โฮม 2 ชั้น ในซอยรามอินทรา 117 จำนวน 9 ยูนิต มูลค่าขาย 23 ล้านบาท โครงการในซอยนวลจันทร์ รูปแบบคอนโดมิเนียม สูง 5 ชั้น มูลค่าขาย 70 ล้านบาท&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/18803</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181001/image_big_5bb1bb0d0e510.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>15856</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/08/2018 16:22</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/08/2018 16:22</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> โจนส์ แลง ลาซาลล์ เปิดข้อมูลผลสำรวจตลาดอสังหาฯ ทุกประเภทขยายตัวได้ดี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เจแอลแอล โชว์ผลสำรวจตลาดอสังหาฯทุกประเภทในครึ่งแรกปี 61 เติบโตต่อเนื่อง เผยคอนโดฯเปิดตัวเข้าสู่ตลาดเพิ่ม ขณะที่อาคารสำนักงานปรับตัวค่าเช่า ด้านโรงแรมจ่อขยับราคาห้องพัก คาดมีนักท่องเที่ยวอยู่ที่ 37.5 ล้านคนภายในปีนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 ส.ค. 61 นางสุพินท์ มีชูชีพ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โจนส์ แลง ลาซาลล์ (ประเทศไทย) จำกัด หรือ เจแอลแอล (JLL) เปิดเผยถึงผลสำรวจภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ในปี 2561 โดยพบว่า มีคอนโดมิเนียมเข้าสู่ตลาดในกรุงเทพรวมทั้งสิ้น 540,000 ยูนิต โดยครึ่งปีแรกเปิดตัวในตลาดแมสอยู่ที่ 17,300 ยูนิต ตลาดระดับบนอยู่ที่ 13,200 ยูนิต โดยตลาดบนมีราคาขายเฉลี่ย 175,000-180,000 บาทต่อตร.ม. ส่วนอาคารสำนักงานก่อสร้างแล้วเสร็จอยู่ที่ 29,000 ตร.ม.ส่งผลให้มีพื้นที่ให้เช่ารวม 8.9 ล้านตร.ม.ปรับเพิ่ม 10% ขณะที่ค่าเช่าเฉลี่ยโดยรวมปรับขึ้นอยู่ที่ 2.6% จาก 651 บาทต่อตร.ม.เป็น 688 บาทต่อตร.ม.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านอาคารเกรดเอมีอัตราค่าเช่าปรับตัวเพิ่มขึ้น 11.2% จาก 751 บาทต่อตร.ม.เป็น 824 บาทต่อตร.ม.ต่อเดือน ส่วนอัตราการว่างของพื้นที่เช่าเฉลี่ยทั้งตลาดอยู่ที่ 8.7% ส่วนอาคารเกรดเออยู่ที่ 6% อย่างไรก็ตามอัตราค่าเช่าจะปรับตัวขึ้นทุกปีนับจากปี 2561 เป็นต้นไป จะมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นที่กว่า 3-5% หรือมากกว่า 1,000 บาทต่อตร.ม.ต่อปีสำหรับอสังหาริมทรัพย์ประเภทศูนย์การค้าปัจจุบันมีพื้นที่รวม 6.5 ล้านตร.ม.เป็นศูนย์การค้าที่เปิดให้บริการในครึ่งปีแรก 6 โครงการ รวมพื้นที่เช่า 48,000 ตร.ม.ซึ่งในครึ่งปีหลังจะเปิดเพิ่มอีก 17 โครงการ รวมพื้นที่กว่า 475,000 ตร.ม.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนตลาดอสังหาริมทรัพย์ประเภทโรงแรมในปี 2561 นี้บริษัทมองว่ายังจะขยายตัวได้ดีและมีความต้องการที่มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยจากจำนวนนักท่องเที่ยวในปีนี้ที่คาดว่าจะมีการเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยที่มีจำนวนมากกว่า 37.5 ล้านคน ขณะที่ในเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา อัตราค่าบริการห้องพักโรงแรมระดับสามดาวเฉลี่ยรายวันปรับตัวจาก 2,000 บาทต่อคืน เพิ่มขึ้นเป็น 2,075 บาทต่อคืน เป็นครั้งแรกในรอบ 10 ปี ด้านโรงแรมสี่ดาวค่าบริการปรับตัวเพิ่ม 5.7% เป็น 3,447 บาทต่อคืน สำหรับโรงแรมห้าดาวปรับเพิ่มขึ้น 4.6% เป็น 6,442 บาทต่อคืน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/15856</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์, สุพินท์ มีชูชีพ, เจแอลแอล, โจนส์ แลง ลาซาลล์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180821/image_big_5b7bd942709dd.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
