<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>34561</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/04/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/04/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หมัดแลกหมัด‘ต้นหอม’ซัดกลับ’ปู ไปรยา’ปมขัดแย้งธุรกิจ  </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หลังจากที่นางเอกสาว ปู-ไปรยา สวนดอกไม้ ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ว่าตนเองไม่ได้เป็นพรีเซนเตอร์อาหารเสริม ที่เป็นธุรกิจของ มะตูม-เตชินทร์ พลอยเพชร และ ต้นหอม-ศกุนตลา เทียนไพโรจน์ แล้ว ซึ่งหลังจากปู ไปรยา ให้ได้สัมภาษณ์ไป ก็สร้างความไม่พอใจให้กับทางมะตูมจนมีการโพสต์ข้อความพาดพิงนางเอกคนดังจนเกิดกระแสดราม่าตามมามากมาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ล่าสุด ต้นหอม ศกุนตลา ก็ได้ออกโรงเคลียร์ถึงเรื่องดังกล่าว โดยซัดกลับทาง ปู ไปรยา ว่า ตอนที่เข้ามาร่วมธุรกิจอีกฝ่ายเลือกที่จะเป็นหุ้นส่วนไม่ได้เป็นแค่พรีเซนเตอร์ ยืนยันบริษัทเป็นผู้ถูกกระทำ เมื่ออีกฝ่ายผิดสัญญาการทำงาน เลยต้องมีการปลดออก และการฟ้องร้องจึงเป็นสิ่งที่ตามมา อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;มันมีเรื่องคดีความที่เกี่ยวข้อง ศดียังไม่ได้ถูกตัดสินสิ้นสุด ฉะนั้นมันไม่สามารถลงรายละเอียดลึกๆ ได้ ซึ่งเอาเรื่องคดีความก่อน เรามีปัญหาด้านธุรกิจกัน เป็นคดีฟ้องร้อง เรายื่นฟ้องเขาตั้งแต่ปีที่แล้ว บอกเลยว่าในเรื่องของการฟ้องร้องเป็นเส้นทางสุดท้ายที่เราเลือกจริงๆ &amp;nbsp;ในวันที่เราตัดสินใจทำธุรกิจร่วมกัน เราคุยกันแล้วว่าไม่อยากเห็นภาพของการฟ้องร้อง ไม่อยากเห็นภาพของการสัมภาษณ์สื่อแล้ววางบอมบ์ใส่กันกลายเป็นว่าวันนี้ทุกอย่างเกิดขึ้นหมดเลย &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;ต้นหอม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; มันเริ่มจากการที่เราร่วมงานกัน คือการทำธุรกิจขนาดนี้ มันจะมีหนังสือสัญญาอยู่แล้ว ทุกคนมีสัญญาฉบับเดียวกัน ทุกอย่างน้องเป็นคนเขียน ตั้งแต่เราติดต่อไปแล้ว เราอยากได้เขาเป็นพรีเซนเตอร์ ก็ให้ทางเลือกน้อง ว่าน้องอยากเป็นพรีเซนเตอร์หรืออยากเป็นบอส ทุกอย่างน้องเป็นคนเลือก เลือกเป็นบอส เราให้น้องร่างสัญญาเลยอยากได้แบบไหน วันนี้พอมีอะไรที่มันผิดสัญญาเกิดขึ้น มันเลยพาทุกอย่างให้มาไกลถึงการฟ้องร้อง &amp;nbsp;แต่หอมจะพูดในมุมบริษัทว่ากว่าที่เราจะเลือกฟ้องร้อง บริษัทเลือกประนีประนอมมาก่อนนะคะ เรายื่นโนติสถึง 3 ครั้ง 3 ฉบับด้วยกัน &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ฉบับที่หนึ่งเป็นการบอกว่ากลับมาทำงานนะ มันยังมีสัญญาระหว่างกัน &amp;nbsp;แล้วโนติสฉบับที่สองถูกยื่นไปอีกครั้งหนึ่ง ก็เหมือนเดิมว่ากลับมาทำงานนะ ซึ่งแต่ละฉบับมันใช้เวลาห่างกัน เราไม่ได้รับการติดต่อเลย โนติสสองฉบับเราได้รับการเพิกเฉยมาโดยตลอด จนกระทั่งฉบับที่สามมันเหมือนฟางเส้นสุดท้ายจริงๆ เพราะว่าตัวแทนเราก็ไม่ไหวแล้ว บริษัทเราต้องรับผิดชอบกับสิ่งที่เกิดขึ้น เราจึงทำการปลดออก ข่าวนำเสนอออกไปเหมือนเขาถอนตัว ถ้าถอนตัวมันเหมือนบริษัททำผิด แต่ไม่ใช่นะคะ ณ วันนี้บริษัทเราเป็นผู้ถูกกระทำ เราปลดเพื่อที่เราจะได้ดำเนินการต่อ ฉะนั้นพอเป็นการปลด การฟ้องร้องจึงเป็นสิ่งที่ตามมา อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้จริงๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เรื่องที่ทำให้แตกหัก สำหรับหอม หอมรู้สึกว่าความคาดหวังของน้อง ผลประโยชน์มันน่าจะประมาณนี้ แต่สิ่งที่เกิดขึ้น หอมคอนโทรลไม่ได้จริงๆ เพราะตลาดออนไลน์มันล้ม ล้มแล้วเราทำได้เพียงแต่ลุกขึ้นมาช่วยกันสร้าง ฉะนั้นวันนี้มันเป็นแบบมะตูมก็ต้องอุ้มบริษัทขึ้นมา เขาบอกมีปัญหาอะไร เขาต้องออกมาออกหน้าคนเดียว ประโยคนี้ เวลามีปัญหาน้องต้องออกมาแทนที่จะเป็นเจ้าของออกมา น้องคือเจ้าของ หน้าที่น้องไม่ใช่แค่ตอบสื่อและดูแลภาพลักษณ์ น้องต้องทำงานมากกว่านั้น น้องไม่ใช่พรีเซนเตอร์ ฉะนั้นถ้าวันนี้เจ้าของแบรนด์บอกว่าการออกมาสัมภาษณ์เป็นเรื่องที่เหน็ดเหนื่อย ไม่แปลกที่วันนี้แบรนด์เราเจ๊ง น้องเป็นเจ้าของจริงๆ ตรงนี้หอมยืนยัน น้องก็พูดว่าเขาคือเจ้าของ ทุกคลิปทุกการเปิดตัว น้องบอกน้องเป็นเจ้าของ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;ปู ไปรยา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; วันที่เราแตกหักทะเลาะกัน มะตูมร้องไห้แล้วบอกว่าขอโทษนะที่พาเขาเข้ามา เราบอกว่าไม่เป็นไรมะตูม ถ้าย้อนเวลากลับไปได้พี่ก็ยังอยากร่วมงานกับเขา เพราะ ณ วันนั้นเขาคือคนที่เหมาะสมจริงๆ แล้วถ้าย้อนเวลากลับไปได้เราคงคุยกันดีกว่านี้ หอมจะพยายามไม่ให้เกิดเรื่องถึงการฟ้องร้องอย่างทุกวันนี้ อยากทำให้ดีที่สุด คือก่อนหน้านี้เอาจริงๆ ส่วนตัวหอมไม่ได้มีอะไร แต่พอหลังฟังคำสัมภาษณ์ของเขา หอมยอมรับว่าหอมมีอารมณ์ขึ้นจริงๆ มันรู้สึกช็อก ไม่รู้รู้สึกอะไร แต่หอมรู้สึกไม่ดีแหละ อารมณ์ไม่ดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เอาจริงๆ หอมอยากให้เคลียร์ แต่ทั้งหมดต้องถามหุ้นส่วนว่าทุกคนว่ายังไง ปูไลน์มาหามะตูมว่าอยากจบ แต่ทนายเราบอกว่าทนายฝั่งเขาบอกว่าไม่ไกล่เกลี่ย เราก็ไม่แน่ใจว่าตกลงคุณยังไงกันแน่ แต่สุดท้าย หอมอยากบอกว่า ณ วันนี้ถ้าเป็นเรื่องคดีความให้กฎหมายดำเนินการไปตามขั้นตอน น้องอยากให้เราคุยผ่านทนาย แต่เรารู้สึกว่าโอเคเรื่องคดีความเราคุยผ่านทนายกันอยู่แล้ว แต่เรื่องของใจ ความจริงใจที่ให้แก่กัน มันไม่ต้องผ่านทนาย น้องโทรมาเลย วันที่เราร่วมธุรกิจกัน เรามีสี่คน คุยได้ พี่ว่าพวกพี่แมนพอ มีอะไรคุยกัน สุดท้ายแล้ววงการต้องไปต่อ เราไม่รู้ว่าวันหนึ่งเราอาจร่วมงาน ร่วมธุรกิจกัน เจอกันอะไรอีกก็ได้ คีปรีเลชั่นชิปเอาไว้ดีกว่า ถ้าวันนี้จริงใจต่อกันเข้ามา แต่ถ้าไม่เอาพี่ หนูไม่โอเค ไม่เป็นไร เราว่ากันตามกฎหมาย เราหยุดการสัมภาษณ์เท่านี้ดีไหม มันเปลืองตัวทั้งคู่ ปล่อยให้ทุกอย่างว่ากันไปตามกฎหมาย ถูกว่าไปตามถูก ผิดว่าไปตามผิด แล้วอีกอย่างหนึ่ง ผิดก็ชดใช้ค่าเสียหาย ขั้นตอนกฎหมายมีแค่นั้นเอง&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;มะตูม-ต้นหอม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขอบคุณภาพจากอินสาแกรม @djtonhorm &amp;nbsp;@dj_matoom&amp;nbsp; @prayalundberg&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/34561</URL_LINK>
                <HASHTAG>ต้นหอม ศกุนตลา, ธุรกิจอาหาร, บอส, ปู ไปรยา, มะตูม เตชินท์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190426/image_big_5cc3366a9d061.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>16116</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/08/2018 09:22</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/08/2018 09:22</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“กัญญา ติลกเรืองชัย” ความอดทนและขยันกับเป้าหมายพันล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;คุยนอกรอบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;กัญญา ติลกเรืองชัย&amp;rdquo; ความอดทนและขยันกับเป้าหมายพันล้าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
จากธุรกิจที่มีพื้นที่ใช้ในการผลิตเพียงแค่ 300 ตารางวา จนปัจจุบันมีพื้นที่ของโรงกงานมากกว่า 5-6 ไร่ กว่าจะสามารถขยับรายได้มาเป็น 500 ล้านบาทในปี 2560 ที่ผ่านมา ไม่ใช่เรื่องง่าย สำหรับ &amp;ldquo;บริษัท เวิลด์ ฟูดส์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด&amp;rdquo; ที่เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2537 จากการดำเนิน 3 ธุรกิจหลัก คือ 1 .กลุ่มน้ำผลไม้ภายใต้แบรนด์ เอ็ม-จอย (M-Joy) และเจ-มิกซ์ (J-mix) 2 .กลุ่มขนมขบเคี้ยว เช่น แป้งมันฝรั่งทอดกรอบ ตรา &amp;ldquo;โปเตโต้&amp;rdquo; และข้าวเกรียบผสมผัก ตรา &amp;ldquo;เมจิโกะ&amp;rdquo; และ 3 .กลุ่มส่วนประกอบที่เป็นวัตถุดิบหลักของผลิตภัณฑ์ เช่น ขวดพลาสติก และวุ้นน้ำมะพร้าว ทำให้สามารถบริหารต้นทุนการผลิตได้ดีกว่าคู่แข่ง ผลิตสินค้าคุณภาพดีในราคาถูกสู่ผู้บริโภคได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับหัวเรือใหญ่ของการนำพาธุรกิจมาตลอดระยะเวลาเกือบ &amp;nbsp;25 ปี คงมิใช่ใครอื่น นอกจาก &amp;ldquo;กัญญา ติลกเรืองชัย&amp;rdquo; กรรมการผู้จัดการ บริษัท เวิลด์ ฟูดส์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด หญิงแกร่งที่มีเป้าหมายจะสร้างธุรกิจขึ้นมาเป็น 1,000 ล้านบาทในอีก 3 ปีข้างหน้า &amp;ldquo;ส่วนตัวแล้วเคยทำงานให้กับบริษัท ยูไนเต็ด ฟู้ดส์ ประมาณ 8 ปี บริษัท บอร์เนียว (ประเทศไทย) อีก 3 ปี และอยู่ที่ยาคอบส์ ดาวเออร์ เอ็กเบิร์ก ทีเอช หรือกาแฟมอคโคน่า 3 ปี จึงได้นำประสบการณ์ด้านการตลาดเข้ามาเปิดบริษัทของตัวเอง ซึ่งช่วงแรกๆ ต้องบอกว่าค่อนข้างยาก เพราะเราได้แค่เรื่องการตลาด และธุรกิจต้องมีเรื่องการเงิน การผลิตเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ในระยะ 5 ปีแรกเราเริ่มจากขนมขบเคี้ยวก่อน แต่ก็มองว่าช่วงซัมเมอร์จะขายไม่ดี เลยอยากทำน้ำผลไม้เพื่อเสริมยอดขายในฤดูร้อน&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังจากเริ่มทำแบรนด์ &amp;ldquo;เจ-มิกซ์&amp;rdquo; ก็พบว่ามียอดขายดีกว่ากลุ่มขนมขบเคี้ยว เน้นจับกลุ่มเด็กหรือโรงเรียนตามต่างจังหวัดเป็นหลัก ซึ่งในตอนนั้นเธอเลือกจะผลิตสินค้ามีคุณภาพและจำหน่ายราคา 5 บาท ซึ่งนับสูงกว่ารายอื่น หรือน้ำผลไม้ที่เป็นลักษณะของฝาฝอยและเสียบหลอดในการดื่มขายเพียง 3 บาท &amp;ldquo;เราต้องการหาความแตกต่างและสร้างสินค้ามีคุณภาพ ถามว่าน้ำผลไม้แบบฝาฝอยขายดีไหม เวลานั้นขายดีมาก แต่ลักษณะของฝามันแตกง่าย ไม่คงทน ในช่วงแรกเราขายแทบไม่มีกำไรเลย เพราะแค่ค่าขวดก็ 2 บาทแล้ว แต่ยอมขาดทุนเพื่อจะได้รู้ว่าหากตั้งราคา 5 บาทแล้วจะไปได้ไหม&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ความสำเร็จมาจากรสชาติของสินค้าที่ถูกปากผู้บริโภค เพราะมีทีมงานวิจัยที่คอยพัฒนาสินค้าให้ตอบโจทย์อยู่เสมอ ขณะเดียวกันยังต้องคงคุณภาพของสินค้าให้ดีอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าระดับราคาจะถูก แต่ไม่ใช่ว่าจะไม่สามารถผลิตสินค้าได้ดี &amp;ldquo;เราคงราคา 5 บาทมาเป็นสิบๆ ปีแล้ว เพราะสามารถควบคุมต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมจึงต้องมีกลุ่มธุรกิจผลิตวัตถุดิบที่ใช้ ไม่ว่าจะเป็นส่วนประกอบในการทำน้ำผลไม้หรือแม้กระทั่งบรรจุภัณฑ์ ทำให้ลดต้นทุนไปได้ถึง 30%&amp;rdquo; กัญญา กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นับจากนี้จะมีผลิตภัณฑ์เอ็ม-จอย (M-Joy) เพื่อจับกลุ่มตลาดวัยรุ่นและคนรุ่นใหม่มากขึ้น จากเดิมมีแบรนด์เจ-มิกซ์ J-mix จับกลุ่มตลาดเด็ก โดยแบรนด์ใหม่อย่างเอ็ม-จอยจะมีขนาดใหญ่ขึ้นเป็น 380 มิลลิลิตร เพื่อสามารถทำตลาดช่องทางโมเดิร์นเทรดได้ ก่อนหน้าบรรจุภัณฑ์มีขนาดเล็ก ไม่คุ้มค่ากับการเข้าสู่ช่องทางโมเดิร์นเทรด และไฮเปอร์มาร์เก็ต ทั้งยังได้ปรับสูตรและพัฒนาผลิตภัณฑ์เอ็ม-จอย และเจ-มิกซ์ เพื่อเน้นเข้าสู่ตลาดสุขภาพมากขึ้น จนทำให้ผลิตภัณฑ์เจ-มิกซ์ได้รับสัญลักษณ์โภชนาการ &amp;ldquo;ทางเลือกสุขภาพ&amp;rdquo; ส่วนผลิตภัณฑ์เอ็ม-จอย อยู่ในระหว่างการยื่นขอ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เธอบอกว่า เคล็ดไม่ลับที่ทำให้ประสบความสำเร็จ และสร้างยอดขายตั้งแต่ปีแรก ที่ไม่เคยตกเลยสักปี คงเป็นความขยันและอดทน เพราะตัวเองไม่ใช่คนเก่งอะไรมาตั้งแต่แรก ต้องขวนขวายหาความรุ้และสิ่งที่จำเป็นต่อการดำเนินธุรกิจอยู่เสมอ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/16116</URL_LINK>
                <HASHTAG>กัญญา ติลกเรืองชัย, ขนมกรุบกรอบ, ธุรกิจอาหาร, ธุรกิจเครื่องดื่ม, เจ-มิกซ์, เวิลด์ ฟูดส์ อินเตอร์เนชั่นแนล, เอ็ม-จอย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180825/image_big_5b80bd1f35f07.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>14634</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/08/2018 10:42</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/08/2018 10:42</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เครือใบหยก ขยายอาณาจักรธุรกิจอาหาร จ่อดันบริษัทเข้า MAI</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เครือใบหยก ลุยธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม วางแผนปี 2563 นำบริษัท พีดีเอส โฮลดิ้ง เข้าตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ หวังระดมทุนขยายธุรกิจโฟรเซ่น ล่าสุดเปิดตัวแบรนด์ใหม่ &amp;ldquo;แกรม แพนเค้ก&amp;rdquo; เสริมแกร่งขนมหวาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายปิยะเลิศ ใบหยก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พีดีเอส โฮลดิ้ง จำกัด ผู้ดำเนินธุรกิจร้านอาหารและเครื่องดื่ม เปิดเผยว่า แนวทางการดำเนินธุรกิจภายในปี 2563 วางเป้าหมายสร้างยอดขาย 350-400 ล้านบาท ในการนำบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ (mai) เพื่อใช้ระดมทุนขยายธุรกิจที่มีอยู่แล้ว ควบคู่ไปกับธุรกิจอาหารในกลุ่มอื่น โดยเฉพาะอาหารแช่แข็งที่มองว่าเป็นโอกาส คาดว่าต้องใช้เงินลงทุนสำหรับธุรกิจดังกล่าวประมาณ 100 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนการเติบโตทางธุรกิจแต่ละปีจะค่อยเป็นค่อยไป หรือต้องการมีอัตราการเติบโตเฉลี่ย 15% ต่อเนื่องทุกปี จากปี 2559 ปิดยอดไปประมาณ 150 ล้านบาท และปี 2560 มียอดขายที่ 220 ล้านบาท โดยบริษัทยังคงเน้นทำร้านอาหารและเครื่องดื่มที่มีความเป็นญี่ปุ่น จากปัจจุบันเปิดให้บริการรวมแล้วกว่า 21 สาขา แบ่งเป็นขนมหวาน ได้แก่แบรนด์พาโบล ชีส ทาร์ต ขณะที่กลุ่มราเมนจะเป็นแบรนด์อิคโคฉะ ราเมน , อูชิดายะ และโมโมทาโร่ รวมถึงร้านอาหารญี่ปุ่นสไตล์อิซากายะ ภายใต้แบรนด์เซไค โนะ ยามะจัง โดยในปีนี้ภาพรวมมีแผนจะเปิดเพิ่มอีก 6 สาขา ภายใต้เงินลงทุน 70 ล้านบาท นับว่ามากกว่าปี 2561 ใช้งบประมาณที่ 30-40 ล้านบาท เพื่อสร้างการเติบโตทางธุรกิจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ล่าสุดบริษัทต้องการเสริมความแข็งแกร่งให้กับกลุ่มร้านขนมหวาน จึงได้เปิดตัว &amp;ldquo;แกรม แพนเค้ก&amp;rdquo; จากประเทศญี่ปุ่น เป็นสาขาแรกที่สยามพารากอน ขนาดของพื้นที่ 73 ตารางเมตร โดยการเลือกทำเลดังกล่าว เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคได้ทุกกลุ่มเป้าหมาย ไม่ว่าจะเป็นลูกค้าชาวไทยเอง หรือแม้แต่นักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้ามาใช้บริการศูนย์การค้าสยามพารากอน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;แม้ว่าตลาดขนามหวานประเภทแพนเค้กในบ้านเราจะมีอยู่หลายแบรนด์ และการแข่งขันก็ค่อนข้างสูงพอสมควร แต่ส่วนตัวยังมองว่ามีโอกาสทางธุรกิจอยู่ โดยเฉพาะแบรนด์ที่มาจากประเทศญี่ปุ่น ยังคงได้รับความนิยมและมีผลตอบรับดีในเมืองไทย เราจะเน้นใช้กลยุทธ์สร้างแบรนด์ผ่านโซเชียลมีเดีย เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ&amp;rdquo;นายปิยะเลิศ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พร้อมกันนี้ บริษัทยังอยู่ระหว่างการนำแบรนด์เกี๊ยวซ่าภายใต้ชื่อไทโช เข้าเปิดให้บริการเพิ่มเติมและเป็นทางเลือกแก่ผู้บริโภคทางหนึ่ง รวมถึงการพิจารณาทำร้านอาหารประเภทชาบูและปิ้งย่าง คาดว่าจะเห็นความชัดเจนได้ในช่วงปี 2562&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี กลุ่มธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร ร้านกาแฟและธุรกิจจัดเลี้ยง นับเป็นตัวที่สร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจได้ทางหนึ่ง โดยมูลค่ารวมมากกว่า 1 ล้านล้านบาทต่อปี แบ่งออกเป็นธุรกิจโรงแรม 5.27 แสนล้านบาท ธุรกิจร้านอาหาร 3.85 แสนล้านบาท ธุรกิจกาแฟ เบเกอรี่ ไอศกรีม จัดเลี้ยงมูลค่ามากกว่า 6.2 หมื่นล้านบาท โดยหากมองย้อนกลับไปช่วง 3 ปีที่ผ่านมามีอัตราการเติบโตเฉลี่ย 10-20% อีกด้วย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/14634</URL_LINK>
                <HASHTAG>ตลาด MAI, ธุรกิจอาหาร, ปิยะเลิศ ใบหยก, พีดีเอส โฮลดิ้ง, เครือใบหยก, แกรม แพนเค้ก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180803/image_big_5b63cf0e9c2af.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>10697</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/06/2018 23:33</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/06/2018 23:33</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บุญรอดฯเร่งเครื่องธุรกิจอาหาร กางแผนร่วมลงทุน ขยายการเติบโต</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บุญรอดฯ กางแผนธุรกิจอาหาร เล็งร่วมทุนผู้ผลิต เพิ่มพาร์ทเนอร์ลุยเต็มสูบ เผยครึ่งปีหลังส่งฟู้ดแฟคเตอร์ดีลดิสทริบิวเตอร์ต่างประเทศ หวังปูทางสู่ตลาดเอเชีย ตั้งเป้ารายได้ 3,500 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายปิติ ภิรมย์ภักดี กรรมการผู้จัดการธุรกิจซัพพลายเชน และกรรมการบริหาร บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ ผู้ผลิตเครื่องดื่มและอาหาร &amp;nbsp;เปิดเผยว่า ในส่วนของแนวทางของธุรกิจอาหาร เบื้องต้นกำลังอยู่ระหว่างการเจรจาเพื่อร่วมทุนกับผู้ดำเนินธุรกิจอาหาร ไม่ว่าจะเป็นโรงงานผลิตซอสปรุงสำเร็จรูปอันดับ 1 ใน 5 ของตลาด ควบคู่ไปกับการมองหาพันธมิตรโรงงานผลิตผงปรุงสำเร็จรูป รองรับการเติบโตในประเทศและต่างประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับแผนการดำเนินธุรกิจครึ่งปีหลัง บริษัท ฟู้ด แฟคเตอร์ จะเร่งทำตลาดเชิงรุกมากยิ่งขึ้น เพื่อสร้างเครือข่ายการดำเนินธุรกิจอาหาร โดยได้เจรจาหาตัวแทนจำหน่ายไปแล้ว &amp;nbsp;4-5 ราย จาก 5-6 ประเทศ ในการกระจายสินค้ากลุ่มอาหารและขนมทานเล่นเข้าสู่ตลาดเอเชีย อาทิ จีน ขณะเดียวกันบริษัทกำลังพิจารณาสินค้าในพอร์ตโฟลิโอ เพื่อนำสินค้าจำหน่ายได้สอดคล้องกับธุรกิจดิสทริบิวเตอร์ มี 2 รูป คือ ทำตลาดและกระจายสินค้า หรือเป็นตัวแทนจำหน่ายอย่างเดียว &amp;nbsp;เช่น ดิสทริบิวเตอร์ในฮ่องกงก็มีเครือข่ายตลาดไต้หวัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมาบริษัทจัดทัพธุรกิจอาหาร ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำรวบรวมบนบอร์ดเดียวกัน โดยธุรกิจต้นน้ำ โครงการนิคมอุตสาหกรรมเวิลด์ ฟู๊ด วัลเลย์ ไทยแลนด์ จ.อ่างทอง รองรับธุรกิจอาหารในเครือและดึงพันธมิตรเข้ามาทำธุรกิจในนิคมอุตสาหกรรม รวมถึงการจัดตั้งฟู้ดอินโนเวชั่น จ.ปทุมธานี พัฒนาสินค้าในเครือและลูกค้าของบริษัท ไร่บุญรอดหรือสิงห์ปาร์ค เป็นแหล่งวัตถุดิบพืชผัก ออร์แกนิคและนอนออร์แกนิค&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่บริษัท เฮสโก โซลูชั่น ผลิตซอสปรุงรสและอาหารพร้อมทาน ฟู้ดแฟคเตอร์ สร้างเครือข่ายธุรกิจอาหารทั้งในและต่างประเทศ จะรองรับสินค้าในกลุ่มบุญรอด 80% อีก 20% เป็นพันธมิตรหรือลูกค้ากลุ่มธุรกิจอาหาร มองว่าการมีกำลังผลิตจำนวนมาก ทั้งจากของกลุ่มบุญรอดฯและกลุ่มลูกค้า จะช่วยลดต้นทุนในด้านต่างๆ ลง นอกจากนี้กลุ่มสินค้าที่อยู่ในพอร์ตโฟลิโอ อย่างธุรกิจร้านอาหาร มีด้วย 4 แบรนด์ อาทิ เอส.33 &amp;nbsp;สตาร์ เชฟ และฟาร์มดีไซน์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;กลุ่มธุรกิจอาหารต้องเติมพันธมิตร ถ้าจะเป็นผู้นำโซลูชั่นธุรกิจอาหารต้องครอบคลุมมากกว่านี้ วางเป้าหมาย 3-5 ปี บริษัทจะนำบริษัทฟู้ดแฟคเตอร์เข้าตลาดหลักทรัพย์ เพราะธุรกิจอาหารมีกำไรน้อย 2-3% &amp;nbsp;ขณะนี้มีพันธมิตร 5-6 ราย ที่มีตราสินค้าเป็นที่รู้จัก วางแผนจะทำตลาดผ่านเครือข่ายของฟู้ด แฟคเตอร์ 4-5 ประเทศ และร่วมใช้ฟู้ดอินโวชั่น ครัวกลางเพื่อพัฒนาอาหาร&amp;rdquo; นายปิติ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านรายได้กลุ่มธุรกิจอาหาร สิงห์ปาร์ค บริษัท เฮกโก ฟู้ด โซลูชั่น ข้าวพันดี สร้างรายได้ 2,500 ล้านบาท และธุรกิจร้านอาหาร 800-1,200 ล้านบาท และฟู้ด แฟคเตอร์ ภายใน 3-5 ปี ตั้งเป้ารายได้ 3,500 ล้านบาท โดยกลุ่มซอสปรุงรสมีมูลค่า 5,000-5,500 ล้านบาท เป็นตลาดเติบโตสูง สอดรับกับพฤติกรรมคนไทยทำอาหารปรุงสดใหม่ ตอบโจทย์ความสะดวก &amp;nbsp;ขณะที่แบรนด์ ซอสต๊อด มีสินค้า 2 กลุ่มในพอร์ตโฟลิโอ ได้แก่ ซอสปรุง 7 รายการ น้ำจิ้มซีฟู้ด ซอสมะเขือเทศชนิดเผ็ด ซอสผัดไทย กลุ่มแสน็ก 3 ผลิตภัณฑ์ บานาน่าชิพ ข้าวโพดหวานซอสต็อด หนังปลา โดยไตรมาส 3 จะเริ่มนำสินค้าไปจำหน่ายโมเดิร์นเทรด 500 สาขา นำร่อง ที่ บิ๊กซี และอีก 2 เดือนส่งออก 3 ประเทศ
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/10697</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธุรกิจอาหาร, บุญรอด, บุญรอดบริวเวอรี่, ปิติ ภิรมย์ภักดี, สิงห์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180604/image_big_5b15698b6b537.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>6506</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/04/2018 09:17</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/04/2018 09:17</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปั๊มน้ำมันเดือด  PT รุกธุรกิจอาหารเต็มสูบ ประเดิมซื้อหุ้น  จิตรมาส แคเทอริ่ง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;PTG ทุ่ม 31.50 ล้านบาท ถือหุ้นบริษัท จิตรมาส แคเทอริ่ง จำกัด สัดส่วน 70% ดันเป็นครัวกลางเพื่อผลิตอาหาร เบเกอรี่ รวมถึงเครื่องดื่ม สนับสนุนธุรกิจอาหารในเครือ หวังปี 65 รายได้แตะ 1,000 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพิทักษ์ รัชกิจประการ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.พีทีจี เอ็นเนอยี (PTG) เปิดเผยว่า บริษัทได้อนุมัติให้บริษัท กาแฟพันธุ์ไทย จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของพีทีจี เข้าซื้อหุ้นสามัญเพิ่มทุนของ บริษัท จิตรมาส แคเทอริ่ง จำกัด ผู้ประกอบธุรกิจให้บริการด้านอาหารครบวงจร วงเงิน 31.5 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 70% โดยตั้งเป้าหมายให้จิตรมาสเป็นครัวกลางเพื่อผลิตอาหาร เบเกอรี่ รวมถึงเครื่องดื่ม เพื่อสนับสนุนธุรกิจอาหารในเครือของบริษัท รองรับการขยายตัวของสถานีบริการน้ำมันพีทีทั่วประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ แผนการดำเนินงาน 5 ปี บริษัทจะใช้เงินลงทุนรวม 360-400 ล้านบาท เพื่อขยายครัวกลาง หรือร้านอาหาร ทั้งในและนอกสถานีบริการน้ำมันพีที ภายใต้แบรนด์ครัวบ้านจิตร พร้อมตั้งเป้าหมายเปิดให้บริการสาขากว่า 150 แห่ง และมียอดขายไม่ต่ำกว่า 900-1,000 ล้านบาท ภายในปี 65 เนื่องจากธุรกิจอาหารยังมีการเติบโตต่อเนื่อง ถือเป็นไปตามแผนงานของบริษัทที่จะขยายธุรกิจนอนออยล์ เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพารายได้จากธุรกิจน้ำมันทางเดียว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;คาดว่าครัวบ้านจิตรจะสามารถเปิดให้บริการสาขาแรกในเดือน พ.ค.นี้ โดยปีนี้จะขยายร้านอาหารได้ 8-10 สาขา และปี 62 จะอยู่ที่ 30 สาขา เบื้องต้นจะเน้นขยายสาขาในกรุงเทพฯ และปริมณฑลเป็นหลัก ก่อนขยายไปตามหัวเมืองใหญ่ในแต่ละภูมิภาค รวมทั้งปัจจุบันบริษัทกำลังศึกษาการเข้าซื้อกิจการ หรือการร่วมลงทุน ประเภทธุรกิจบริการ 1 แห่ง คาดว่าจะเห็นความชัดเจนในไตรมาส 3 ปี 61&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับยอดขายน้ำมันปีนี้ยังเป็นไปตามเป้าหมายที่คาดว่าจะเติบโต 20-25% หลังไตรมาสแรก ปี 61 ยังเห็นทิศทางเติบโตต่อเนื่อง ขณะที่รายได้ในปีนี้ยังมั่นใจจะเป็นไปตามเป้าหมายที่ 115,000 ล้านบาท จากปี 60 มีรายได้อยู่ 84,600 ล้านบาท เนื่องจากธุรกิจพลังงานเติบโตได้ดีกว่าที่คาดไว้ และบริษัทยังเดินหน้าเพิ่มจำนวนสมาชิกบัตรแมกซ์ การ์ด ในปีนี้เป็น 10 ล้านสมาชิก จากปัจจุบันที่มีอยู่ 8 ล้านสมาชิก &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/6506</URL_LINK>
                <HASHTAG>PTG, จิตรมาส แคเทอริ่ง, ธุรกิจอาหาร, ปั๊มน้ำมัน, พิทักษ์ รัชกิจประการ, พีที, พีทีจี เอ็นเนอยี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180405/image_big_5ac585570baca.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
