<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>111647</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/07/2021 15:34</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/07/2021 15:34</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ไทยสร้างไทย&#039;เปิดพิมพ์เขียวแก้โควิด จี้รัฐเยียวยาปชช.-เอสเอ็มอี  </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
30 ก.ค.64 - ที่ทำการพรรคไทยสร้างไทย คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธ์ ประธานพรรคไทยสร้างไทย นายโภคิน พลกุล ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนประเทศ ร่วมแถลงถึงพิมพ์เขียว แนวทางเยียวยา ผู้ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 โดยคุณหญิงสุดารัตน์ กล่าวว่า เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด ในปัจจุบัน สร้างความเสียหายอย่างยิ่ง ต่อปัญหา เศรษฐกิจ ปากท้องและการทำมาหากิน ของประชาชน มีการประมาณการความเสียหายทางเศรษฐกิจกว่าแสนล้านบาท รัฐบาลมีคำสั่งล็อกดาวน์ แต่ไม่มีมาตรการเยียวยาที่เพียงพอ ได้ส่งผลกระทบต่อประชาชนและธุรกิจ SMEs เป็นจำนวนมาก จึงขอเสนอพิมพ์เขียวแนวทางเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ จากโควิด 19 ดังต่อไปนี้&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กลุ่มที่1 ประชาชนทั่วไป ให้เยียวยาทุกครัวเรือน โดยช่วยค่าครองชีพ เดือนละ 7000 บาท เป็นเวลา 3 เดือน เพื่อให้ประชาชนมีค่ายังชีพ เพียงพอประทังชีวิตในช่วงล็อกดาวน์&amp;nbsp; ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายค่าน้ำ ค่าไฟ ไม่เกิน 1000 บาท ต่อเดือน ให้ใช้ฟรี 3 เดือน ส่วนค่าเช่า รัฐเจรจากับเอกชนผู้ให้เช่า เพื่องดการเก็บค่าเช่าเป็น เวลา 3 เดือนในระหว่างที่รัฐยังไม่สามารถควบคุมการระบาดของโควิด ให้รัฐชดเชย ให้กับผู้ให้เช่าบางส่วน อาจจะอยู่ในรูปแบบของการลดภาษี และต้องไม่ถือว่า เป็นการผิดนัด การผ่อนชำระค่าเช่า จนเป็นเหตุให้เกิดการยึดพื้นที่ ให้รัฐช่วยเจรจา หามาตรการลดค่าดำเนินการ (GP) ที่บรรดาผู้ประกอบการ Food Delivery&amp;nbsp; เช่น LineMan Grab ฯลฯ เรียกเก็บจากพ่อค้าแม่ค้า ประมาณ 32% ให้เหลือ 10% เพื่อช่วยร้านอาหารรายเล็ก รวมทั้งพักชำระหนี้เป็น เวลา 6 เดือน ด้วยการพักการผ่อนเงินต้นและลดคิดดอกเบี้ย โดยเฉพาะค่าผ่อนรถ ผ่อนบ้าน โดยเริ่มนำร่องจากธนาคารของรัฐก่อน และต้องไม่ถือว่า เป็นการผิดนัดชำระหนี้ มาเป็นเหตุให้ยึดบ้าน ยึดรถ&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กลุ่มที่ 2 เยียวยาสำหรับธุรกิจ SMEs ช่วยจ่ายค่าจ้างให้พนักงานเดือนละ 5,000-7,000 บาท ผ่าน SMEs เพื่อรักษาชีวิต SMEs และพนักงาน เป็นเวลา 6 เดือน พักชำระหนี้ SMEs ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยเป็นเวลา 6 เดือน โดยไม่นับเป็นหนี้เสีย,เครดิตบูโร ขณะที่โครงการ Soft loan 1 แสนล้านบาทเพื่อสร้างงาน 1 ล้านตำแหน่ง โดยมีเงื่อนไขหลักๆ อาทิ ระยะเวลาการกู้ไม่เกิน 10 ปี วงเงินปล่อยกู้ 500,000 - 1,000,000 บาท ให้ บสย. ค้ำประกัน 100% ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ในการขอใช้วงเงิน ทุกการกู้ 5 แสนบาท ต้องจ้างงาน 5 ตำแหน่ง ตลอดระยะเวลาการกู้ ซึ่งโครงการนี้ จะทำให้เกิดการจ้างงาน 1 ล้านตำแหน่ง รวมทั้งรัฐช่วยจ่ายดอกเบี้ยให้ครึ่งหนึ่งในช่วง 2 ปีแรก สมมุติดอกเบี้ย 4% รัฐจ่ายให้ 2% เท่ากับรัฐมีภาระจ่ายดอกเบี้ยให้ประชาชนปีละ 2000 ล้าน 2 ปีเท่ากับ 4000 ล้านบาท ซึ่งถือว่าน้อยมาก คุ้มกับการช่วยชุบชีวิต SMEs เป็นแสนๆ ราย ให้เดินหน้าธุรกิจได้ต่อหลังโควิด-19 และทำให้เกิดการจ้างงานถึง 1 ล้านตำแหน่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/111647</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์, ธุรกิจเอสเอ็มอี, พรรคไทยสร้างไทย, พิมพ์เขียวแก้โควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210730/image_big_6103b8468012a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>107420</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/06/2021 20:06</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/06/2021 20:06</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;เอกชน&#039; เสนอนายกฯแก้ปัญหาหนี้เสียเอสเอ็มอี ก่อนเปิดประเทศ 120 วัน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สุพันธุ์ มงคลสุธี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23 มิ.ย.64 - เมื่อเวลา 16.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ให้สัมภาษณ์ภายหลังหารือกับนายกรัฐมนตรีว่า ได้เสนอให้นายกรัฐมนตรีเร่งช่วยแก้ไขปัญหาให้กับธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม(เอสเอ็มอี)ให้เรียบร้อยก่อน 120 วันที่จะมีการเปิดประเทศ พอถึงเวลาเปิดประเทศจะได้มีเงินไหลเข้ามาทำธุรกิจต่อไปได้ ซึ่งการที่นายกฯเรียกประชุมเองก็เป็นหนทางที่สดใส&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ปัญหาหลักของเอสเอ็มอีตอนนี้ คือการแก้ไขหลักเกณฑ์หนี้เสีย และหลักเกณฑ์ในด้านอื่นจะสามารถแก้ไขได้หรือไม่ เพราะหากเป็นกลไกเดิมถึงอย่างไรก็ขออนุมัติไม่ผ่าน จึงต้องแก้กลไกของธนาคารและลดขั้นตอนต่างๆลง เพราะสถานการณ์ตอนนี้ไม่ปกติ นอกจากนั้นหารือว่าจะมีวิธีการให้บริษัทใหญ่ไปช่วยบริษัทขนาดเล็กได้อย่างไร รวมถึงให้สามารถนำใบแจ้งหนี้ไปแสดงเพื่อให้ธนาคารปล่อยกู้ในราคาถูกได้วงเงินเยอะ ต่างจากเดิมที่ดอกเบี้ยแพงแต่ได้เงินน้อย จึงต้องประสานทางธนาคารแห่งประเทศไทยและสมาคมธนาคารให้ไปดูในเรื่องนี้ และยังมีอีกหน่วยงานที่ช่วยได้คือธนาคารของรัฐ เนื่องจากธนาคารปกติเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์การปล่อยกู้คือ จะดูจากโอกาสที่จะทำกำไร เช่น ดูจากของที่เขาวางหลักทรัพย์ จะเพิ่มจำนวนหลักทรัพย์ที่เขามีได้หรือไม่&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย เปิดเผยว่า ได้เสนอให้รัฐบาลดูแลหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ของเอสเอ็มอีที่เพิ่มขึ้นมากหลังจากที่เกิดสถานการณ์โควิด-19 โดยเสนอให้มีการตั้งกองทุนฟื้นฟูเอ็นพีแอลเพื่อการพัฒนาเอสเอ็มอีขึ้นมา ซึ่งรัฐบาลได้ตอบรับที่จะให้ความช่วยเหลือ ทั้งนี้ ปัจจุบันสถาบันการเงินปล่อยสินเชื่อให้เอสเอ็มอีไปแล้ว 3.5 ล้านล้านบาท เป็นหนี้เอ็นพีแอลไปแล้ว 240,000 ล้านบาท ขณะที่หนี้ของผู้ประกอบการที่ใกล้จะเป็นระดับเอ็นพีแอลหรือหนี้เสียอยู่ที่ประมาณ 440,000 ล้านบาท หากไม่มีกลไกที่เข้ามาดูแล หนี้ส่วนนี้ก็จะกลายเป็นเอ็นพีแอลที่กระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวม เพราะหากรวมทั้ง 2 ส่วนนี้จะเท่ากับ 680,000 ล้านบาท เท่ากับ 20% ของสินเชื่อเอสเอ็มอี จะกระทบกับสถาบันการเงินด้วย จึงเป็นเรื่องที่อยากให้รัฐบาลเข้ามาช่วยและให้ทุกฝ่ายแก้ปัญหาไปด้วยกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;มีข้อเสนอให้มีมาตรการช่วยเหลือพักต้นพักดอกเบี้ยในส่วนหนี้เดิม ก็จะได้รับการพักต้นพักดอกโดยไม่คิดดอกเบี้ยเป็นระยะเวลาอย่างน้อย 6-12 เดือน ซึ่งจะทำให้ผู้ประกอบการมีระยะเวลาฟื้นตัวและเมื่อเศรษฐกิจกลับมาดีใหม่ อย่างที่นายกฯได้ประกาศว่า 120 วัน จะทำให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ประสบภาวะวิกฤตจากโควิด-19 ได้กลับมาฟื้นตัว ไม่ตกอยู่ในกับดักทางการเงิน หรือเกิดหนี้นอกระบบในระยะยาว&amp;quot;นายแสงชัยระบุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายแสงชัย กล่าวอีกว่า ส่วนของข้อเสนออื่นๆที่นายกรัฐมนตรีรับไปพิจารณา ได้แก่ ให้ นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.แรงงาน รับไปแก้ไขปัญหาที่เอสเอ็มอีเข้าถึงวงเงินกู้ที่กองทุนประกันสังคมจัดวงเงินไว้ให้ 30,000 ล้านบาทไม่ได้ รวมทั้งเสนอให้มีการปรับนิยามของคำว่าเอสเอ็มอี ซึ่งขอให้ใช้ตามนิยามของสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เพื่อให้เป็นมาตรฐาน และเสนอหลักเกณฑ์การผ่อนปรนการช่วยเหลือเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำหรือซอฟโลนให้กับผู้ประกอบการนิติบุคคลที่เสียภาษี ภงด. 50 และผู้ประกอบการที่เป็นบุคคลธรรมดาที่ต้องเสียภาษี ตาม ภงด. 90 โดยจะต้องนำผู้ประกอบการเหล่านี้เข้าไปช่วยเหลือในลำดับแรกๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แสงชัย ธีรกุลวาณิช&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/107420</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธุรกิจเอสเอ็มอี, ฟื้นฟูเศรษฐกิจ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210623/image_big_60d32cbac9cf2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>102562</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/05/2021 19:25</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/05/2021 19:25</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ครม.อนุมัติร่างพระราชกฤษฎีกาส่งเสริม SME ปรับตัวสู่เศรษฐกิจดิจิทัล</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;11&amp;nbsp;พ.ค.64 - นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ที่ประชุม ครม.อนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่... พ.ศ.) (มาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก (SMEs)&amp;nbsp;ปรับเปลี่ยนธุรกิจสู่เศรษฐกิจดิจิทัล) ยกเว้นภาษีเงินได้ให้แก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ซึ่งมีทุนที่ชำระแล้วในวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีไม่เกิน 5 ล้านบาท และมีรายได้จากการขายสินค้าและการให้บริการในรอบระยะเวลาบัญชีไม่เกิน 30 ล้านบาท สำหรับเงินได้เป็นจำนวนร้อยละ 100 ของรายจ่ายที่จ่ายเป็นค่าซื้อหรือค่าจ้างทำหรือค่าใช้บริการโปรแกรมคอมพิวเตอร์หรือซอฟต์แวร์ (Software)&amp;nbsp;ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนจากสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เฉพาะในส่วนที่ไม่เกิน 100,000 บาท สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีที่เริ่มในหรือหลังวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2564&amp;nbsp;&amp;nbsp;ถึงวันที่ 31&amp;nbsp;&amp;nbsp;ธันวาคม พ.ศ. 2565&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ร่างพระราชกฤษฎีกา ฯ มาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก (SMEs)&amp;nbsp;ปรับเปลี่ยนธุรกิจสู่เศรษฐกิจดิจิทัล ส่งเสริมและสร้างแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs)&amp;nbsp;เพิ่มศักยภาพในการดำเนินกิจการและสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันด้วยการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์หรือซอฟต์แวร์ (Software)&amp;nbsp;ที่จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายในการบริหารจัดการธุรกิจเพิ่มมากขึ้น ขณะเดียวกันก็จะช่วยให้รัฐบาลมีข้อมูล ในการกำหนดมาตรการหรือกลไกในการส่งเสริมและสนับสนุนผู้ประกอบการ&amp;nbsp;SMEs&amp;nbsp;ในด้านต่าง ๆ ได้มากขึ้นอีกด้วย&amp;rdquo;&amp;nbsp;นายอนุชา กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/102562</URL_LINK>
                <HASHTAG>ครม., ธุรกิจเอสเอ็มอี, มติครม., ยกเว้นภาษี, ร่างพระราชกฤษฎีกา, อนุชา บูรพชัยศรี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210430/image_big_608bb56d33221.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>63079</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/04/2020 09:52</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/04/2020 09:51</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สสว.ห่วงเอสเอ็มอีชี้กว่า87%รายได้ลด 33%อาการหนัก  </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
14 เมษายน 2563 นางสาววิมลกานต์ โกสุมาศ รองผู้อำนวยการ รักษาการแทนผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เปิดเผยว่า สสว. ได้ทำการสำรวจความคิดเห็นของผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ในเรื่องการปรับตัวและมาตรการเอสเอ็มอี ในภาวะวิกฤตไวรัสโควิด&amp;ndash;19 ในช่วงเดือนมี.ค. 2563 จากผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเอสเอ็มอี ทั่วประเทศ จำนวน 2,655 ราย 21 สาขาธุรกิจ โดยพบว่า ยอดขายของกิจการในเดือนมี.ค. 2563 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน กิจการส่วนใหญ่คิดเป็นสัดส่วน 87.2% หรือมีจำนวนมากถึง 2,315 ราย ตอบว่ามียอดขายลดลงซึ่งมีเอสเอ็มอีประมาณ 3.8% มีรายได้ลดลงกว่า 80% โดยสาขาธุรกิจที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด ได้แก่ ร้านอาหารที่ยังไม่เข้าร่วมเดลิเวอรี่ และอุปโภคบริโภคดั้งเดิม
&amp;nbsp;
ขณะที่การ สอบถามเรื่องของการปรับตัวเพื่อรับมือกับสถานการณ์โควิด-19 ซึ่งพบว่าผู้ประกอบการเอสเอ็มอีกว่า 33.5% ยังไม่มีแผนในการปรับตัว รองลงมา คือ การลดต้นทุนทางธุรกิจ คิดเป็นสัดส่วน 18.8% เพิ่มช่องทางการตลาด เช่น ออนไลน์ และเดลิเวอรี่ คิดเป็นสัดส่วน 12.8% หยุดกิจการชั่วคราว 8.5% จัดโปรโมชั่น 6.2% ลดจำนวนแรงงานและลดเงินเดือน 5.4% เปลี่ยนไปทำธุรกิจอื่นหรือหารายได้เสริม 4.7% ปรับกลยุทธ์ทางการตลาดอื่นๆ 3.8% ปรับราคาสินค้าและบริการ 3.7% ปรับไปตามแต่ละสถานการณ์ 1.4% และอื่นๆ 1.2%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;จากผลสำรวจชี้ให้เห็นว่าผู้ประกอบการส่วนใหญ่ถึง 33.5% ยังไม่มีแผนปรับตัวรับวิกฤติโควิด-19 ซึ่งเป็นกลุ่มที่น่าเป็นห่วงอาจจะไม่สามารถปรับตัวให้รอดพ้นวิกฤติครั้งนี้ไปได้ ดังนั้น สสว. จะให้ศูนย์บริการเอสเอ็มอีครบวงจร (OSS) ทั่วประเทศ 77 จังหวัด ทำการสำรวจและรับข้อร้องเรียนจากผู้ประกอบการ เพื่อเข้าไปช่วยเหลือเอสเอ็มอี รวมถึงส่งต่อผู้ประกอบการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ความช่วยเหลือในด้านต่างๆ ต่อไป&amp;rdquo;นางสาววิมลกานต์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับมาตรการที่ผู้ประกอบการ เห็นว่า สามารถช่วยธุรกิจเอสเอ็มอี ในสถานการณ์ปัจจุบันได้ดีที่สุด 5 อันดับแรก คือ 1. การลดหย่อนภาษี คิดเป็นสัดส่วน 19.7% 2. ควบคุมการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 คิดเป็นสัดส่วน 14.4% 3. ให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ คิดเป็นสัดส่วน 10.2% 4. ผ่อนผันระยะเวลาการชำระหนี้ คิดเป็นสัดส่วน 8.2% และ5. ลด/เลื่อนค่าสาธารณูปโภค คิดเป็นสัดส่วน 6.1%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกันมาตรการช่วยเหลือเอสเอ็มอีที่รัฐบาลได้ประกาศออกมา 12 มาตรการ จากผลสำรวจ พบว่า 7 อันดับแรกที่ผู้ประกอบการชอบมากที่สุด ได้แก่ 1.มาตรการพักเงินต้น ลดดอกเบี้ย ขยายเวลาชำระหนี้ สถาบันการเงินเฉพาะกิจ คิดเป็นสัดส่วน 19% 2. มาตรการลดและเลื่อนจ่ายค่าน้ำค่าไฟ คิดเป็นสัดส่วน 16.7% 3. มาตรการปล่อยกู้ ดอกเบี้ย 2% เวลา 2 ปี ไม่เกิน 20 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 16% 4. มาตรการให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ผ่อนปรนหลักเกณฑ์การปล่อยสินเชื่อธนาคารพาณิชย์ คิดเป็นสัดส่วน 11.8% 5. มาตรการลด เลื่อน ชะลอ การเก็บค่าธรรมเนียม ค่าเช่าที่จ่ายให้ภาครัฐ คิดเป็นสัดส่วน 8.5% 6. มาตรการเร่งคืน VAT ให้ผู้ประกอบการภายในประเทศ คิดเป็นสัดส่วน 5.8% และ7. มาตรการเร่งรัด &amp;nbsp;เบิกจ่ายเงินงบประมาณ คิดเป็นสัดส่วน 4.5%
&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;ldquo;สสว. จะนำข้อคิดเห็นและข้อเสนอของเอสเอ็มอีทั้งหมด ไปประมวลรวบรวมเพื่อปรับปรุงมาตรการช่วยเหลือเอสเอ็มอี เพื่อให้ผ่านพ้นในช่วงวิกฤติโควิด-19 ในครั้งนี้ จากนั้นจะนำเสนอต่อรัฐบาล เพื่อออกมาเป็นมาตรการช่วยเหลือต่างๆต่อไป&amp;quot;นางสาววิมลกานต์ กล่า&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/63079</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธุรกิจเอสเอ็มอี, วิมลกานต์ โกสุมาศ, สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.), โควิด19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200414/image_big_5e9524ef44a9a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>40801</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/07/2019 16:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/07/2019 15:58</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ฮือฮานานทีพรรคนี้มีสาระ!ส.ส.หญิงอนาคตใหม่ เสนอแนะมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12 ก.ค.62 - &amp;nbsp;ที่ทำการพรรคอนาคตใหม่ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ และผอ.ฝ่ายนโยบายพรรค กล่าวถึง ปัญหาทางเศรษฐกิจ ว่า ล่าสุดคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถานบัน ปรับลดเป้าจีดีพีลงจาก 3.3 เปอร์เซ็นต์ เหลือ 2.9 เปอร์เซ็นต์ นี่เป็นสัญญาณที่เห็นตรงกันว่า เศรษฐกิจไทยชะลอตัว เมื่อดูชีวิตความเป็นอยู่ของคนสิ่งที่เกี่ยวข้องกับเงินในกระเป๋าพบว่า รายได้ภาคการเกษตรและภาคแรงงาน ทั้งราคาพืชผลค่าจ้างรายวันหรือเงินเดือนนั้น ลดลงและไม่เพิ่มขึ้น ที่โตอย่างเดียวคือหนี้ภาคครัวเรือน 6.5 เปอร์เซ็นต์ ส่วนหนึ่งมาจากค่าจ้างขั้นต่ำประกาศไม่ได้กว่า 3 เดือน เพราะการตั้งรัฐบาลล่าช้า จึงยังเร่งให้ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจออกมาไม่ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า แต่หากกระตุ้นแค่จีดีพี ก็จะผิดพลาดอีก การกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยที่ตกลง ไม่ใช่แค่มาตรการช้อปช่วยชาติที่กระจุกอยู่แค่ที่ชนชั้นกลาง แต่ต้องคำนึงถึงความครอบคลุมไปยังรากหญ้าด้วย เช่นเดียวกับการกระตุ้นภาคเอกชน หากดึงดูดทุนใหญ่ลงทุนมากขึ้น แต่เอสเอ็มอีก็มีหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้สูงมากที่สุดในบรรดาภาคเศรษฐกิจต้องให้ความสำคัญด้วย ทางหนึ่งกระตุ้นที่จีดีพีได้คือการส่งออก แต่บริษัทของไทยก็กระจุกตัวมาก รัฐบาลจึงต้องคิดแล้วว่า จะพยุงค่าเงินบาทดีหรือไม่ ซึ่งอนาคตใหม่ไม่เห็นด้วยกับการที่เงินบาทแข็งค่าเร็วและแรงที่สุดในรอบ 6 ปี แต่ก็ไม่เห็นด้วยกับการพยุงค่าเงินบาทมากไปเช่นกัน แต่ก็ควรเร่งรักษาเสถียรภาพเงินบาทในระยะสั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า วิธีการแก้ไขให้เอสเอ็มที่เข้มแข็งคือ ให้เข้าถึงเครื่องมือต่างๆที่จะประกันความเสี่ยงได้ โดยลดค่าธรรมเนียม ขอเรียกร้องว่า การช่วยเหลือไม่ใช่การพยุงค่าเงินบาทเพียงอย่างเดียว ค่าเงินแข็งมีคนเสียประโยชน์ และคนได้ประโยชน์ เพราะคนจะซื้อของนำเข้าได้ในราคาถูก เป็นข้อดีให้บริษัทนำเข้าซื้อเครื่องมือในราคาถูก รัฐบาลน่าจะใช้ช่องนี้ให้เกิดการกระตุ้นการลงทุน แม้เขายังไม่อยากลงทุน เพราะยังต้องรอดูเสถียรภาพรัฐบาลก็ตาม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวถามว่า กระทรวงการคลังเตรียมงบประมาณ 5 หมื่นล้านบาท เสนอรัฐบาลใหม่ใช้ในมาตรการกระตุ้นเศษฐกิจ น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า ที่ผ่านมามักมองว่า เศรษฐกิจตกต่ำแล้วต้องกระตุ้น หากดูในระดับรากหญ้า แพคเกจต้องใหญ่กว่านี้เร็วกว่านี้ ซึ่งงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณปี 2563 ล่าช้าไป 3 เดือน ต้องใช้งบปีที่แล้วไปพราง ถือเป็นปัญหาใหญ่ถ้ารัฐบาลเร่งให้เร็วกว่า3เดือนได้จะดีมาก มิเช่นนั้นการกระตุ้นเศรษฐกิจ และการตรวจสอบจะทำได้ยาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่า รัฐบาลประกาศพร้อมนำนโบายฝ่ายค้านไปปรับใช้ น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า นโยบายสาธารณะของพรรคเปิดเผยทั่วไป และส.ส.อนาคตใหม่ก็ได้อภิปรายให้สภารับฟังแล้ว หากนายกฯหรือรัฐบบาลเห็นว่า เป็นประโยชน์ก็สามารถหยิบไปใช้ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถามว่า โฉมหน้าครม.ด้านเศรษฐกิจจะสร้างความเชื่อมั่นได้หรือไม่ น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า ก็สร้างความเชื่อมั่นได้เท่ากับ 5 ปีที่ผ่านมา เพราะเป็นคนเดิมเสียส่วนใหญ่ ยกเว้น กระทรวงพาณิชย์กับกระทรวงเกษตรที่เป็นคนของฝั่งประชาธิปัตย์ ที่ผ่านมาไม่ใช่ว่า รัฐบาลไม่มีโครงการที่ดี แต่มีปัญหาเรื่องการทำให้เกิดผลได้จริง จึงทำให้เอกชนยังเกิดความกังวลเหมือนเดิม เมื่อรองนายกฯเศรษฐกิจยังเป็นคนเดิม.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/40801</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธุรกิจเอสเอ็มอี, มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ, ศิริกัญญา ตันสกุล, อนาคตใหม่</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190712/image_big_5d284acf6e088.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
